16637 research outputs found
Sort by
Public Needs Assessment of the Role of Village Committees : A Case Study of Village Committees in Khok Pho District, Pattani Province
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ,2562งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบทบาทที่เป็นจริงและบทบาทที่คาดหวังของคณะกรรมการหมู่บ้าน และเพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในบทบาทของคณะกรรมการหมู่บ้านอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 400 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดลำดับความสำคัญของค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (Priority Needs Index; PNImodified)
ผลการศึกษาพบว่าค่าดัชนีลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็นของประชาชนที่มีต่อบทบาทของคณะกรรมการหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ให้ความสำคัญในบทบาทของคณะกรรมการหมู่บ้านในคณะทำงานด้านการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นลำดับแรก แสดงให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นลำดับแรก รองลงมาคือคณะทำงานด้านแผนพัฒนาหมู่บ้าน ด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นลำดับที่ 3 ด้านส่งเสริมเศรษฐกิจเป็นลำดับที่ 4 ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขเป็นลำดับที่ 5 และสุดท้ายคือคณะทำงานด้านอำนวยการ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยได้แก่ ควรให้คณะกรรมการหมู่บ้านเข้ารับการฝึกอบรมด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่หน่วยงานราชการหรือองค์กรอื่นจัดมากขึ้น
คำสำคัญ : คณะกรรมการหมู่บ้าน, บทบาท, การประเมินความต้องการจำเป็
Quality of Life of People in Tambon Sakom Administrative Organization, Thepha District, Songkhla Province
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต , 2562การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลสะกอม และเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลสะกอม อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา จำนวนสมาชิกในครอบครัว และรายได้ต่อเดือน โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 374 คน
ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 36 - 45 ปี อยู่ในสถานภาพสมรส (อยู่ด้วยกัน) จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีจำนวนสมาชิกในครอบครัว ส่วนใหญ่ 3 – 4 คน และมีรายได้ต่อเดือนตํ่ากว่า 10,000 บาท คุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลสะกอม อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า คุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (̅ = 4.00) รองลงมาคือ คุณภาพชีวิตด้านจิตใจ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และคุณภาพชีวิตด้านร่างกาย ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลสะกอม พบว่า ประชาชนที่มีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน แตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ประชาชนที่มี เพศ อายุ และจำนวนสมาชิกในครอบครัวแตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตไม่แตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะการวิจัยมีดังนี้ ด้านร่างกาย ควรส่งเสริมนโยบายเพิ่มลานกีฬา จัดหาเครื่องออกกำลังกายให้บริการประชาชน รวมถึงการร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ด้านจิตใจ ควรจัดให้มีจุดบริการให้คำปรึกษา เพิ่มช่องทางการจัดตั้งกลุ่มและการแสดงออกของกลุ่มต่างๆ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวหรืออาจสร้างกิจกรรมอื่น เพื่อให้ประชาชนลดความคิดในเรื่องเพศแล้วหันมาสนใจในเรื่องของส่วนรวม และด้านสิ่งแวดล้อม ควรส่งเสริมนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในภาพรวม
คำสำคัญ : คุณภาพชีวิตของประชาชน , องค์การบริหารส่วนตำบลสะกอ
The Knowledge and Understanding about the Land Development ACT, B.E. 2543 of Songkhla Provincial Land Office, Hat Yai Branch Service Recipients
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ,2562การศึกษาวิจัยเรื่อง ความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ ที่มีต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ ที่มีต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ ที่มีต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน จำนวนครั้งในการติดต่อใช้บริการที่สำนักงานที่ดิน และการได้รับข้อมูลข่าวสารหรือความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนที่มารับบริการในสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ จำนวน 384 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการหาค่าร้อยละ ค่า t-test และค่า F-test ผลการวิจัยพบว่า
1. ผู้รับบริการของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ มีระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ในภาพรวมอยู่ในระดับสูง และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าผู้รับบริการมีความรู้ความเข้าใจด้านการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะมากที่สุด
2. ปัจจัยส่วนบุคคล 5 ด้าน ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน และจำนวนครั้งในการติดต่อใช้บริการที่สำนักงานที่ดินที่แตกต่างกัน มีผลต่อระดับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัยส่วนบุคคล 3 ด้าน ได้แก่ เพศ สถานภาพการสมรส และการได้รับข้อมูลข่าวสารหรือความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ที่แตกต่างกัน มีผลต่อระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิต
Innovative Behavior of Generation Y Employees in Electricity Generating Authority of Thailand
วิทยานิพนธ์ (บธ.ม. (บริหารธุรกิจ))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2562The purposes of this research were to study the level of innovative behavior of
Generation Y employees in Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT) and the effects of important factors in three levels: organizational, team and individual levels, which were support for innovation climate, leader-member exchange, and dissatisfaction with the status quo, respectively on the innovative behavior. This study used online questionnaires to collect data from generation Y employees working in nine divisions of EGAT by determining the minimum samples were 364 people. The usable surveys were 437 questionnaires. Descriptive statistics and multiple regression analysis were implemented.
