16637 research outputs found
Sort by
Community-based Aquatic Animal Resource Management in Pakbara Coastal Area, La-ngu District, Satun Province
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(การบริหารการพัฒนาสังคม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2562งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการจัดการทรัพยากร
สัตว์น้ำโดยชุมชนบริเวณชายฝั่งปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการ
ทรัพยากรสัตว์น้ำโดยชุมชน บริเวณชายฝั่งปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักที่ใช้
ในการศึกษาครั้งนี้มีจำนวน 34 คน ใช้วิธีการศึกษาภาคสนาม ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth
Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) นำมาวิเคราะห์ ทำความเข้าใจกับ
เนื้อหา จัดหมวดหมู่ และสังเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า
1. การจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำโดยชุมขน บริเวณขายฝั่งปากบารา อำเภอละ
จังหวัดสตูล ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ องค์ประกอบที่ 1 ปัจจัยนำเข้า ได้แก่
1) สภาพทั่วไปของทรัพยากรชายฝั่งในชุมขน ซึ่งประกอบไปด้วย ทรัพยากรป่าชายเลน ทรัพยากร
แหล่งหญ้าทะเล ทรัพยากรแนวปะการัง และทรัพยากรสัตว์น้ำ 2 กฎกติกาชุมชนในการใช้ประโยชน์
ร่วมกันจากทรัพยากรในชุมชน ซึ่งประกอบไปด้วย กฎกติกาในการใช้ประโยชน์ร่วมกันบริเวณซั้งกอ
กติกาของวิสาหกิจชุมชนร้านคนจับปลา และกฎกติกาธนาคารปูม้า และ 3) การบริหารจัดการ ซึ่ง
ประกอบไปด้วย ด้านคน เงิน วัสดุอุปกรณ์ และการจัดการ องค์ประกอบที่ 2 กระบวนการบริหาร
จัดการ กระบวนการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ได้แก่
การมีส่วนร่วมในการวางแผ่น การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์
และ การมีส่วนร่วมในการการติดตามผล และองค์ประกอบที่ 3 ผลผลิตหรือผลลัพธ์ ได้แก่ กิจกรรม
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนบริเวณชายฝั่งปากบารา ซึ่งประกอบไปด้วย
กิจกรรมการวางซั้งกอ (บ้านปลา) วิสาหกิจชุมชนร้านคนจับปลา ธนาคารปูม้า และกิจกรรมการปล่อย
พันธุ์สัตว์น้ำ
2. แนวทางการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำโดยชุมชน บริเวณชายฝั่งปากบารา
อำเภอละงู จังหวัดสตูล มีดังนี้ 1) การส่งเสริมการให้ความรู้ และสร้างความตระหนักในการการ
จัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในชุมชน 2) การส่งเสริมการรวมกลุ่มอนุรักษ์ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วม
ของชุมชนในการจัดการทรัพยากรในชุมชน 3) การส่งเสริมนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ ด้วยสร้างจิตสำนึกให้
เยาวชนมีใจรักและหวงแหนทรัพยากรในชุมชน 4) การเฝ้าระวัง การอนุรักษ์ และการพื้นฟู ทรัพยากร
ในชุมชน และ 5) ส่งเสริมการนำภูมิปัญญาพื้นบ้านมาใช้ในงานอนุรักษ์The purposes of this research were to find out and to propose the
guidelines of the Community-based Aquatic Animal Resource Management in Pakbara
Coastal Area, La-ngu District, Satun Province affecting for sustainable of the resources
management in this community. This research uses qualitative method, data
collection through the selected sample 34 volunteers were included as a sample by
studying for key informant documents and implicated researches, In-depth interview,
and focus group discussion. This study has been taken for analyzing, understanding
to the content, classification and synthesis. The results of the study were as follows:
1. Management of the Community-based Aquatic Animal Resource
Management in Pakbara Coastal Area, La-ngu District, Satun Province, Thailand
consisted of 3 factors namely; 1 an input factor were that 1) the generality of coastal
resource in community: mangrove forest resource, sea grass resource, coral reef
resource, and aquatic animals resource. 2) the rules of sharing resources in the
community : the rules of sharing resources in Sang-Kor (fish aggregative device
(FADs)), the rules of small and micro community enterprise of fisher folk and the
rules of blue swimming crab bank. 3) the community and resources management
consisted of Man, Money, Material and management. 2 The management process of
community participation in management of coastal resources: participation in plan,
participation in implementation, participation in benefit sharing and participation in
evalution. 3) outputs/outcomes were as activities about aquatic animals resource
management in Pakbara coastal area by Pak Nam community, La-ngu district, Satun
province were that making fish aggregative device (FADs) activities, ,small and micro
community enterprise of fisher folk, blue swimming crab bank and release of aquatic
animals activities
2. The guidelines for the Community-based Aquatic Animal Resource
Management in Pakbara Coastal Area, La-ngu District, Satun Province were: 1)
supporting implicated knowledge and instilling awareness for aquatic animals
resource in the community, 2) supporting people group in the community to join for
protecting and participating the resources management, 3) supporting new
conservator generations by creating awareness to persons who was extremely fond
