16637 research outputs found
Sort by
Exploring Knowledge Sharing Behaviors on Teaching and Learning through Online Platforms: A New Normal Learning of Undergraduates in Southern Tertiary Education Level, Thailand
สำนักวิทยบริการการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการนำความรู้ไปใช้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ และศึกษาพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเรียนการสอนบนเครือข่ายออนไลน์ในยุควิถีการศึกษาใหม่ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบันอุดมศึกษาในภาคใต้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล ประกอบด้วย มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จำนวน 380 คน โดยการประมาณค่าสัดส่วนขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตาราง Krejcie and Morgan (1970) ด้วยความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ด้วยการเทียบบัญญัติไตรยางศ์และผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย การแจกแจงความถี่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยพบว่า
1. พฤติกรรมการนำความรู้ไปใช้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเรียนการสอนบนเครือข่ายออนไลน์ ในยุควิถีการศึกษาใหม่ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบันอุดมศึกษาในภาคใต้ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการแลกเปลี่ยนความรู้บนเครือข่ายออนไลน์ในกลุ่มที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันมากที่สุด จำนวน 316 คน (ร้อยละ 83.20) รองลงมาคือ เพิ่มมุมมองหรือแลกเปลี่ยนแนวคิดกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน จำนวน 220 คน (ร้อยละ 57.90) และพัฒนาคุณภาพของชิ้นงานจากการเรียน จำนวน 176 คน (ร้อยละ 46.30)
2. กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้บนเครือข่ายออนไลน์ส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือในการแลกเปลี่ยนความรู้บนเครือข่ายออนไลน์มากที่สุด จำนวน 354 คน (ร้อยละ 93.20) โดยใช้เวลาในการใช้งานอุปกรณ์/เครื่องมือเทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า 7 ชั่วโมง/วัน จำนวน 186 คน (ร้อยละ 48.90) มีความถี่ในการใช้งานอุปกรณ์/เครื่องมือเทคโนโลยีดิจิทัลทุกวัน จำนวน 216 คน (ร้อยละ 56.80) ทั้งนี้ส่วนใหญ่ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับพูดคุยกับเพื่อนมากที่สุด จำนวน 338 คน (ร้อยละ 88.90) ช่วงเวลาที่ใช้เครือข่ายออนไลน์สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายออนไลน์ผ่านอุปกรณ์/เครื่องมือเทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในช่วงเวลา 18.01-24.00 น. จำนวน 177 คน (ร้อยละ 46.60) โดยสถานที่ที่ใช้เครือข่ายออนไลน์สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายออนไลน์ส่วนใหญ่ คือ บ้าน จำนวน 308 คน (ร้อยละ 81.10) แพลตฟอร์มที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายออนไลน์ส่วนใหญ่ คือ Facebook Group จำนวน 260 คน (ร้อยละ 68.40) ส่วนใหญ่จะมีการแลกเปลี่ยนความรู้กันเมื่อมีการมอบหมายงานจากรายวิชาต่าง ๆ จำนวน 323 คน (ร้อยละ 85.00) และในส่วนของลักษณะ/กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนในกลุ่มผ่านการสนทนาผ่านเครือข่ายออนไลน์ จำนวน 313 คน (ร้อยละ 82.40) มีการจดบันทึกความรู้/กิจกรรมในการแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนในกลุ่ม จำนวน 233 คน (ร้อยละ 61.30) มีการจัดเก็บความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนในกลุ่มผ่านเครือข่ายออนไลน์ จำนวน 242 คน (ร้อยละ 63.70) และมีการเผยแพร่ความรู้จากการแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนในกลุ่มผ่านเครือข่ายออนไลน์ จำนวน 168 คน (ร้อยละ 44.20)
3. พฤติกรรมการเรียนรู้เป็นทีมเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเรียนการสอนบนเครือข่ายออนไลน์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (̅ = 4.14) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยพฤติกรรมการสนับสนุนทีม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (̅ = 4.25) รองลงมาคือ พฤติกรรมการรับฟังความเห็นของทีม (̅ = 4.17) พฤติกรรมการสื่อสารในทีม (̅ = 4.13) พฤติกรรมการร่วมหาข้อสรุปและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ (̅ = 4.13) และพฤติกรรมการวิเคราะห์ปัญหา (̅ = 4.00)
4. ระดับพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเรียนการสอนบนเครือข่ายออนไลน์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (̅ = 4.20) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยด้านการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (̅ = 4.30) รองลงมาคือด้านการสร้างเครือข่ายทางการศึกษา (̅ = 4.24) ด้านการทบทวนบทเรียน (̅ = 4.16) ด้านการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ (̅ = 4.15) และด้านการอภิปรายร่วมกัน (̅ = 4.13)
