16637 research outputs found
Sort by
Performance Appraisal of Village Development Volunteers in Master Area of 3 South Most Provinces under Pidthong Foundation Followed Royal Initiative
การศึกษาการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากพืชสมุนไพรเพื่อใช้ในการรักษาผู้สูงวัยที่มีภาวะกระดูกพรุนและภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย
บทคัดย่อภาษาไทยงานวิจัยเรื่องที่ 1ข้อมูลพื้นฐาน : ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) เกิดจากความไม่สมดุลของการสร้าง และการทำลายโปรตีนของกล้ามเนื้อ ภาวะผิดปกติเกิดจากมีการทำลายมากกว่าการสร้าง ผลทำให้เกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย การรักษาโรคนี้ในภาวะปัจจุบันมีการใช้ยา และไม่ใช้ยา ในกรณีที่ใช้ยามักเกิดผลข้างเคียง ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงสนใจนำสารสกัดจากขมิ้นชันมาทดลองเพื่อกระตุ้นการสร้างมวลกระดูกวัตถุประสงค์ : การทดลองนี้ได้ใช้สารสกัดจากขมิ้นชัน ซึ่งเรียกว่าสารเคอคูมินอยด์ที่ประกอบด้วย Cu, De, Bis, CRE, CRE-SD, CRE-Bin, and CRE-Ter เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างโปรตีนจากเซลล์กล้ามเนื้อ โดยใช้ cells ที่ induce ให้คล้ายกับกล้ามเนื้อของผู้ที่เป็น sarcopenia ด้วย dexamethasoneวิธีการศึกษา : การทดลองนี้ได้ใช้เซลล์กล้ามเนื้อคือ C2C12 จากนั้นทำให้เซลล์มีลักษณะอ่อนแรงด้วย dexamethasone ต่อมาได้ศึกษา inhibition effects ของสารสกัดเคอคูมินอยด์ที่ประกอบด้วย Cu, De, Bis, CRE, CRE-SD, CRE-Bin, and CRE-Ter ด้วยวิธี MTT, LDH, RT-qPCR และ western blotผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่า Cu, CRE, CRE-Bin, and CRE-Ter สามารถยับยั้งการแสดงออกของยีน Atrogin-1 และ MuRF-1 ซึ่งทั้ง Atrogin-1 และ MuRF-1 ส่งผลต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ขณะที่ CRE-SD สามารถยับยั้งการแสดงออกของ MuRF-1 เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้คณะผู้วิจัยยังพบว่า Cu, CRE, CRE-Bin, CRE-Ter, and CRE-SD สามารถกระตุ้นการสร้างโปรตีน Akt ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญต่อกระบวนการสร้างโปรตีนใน TOR signaling pathwayสรุปผล : การศึกษาครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่าสารเคอคูมินอยด์ที่ประกอบด้วย Cu, CRE, CRE-SD, CRE-Bin, and CRE-Ter สามารถยับยั้งการเกิด muscle atrophy หรือ sarcopenia โดยสามารถยับยั้งยีนที่ทำให้ muscle atrophy คือทั้ง Atrogin-1 และ MuRF-1 นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นการสร้างโปรตีนผ่าน TOR signaling pathwayบทคัดย่อภาษาไทยงานวิจัยเรื่องที่ 2ข้อมูลพื้นฐาน : ในกระบวนการสร้าง osteoclasts มีการแสดงออกของ miR21 ร่วมด้วย จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ากลไกของ NF?B-miR-21 pathway เป็นกลไกใหม่ที่สามารถนำไปรักษาโรค diabetic ulcers ได้ และเมื่อไม่นานมานี้คณะผู้วิจัยพบว่าสารเคอร์คูมินอยด์ชนิด CRE-Ter สามารถยับยั้งกระบวนการสร้าง osteoclasts ผ่าน NF?B pathway ส่วนความสัมพันธ์ระหว่าง CRE-Ter, miR21 และกระบวนการสร้าง osteoclasts ยังไม่มีการศึกษามาก่อน วัตถุประสงค์ : ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการแสดงออกของ miR21, NF?B pathway และกระบวนการสร้าง osteoclasts โดยหวังว่าจะเป็นกลไกใหม่ที่สามารถนำไปใช้รักษาโรคกระดูกพรุนได้ในอนาคต วิธีการศึกษา : การทดลองนี้ใช้เซลล์ RAW 264.7 ที่กระตุ้นด้วย RANKL จนทำให้เซลล์เปลี่ยนเป็น osteoclasts โดยวัดจากการแสดงออกของ TRAP และ Cathepsin K จากนั้น treat เซลล์ด้วย CRE-Ter และศึกษาการแสดงออกของ ROS การแสดงออกของ miR21 ผ่าน signaling pathways ต่างๆ โดยวิธี Real time PCR, Western blotting, EMSA และ ChIP assaysผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่า หลังจาก treat cells ด้วย CRE-Ter ทำให้การแสดงออก ROS ลดลง การแสดงออกของ osteoclast markers ชนิด TRAP และ Cathepsin K ลดลง นอกจากนี้ CRE-Ter ยังทำให้การแสดงออกของ miR21 ลดลง จากนั้นคณะผู้วิจัยได้ศึกษากลไกการแสดงออกของ miR21, signaling pathways และ DNA–protein binding ผลพบว่า CRE-Ter ทำให้ miR21 มีการแสดงออกลดลง ผ่านการแสดงออกของโปรตีนใน NF?B และ Akt pathways และต่อเนื่องด้วย DNA – protein binding โดยใช้วิธี EMSA และ ChiP ลดลงด้วย สรุปผล : การศึกษาครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่าสารเคอคูมินอยด์ที่ชนิด CRE-Ter สามารถยับยั้งการสร้าง osteoclasts ผ่านกลไก NF?B-Akt-miR-21 pathway ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่ยังไม่เคยรายงานมาก่อน ซึ่งกลไกนี้อาจนำไปใช้เพื่อรักษาโรคกระดูกพรุนต่อไปบทคัดย่อภาษาไทยงานวิจัยเรื่องที่ 3ข้อมูลพื้นฐาน : สารเคอร์คูมินอยด์ CRE-Ter มีส่วนประกอบของ curcumin ซึ่งมีรายงานมาก่อนว่าสามารถยับยั้งมะเร็ง, antioxidant และ anti-inflammation อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก curcumin ละลายน้ำยาก และดูดซึมเร็ว ดังนั้นจึงไม่เหมาะเพื่อนำไปใช้เป็นยารักษาโรควัตถุประสงค์ : เพื่อให้การดูดซึมของ CRE-Ter เข้าสู่ร่างกายของคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้ทำการวิจัยเลียนแบบ โดยได้นำ CRE-Ter เข้าใน liposome และศึกษากลไกการยับยั้งการสร้าง osteoclasts ผ่านตัวกลางคือ scaffold ชนิด PLA foams โดยหวังว่าจะเป็นวิธีใหม่ที่สามารถนำไปใช้รักษาโรคกระดูกพรุนได้ในอนาคต วิธีการศึกษา : การทดลองนี้ใช้เซลล์ RAW 264.7 (monocytes) ที่กระตุ้นด้วย RANKL จนทำให้เซลล์เปลี่ยนเป็น osteoclasts โดยวัดจากการแสดงออกของ monocyte markers (F4/80), TRAP และ Cathepsin K จากนั้น treat เซลล์ด้วย Liposomal CRE-Ter ที่ผ่านตัวกลาง scaffold ชนิด PLA foam และศึกษาการยับยั้งการสร้าง osteoclasts ผ่าน signaling pathways ต่างๆ โดยวิธี Western blottingผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่า หลังจาก treat cells ด้วย Liposomal CRE-Ter ทำให้การแสดงออก F4/80 เพิ่มขึ้น การแสดงออกของ osteoclast markers ชนิด TRAP และ Cathepsin K ลดลง นอกจากนี้ CRE-Ter ยังทำให้การแสดงออกของโปรตีนใน signaling pathways ชนิด NF?B และ ERK pathways ลดลงด้วย สรุปผล : การศึกษาครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่า Liposomal CRE-Ter สามารถยับยั้งการสร้าง osteoclasts ผ่านกลไก NF?B- ERK pathway ซึ่งกลไกนี้อาจนำไปใช้เพื่อรักษาโรคกระดูกพรุนต่อไปได้ในอนา
Development of innovation on prototype horizontal reactor in manufacture of torrefied pellets from rubberwood residues for sustainable commerce
จุดประสงค์ของงานวิจัยนี้คือ การผลิตเม็ดพลังงานทอร์รีไฟด์จากเศษไม้ยางพารา โดยการพัฒนาใช้นวัตกรรมต้นแบบเตาปฏิกรณ์แบบถังแนวนอน มาประยุกต์ใช้ในการผลิตเชิงอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และสามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนต่อไปในอนาคต เตาปฏิกรณ์แบบแนวนอนมีการทำงานในลักษณะของถังหมุน โดยใช้ความร้อนทางอ้อมจากห้องเผาที่ใช้เศษไม้ และปีกไม้เป็นเชื้อเพลิง วัตถุดิบเศษไม้ยางพารา จะผ่านกระบวนการทำให้มีขนาดเล็กโดยผ่านเครื่องทำชิ้นไม้สับ และเครื่องตีชิ้นไม้ ตามลำดับ จากนั้นชิ้นไม้ขนาดเล็กจะถูกนำเข้าสู่เตาปฏิกรณ์แบบแนวนอนแบบต่อเนื่อง ซึ่งมีเตาปฏิกรณ์แบบแนวนอนกำลังการผลิตในการทำชิ้นไม้ทอร์รีไฟด์สูงสุดที่ 500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง โดยสามารถทำความร้อนได้ในช่วง 50 ถึง 350 องศาเซลเซียส จากการทดลองใช้อุณหภูมิในกระบวนการทอร์รีแฟคชั่นขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่อุณหภูมิต่างกัน