16637 research outputs found
Sort by
รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การสังเคราะห์กลยุทธ์การสอนของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหลักสูตรบูรณาการในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และแนวทางการนำไปใช้สำหรบับริบทโรงเรียนชายแดนภาคใต้
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กลยุทธ์การสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 2) ศึกษาความสัมพันธ์และวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การสอน
เพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และ 3) สังเคราะห์กลยุทธ์และพัฒนาแนวทางการนำไปใช้ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในบริบทสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้
การศึกษาใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการวิจัยเชิงสำรวจ และวิเคราะห์ข้อมูสโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา
การใช้สถิติบรรยาย และการถดถอยพหุคูณ กลุ่มเป้าหมายหลักคือครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาหลักสูตรบูรณาการ ในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเชีย สิงคโปร์ และประเทศไทย
และกลุ่มเป้าหมายรองคือผู้บริหารโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียน โดยผลการวิจัยมีดังนี้ 1) ครูผู้สอนมีความคิดเห็นว่าการศึกษาในศตวรรษที่ 21 คือ การศึกษาที่สร้างผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถปรับตัวและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ผู้เรียนมีทักษะการสื่อสารที่ดี และครูสามารถบูรณาการศาสนาในรายวิชา ผู้เรียนรู้เท่าทันสารสนเทศและสื่อเทคโนโลยีการสื่อสาร และสามารถเป็นพลเมืองโลก และครูผู้สอนควรมีคุณลักษณะสำคัญ 9 ด้าน ได้แก่ ครูคือโค้ช ผู้สอนประสบการณ์และทักษะชีวิตแก่ผู้เรียน เข้าใจความแตกต่างของผู้เรียน สามารถบูรณาการศาสตร์ในการเรียนการสอน ผู้ที่ศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพ รู้ทันเทคโนโลยี มีเทคนิคการสอนที่ทันสมัย และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ในส่วนกลยุทธ์การสอนวิเคราะห์จาก
กรอบกลยุทธ์ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ 1) หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ 2) การเตรียมความพร้อมก่อนการเรียนการสอน 3) การวิเคราะห์ประเด็นอุปสรรคต่อการจัดการเรียนการสอน 4) การออกแบบการวัดผลและประเมินผลแนวใหม่ 5) ระบบการนำผลการประเมินสู่การการปรับปรุงและพัฒนา และ 6) ระบบประกันคุณภาพการสอน 2) ตัวแปรที่สามารถทำนายกลยุทธิ์การสอนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ ตัวแปรแนวทางของการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตัวแปรการพัฒนาวิชาชีพของครูผู้สอน ตัวแปรปัจจัยด้านผู้ปกครอง และตัวแปร
ด้านนโยบายแห่งรัฐ และตัวแปรที่สามารถทำนายทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ ตัวแปรการเตรียมความพร้อมก่อนการเรียนการสอน ตัวแปร
การประกันคุณภาพการสอน และตัวแปรการปรับปรุงการเรียนการสอน 3) กลยุทธ์จากการสังเคราะห์เพื่อใช้ในบริบทโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ได้แก่ 1) กลยุทธ์หลักสูตร
สามัญบูรณาการฮิสลาม (บูรณาการสาระการเรียนรู้บูรณาการโครงสร้างรายวิชา) 2) กลยุทธ์การสอน แนวใหม่สำหรับรายวิชาบูรณาการอิสลาม 3) กลยุทธ์การวัดและประเมินการจัดการเรียนรู้บูรณาการอิสลาม 4) กลยุทธ์การนำเทคโน่โลยีการศึกษามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนและบริหารจัดการโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ 5) กลยุทธ์ระบบพัฒนาครูโรงเรียนบูรณาการโดยใช้ห้องเรียนเป็นฐาน และ 6) กลยุทธ์หุ้นส่วนทางการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหลักสูตรบูรณาการ ในส่วนแนวทางการนำไปใช้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนโดยใช้กลยุทธ์การสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 มีชื่อว่ากระบวนการ "อัพเสิร์น (UPLERN)" ซึ่งประกอบด้วย 6 กระบวนการ คือ 1) การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (Understanding) 2) การจัดลำดับความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง (Prioritizing) 3) การเรียนรู้ (Leaming) 4) การนำกลยุทธ์ไปใช้และประเมิน (Employing and Evaluation) 5) การให้ผลสะท้อนกลับและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Reflecting and Revising) และ 6) การสร้างเครือข่าย (Networking
Formulation development and evaluation of semisolid dosage forms containing standardized brazilin-rich extract
Reducing of Water Consumption in Tire Production Industry: A Case Study of a Factory in Songkhla Province
วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม, 2563The main purpose of this research is to apply clean technology for reducing water use in the tire production industry. The scope of this study covers 2 main area i.e. office buildings and production and wastewater treatment section. The results show that the factory consumes 8.73 cubic meters of water per ton of product. The research methodology are 1) Study of water usage in the factory 2) Process analysis and selection 3) Propose of alternative approaches 4) Economical analysis of alternative approaches 5) Comparison of alternative approaches before and after and conclusions.