of nature and cherishing the resources in the community, 4) watch, protection and
conservation, and rehabilitation the resources in the community, and 5) supporting
folk wisdom to be existence in the community. This study helps verify the working
processes of aquatic animals resource management in Pakbara coastal area by Pak
Nam community, La-ngu district, Satun province to become more efficient
Management of Academic affairs of Islamic private schools the 3 academic evaluation of which endorsed by the Office fo national quality standards and quality standards and quality assessment between the year of 2011-2015, the office of private education of Pattani province
วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(การบริหารและการจัดการการศึกษาอิสลาม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,2562การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชน
สอนศาสนาอิสลามที่ผ่านการประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
รอบที่ 3 ประจำปีพ.ศ. 2554-2558 สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี
2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ผ่านการประเมิน
จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษารอบที่ 3 ประจำปีพ.ศ. 2554-2558
สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานีโดยจำแนกตามระดับการศึกษาประสบการณ์การ
ปฏิบัติงานและตำแหน่ง3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของ
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี โดยใช้วิธีการวิจัย
เชิงสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารและครูโรงเรียน
เอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี จำนวน 259 คน และการ
สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประกอบด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าทีและเอฟ
ผลการวิจัยพบว่า
1) การปฏิบัติงานการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
ที่ผ่านการประเมินภายนอก จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา รอบที่ 3
ประจำปี พ.ศ.2554-2558 สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดปัตตานี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก
2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา
อิสลาม ที่ผ่านการประเมินภายนอก จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
รอบที่ 3 ประจำปี พ.ศ.2554-2558 สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดปัตตานี จำแนกตาม
ระดับการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และตำแหน่ง โดยภาพรวมพบว่าไม่แตกต่างกัน
3) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ผ่านการประเมินภายนอก จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา รอบที่ 3 ประจำปี
พ.ศ. 2554-2558 สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดปัตตานี คือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา
อิสลามควรมีการประซาสัมพันธ์หลักสูตรของโรงเรียนให้ผู้ปกครองทราบอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง
เพื่อให้ผู้ปกครองทราบถึงการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรของสถานศึกษาและส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วม
ในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนให้มากขึ้น อันนำไปสู่การเป็นเครือข่ายในการพัฒนางานวิชาการThis research aims to 1) Study the level of the management of
academic affairs of Islamic private schools the 3 academic evaluation of which is
endorsed by the Office of National Quality Standards and Quality Assessment
between the year of 2011 - 2015, the Office of Private Education of Pattani.
2) Compare the level of the management of academic affairs of Islamic private
schools the 3"d academic evaluation of which is endorsed by the Office of National
Quality Standards and Quality Assessment between the year of 2011 - 2015, the
Office of Private Education of Pattani according to these variables, namely,
educational level, working experiences and positions and 3) Gather guidelines for
developing management of academic affairs of Islamic private schools the 3o
academic evaluation of which is endorsed by the Office of National Quality Standards
and Quality Assessment between the year of 2011 - 2015, the Office of Private
Education of Pattani. Data of this research gained from 259 teachers and 5 school
administrators from Islamic private schools under of the Pattani Office of Private
School. Province. Statistics used were percentage, means, standard deviations
t-test and F-test.
The research was founded that
1) The overall level of the management of academic affairs of Islamic
private school the 3 Academic Evaluation of which is endorsed by the Office of
National Quality Standards and Quality Assessment between the year of 2011 - 2015,
the Office of Private Education of Pattani is at the highest level.
2) There is no significant different in perception on the management
of academic affairs of Islamic private school based on educational level, working
experiences and positions.