ที่ 250, 270, และ 290 องศาเซลเซียส โดยได้ทำการทดสอบสมบัติเบื้องต้นของเม็ดพลังงานทอร์รีไฟด์ เช่น ค่าความชื้น ค่าความหนาแน่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาวเม็ดเชื้อเพลิงชีวมวล ความชื้น ปริมาณเถ้า คาร์บอนเสถียร ไอระเหย และวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี พบว่าค่าความร้อนของเม็ดพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น มีค่าคาร์บอนเสถียรเพิ่มขึ้น ขณะที่มีปริมาณไอระเหยลดลง สมบติต่างๆอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเม็ดพลังงานไทย มอก. 2772–2560 และมาตรฐานเม็ดพลังงานยุโรป EN 14961-1:2010 ดังนั้นการนำเศษไม้ยางพารามาผลิตเม็ดพลังงานทอร์รีไฟด์โดยการพัฒนาใช้นวัตกรรมต้นแบบเตาปฏิกรณ์แบบถังแนวนอนจึงเป็นการเพิ่มมูลค่า และการเพิ่มศักยภาพของเม็ดพลังงานชีวมวลให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้
Effects of Using Augmented Reality for Developing Learning Achievement on Arabic Consonant Pronunciation of Grade 3
วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2563การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนเทคโนโลยีเสมือนจริง เรื่อง การ
อ่านออกเสียงพยัญชนะภาษาอาหรับ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่ม
ควบคุม กับ กลุ่มทดลอง เรื่อง การอ่านออกเสียงพยัญชนะภาษาอาหรับ 3) เพื่อศึกษาคะแนนพัฒนาการ
สัมพัทธ์ของกลุ่มทดลองโดยใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง เรื่อง การอ่านออกเสียงพยัญชนะภาษาอาหรับของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเทคโนโลยีเสมือนจริง เรื่อง
การอ่านออกเสียงพยัญชนะภาษาอาหรับของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 60 คน
ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาบทเรียนเทคโนโลยีเสมือนจริงในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน เรื่อง การอ่านออกเสียงพยัญชนะภาษาอาหรับ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้าน
เนื้อหา เรื่อง การอ่านออกเสียงพยัญชนะภาษาอาหรับ อยู่ในระตับมากที่สุด (2) ต้านสื่อการเรียนการ
สอน คือ เทคโนโลยีเสมือนจริง อยู่ในระดับมาก (3) ด้านแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านออก
เสียงพยัญชนะภาษาอาหรับ อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่
เรียน เรื่อง การอ่านออกเสียงพยัญชนะภาษาอาหรับ กลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01 3) การวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ของกลุ่มทดลอง พบว่าผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน เรื่อง การอ่านออกเสียงพยัญชนะภาษาอาหรับ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ ระดับ .01 และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เพิ่มขึ้น 70 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในระดับสูง 4) การ
วิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อรูปแบบการเรียนเทคโนโลยีเสมือนจริง เรื่อง การอ่านออกเสียง
พยัญชนะภาษาอาหรับของนักเรียนขั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดThe purpose of this research were to 1) to develop a Augmented Reality lesson
on effective reading of Arabic consonants 2) to compare post-learning achievement of
the controlled group and the experimental group on reading Arabic consonants 3) To
study the relative growth score of the experimental group by using Augmented Reality
on reading of the Arabic consonants of grade 3 Students 4) To study the students'
satisfaction with the Augmented Reality on the pronunciation of the Arabic consonants
Of the 60 Grade 3 students.