The results of the research revealed the relatively high level of generation Y employees' innovative behavior. Additionally support for innovation climate and leader-member exchange statistically positively affect innovative behavior but the effect of dissatisfaction with the status quo on innovative behavior was not found. Therefore, the organization should emphasize the significance of Generation Y employees who are the majority group in the organization by creating innovative working environment, enhancing quality of relationship between supervisors and employees, welcome new ideas from employees and provide an opportunity for them to contribute in the decision making process to potentially enhance the level of innovative behavior among employees which is one of the significant behaviors that today's organizations focus to create organizational competitive advantages.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของ พนักงานเจนเนอเรชั่นวาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และศึกษาอิทธิพลของปัจจัย ระดับองค์การ กลุ่มงาน และบุคคล ผ่านตัวแปรบรรยากาศในการส่งเสริมนวัตกรรม การแลกเปลี่ยน ระหว่างผู้นํากับสมาชิก และความไม่พอใจในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเชิง นวัตกรรม โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานเจนเนอเรชั่นวายของ กฟผ. ทั้ง 9 สายงาน กําหนดจํานวนกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ํา 364 คน จํานวนแบบสอบถามที่นํามา วิเคราะห์ข้อมูล คือ 437 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ
ผลการศึกษา พบว่า พนักงานเจนเนอเรชั่นวายของ กฟผ. มีระดับพฤติกรรมเชิง นวัตกรรมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และ บรรยากาศในการส่งเสริมนวัตกรรม และการแลกเปลี่ยน ระหว่างผู้นํากับสมาชิกส่งผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม อย่างมีนัยสําคัญ แต่ความไม่พอใจ ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม ดังนั้นองค์การควรให้ความสําคัญกับ พนักงานเจนเนอเรชั่นวาย ซึ่งจัดเป็นพนักงานกลุ่มใหญ่ในอนาคต โดยจัดสภาพแวดล้อมในการ ทํางานที่ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม สนับสนุนคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้างานและ
พนักงาน
เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดใหม่ๆ และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา องค์การ เพื่อส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในพฤติกรรมหลักที่องค์การ ส่วนใหญ่ต้องการสนับสนุน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขั
The management for outstanding school in ethics according to the ethicl school based on Islamic Way : A Case Study of BanBala school,Yala primary education area, Yala office 2
วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(การบริหารและการจัดการการศึกษาอิสลาม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,2562การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรม
โรงเรียนบ้านบาละ 2) เพื่อศึกษากระบวนการจัดกิจกรรมโรงเรียนคุณธรรมโรงเรียนบ้านบาละ สังกัด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2 และ3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะแนวทางใน
การพัฒนาการจัดกิจกรรมโครงการโรงเรียนคุณธรรมวิถีอิสลาม โรงเรียนบ้านบาละ สังกัดสำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2 โดยการวิจัยนี้ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ
แบบกรณีศึกษา ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และการสังเกต ซึ่งมีผู้ให้
ข้อมูลหลักคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนจำนวน 1 คน ผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 5 คน ครูหัวหน้ากลุ่ม
สาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระจำนวน 8 คน ครูหัวหน้างานโรงเรียนคุณธรรมจำนวน 1 คน ครูสอน
อิสลามศึกษา จำนวน 1 ราย และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนบ้านบาละ จำนวน 6 คน
โดยผลการวิจัยพบว่า
1. การบริหารโรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนบ้านบาละ ใช้หลักการบริหารตามแนวคิด
7-S ของแมคเคนซีย์ คือ 1) กลยุทธ์ขององค์กร 2) โครงสร้างขององค์กร 3) ระบบการปฏิบัติงาน 4)
บุคลากร 5) ทักษะ 6) รูปแบบการบริหาร และ 7) ค่านิยมร่วม
2. กระบวนการจัดกิจกรรมโรงเรียนคุณธรรมโรงเรียนบ้านบาละ ใช้กระบวนการจัด
กิจกรรมของศูนย์โรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวสถิรคุณ ประกอบด้วย 1) การสร้างความรู้ความเข้าใจ
และการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียนแกนนำเพื่อการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมจริยธรรม 2) การลง
มือปฏิบัติของโรงเรียน 3) การนิเทศอาสาติดตามโรงเรียน และ 4) การรายงานความก้าวหน้าและการ
ประเมินผล
3. ผลการรวบรวมข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมโครงการ
โรงเรียนคุณธรรมวิถีอิสลาม โรงเรียนบ้านบาละ มีดังนี้ 1) แนวทางการลงมือปฏิบัติของโรงเรียนใน
ด้านการนิเทศ ติดตามผลโดยการสร้างระบบการนิเทศ ติดตามงานที่ดีและสร้างทีมติดตามที่ชัดเจน
และ 2) การรายงานความก้าวหน้าและการประเมินผล โดยทางโรงเรียนต้องมีการรายงานและ
ประเมินผลอย่างเป็นระบบที่ชัดเจนและมีความต่อเนื่องในการดำเนินโครงงานโรงเรียนคุณธรรมThis research aims 1) to study the management of ethic school Case
Study of Banbala School, Yala Primary Educational Service Area Office 2 , 2) to study
process of organizing ethic school's activities of Banbala School, Yala Primary
Educational Service Area Office 2 and 3) to gather the guidelines for developing an
Islamic ethical school's activities of Banbala school, Yala Primary Educational Service
Area Office 2 by using In-depth interview in which the data was collected through
interview and observation. The samples are a school's director, 5 school's managers,
8 school head academic, a head of ethic school and 6 secondary students in
Banbala school, The study found that :
1) The management of ethic School at Banbala was operated by using
Mckinsey 7-s model consisting of strategy, structure, style, system, staff, skill and
share.