3) Recommendations for Islamic private school administration were
found that private Islamic schools had to continuously publicize the school
curriculum to parents in order to know about the improvement of the school
curriculum and encourage communities to participate in various school activities in
order to make them as a network for school academic development
The Progress of the Developments of Students of The islamic Private Schools Under the Project of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn
วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(การบริหารและการจัดการการศึกษาอิสลาม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,2562การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการดำเนินงานพัฒนานักเรียนของ
เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี 2) เพื่อเปรียบเทียบการดำเนินงานพัฒนานักเรียนของเครือข่ายโรงเรียนเอกชน
สอนศาสนาอิสลามในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
และ 3) เพื่อประมวลข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานพัฒนานักเรียนของเครือข่ายโรงเรียนเอกชน
สอนศาสนาอิสลามในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ประชากรที่ใช้ คือ 1) สถานศึกษาที่เป็นเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในโครงการตาม
พระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 13 โรง ผู้ให้ข้อมูล
ประกอบด้วยผู้บริหาร จำนวน 78 คน และครู จำนวน 195 คน โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูล
จำนวน 273 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โดยใช้สถิติ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ค่าการทดสอบที (t-test) และค่าการทดสอบเอฟ (F-test) รวมถึงการวิเคราะห์
เปรียบเทียบเชิงซ้อน (Multiple Comparison)
ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารและครูของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน
โครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีความคิดเห็นต่อการ
ดำเนินงานพัฒนานักเรียนของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในโครงการตาม
พระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อ
พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการเรียนรู้ทางวิชาการ มีระดับความคิดเห็นมากที่สุด รองลงมาคือ
ด้านอาชีพ ด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม ด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัย ด้านการเพิ่มโอกาสทางการศึกษามีระดับความ
คิดเห็นน้อยที่สุดตามลำดับ ส่วนผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานพัฒนานักเรียนของเครือข่าย
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ที่มีความแตกต่างกันทางด้านตำแหน่ง พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนผู้บริหารและครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันและที่ตั้งของโรงเรียนต่างกัน ทั้งภาพรวมและรายด้าน
พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ส่วนแนวทางการดำเนินงานพัฒนานักเรียนของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
ในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ ผู้บริหารควร
วางตัวผู้รับผิดชอบดำเนินงานให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถมีใจรัก ตลอดจนผู้บริหารโรงเรียน
ต้องให้แรงจูงใจเช่นการชมเชยหรือสร้างขวัญกำลังใจให้ครูผู้ปฏิบัติงานได้รู้สึกว่าผู้บริหารโรงเรียนอยู่
เคียงข้างครูผู้ปฏิบัติงานThe purposes of this research were 1) to examine levels of the progress
of the developments of students of the islamic private schools under the project of
HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn, 2) to compare states of implementation of the
progress of the developments of students of the islamic private schools under the
project of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn and 3) to propose guidelines for the
implementation of the progress of the developments of students of the Islamic
private schools under the project of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn. The target
population were 13 schools of the islamic private schools under the project of HRH
Princess Maha Chakri Sirindhorn. The sample informants of this study consisted of 78
school administrators and 195 teachers, totaling 273 informants. The data was
collected by using questionnaires and interviews. The descriptive statistics such as
frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test and F-test and Multiple
Comparison were used to analyze the collected data.
The research findings show that the overall and each examine levels of the
progress of the developments of students of the islamic private schools under the
project of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn were high. The mean scores of each
dimension from high to low level as follows; academic learning, career, conservation
of culture and local wisdom, conservation of natural resources and environment,
nutrition and health, increasing educational opportunities. The comparative study of
the progress of the developments of students of the islamic private schools under
the project of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn based on their positions showed
that there were no significant different for overall and each dimension. However, it was
found different level of the progress of the developments of students of the Islamic
private schools under the project of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn base on
their school size and location with statistically significant difference at .05.