การประยุกต์ใช้จากการศึกษานี้สามารถนำไปใช้ในการออกแบบบริการสารสนเทศด้านการจัดการเรียนการสอน สื่อทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัลคอลเล็กชัน รวมถึงการนำไปใช้ออกแบบเครื่องมือสำหรับ การเข้าถึงสารสนเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้บนเครือข่ายออนไลน์ในยุควิถีการศึกษาใหม่ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีความแตกต่างกันของกลุ่มคณะที่ศึกษาเพื่อนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรสารสนเทศที่เหมาะสมกับกลุ่มของศาสตร์สาขาวิชา รวมถึงได้แนวทางการแลกเปลี่ยนความรู้และเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายออนไลน์ และในขั้นสุดท้ายจะส่งผลให้ได้ข้อมูลที่สามารถนำไปกำหนดเป็นแนวทางในการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้บนเครือข่าย สื่อออนไลน์ในยุควิถีการศึกษาใหม่ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีเพื่อสร้างความคุ้นเคยในการศึกษาในระดับอุดมศึกษา รองรับการศึกษาที่เท่าเทียม ทั่วถึงและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตThe objectives of this research were to study the behavior level of applying knowledge for knowledge sharing and to study the behavior of knowledge sharing behavior on online teaching and learning networks in new normal education of undergraduate students of higher education institutions in Southern, Thailand. This research was survey research using questionnaires with a sample group of first-year undergraduate students of government-controlled universities, including Prince of Songkla University, Thaksin University, and Walailak University of 380 people. The sample size was determined according to the Krejcie and Morgan table (1970) with 95% confidence. The researcher used a simple random sampling method. The data were analyzed by percentage, mean, frequency, and standard deviation. The results showed that:
1. The behavior of applying knowledge sharing behavior on online teaching and learning networks in new normal education of undergraduate students of higher education institutions in Southern, Thailand. The objective of knowledge sharing on online networks from 316 people (83.20%) who were most interested in the same subject, followed by increasing their views or sharing ideas with their classmates form 220 people (57.90%) and improving the quality of work from 176 people (46.30%).
2. The process of knowledge sharing behavior on online networks, most of them used mobile phones to exchange knowledge on online networks from 354 people (93.20%), spent more than 7 hours per day using digital technology devices/tools from 186 people (48.90%), the frequency of daily use of digital technology devices/tools from 216 people (56.80%), most of them use social networks for chatting with friends from 338 people (88.90%), the time using the online network for knowledge sharing on the online network through digital technology devices/tools was between 18:01 to 24:00 from 177 people (46.60%), the place using the online network for knowledge sharing on the online network was home from 308 people (81.10%). the most platform using the online network for knowledge sharing on the online network was Facebook Group from 260 people (68.40%). There was knowledge sharing when assigned tasks from various courses from 323 people (85.00%), and in terms of the process of knowledge transfer with friends in the group through online conversations, 313 people (82.40 percent), most of undergraduate students recorded their knowledge/activities to knowledge sharing in the group from 233 people (61.30%), and From exchanging knowledge with friends in the group via online networks of 242 people (63.70%), and there was a dissemination of knowledge from knowledge sharing with friends in the group through online networks from 168 people (44.20%).
3. Team learning behavior for knowledge sharing on online teaching and learning networks, the overall was high level (̅ = 4.14). When considering each aspect, it was found that the mean was at a high level for all items, by team support behavior was the highest mean (̅ = 4.25), followed by team listening behavior (̅ = 4.17), team communication behavior (̅ = 4.13), conclusion and utilization behavior (̅ = 4.13), and problem analysis behavior (̅ = 4.00).
4. The level of behavior for knowledge sharing on online teaching and learning networks, the overall was high level (̅ = 4.20). When considering each aspect, it was found that the mean was high level for all items, by in terms of teaching was the highest mean (̅ = 4.30), followed by educational networking (̅ = 4.24), lesson review (̅ = 4.16), promoting learning processes (̅ = 4.15), and join the discussion (̅ = 4.13).