2) process of organizing ethic school's activities at Banbala school was
based on school ethical processing model of Stirakhun Foundation, which consists of
(1) building knowledge, developing teacher' potential and student leaders who are
competent to create moral and ethical school (2) Action taken by school (3)
following up and (4) reporting and evaluation and
3) The suggestions of development ethical activities based on Islamic
ethical school model at Ban Bala' school are 1) in supervision, school should have
supervision system, supervision's team that commitment by effectively 2) in report
and evaluation, school should perform in effective system and carry on
Application of Wasatiyah Principles in School Management Perceived by Teachers in Islamic Private School in Pattani Province
วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(การบริหารและการจัดการการศึกษาอิสลาม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,2562การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารโรงเยนโดยใช้หลักวะสะฎี
ยะฮฺของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครูในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานี 2)
เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อการใช้หลักวะสะฎียะฮฺในการบริหารโรงเรียนโดยจำแนกตามเพศ
อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน ขนาดของโรงเรียน และการมีส่วนร่วมในการ
บริหารงานโรงเรียน และ 3) ศึกษาปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะการใช้หลักวะสะฎียะฮฺในการ
บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม
จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในระบบ สังกัดสำนักงานการศึกษา
เอกชนจังหวัดปัตตานี จำนวนทั้งสิ้น 415 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย หาค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน การทดสอบ t-test และ f-test ผลการวิจัยพบว่า
1. ระดับความคิดเห็นของครูต่อการบริหารโรงเรียนโดยใช้หลักวะสะฎียะฮฺของ
ผู้บริหาร ทั้งในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย ด้านความยุติธรรม ด้านความ
รับผิดชอบ ด้านความดีและจริยธรรม ด้านการปรึกษาหารือ ด้านการเสริมพลัง และด้านการ
ตรวจสอบ
2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อการใช้หลักวะสะฎียะฮฺในการบริหาร
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม พบว่า เพศ ระดับการศึกษาศาสนา และการมีส่วนร่วมในการ
บริหารงานโรงเรียน ไม่มีผลต่อความคิดเห็นในเรื่องการใช้หลักวะสะฎียะฮฺบริหารโรงเรียนเอกชนสอน
ศาสนาอิสลาม ส่วนอายุ ระดับการศึกษาสามัญ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน มีผล
ทำให้ความคิดเห็นของครูในเรื่องการใช้หลักวะสะฎียะฮฺบริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มี
ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
3. ปัญหาอุปสรรคที่ประสบมากที่สุด คือด้านความรับผิดชอบ ด้านความยุติธรรม
และด้านการตรวจสอบ ตามลำดับ นอกจากนี้ ครูได้เสนอแนะให้ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา
ยุคใหม่พัฒนาตนเองให้มีความรอบรู้ทั้งศาสตร์การบริหารสากลและการบริหารในรูปแบบอิสลาม
ตลอดจนควรให้ความรู้ในเรื่องหลักวะสะยะแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเมินความพร้อมของ
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในมิติต่างๆ ในการนำหลักดังกล่าวมาใช้This research aimed 1) to study the perceived level of teachers' opinions
on school administration by using the Wasatiyah principle for the Islamic private schools in
Pattani 2) to compare teachers' opinions on the use of the Wasatiyah principle in school
administration by gender, age, educational level, experience, school's size, and
participation in school administration 3) to study the problems and suggestions for the use
of the Wasatiyah principle in Islamic private schools in Pattani. Data were collected using
questionnaires from the sample of 415 persons which are the teachers who were teaching
in Islamic private schools under Pattani Provincial Education Office. And data were
analyzed by calculating the value of the mean, standard deviation, T-Test, and F-test.
The results of this study were as follows:
1) The level of teachers' opinions on school administration by using the
Wasatiyah principle both in overall and on each aspect was at "high" level. It consists of
the aspect of justice, responsibility, goodness and ethical, consultation, empowerment,
and audit.
2) The results of the comparison of teachers' opinion on the use of
Wasatiyah principle in the Islamic private schools revealed that gender, level of religious
education, and participation have no effect on teachers' opinions. However, the age, levelทof general education, experiences, and school's size, as a result, affect teachers' opinions significantly.
3) In the teacher's opinion, the most common problems found are aspects
of responsibility, justice, and audit respectively. In addition, teachers have suggested that
new-age school administrators should develop themselves to be knowledgeable in both
fields which are professional management and Islamic management. And should also
educate their teachers and staff on the particular subject of Wasatiyah along with assessing the readiness of school for implementation of the Wasatiyah principle