The results of the research revealed that 1) the steps to develop the model of
the augmented reality lesson in the development of the learning achievement in
reading out the Arabic consonants consisting of 3 aspects. (1) The result of the content
quality assessment was at the highest level. (2) The result of the quality of teaching
and learning augmented reality assessment was at the high level. (3) Assessing the
quality of the learning management plan on Arabic consonants was at the highest
level. 2) The comparison of post-learning achievement of the students toward reading
out the Arabic consonants of grade 3 students between the experimental group and
the controlled group found that the achievement after the study of students in the
experimental group was significantly higher than the control group at the level of .01
3) The data analysis of the relative development score of the experimental group was
found that the achievement on Arabic consonants Pronunciation, After studying is
higher than before studying by statistically significant at the level of .01 and the
relative development score increased by 70 percent which was at a high level. 4) The
analysis of learners' satisfaction toward the augmented reality on reading of Arabic
consonants of grade 3 students was at the highest level of satisfactio
รายงานสรุปผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่องการปรับตัวของสหกรณ์กองทุนสวนยาง ภายใต้สภาวะวิกฤตราคายางตกต่ำ
The Impact of Product Level of Vending Machine for Ready to Drink Beverage toward Purchase Intention of Consumers in Hatyai
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต, 2563การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของระดับผลิตภัณฑ์ของตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติต่อความตั้งใจซื้อเครื่องดื่มพร้อมดื่มของผู้บริโภคในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่ไม่เคยใช้ตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าผู้บริโภคมีระดับความต้องการต่อระดับผลิตภัณฑ์ของตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และในแต่ละด้านพบว่า ด้านผลิตภัณฑ์ที่แท้จริง และด้านผลิตภัณฑ์หลัก อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับ และด้านผลิตภัณฑ์ควบอยู่ในระดับมาก อีกทั้งผู้บริโภคมีระดับความคิดเห็นต่อความตั้งใจซื้อเครื่องดื่มพร้อมดื่มอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ระดับผลิตภัณฑ์ในด้านผลิตภัณฑ์ที่แท้จริง และด้านผลิตภัณฑ์หลักมีผลกระทบต่อความตั้งใจซื้อเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 และพบว่าด้านผลิตภัณฑ์ควบไม่มีผลกระทบต่อความตั้งใจซื้อเครื่องดื่มพร้อมดื่
Factors Affecting Drug Use among Alleged Drug Offenders : A Case study of Songkhla Province
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ,2563The purpose of this research is to 1) study personal factors affecting to drug offenders in Songkhla for making decision to use drug for the first time 2) study social factors that affect the drug accused of drug crimes 3) economic factors affecting the drug accused of drug crimes and 4) to study environmental factors affecting to drug offenders in Songkhla for making decision to use drug for the first time. The sample is a group of 125 drug addict who were arrested and receiving drugs treatment program at Than Ya Rak Songkhla hospital. An example of statistics used is frequency, percentage. The results showed that most of the sample group are 20 - 30 years old males are aged, Buddhists religion who are single with high school education and employed with salary 3,000 – 5,000 THB per month. So most of them are staying with their family like brother, sister, father or mother. And then they are so strong and have got good health before using drug. They are 20 - 30 years old for the first time of drug using and the first type of drugs is cigarette and Methamphetamine. But they also still believe that they stop using drug by themselves and they deny drug treatment program in hospital. So the most of personal factors is persuaded close friends and the second is curious trying without realize about caution. Especially, divorce family and domestic violence is the main social factor that affected drug offenders aside from this, they live and learn about their boyfriend/girlfriend behavior who is drug addicted or they have got in toxic relationship with