Applications from this study can be used to design information services in teaching and learning management, digital collections of information resources, as well as to design tools for accessing information to increase students' potential in learning and teaching in new normal education of undergraduate students with different groups of faculties to lead to the allocation of information resources appropriate to the group of disciplines, including Get a guideline for exchanging knowledge and preparing for teaching and learning on the online network. The results can be used to formulate a guideline to create knowledge understanding about the exchange or sharing knowledge on online media networks in new normal education, which can be applied in the learning management of undergraduate students to familiarize themselves with higher education, support equal education, and promote lifelong learning
รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่องผลของการฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาและการเข้าร่วมกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาด้วยกระบวนการจิตตปัญญาและหลักคำสอนอิสลามเพื่อเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตแก่ครอบครัวหญิงมุสลิมที่ดูแลเด็กพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
This study was Experimental research using one group repeated measures design. The purpose of this research was to study the results of Psychological Training and Group Counseling with Contemplation and Islamic. Doctrine Principles for Enhancing Healthy Mind of Mustim
Woman Caregivers in the Southern Border Provinces. The target group is Mustim Woman Family Caregivers of Special Education Center of Pattani Province, 30 people by purposive sampling. The sample was selected with a score of Healthy Mind set the criteria lower than Percentile 25th and voluntarily participated in the project. They participated in the Psychological Training and Group Counseling with Contemplation and Islamic Doctrine Principles is 6 times a week, 1 time per week, 5 hours each, a total of 30 hours. The research instruments composed 1) Program
Psychological Training and Group Counseling with Contemplation and Islamnic Doctrine Principles for Enhancing Healthy Mind of Mustim Woman Family Caregivers 2) Healthy Mind were analyzed by descriptive statistics: percentage, mean, standard deviation and Paired - sample
t-test The results revealed that Healthy Mind of Muslim Woman Family Caregivers in the Southern Border Provinces by using the Psychological Training and Group Counseling with Contemplation and Islamic Doctrine Principles after treatment scores better than before receiving treatment to increase the level with significantly at level of .01งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยทดลอง (Experimental Research) แบบศึกษากลุ่มเดียววัดช้ำก่อนทดลองและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฝึกอบรมและการเข้าร่วมกลุ่มการปรึกษาด้วยกระบวนการจิตตปัญญาและหลักคำสอนอิสลามในการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตแก่ครอบครัวหญิงมุสลิมที่ดูแลเด็กพิเศษใน
พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มเป้าหมายคือ ครอบครัวหญิงมุสลิมที่ดูแลเด็กพิเศษของศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดปัตตานี จำนวน ๓๐ คน เข้าร่วมเป็นกลุ่มทดลอง โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling โดยพิจารณาเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคะแนนพลังสุขภาพจิต กำหนดเกณฑ์คะแนนต่ำ
กว่า Percentile ที่ ๒๕h และมีความสมัครใจในการเข้าร่วมโครงการ โดยเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาและกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยา จำนวน ๖ ครั้ง สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ครั้งละ ๕ ชั่วโมง รวมใช้เวลาทั้งสิ้น ๓๐ ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย โปรแกรมฝึกอบรมและการเข้าร่วมกลุ่มการปรึกษาด้วยกระบวนการจิตปัญญาและหลักคำสอนอิสลามในการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตแก่ครอบครัวหญิงมุสลิมที่ดูแลเด็กพิเศษ และแบบประเมินพลังสุขภาพจิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาแบบวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) และทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนการทดลองและหลังการทดลอง โดยใช้ t-test แบu Paired-sample t-test ผลการวิจัยพบว่า พลังสุขภาพจิตหลังทดลองของครอบครัวหญิงมุสลิมที่ต้องดูแลเด็กพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาและกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาด้วยกระบวนการจิตตปัญญาและหลักคำสอนอิสลามคะแนนพลังสุขภาพจิตสูงกว่าคะแนนก่อนเข้าร่วมการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0
พัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีล่ามภาษามือสามมิติในสื่อบทเรียนออนไลน์ของนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน
The research project on the development of a three-dimensional sign language metahuman technology in online learning media for hearing-impaired
students aimed to study and compare the learning outcomes of online lessons using a human sign language interpreter and a three-dimensional sign language metahuman that used Inertial Sensor Modules technology and to measure the satisfaction of hearing-impaired students towards the use of a three-dimensional sign language metahuman in online lessons. The research findings were as follows:
1. Comparing the learning outcomes of both groups of students through pretests and post-tests, the scores from using the three-dimensional metahuman showed that the average post-test score was higher than the pre-test score. The scores from using a real person as an interpreter showed that the average post-test score was lower than the pre-test score.