In the study, the evaluation of the area of using a lot of water with the Pareto diagram for a thorough evaluation showed that the top 4 of office buildings and production that use the most water are BGD135, production buildings. Rinsing tank and latex buildings respectively. The top 3 of the wastewater treatment section are chemical preparation activities. Machine cooling activity and cleaning activities respectively. The simple approaches to reduce water use in factory 1) to manage the production planning and improve the communication to the relevant department for adjust the work process according to current production 2) Adjustment the method of product cooling process 3) Maintenance of heat exchangers to work efficiently 4) Reuse of water in the process of lifting rubber sheets, washing floors etc. 5) Adjusting the cleaning frequency and improving the cleaning equipment.
The result show that 11.09% decrease of water use in factory or 0.97 cubic meter per ton of production. Total saving cost of water consumption was 11,723,934 baht per year and saving cost of waste water treatment cost was 17,585,901 baht per year
Operating framework for health promotion project affecting on nutritional status of newborn to 12 years
วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการระบบสุขภาพ))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2563The objectives of this mixed method research were to assess an impact of
Songkhla food strategy's activities to promote nutritional status of children from newborn to 12 years old, and to develop an operating framework to promote healthy nutrition on a sub-district
level. Four steps of the health impact assessment were employed: public screening, public scoping, assessment, and public review. Quantitative and qualitative data was collected between August 2018 - April 2019 in Kuanroo and Chalae sub-districts by in-depth interviews, questionnaires and observation. Content validity of a research instrument was measured to be
0.98. Research participants included 456 parents, 15 teachers, 20 students, and 21 steering committees. Descriptive statistic and content analysis were used to analyze the data.
The study found that the promotional activities enhanced the caregiver and the children's knowledge on nutrition as well as improved the school food environment. However, there was little impact on the cooking skill of caregivers, nutritional knowledge and healthy food environment of the community. The percentages of stunt, underweight, and overweight children
decreased. Therefore, the guidance on strengthening community action and building healthy public policy was added to the operating framework. Health charters were used to expand nutritional knowledge and to implement healthier food environment in the community in order to continuously promote the children's nutritional health.การวิจัยเชิงพรรณนาแบบผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบ ทางสุขภาพจากกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมภาวะโภชนาการเด็กแรกเกิดถึง 12 ปี และพัฒนา กรอบการดําเนินงานส่งเสริมภาวะโภชนาการในระดับตําบล ศึกษาตามขั้นตอนการประเมินผล กระทบทางสุขภาพ 4 ขั้นตอน คือการกลั่นกรอง การกําหนดขอบเขตและแนวทางการประเมิน การประเมินผลกระทบ และการทบทวนร่างรายงานโดยสาธารณะ ดําเนินการระหว่างเดือน สิงหาคม 2561 – เมษายน 2562 พื้นที่ศึกษาคือตําบลควนรู อําเภอรัตภูมิ และ ตําบลชะแล้ อําเภอ สิงหนคร จังหวัดสงขลา ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยกลุ่มผู้ปฏิบัติการและกลุ่มคณะกรรมการทั้งหมด 21 คน รวมถึงกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ซึ่งประกอบด้วย ผู้ปกครอง 456 คน ครู 15 คน และนักเรียน 20 คน คัดเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการสํารวจด้วย แบบสอบถาม และรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิธีการทบทวนเอกสารรายงาน เอกสารที่เกี่ยวข้อง การจัดเวทีสาธารณะ สังเกตการณ์ และสัมภาษณ์เชิงลึก เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถาม 2) แนวคําถามในการจัดเวทีสาธารณะ 3) แบบบันทึกการสังเกต และ 