On the problems of the progress of the developments of students of the
Islamic private schools under the project of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn, the
results of the study showed that the lack of continuity and application integration of
structure as follows; nutrition and health, increasing educational opportunities,
academic learning, career, conservation of natural resources and environment,
conservation of culture and local wisdom. Authorized person has not empowered to
perform full
The Wedding Tradition of Muslims in Panare District, Pattani Province
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(อิสลามศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2562การศึกษาเรื่อง ประเพณีการจัดงานเลี้ยงสมรสของมุสลิมในอำเภอปะนาเระ จังหวัด ปัตตานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับประเพณีและการสมรสตามหลักการอิสลาม 2) เพื่อศึกษาหลักการจัดงานเลี้ยงสมรสในอิสลาม 3) เพื่อศึกษาประเพณีการจัดงานเลี้ยงสมรสของ มุสลิมในอำเภอปะนาเระ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การสัมภาษณ์ เจาะลึกกับกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกโดยวิธีเจาะจง แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มโต๊ะอิหม่ามในอำเภอปะนาเระ จำนวน 10 ราย และกลุ่มประชากร ในอำเภอปะนาเระ จำนวน 10 ราย รวมทั้งหมด 20 ราย เป็นการ วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบสาระสำคัญจากการรวบรวมข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์และข้อมูลจากอัลกุรอาน อัล หะดีษ หลักกอวาอิด ประกอบด้วยหนังสือตัฟซีรอัลกุรอาน หนังสือซาเราะอัลหะดีษ เอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเพณีการจัดงานเลี้ยงสมรสในหลักการอิสลาม จากการศึกษาพบว่า 1) ประเพณีในอิสลามเป็นกิจกรรมที่มีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เป็นเอกลักษณ์และมีความสำคัญต่อสังคม อาทิเช่น การแต่งกาย ภาษา เป็นต้น ซึ่งเป็นแหล่งมาของ สังคมต่าง ๆ จนกลายเป็นประเพณีสังคม และถ่ายทอดกันมาเป็นลำดับ 2) ประเพณีการจัดงานเลี้ยง สมรสในหลักการอิสลามเป็นที่ถูกบัญญัติในอิสลามและมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งควรจัดงานเลี้ยง สมรสเพื่อปฏิบัติตามแนวทางของท่านบี หรือหลักการสอนของอิสลามเพื่อที่จะได้วัตถุประสงค์ของ การจัดงานเลี้ยงในอิสลาม คือ การทำอิบาดะฮ์ และความเจริญจากอัลลอฮ 3) จากการศึกษา ประเพณีการจัดงานเลี้ยงสมรสของมุสลิมในอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ผู้วิจัยได้แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ดังนี้ 1) การจัดเลี้ยงสมรสในอิสลามได้มีข้อชี้ขาด เงื่อนไข รูปแบบและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การจัดเลี้ยงสมรสที่แตกต่างตามทัศนะสำนักคิด 2 ประเพณีการจัดงานเลี้ยงสมรสของมุสลิมในอำเภอ ปะนาเระ จังหวัดปัตตานี บางประการขัดกับหลักคำสอนของศาสนา บางประการไม่ขัดกับหลักคำสอน ของศาสน
Factors Related to the Effectiveness of Dhamrongtham Center Process in 14 Provinces of Southern Thailand
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ,2562การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยประสิทธิผลองค์การ ระดับปัจจัยธรรมาภิบาล และระดับปัจจัยภาวะผู้นำ ความสัมพันธ์ของปัจจัยประสิทธิผลองค์การกับปัจจัยธรรมาภิบาล และ ปัจจัยภาวะผู้นา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัจจัยดังกล่าว ของศูนย์ดารงธรรมจังหวัดใน 14 จังหวัดภาคใต้ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ศูนย์ดารงธรรมจังหวัดใน 14 จังหวัดภาคใต้ จานวน 110 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติเพื่อวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS) ใช้หลักสถิติคานวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า
1) ศูนย์ดารงธรรมจังหวัดใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีระดับประสิทธิผลองค์การ อยู่ในระดับสูงมาก ระดับธรรมาภิบาล อยู่ในระดับสูงมาก และระดับภาวะผู้นา อยู่ในระดับสูงมาก
2) ปัจจัยด้านธรรมาภิบาล และปัจจัยด้านภาวะผู้นา มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลองค์การของศูนย์ดารงธรรมจังหวัดใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีค่าระดับนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.01
3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัจจัยประสิทธิผลองค์การ ปัจจัยธรรมาภิบาล และปัจจัยภาวะผู้นา ของศูนย์ดารงธรรมจังหวัดใน 14 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดผลถูกต้องและเป็นธรรม การปลูกฝังและกระตุ้นการดาเนินงานตามหลักธรรมา ภิบาลทั่วทั้งองค์กร และการสั่งการของผู้นาที่มีเอกภาพ เพื่อลดความขัดแย้งและอานวยความสะดวกในการปฏิบัติภารกิจให้สาเร็จ
คาสาคัญ: ประสิทธิผลองค์การ, ธรรมาภิบาล, ภาวะผู้นา, ศูนย์ดารงธรรมจังหวั
The Relationship between Transformational Leadership and Public Service Motivation : A Case Study of Pattani Provincial Police Station, Pattani Province