2. Comparing the learning outcomes of students in the same group using Wilcoxon Signed Rank Test, it was found that the learning outcomes of
students from using a human interpreter did not differ and the learning outcomes of students from using a three-dimensional metahuman differed
with higher scores, but not statistically significant.
3. Comparing the learning outcomes of students between groups using MannWhitney statistics, it was found that the median of the pre-test scores of the students in the group that used a human interpreter and the group that used a three-dimensional metahuman differed, but not statistically significant.
4. The results from the satisfaction evaluation showed that the respondents had more satisfaction towards the human interpreter than the three-dimensional avatar in every aspect, except for the aspect of clear and easy-to-understand sign language expression, which the satisfaction of the three-dimensional metahuman was higher than the human interpreter.กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา. กระทรวงศึกษาธิการงานวิจัยในโครงการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีล่ามภาษามือสามมิติในสื่อบทเรียนออนไลน์ของนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการเรียนบทเรียนออนไลน์โดยใช้ล่ามภาษามือที่เป็นบุคคลกับล่ามภาษามือสามมิติ ที่ใช้เทคโนโลยี Inertial Sensor Modules และวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินต่อการใช้ล่ามภาษามือสามมิติในบทเรียนออนไลน์จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า
1. การเปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียนทั้งสองกลุ่มผ่านแบบทดสอบก่อนและหลังบทเรียนออนไลน์ผลคะแนนสอบจากการใช้ล่ามสามมิติ พบว่าค่าเฉลี่ย คะแนนสอบหลังเรียน มากกว่าคะแนนสอบก่อนเรียน ผลคะแนนสอบจากการใช้บุคคลจริงเป็นล่าม พบว่าค่าเฉลี่ย คะแนนสอบหลังเรียน น้อยกว่าคะแนนสอบก่อนเรียน
2. การเปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียนในกลุ่มเดียวกัน โดยใช้สถิติ Wilcoxon Signed Rank Test พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จากการใช้ล่ามภาษามือบุคคลไม่แตกต่าง และผลการเรียนรู้ของนักเรียน จากการใช้ล่ามภาษามือสามมิติแตกต่าง โดยมีคะแนนสูงขึ้น อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
3. การเปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียนระหว่างกลุ่ม กลุ่ม โดยใช้สถิติ Mann-Whitney พบว่า ค่ากลางของคะแนนก่อนเรียนของนักเรียนกลุ่มที่ใช้ล่ามภาษามือบุคคลกับล่ามภาษามือสามมิติแตกต่างกัน แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
4. ผลที่ได้จากการประเมินความพึงพอใจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีความพึงพอใจต่อล่ามบุคคลมากกว่าล่ามที่เป็นสามมิติในทุกประเด็น ยกเว้น ประเด็นการแสดงภาษามือได้ชัดเจน เข้าใจง่าย ที่ความพึงพอใจของของล่ามสามมิติมากกว่าล่ามบุคค
คู่มือปฏิบัติงานเรื่อง การจัดสรรทุนการศึกษา คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
Political Information Communication Behavior of Youths in Three Southern Border Provinces
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสื่อสารสารสนเทศทางการเมือง และศึกษาการตัดสินใจในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเยาวชน มีอายุตั้งแต่ 18 - 25 ปี และมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา โดยจำแนกตามแหล่งที่อยู่อาศัย ได้แก่ สังคมเมือง และสังคมชนบท จำนวน 330 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย การแจกแจงความถี่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยพบว่า
1. พฤติกรรมการสื่อสารสารสนเทศทางการเมือง ประกอบด้วย
1.1 ความต้องการสารสนเทศทางการเมือง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.17) โดยต้องการสารสนเทศที่เกี่ยวกับการเริ่มพูดคุยประเด็นทางการเมืองสูงที่สุด (x̅ = 4.27) รองลงมา คือ ต้องการสารสนเทศที่เกี่ยวกับการร่วมรณรงค์ทางการเมือง (x̅ = 4.26) และต้องการสารสนเทศที่เกี่ยวกับการเข้าร่วมกิจกรรมของพรรคการเมือง (x̅ = 4.26) ตามลำดับ