4) แนวทางการสัมภาษณ์ ทดสอบคุณภาพเครื่องมือโดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา ได้ผลวิเคราะห์ความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิง พรรณาและข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการศึกษาพบว่า โครงการส่งผลกระทบเชิงบวกถึงปัจจัยกําหนดสุขภาพของเด็ก ในด้านความรู้ของผู้ดูแล การเข้าถึงอาหารของเด็กที่บ้านและโรงเรียน ความรู้ของเด็กด้าน การเกษตรและอาหารปลอดภัย แต่ปัจจัยด้านทักษะการปรุงอาหารของผู้ดูแล ความรู้ของคนใน ชุมชน และการเข้าถึงอาหารในชุมชน ยังได้รับผลกระทบทางบวกค่อนข้างน้อย คือเด็กยังสามารถ เข้าถึงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายในชุมชน จากการสํารวจอัตราภาวะโภชนาการ พบว่ากลุ่มเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้ง 2 ตําบล มีภาวะเตี้ย น้ําหนักน้อย และอ้วนลดลงร้อยละ 1.5 -9.8 และเด็ก ในโรงเรียนของ ต.ควนรูมีภาวะอ้วนลดลงร้อยละ 4.8 กรอบการดําเนินโครงการส่งเสริมโภชนาการ เด็กที่ได้จึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเช่น การจัดทําวาระตําบล ธรรมนูญสุขภาพตําบล และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีภาวะโภชนาการที่ดี เช่น เพิ่มพื้นที่ทําเกษตรและสถานที่จําหน่ายอาหารปลอดภัยและอาหารสุขภาพในชุมชนและ ปรับระบบ กลไก เพิ่มเติมจากการเสริมความรู้เรื่องโภชนาการให้ทุกคนในชุมชน เพื่อร่วมส่งเสริมให้เด็กมี ภาวะโภชนาการที่ดีต่อไ
Positive Psychological Capital, Futuristic Thinking, Professional Commitment and Psychological Applicd for Life amongst Prince of Songkla University and National University of Laos Students
กองทุนวิจัยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ประจำปีงบประมาณ 256
รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง สีรองพื้นกันสนิมจากยางธรรมชาติตัดแปร
เป้าหมายหลักของงานวิจัยนี้ คือ การเตรียมสารรองพื้นป้องกันสนิมจากยางธรรมชาติ ขั้นตอนแรกเป็นการเตรียมกราฟต์โคพอลิเมอร์ของยางธาติกับพอลิเมอร์เมทาคริลิก (NR-g-PMAA) โดยใช้เทคนิคพอลิเมอร์ไรเซชันแบบสารละลาย และวิเคราะห์ระดับการกราฟต์ของกรดพอลีเมทาคริลิกบนสายโซ่ยางธรรมชาติจากเทคนิค 2H-NMR การเตรียมสีรองพื้นกันสนิมทำโดยผสมสารละลายของ NR-g-PMAA กับผงสีและสารเชื่อมขวางไอโซไซยาเนต (poly-HD) โดยผลการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคเอ็กซเรย์โฟโตอิเล็กตรอนสเปกโทรสโกปี (XPS) บ่งบอกถึงการเกิด พันธะเอไมต์และพันธะแอนไฮไดรด์ใโครงสร้างของยางกราฟต์เมื่อทำปฏิกิริยากับ (poly-HDI) ผลการทดสอบการยึดติดของสีรองพื้นด้วยเทคนิคการกรีด(Cross-cut test)และการทดสอบด้านการกัดกร่อนโดยการพ่นละอองน้ำเกลือ (Salt-spray test) ชี้ให้เห็นว่าการใช้ poly-HDI ที่อัตราส่วนโมล 2:1 ของ poly-pHDI MAA เป็นระดับที่เหมาะสมลามารถปรับปรุงสมบัติความเสถียรเชิงความร้อนของสีรองพื้นกันสนิม อีกทั้งยังพบว่าสีรองพื้นมีสมบัติการทนต่อสภาพอากาศ (Weather resistance)เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อผสม poly-HDI โดยพบว่าไม่ปรากฏชั้นของสนิมบนผิวเหล็กที่เคลือบด้วยสีรองพื้นผสม poly-pHDI หลังจากการทดสอบด้วยเครื่องเร่งสภาวะอากาศเป็นเวลา 500 h ในกรณีของแผ่นเหล็กที่เคลือบด้วยสีรองพื้นไม่ผสม poly-pHDI พบว่าเกิดชั้นของสนิมบนผิวชิ้นทดสอบอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นขณะทดสอบ โดยผลการวิเคราะห์สนิมที่เกิดขึ้นบนผิวเหล็กอาศัยเทคนิคเอกซเรย์ดิฟแฟรกชั่น (KRD) ชี้ให้เห็นว่าออกไซด์ของเหล็กที่ก่อตัวขึ้นจากการผุกร่อนประกอบด้วน 2 ชนิด หลักๆ คือ เลพิโดโครไซต์ (Lepidoerocite) และเกอไทต์ (Goethite) ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าการใช้สารละลายคอมพาวด์ของผสมของ NR-g-PMAA ร่วมกับ poly-pHDI ในปริมาณที่เหมาะ มีศักยภาพที่จะพัฒนา เป็นสีรองพื้นกันสนิมสำหรับเหล็
A Study on Genetic Diversity of Neck Orange (Citrus reticulata Blanco) Based on Random Amplified Polymorphic DNA (RAPD)
วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (พืชศาสตร์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2563Neck orange has the original planting area in Chana District, Songkhla Province. However, the planting area has dramatically decreased. The aims of this study are to collect and assess genetic diversity of neck orange by using fruit morphology and DNA markers. In this study, ninety-five samples were collected from Songkhla, Trang and Surat Thani provinces. Seventy-four samples were using for fruit morphological characterization. According to fruit physical characteristics, fruit weight was in the range of 201-250 g. An average fruit diameter was 7.52 cm.