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ,2562งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วัดระดับภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงและวัดระดับแรงจูงใจในการบริการสาธารณะ 2) หาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงกับแรงจูงใจในการบริการสาธารณะ โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการตารวจภูธรเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี จานวน 177 คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มาตรวัด 5 ระดับ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์สหสัมพันธ์เพียรสัน
ผลการวิจัย พบว่า ข้าราชการตารวจภูธรเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี มีแรงจูงใจในการบริการสาธารณะในระดับมาก และมีความคิดเห็นว่าผู้บังคับบัญชามีภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงในระดับมาก นอกจากพบว่า ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงกับแรงจูงใจในการบริการสาธารณะ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง โดยที่ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงมิติที่ 3 การมีอิทธิพลทางอุดมคติกับแรงจูงใจในการบริการสาธารณะมิติที่ 4 ความเสียสละ มีความสัมพันธ์กันในระดับสูง และภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงมิติที่ 2 การกระตุ้นทางปัญญากับแรงจูงใจในการบริการสาธารณะมิติที่ 3 ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความสัมพันธ์กันระดับปานกลางอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.01
คำสำคัญ: แรงจูงใจในการบริการสาธารณะ, ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง, ข้าราชการตำรว
The Elderly Poor and Access to Government Assistance : A Case Study of Southern Thailand
Reduce the Picking Time of Material Withdrawal
วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการอุตสาหกรรม), 2562The objective of this research is to reduce the picking time of material
withdrawal in non-free zone warehouse, PSB Ranong by reducing the picking time not less than 15%. From the case study, it is found that the picking process spend approximately 22 minutes per an item withdrawal. To find the root cause, fishbone diagram is applied for problem solving. The root causes are classified into 4 factors by process, warehouse, staff and work station. The Work Instruction of stock count is employed to solve the operation process problem. Eliminate the dead stock which no movement more than 5 years, ABC analysis and Plant Layout are applied to design the approximate locations for storing the material in the warehouse. The Warehouse Management and 55 courses for staff problem are conducted. For problem solving of work station, build the new office inside non-free zone warehouse. The result of working process is shown that, wrong items data is adjusted by 56 lists, or 12.1%. Dead stock is eliminated by 33 lists, or 7.1%. Plant Layout is arranged to be suitable for the warehousing process and reduce the picking time of material withdrawal by 7 minutes, or 32%.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดเวลาในการเบิกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ในงานสํารวจและผลิต
ปิโตรเลียมในคลังสินค้า non-free Zone ฐานสนับสนุนพัฒนาปิโตรเลียม ปตท.สผ. จ.ระนอง โดย การลดเวลาการเบิกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ลงจากเดิมไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 เมื่อทําการศึกษากระบวนการเบิก จ่ายวัสดุอุปกรณ์ พบว่ามีเวลาในการเบิกจ่ายประมาณ 22 นาทีต่อรายการ ผู้วิจัยจึงได้ประยุกต์ใช้ผัง ก้างปลาเป็นเครื่องมือในการศึกษาหาสาเหตุหลักของปัญหา ในการเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาสามารถ สรุปได้ 4 ด้าน คือ ได้แก่ ด้านวิธีการทํางาน ด้านคลังสินค้า ด้านพนักงาน และด้านสถานที่ทํางาน ขั้นตอนการดําเนินงานด้านวิธีการทํางานได้จัดทํา work instruction เพื่อกําหนดเป็นแนวทางในการทวน สอบการจัดเก็บ ขั้นตอนการดําเนินงานด้านคลังสินค้าคือทําการลดปริมาณรายการวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มี
การเคลื่อนไหวโดยการกําหนดนโยบายกําจัดรายการวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเกิน 5 ปี และ กําหนดตําแหน่งการจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ในแต่ละพื้นที่ให้เหมาะสมโดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการจัด
หมวดหมู่ ABC และทฤษฎี Plant Layout ขั้นตอนดําเนินงานด้านพนักงานได้มีการอบรมให้ความรู้ใน การจัดการคลังสินค้าและหลักการ 5ส ในการแก้ปัญหา และได้มีการย้ายสํานักงานในขั้นตอนของด้าน สถานที่การทํางาน ผลจากการปรับปรุงสามารถปรับฐานข้อมูลรายการวัสดุอุปกรณ์ที่มีความบกพร่อง ได้ 56 รายการ คิดเป็นร้อยละ 12.1 ของรายการสินค้าทั้งหมด ลดวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เกินกว่า 5 ปีลงจํานวน 33 รายการ คิดเป็นร้อยละ 7.1 ของรายการสินค้าทั้งหมด มีการจัด Plant Layout เพื่อให้เหมาะสมกับการดําเนินกิจกรรมคลังสินค้า และสามารถลดเวลาในการเบิกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ ลงจากเดิม 7 นาที คิดเป็นร้อยละ 3