1.2 การแสวงหาสารสนเทศทางการเมือง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 3.54) โดยมีการแสวงหาสารสนเทศทางการเมืองจากแหล่งอินเตอร์เน็ตสูงที่สุด (x̅ = 4.41) รองลงมา คือ แหล่งองค์การทางการเมือง (x̅ = 3.80) และแหล่งสารสนเทศบุคคล (x̅ = 3.52) ตามลำดับ
1.3 การใช้สารสนเทศทางการเมือง ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 3.47) โดยมีการใช้สารสนเทศทางการเมืองในด้านการใช้สิทธิเลือกตั้งสูงที่สุด (x̅ = 3.83) รองลงมา คือ ใช้สารสนเทศทางการเมืองในการแสดงความสนใจต่อกิจกรรมทางการเมือง (x̅ = 3.77) และใช้สารสนเทศทางการเมืองในการร่วมรณรงค์ทางการเมือง (x̅ = 3.71) ตามลำดับ
2. การเปิดรับสารสนเทศทางการเมือง มีการใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมือในการเปิดรับสารสนเทศจากเครือข่ายสังคมออนไลน์มากที่สุด สำหรับวิธีในการได้รับข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ส่วนใหญ่ได้รับด้วยวิธีการได้ยินการสนทนาการเมือง ทั้งนี้ลักษณะของสารสนเทศทางการเมืองที่ได้รับส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะของเสียงโฆษณาพรรคการเมืองผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยคิดว่าคุณภาพของข่าวสารทางการเมืองที่ได้รับส่วนใหญ่ตรงกับความต้องการและนำไปใช้ในการตัดสินใจทางการเมืองได้
3. การตัดสินใจในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 3.33) โดยมีส่วนร่วมในด้านการใช้สิทธิเลือกตั้งสูงที่สุด (x̅ = 3.79) รองลงมา คือ การแสดงความสนใจต่อกิจกรรมทางการเมือง (x̅ = 3.64) และการชักจูงผู้อื่นให้เลือกตั้งผู้ที่ตนสนับสนุน (x̅ = 3.36) ทั้งนี้มีการตัดสินใจมีส่วนร่วมทางการเมืองในด้านการบริจาคเงินสนับสนุนและระดมทุนน้อยที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 2.97)The objectives of this research were to study political information communication behavior and to study the decision making on political participation among youths in the three southern border provinces. This research was a survey research using questionnaires with a sample of youth aged 18-25 years and domiciled in the three southern border provinces of Pattani, Narathiwat, and Yala, classified by habitat. Comprising 330 people in urban and rural communities by random sampling method and data analysis using percentage, mean, frequency, and standard deviation. The results showed that:
1. Political information communication behavior
1.1 The need for political information, overall was at a more level (x̅ = 4.17), with the highest need for information on starting political discussions (x̅ = 4.27), followed by information on political campaign participation (x̅ = 4.26) and required information about participation in political party activities (x̅ = 4.26).
1.2 The political information seeking, overall was at a more level (x̅ = 3.54) with the highest search for political information from internet sources (x̅ = 4.41), followed by political organization sources (x̅ = 3.80) and personal information sources (x̅ = 3.52).
1.3 The political information Using, overall was at a moderate level (x̅ = 3.47), with the highest use of political information on the use of voting rights (x̅ = 3.83), followed by the use of political information to show interest in political activities. (x̅ = 3.77) and use political information to participate in political campaigns (x̅ = 3.71).
2. Exposure to political information, the telephone is the most common social networking tool for information exposure, for the most part political information exposure is obtained by means of hearing from political conversations. However, the nature of political information received mostly in the form of political party advertisements through radio, television, and social networks, thinking that the quality of political information received mostly meets the needs to political decision.