The high of fruit polar was on average 1.0 cm with ranged from 1.01- 1.50 cm Fruit chemical
characteristics including juice content was on an average 35.5 percent. Total soluble solids (TSS), titratable acidity and the ratio between total soluble solids and titratable acidity (TSS/TA) were ranged from 8-10 oBrix, 0.31-0.50 percent and 15.1-20.0, respectively. Genetic diversity of ninetyfive samples was analyzed by five RAPD primers including OPA-10, OPA-12, OPA-18, OPB-01, and OPZ-11. Result from a dendrogram analysis based on RAPD markers, 2 clusters could be separated with similarity coefficients ranging from 0.48-0.98 with an average of 0.73. Genetic variability of neck orange progenies from 6 mother plants was investigated by two RAPD primers (OPA-18 and OPZ-11. There were 1 to 4 seedlings per seed with an average percentage of polyembryony was 42.5 percent. Therefore, seed propagation of neck orange may result in genetic variation. Farmers can propagate by seeds but they have to prove that seedlings are nucellus.ส้มจุกมีแหล่งปลูกเดิมอยู่ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา แต่ปัจจุบันพื้นที่ปลูกลดลงไปมาก ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้เพื่อ รวบรวม และวิเคราะห์พันธุกรรมของส้มจุก โดยอาศัย ลักษณะสัณฐานวิทยาของผล และเครื่องหมายดีเอ็นเอ ทําการเก็บรวบรวมส้มจุกจากพื้นที่จังหวัด สงขลา ตรัง และสุราษฎร์ธานีทั้งหมดจํานวน 95 ตัวอย่าง นํามาศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาของผล ส้มจุกจํานวน 74 ตัวอย่าง พบว่าคุณสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ น้ําหนักผลสดอยู่ในช่วง 201-250 กรัม ค่าเฉลี่ยเส้นผ่านศูนย์กลาง 7.52 เซนติเมตร ความสูงขั้วผลมีค่าเฉลี่ย 1 เซนติเมตร และอยู่ในช่วง 1.01-1.50 เซนติเมตร คุณสมบัติทางเคมี ได้แก่ ปริมาณน้ําคั้น มีค่าเฉลี่ย 35.5 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณ ของแข็งที่ละลายน้ําได้ (total soluble solids, TSS) ปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ (titratable acidity, TA) และอัตราส่วนระหว่างปริมาณของแข็งที่ละลายน้ําได้กับปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ (TSS/TA) อยู่ ในช่วง 8-10 องศาบริกซ์, 0.31-0.50 เปอร์เซ็นต์ และ15.1-20.0 ตามลําดับ สําหรับการศึกษาความ หลากหลายทางพันธุกรรมของส้มจุกจํานวน 95 ตัวอย่างโดยใช้จํานวน 5 ไพรเมอร์ ได้แก่ OPA-10, OPA-12, OPA-18, OPB-01 และ OPZ-11 ผลจากการสร้างเคนโดรแกรมด้วยเครื่องหมายอาร์เอพีดี พบว่าสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 2 กลุ่ม มีค่าดัชนีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมอยู่ในช่วง 0.48-0.98 มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.73 ความแตกต่างทางพันธุกรรมของต้นกล้าส้มจุกจากผลของต้นแม่จํานวน 6 ต้น ทดสอบด้วยเทคนิคอาร์เอพีดีจํานวน 2 ไพรเมอร์ คือ OPA-18 และ OPZ-11 พบว่าต้นกล้ามีการงอก 1 ถึง 4 ต้นกล้าต่อเมล็ด โดยมีเปอร์เซ็นต์โพลีเอมบริโอนีเฉลี่ย 42.5 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าส้ม จุกที่ได้จากการเพาะเมล็ดมีความแปรปรวนเกิดขึ้น ดังนั้นเกษตรกรสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ได้ แต่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าต้นกล้าที่ได้เป็นนิวเซลลั
Guideline for Student Motivation Development to be Activists A Case Study of the Faculty of Engineering, Prince of Songkla University
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, 2563This dissertation summarizes the motivations of the students of the Faculty of Engineering, Prince of Songkla University to be activist including the process to encourage students to become the activist in order to develop their potential to be the expected graduate. The qualitative research method is applied with the seventeen student activists and two student affairs officers of the Faculty of Engineering as key informants. The Purposive Sampling is applied for in-depth interview as research tool.