boyfriend/girlfriend so they use drug to get their lover attention and their lover are maybe drug addicted. Lastly, we have never forgotten the economic factors because this factor is the most important factor like high living expenses, unfair wages, higher household debt and poor people. People with economic problem are very easily decide to use drug for solving or forgetting their problem. For the environmental factors related economic factors so the drug addicted can normally get drug in community near their living area and they also have close relationship with people who purchased drugs so this is the great network for person who addicited or purchased and merchandisedงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการเริ่มเสพยาเสพติดของผู้ต้องหาคดียาเสพติด ในพื้นที่จังหวัดสงขลา 2) ศึกษาปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลต่อการเริ่มเสพยาเสพติดของผู้ต้องหาคดียาเสพติด ในพื้นที่จังหวัดสงขลา 3) ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการเริ่มเสพยาเสพติดของผู้ต้องหาคดียาเสพติด ในพื้นที่จังหวัดสงขลา 4) ศึกษาปัจจัยสภาพแวดล้อม (Environmental Factors) ที่ส่งผลต่อการเริ่มเสพยาเสพติดของผู้ต้องหาคดียาเสพติด ในพื้นที่จังหวัดสงขลา และ 5) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้ยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เสพยาเสพติดซึ่งถูกจับกุมและได้รับการบำบัดรักษาตัว อยู่ในโรงพยาบาลธัญญารักษ์ สงขลา จำนวน 125 ตัวอย่าง สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 20 – 30 ปี นับถือศาสนาพุทธ มีสถานภาพโสด มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา อาชีพรับจ้าง โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 3,001 – 5,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่กับครอบครัว (พี่/น้อง/บิดา/มารดา) โดยมีภาวะสุขภาพก่อนหรือขณะที่เริ่มต้นใช้ยาเสพติดแข็งแรงดี มีการเสพยาเสพติดครั้งแรกอายุระหว่าง 20 – 30 ปี ซึ่งยาเสพติดที่เคยใช้ก่อนเข้ารับการบำบัดรักษาเป็นประเภทบุหรี่ และประเภทยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน รองลงมา คือ มีความอยากรู้อยากลอง ขาดความยับยั้งชั่งใจ รองลงมา คือ พ่อแม่ของหย่าร้างและแยกทางกัน ส่วนปัจจัยทางสังคมด้านเพื่อนที่ส่งผลต่อการเสพยาเสพติดเนื่องเพื่อนเป็นผู้ชักชวนหรือชักจูงให้ท่านเสพนาเสพติด รองลงมา คือ ที่คบเพื่อนหรือกลุ่มเพื่อนที่ใช้ยาเสพติด และปัจจัยทางสังคมด้านคนรักที่ส่งผลต่อการเสพยาเสพติด เนื่องจากเลียนแบบพฤติกรรมการเสพยาเสพติดจากคนรัก และต้องการเรียกร้องความสนใจหรือความรักจากคนรัก รองลงมา คือ คบหากับคนรักที่มีประวัติเกี่ยวกับคดียาเสพติดมาก่อน โดยปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการเสพยาเสพติดเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่รายได้ลดลง และมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความเครียดจึงต้องใช้ยาเสพติด รองลงมา คือ มีความเป็นอยู่ฐานะยากจน จึงใช้ยาเสพติดประชดชีวิต และปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเสพยาเสพติดเนื่องจากสามารถหาซื้อยาเสพติดได้ง่ายในชุมชน รองลงมา คือ รู้จักและมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายยาเสพติด หรือบุคคลที่เสพยาเสพติด โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้ยาเสพติดในเรื่องค่านิยมที่ผิดๆเกี่ยวกับการใช้สารเสพติ
Public Opinion regarding Work Performance upon Good Governance Principle of the Thachamoung Sub-District Administrative Organization, Rattaphum District, Songkhla Province
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, 2563This research aimed to study the level of people's opinions on the performance of Thachamouang Subdistrict Administrative Organization (SAO) according to the 6 principles of good governance: moral principles, rule of law, participation, responsibility, worthiness, and transparency. Also, it was to compare the public opinions on the performance according to the good governance principles, divided the personal factors: gender, age, education level, religion, occupation, income, membership of a club or development group in the area, and participation in activities organized by SAO. The data were collected from the 389 samples who were the people living in Thachamouang Subdistrict, Rattaphum District, Songkhla Province by using questionnaire. The data were then analyzed using Frequency, Mean, Standard Deviation, t-test and the F-test. The results showed that the people had opinions about the performance of SAO based on the principles of good governance at a medium level. Governance of rule of law