3. The decision on political participation, overall was at a moderate level (x̅ = 3.33), with the highest participation in voting rights (x̅ = 3.79), followed by the expression of interest in political activities (x̅ = 3.64) and soliciting others to select their sponsors (x̅ = 3.36). The least amount of political participation decisions made in contributions and fundraising, which was in the Moderate level (x̅ = 2.97)
The Influence of Risk Management Disclosures on Dividend and Interest Payment : A Case Study of Listed Companies from the Stock Exchange of Thailand in SET100 Group
บัญชีมหาบัณฑิต (การบัญชี), 2564This research objectives aimed to study the level of risk management disclosure of listed companies from the Stock Exchange of Thailand (SET) and to test the influence of risk management disclosure on dividend and interest payment. Population was listed companies the SET in SET100 group during 2014 – 2018. Thai annual reports (56-1 Form) were used to collected data. As the results, the most common disclosure was operational and strategic risk following by financial risk, obligational risk, and evaluation risk. In addition, the study found the positive influence of honesty risk disclosure on dividend, and found the positive influence of financial risk disclosure, obligational risk disclosure, data processing and technology risk disclosure, and strategic risk disclosure on interest payment.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการเปิดเผยข้อมูลการบริหารความเสี่ยงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเพื่อทดสอบอิทธิพลของการเปิดเผยข้อมูลการบริหารความเสี่ยงต่อเงินปันผลจ่ายและดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประชากรคือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลุ่ม SET100 ระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2561 ใช้การเก็บข้อมูลทุติยภูมิ จากแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) และงบการเงิน ผลการศึกษาพบว่าความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและด้านกลยุทธ์มีระดับการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือความเสี่ยงด้านการเงิน ส่วนความเสี่ยงด้านการมอบอำนาจ ด้านการประมวลผลข้อมูลและด้านความซื่อสัตย์มีระดับการเปิดเผยข้อมูลที่น้อย นอกจากนี้ยังพบว่าการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงด้านความซื่อสัตย์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อเงินปันผลจ่าย ส่วนการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงด้านการเงิน ด้านการมอบอำนาจ ด้านการประมวลผลข้อมูลและเทคโนโลยี และด้านกลยุทธ์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อดอกเบี้ยจ่า
The Expectation and Satisfaction toward Scholarship Services of the Student Development and Work Support Division, Faculty of Management Sciences, Prince of Songkla University
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคาดหวัง ระดับความพึงพอใจ และเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความคาดหวัง และระดับความพึงพอใจที่มีต่อการให้บริการทุนการศึกษาของงานพัฒนาและสงเสริมการทำงาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และเพื่อประเมินความต้องการจำเป็นของความคาดหวังและความพึงพอใจ และศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะสำหรับพัฒนาเกี่ยวกับการให้บริการทุนการศึกษาของงานพัฒนานักศึกษาและส่งเสริมการทำงาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บแบบสอบถาม ได้แก่ นักศึกษาชั้นบีที่ 1-4 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปีการศึกษา 2563 จำนวน 400 คน และกลุ่ม
ตัวอย่างที่ใช้ในการสัมภาษณ์ได้แก่ ผู้สนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 8 คน และกลุ่มตัวอย่างสำหรับจัดสนทนากลุ่ม ได้แก่ นักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษา ปีการศึกษา 2563 จำนวน 16 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่, ค่าร้อยละ. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired-Sample Test และ Priority Needs Index: PNImodified