The finding is their motivations have the correlation with the Modern Theories of Motivation; Intrinsic Motivation and Extrinsic Motivation. The Intrinsic Motivations are Personal Interest and Sense of Achievement, Challenge and Self-Development, and Social Recognition. The Extrinsic Motivations are Policies of the Faculty of Engineering to support their development, Influences of friends and Demands of Entrepreneurs. In addition, the interesting findings are also Domicile has the correlation with their motivation. (1) The students without residence in Hat Yai District have more desire of socialization with new groups of friends with mutual interests and attractions, (2) The appropriate style of activities, (3) Cordiality, (4) Support from senior activists which encourage them to convey the same experiences and impression to the next generation. And (5) The first impression towards the activities they involve.
The recommendations are provided for the development of student activities; More flexibility on condition of cocurricular activities to allow students to involve any activities based on their situation and readiness. Not limit by their academic year, Advisory Committee on Student Affairs should be established as advisor to support the student activities and more welfare allocation for the activists including sufficient basic facilities in order to draw their inspiration to be the student activist as expectedการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการเป็นนักกิจกรรมนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตลอดจนการศึกษาแนวทางส่งเสริมให้นักศึกษาก้าวขึ้นมาเป็นนักกิจกรรมนักศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ และผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่เป็นนักกิจกรรมนักศึกษา จำนวน 17 คน และกลุ่มเจ้าหน้าที่กิจการนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 2 คน โดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล (In-depth interview) เป็นเครื่องมือในการวิจัย
ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจที่ทำให้นักศึกษาเป็นนักกิจกรรมนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สอดคล้องกับทฤษฎีด้านแรงจูงใจสมัยใหม่ โดยแบ่งออกเป็นแรงจูงใจภายใน ได้แก่ ความชอบส่วนบุคคลและการความต้องการพื้นที่ในการแสดงออก ความท้าทายในการพัฒนาตนเอง ความต้องการเป็นที่ยอมรับในสังคม และแรงจูงใจภายนอก ได้แก่ นโยบายการพัฒนานักศึกษาและการสนับสนุนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ อิทธิพลของกลุ่มเพื่อน และความต้องการของผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ ยังพบข้อค้นพบเพิ่มเติมที่น่าสนใจในกรณีนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวคือ
(1) ภูมิลำเนามีผลต่อแรงจูงใจให้นักศึกษาเป็นนักกิจกรรมนักศึกษา โดยนักกิจกรรมนักศึกษาส่วนใหญ่ ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงมีความต้องการที่จะเข้าสังคม และค้นหากลุ่มเพื่อนใหม่ๆ ที่มีความชอบ และความสนใจคล้ายคลึงกัน (2) รูปแบบกิจกรรมที่เหมาะสม (3) การได้รับการดูแลจากรุ่นพี่ผู้จัดกิจกรรม (4) บรรยากาศภายในกิจกรรมที่มีความอบอุ่นเป็นกันเอง และ (5) ความประทับใจครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม เป็นแรงจูงใจที่ส่งเสริมให้นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต้องการเป็นนักกิจกรรม เพื่อส่งมอบบรรยากาศและความประทับใจเหล่านี้ ไปสู่นักศึกษารุ่นใหม่ในอนาคต
สำหรับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนางานกิจกรรมนักศึกษา คือ ควรผ่อนปรนหลักเกณฑ์กิจกรรมเสริมหลักสูตรแบบขั้นบันได ให้นักศึกษาสามารถเข้าร่วมกิจกรรมข้ามชั้นปีได้ตามความเหตุปัจจัย และความพร้อมของนักศึกษา นอกจากนี้ ควรกำหนดคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการนักศึกษา ซึ่งเป็นผู้ดูแลงานด้านกิจกรรมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มกิจกรรม และเพิ่มการจัดสรรสวัสดิการสำหรับนักกิจกรรม รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานให้เพียงพอ เพื่อนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษาสู่การเป็นนักกิจกรรมต่อไ
Service Quality of Village Health Volunteers in Unrest Areas : A Case Study of KhokPho Subdistrict, KhokPho District, Pattani Province