was at the highest mean, followed by responsibility, worthiness, participation, moral principle and transparency, respectively. When comparing the opinions of the public on the performance of SAO classified by the personal characteristics, it was found that gender, occupation, income, religion, membership in clubs or development groups in the area and participation in the activities organized by SAO were different. There was the opinion over the performance of SAO at no difference which was inconsistent with the hypothesis set. The people with different age, educational level would have a different opinion on the performance of SAO at statistically significant 0.05 which was consistent with the research hypothesis. The suggestions from the findings for the improvement of good management in local government administration of SAO included developing communication through the use of various communication channels with the public. For instance, there should be short video clips for presenting information and news to cover all groups of people. This would make people able to access the information more easily and have more opportunities for participation. It can also be used as a channel for people to inquire, suggest or research facts, monitor the work performance of Thachamouang Subdistrict Administrative Organization more easily. This will result in better management according to the principles of good governance.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อผลการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าชะมวง ตามแนวทางหลักธรรมาภิบาลทั้ง 6 องค์ประกอบ อันได้แก่ หลักคุณธรรม หลักนิติธรรม หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า และหลักความโปร่งใส และเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อผลการดำเนินงานตามแนวทางหลักธรรมาภิบาล โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เพศ อายุ ระดับการศึกษา ศาสนา อาชีพ รายได้ การเป็นสมาชิกชมรมหรือกลุ่มพัฒนาในพื้นที่ และการเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยอบต. โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นตำบลท่าชะมวง จำนวน 389 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ค่าทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่า t–test และค่า F-test ผลการศึกษา พบว่า ประชาชนมีระดับความคิดเห็นต่อผลการดำเนินงานของอบต.ท่าชะมวงตามแนวทางหลัก ธรรมาภิบาล ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ธรรมาภิบาลด้านหลักนิติธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ธรรมาภิบาลด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักคุณธรรม และด้านหลักความโปร่งใสตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อผลการดำเนินงานของอบต.ท่าชะมวง จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มี เพศ อาชีพ รายได้ ศาสนา การเป็นสมาชิกชมรมหรือกลุ่มพัฒนาในพื้นที่ และการเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยอบต.ท่าชะมวงที่แตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นต่อผลการดำเนินงานของอบต.ท่าชะมวงตามแนวทางหลักธรรมาภิบาลไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และประชาชนที่มี อายุ ระดับการศึกษา แตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นต่อผลการดำเนินงานของอบต. ท่าชะมวงตามแนวทางหลักธรรมาภิบาล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย ข้อเสนอแนะสำหรับอบต.ท่าชะมวงที่ควรปรับปรุง คือ ธรรมาภิบาลด้านหลักการมีส่วนร่วม หลักคุณธรรม และหลักความโปร่งใส ซึ่งอบต.ท่าชะมวงควรมีการพัฒนาการสื่อสารโดยการใช้ช่องทางในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารต่างๆ กับประชาชนให้เพิ่มขึ้น เช่น การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารผ่านทางแอพพลิเคชั่น ไลน์ เฟซบุ๊ก โดยใช้รูปแบบที่น่าสนใจ เช่น การทำคลิปวิดิโอสั้นในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่างๆ ให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและมีโอกาสในการเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นช่องทางที่ประชาชนจะสอบถาม เสนอแนะ หรือค้นคว้าหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการทำงานของอบต.ท่าชะมวงได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลที่ดียิ่งขึ้นในการบริหารจัดการตามแนวทางหลักธรรมาภิบา
The Effects of Learning Management through the 21st Century Collaborative Teaching Series of Learning Achievement About the production of herbal drinks For students in Mathayom 3
กองทุนวิจัยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ประจำปีงบประมาณ 256