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. นักศึกษามีระดับความคาดหวังต่อการให้บริการทุนการศึกษาของงานพัฒนานักศึกษาและส่งเสริมการทำงาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า นักศึกษามีความคาดหวังมากที่สุดด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยี
2. นักศึกษามีระดับความพึงพอใจต่อการให้บริการทุนการศึกษาของงานพัฒนานักศึกษาและส่งเสริมการทำงาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจมากที่สุดด้านสถานที่
3. เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความคาดหวังและระดับความพึงพอใจที่มีต่อการให้บริการทุนการศึกษาของงานพัฒนานักศึกษาและส่งเสริมการทำงาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า นักศึกษามีระดับความคาดหวังและความพึงพอใจต่อการให้บริการทุนการศึกษาแตกต่างกันมากที่สุด คือ ด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยี
4. การประเมินความต้องการจำเป็นของความคาดหวังและความพึงพอใจต่อการให้บริการทุนการศึกษาของงานพัฒนานักศึกษาและส่งเสริมการทำงาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า นักศึกษามีความต้องการจำเป็นในด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยีมากที่สุด ดังนั้นจึงควรมีการปรับปรุงหรือพัฒนาด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยีเป็นลำดับแรก
5. การศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะสำหรับพัฒนาเกี่ยวกับการให้บริการทุนการศึกษาของงานพัฒนานักศึกษาและส่งเสริมการทำงาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์พบว่า ผลจากการสัมภาษณ์ผู้สนับสนุนทุนการศึกษา พบว่า ควรมีการปรับปรุงสถานที่ให้เป็นกิจจะลักษณะ และมีแสงสว่างเพียงพอ และระบบการบริจาคทุนสะดวกกว่าที่ผ่านมาแต่ควรปรับปรุงในส่วนของแบนเนอร์ (Banner) ระบบบริจาคทุนการศึกษาควรมองเห็นชัดเจนและค้นหาได้ง่ายบนเว็บไชต์
ผลจากการสนทนากลุ่ม พบว่า ควรมีการพัฒนาด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยีโดยเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย และปรับปรุงระบบการรับสมัครทุนการศึกษาเป็นแบบออนไลน์ ตลอดจนปรับปรุงสถานที่ให้บริการให้มีพื้นที่กว้างสำหรับการนั่งรอเจ้าหน้าที
The Development of Indicators and the Approach to Promote Desired Characteristics in Graduates from the Faculty of Liberal Arts, Prince of Songkla University
FACTORS ANALYSIS FOR BIOMASS COMBUSTION IN TRAVELING GRATE STROKER BOILER FOR A BIOMASS POWER PLANT
วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการอุตสาหกรรม), 2564This research focuses on factor analysis for biomass combustion of traveling grate stoker boiler. The regression showed that the moisture content, fuel feed rate, air feed rate, boiler pressure, and boiler temperature affect high-pressure steam production rate, excess oxygen percentage, NOx content, and chimney temperature. By using stepwise quadratic regression for high pressure steam production rate and excess percentage of oxygen and using full quadratic regression for NOx content and chimney temperature, the R – Squared Adjusted: (R2adj) of high pressure steam production, excess percentage of oxygen, NOx content and chimney temperature were 95.60%, 90.60%, 47.21% and 60.51% respectively. The optimum factor was determined using the response optimizer function. It was found that the high-pressure steam production was increased from 91.941 t/h to 100.2877 t/h as a 9.078% improvement. The excess oxygen percentage was decreased from 9.226% to 7.7639% as a 15.848% improvement. Also, the NOx content improved 37.768% by increased from 118.870 ppm to 163.7648 ppm. Furthermore, the chimney temperature improved 8.369% by increased from 158.160 ºC to 171.3961 ºC. From this regression model, it is possible to predict the optimum conditions of biomass fuel humidity, fuel feed rate and FD fan feed rate of biomass power plant based on historical production data. It can be used in this biomass power plant production in the future and also applied for the same chain biomass power plant.