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, 2563This quantitative study aimed to investigate the service quality and the relationship between personal factors of service users and service quality of Village Health Volunteers in unrest areas : A Case study of Khokpho Subdistrict, Khokpho District, Pattani Province. The sample size used in the research was 342 people who received services from the village health volunteers (VHV) in Khokpho Subdistrict, Khokpho District, Pattani Province. The research instrument used was a questionnaire. The data obtained were analyzed by using descriptive statistics : Frequency, Percentage, Mean, Standard Deviation and Inferential statistics : comparison of the single group mean (Independent Samples t-test) Analysis of variance One-Way. Anova). The paired mean was compared using Lest Significant Difference (LSD) at a significant level of 0.05.
The findings revealed that the quality of service of VHV required consisted of 5 factors : physical appearance, reliability and trust, response, confidence building and care which the overall quality was at a high level. Meanwhile, the personal factors consisted of education levels, incomes and knowledge of basic public health which had an impact on the different service quality of VHV. When considering in details, it was found that education levels affected different responses. Income levels affected physical appearance, reliability and trust, confidence building and the different aspects of care. Knowledge of basic health affected physical appearance, reliability and trust, response, confidence building and the different aspects of careการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) และความคิดเห็นของประชาชนผู้รับบริการที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันต่อคุณภาพการให้บริการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่สถานการณ์ความไม่สงบ : กรณีศึกษาประชาชนในพื้นที่ตาบลโคกโพธิ์ อาเภอ โคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ขนาดของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย คือ ประชาชนผู้ที่รับบริการจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ตาบลโคกโพธิ์ อาเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จานวน 342 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานประกอบด้วย การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยกลุ่มเดียว (Independent Samples t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Anova) ทาการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่โดยใช้ Lest Significant Difference (LSD) ที่ระดับนัยสาคัญ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพการให้บริการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) ทั้ง 5 ด้าน ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพที่สัมผัสได้ ด้านความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ ด้านการตอบสนอง ด้านการสร้างความมั่นใจและด้านการดูแลเอาใจใส่อยู่ในระดับสูงทุกด้าน ปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบด้วย ระดับการศึกษา ระดับรายได้ ความรอบรู้เกี่ยวกับสาธารณสุขพื้นฐานมีผลต่อคุณภาพการให้บริการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า ระดับการศึกษามีผลต่อด้านการตอบสนองแตกต่างกัน ระดับรายได้มีผลต่อด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพที่สัมผัสได้ ด้านความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ ด้านการสร้างความมั่นใจแตกต่างกัน ความรอบรู้เกี่ยวกับสาธารณสุขพื้นฐานมีผลต่อด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพที่สัมผัสได้ ด้านความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ ด้านการตอบสนอง ด้านการสร้างความมั่นใจ ด้านการดูแลเอาใจใส่แตกต่างกัน สาหรับข้อเสนอแนะคือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับปรุงการจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ทันสมัยให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน และมีการประชาสัมพันธ์เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทาแผนพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) ไปพร้อมกับการจัดทาแผนการฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับงานสาธารณสุขพื้นฐานให้กับประชาชนเพื่อให้แผนการพัฒนาสอดคล้องและต่อเนื่องเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่มากที่สุ