งานวิจัยนี้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลของหม้อกำเนิดไอน้ำระบบสโตกเกอร์แบบตะกรับเลื่อน จากการวิเคราะห์สมการถดถอยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการผลิตไอน้ำแรงดันสูง ออกซิเจนส่วนเกินหลังการเผาไหม้ ปริมาณ NOx และ อุณหภูมิก่อนออกปล่องไฟ Stack คือ ค่าความชื้นเชื้อเพลิง อัตราการป้อนเชื้อเพลิง อัตราการป้อนอากาศ FD fan ความดันเตาเผาไหม้ อุณหภูมิเตาเผาไหม้ และอุณหภูมิไอน้ำแรงดันสูง จากตัวแบบ stepwise quadratic regression สำหรับอัตราการผลิตไอน้ำแรงดันสูงและออกซิเจนส่วนเกินหลังการเผาไหม้ และตัวแบบ full quadratic regression สำหรับปริมาณ NOx และ อุณหภูมิก่อนออกปล่องไฟ Stack ซึ่งจะให้ ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจปรับค่าที่ดีที่สุดอยู่ที่ 95.60%, 90.60%, 47.21% และ 60.51% ตามลำดับ จากนั้นทำการหาค่าปัจจัยที่เหมาะสมที่สุดโดยใช้ฟังก์ชัน response optimizer พบว่าสามารถเพิ่มการผลิตไอน้ำแรงดันสูงได้จากค่าเฉลี่ยก่อนปรับปรุงที่ 91.941 t/h เพิ่มขึ้นเป็น 100.2877 t/h คิดเป็น 9.078% สามารถลดออกซิเจนส่วนเกินหลังการเผาไหม้ได้จากค่าเฉลี่ยก่อนปรับปรุงที่ 9.226% เป็น 7.7639% คิดเป็น 15.848% เพิ่มปริมาณ NOx ได้จากค่าเฉลี่ยก่อนปรับปรุงที่ 118.870 ppm เพิ่มขึ้นเป็น 163.7648 ppm คิดเป็น 37.768% และเพิ่มอุณหภูมิก่อนออกปล่องไฟ Stack ได้จากค่าเฉลี่ยก่อนปรับปรุงที่ 158.160 ºC เพิ่มขึ้นเป็น 171.3961 ºC คิดเป็น 8.369% จากสมการถดถอยนี้สามารถนำมาใช้พยากรณ์หาสภาวะที่เหมาะสมของความชื้นเชื้อเพลิงชีวมวล อัตราการป้อนเชื้อเพลิงและอัตราการป้อน FD fan ซึ่งใช้ข้อมูลจริงในอดีตของการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าชีวมวลกรณีศึกษา เพื่อนำไปใช้ในการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าชีวมวลกรณีศึกษาในอนาคต รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลในเครือเดียวกันได
Feasibility Study of Waste to Energy for Sustainable Zero Waste Community
ผลการดำเนินการศึกษารูปแบบการจัดการขยะในปัจจุบัน1. จากการสำรวจองค์ประกอบของขยะมูลฝอย ณ จุดรับขยะมูลฝอยของเทศบาลนครหาดใหญ่ เมื่อเดือนธันวาคม 2563 พบว่า องค์ประกอบของขยะมูลฝอยส่วนใหญ่เป็นพลาสติก รองลงมาคือ ออร์แกนิค กระดาษ และผ้า ตามลำดับ2. ปริมาณขยะมูลฝอยจากข้อมูลของ สสภ.16 ปี 2560 พบว่า เทศบาลนครหาดใหญ่ มีปริมาณขยะ 301.7 ตัน/วัน ปริมาณขยะที่เก็บขนไปกำจัดอย่างถูกต้อง 222.22 ตัน/วัน ปริมาณขยะที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ 79.48 ตัน/วัน 3. เทศบาลนครหาดใหญ่ มีแหล่งกำเนิดขยะมูลฝอยจำนวน 2,058 แห่ง โดยแหล่งกำเนิดขยะมูลฝอยที่สำคัญ คือ ร้านอาหาร รองลงมาคือ โรงแรม/รีสอร์ท/หอพัก ธนาคาร หน่วยงานราชการ/เอกชน ตลาด ห้างสรรพสินค สถานศึกษา และตลาด ตามลำดับ4. ระบบฝังกลบขยะมูลฝอย ทน.หาดใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ม. 3 ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พิกัดที่ บท (N) 656070 มีพื้นที่ประมาณ 135 ไร่ ซึ่งทน.หาดใหญ่จัดซื้อที่ดินเมื่อปี 2518 ห่างจากเขตทน.หาดใหญ่ 12 กิโลเมตร ตามถนนสนามบินพาณิชย์ โดยอยู่ในเขตพื้นที่การปกครองของทม.ควนลัง5. การจัดการขยะของเทศบาล ประกอบด้วย 1) ระบบจัดเก็บ รวบรวม ขนส่งขยะมูลฝอย จัดทำโดย ทน.หาดใหญ่ และ 2) ระบบกำจัดขยะ ทำโดยบริษัทเอกชน (GIDEC) 6. ทน.หาดใหญ่ดำเนินการเก็บขนขยะมูลฝอยเองและจ้างเหมาเอกชน โดยจ้างเหมา หจก. ซุ่นเฮงก่อสร้าง ในการเก็บขนขยะมูลฝอย ในอัตราตันละ 1,075 บาท ทน.หาดใหญ่ไม่มีเทศบัญญัติการเก็บค่าธรรมเนียมการกำจัดขยะมูลฝอยและไม่มีการจัดเก็บค่ากำจัดขยะมูลฝอยจากครัวเรือนหรือสถานประกอบการ7. ระบบเตาเผาขยะและแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าด้วยเทคนิค Energy Recovery Gasification (ERG) ประมาณวันละ 250 ตัน ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 6 เมกะวัตต