Prince of Songkla University

PSU Knowledge Bank
Not a member yet
    16637 research outputs found

    The Factors Affecting the Decision Making in Choosing the Service of a Construction Company: A Case Study of People in Songkhla Province

    Get PDF
    บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บริหารธุรกิจ),2559การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัท รับเหมาก่อสร้างของประชากรในจังหวัดสงขลา ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคคล ที่ผ่านการใช้บริการหรือกาลังตัดสินใจเลือกใช้บริการ จานวน 200 คน และใช้แบบสอบถามเป็น เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้สถิติต่างๆ ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานค่า t-test ค่าความแปรปรวนทางเดียว และค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ ของเพียร์สัน ซึ่งผลของการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.0 มีอายุ 46 ปี ขึ้น ไป ร้อยละ 27.5 การศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 66.0 ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 61.0 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 45,001-50,000 บาท ร้อยละ 31.0 มีสมาชิกในครอบครัว 3-4 คน ร้อย ละ 44.0 เคยใช้บริการบริษัทรับเหมาก่อสร้างในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ร้อยละ 42.0 มูลค่าเคยใช้ บริการบริษัทรับเหมาก่อสร้างระหว่าง 1,000,001-5,000,000 บาท ร้อยละ 54.5 และส่วนใหญ่เคย ผ่านการใช้บริการ ร้อยละ 77.5 มีปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ โดยรวมอยู่ในระดับ มาก และมีกระบวนการคัดเลือกบริษัทรับเหมาก่อสร้างโดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนผลการ ทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลมีผลต่อกระบวนการคัดเลือกบริษัทรับเหมาก่อสร้าง โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ยกเว้นด้านเพศ และ ระดับการศึกษา และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการมีความสัมพันธ์กับกระบวนการคัดเลือกบริษัท รับเหมาก่อสร้างโดยภาพรวม อยู่ในระดับต่า อย่างมีนัยสา คัญทางสถิติที่ระดับ 0.0

    รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์การพัฒนาอาหารผสมเสร็จ (TMR) ที่ใช้ทางใบปาล์มน้ำมันเป็นแหล่งอาหารหลัก ร่วมกับการเสริมไขมันไหลผ่านเพื่อการผลิตโคขุนของภาคใต้ตอนบน : กรณีศึกษาโคขุนศรีวิชัยการพัฒนาอาหารผสมเสร็จ (TMR) ที่ใช้ทางใบปาล์มน้ำมันเป็นแหล่งอาหารหลัก ร่วมกับการเสริมไขมันไหลผ่านเพื่อการผลิตโคขุนของภาคใต้ตอนบน : กรณีศึกษาโคขุนศรีวิชัย

    No full text
    This study was designed to determine the effect of total mixed ration (TMR) using two different fiber or roughage sources, use of oil palm frond compared with napier grass (Pennisetum purpureum) and the effects of supplementation of by-pass fat in the diet of fattening cattle on growth,carcass yield and economically. Sixteen crossbred beef cattle, over 50% of European breed were used in this experiment by design 2x2 factorial in RCBD. Animal were designed to receive 4 treatments in the experiment, TMR using the oil palm frond (OPF) as a source of fiber (T1), TMR using the OPF as a source of fiber and supplemented with bypass fat at 5% of the diet (T2), TMR using napier grass as a source of fiber (T3) and TMR using napier grass as a source of fiber supplemented with bypass fat 5% of the diet (T4).The experimental diets was fed ad libitum for 235 days. The results shown that the use of OPF in TMR was increased feed intake compare to the use of napier grass in TMR. But the use of napier grass in TMR was show with growth rates better than use OPF in TMR, although the TMR was similar chemical composition. The supplementation of bypass fat produced from crude palm oil and animal fat in the diet was no impact on the feed intake and growth of cattle. The combination of TMR using the OPF or napier grass with the by pass fat did not effected to the percentage of beef carcasses, percentage of different parts of the carcass and the tenderness of the meat. The by pass fat supplementation was effected to the chemical composition of meat, by lower moisture, crude protein and ash. The TMR using the napier grass was effected to the higher moisture content of meat. The color of the meat was improved by the bypass fat supplementation, It was found that the brightness (L *) yellowness (b *) and the red (a *) were increase with the bypass fat supplementation. The most of invest cost of this experiments was cattle breed and follow by animal feed. The highest invest cost of fattening cattle was a group of cattle fed by TMR contain OPF as a source of roughage and supplemented with bypass fat. Although feed cost of TMR contained with OPF was cheaper than napier grass, TMR with OPF was intake higher than the napier grass mixture TMR but affect to lower growth rate of cattle, resulted in higher total cost of production. When compare with in 4 treatments, the cattle fed with only TMR contain napier grass that was most profitable. The experiments can be extended to farmers in the South that southern farmers can plant napier grass and used as an ingredient in TMR, it would be beneficial to farmers. If the farmer can reduce the cost of chopped OPF lower than 1 baht per kilogram, it would be beneficial to farmers who use the OPF in feed ingredients of TMR. Using the OPF or napier grass in TMR were not difference in carcass percentage, the quality of the meat, both chemical composition and tenderness, but affects to the cost of feeding. Transporting live cattle from the south to the the slaughterhouse at Rachaburi province was average 1,632.40 baht per head, which was a part of the cost of fattening cattle production. If fattening cattle can not make the grade higher than grade 1, and the profits from the sale will have no more than 7,966 baht per animal, This a part of southern farmers should apply to the activity ceases cattle fattening. Information from this research, could be used as a part of the farmer's decision to join the fattening cattle activity. Although the profit from the fattening cattle system was not much. However, it was a statc of affairs in exchange for the uncertain market system and the high risk of selling cattle in South arca.การศึกษานี้เป็นการวางแผน ทคลองผลของอาหารผสมเสร็จ total mixed ration (TMR) ที่ใช้แหล่งเชื่อใยหรืออาหารหยาบผสมแตกต่างกันจากวัตถุดิบสองแหล่งคือการใช้ทางใบปาล์มน้ำมันเปรียบเทียบกับหญ้าบเปี้ยร์ในส่วนผสม ร่วมกับการเปรียบเทียบผลของการเสริมและไม่เสริมไขมันไหลผ่านในอาหารโคขุนต่อการเจริญติบโด คุณภาพซาก และผลดอบแทนเชิงเศรษชูศาสตร์ใช้โคเนื้อลูกผสมยุโรปมากกว่า 50% จำนวน 16 ตัว ให้ห้รับอาหารจำนวน 4 สูตรตามแผนการทดลองแบบ 2x2 factorial in RCBD อาหารที่ใช้ในการทคลองคือ อาหาร TMR ที่ใช้ทางใบปาล์มน้ำมันเป็นแหล่งเชื่อใย (TI) อาหาร TMR ที่ช้ทางใบปาล์มเป็นแหล่งชื่อใยและเสริมด้วยไขมันไหลผ่าน 5% ของอาหาร (T2) อาหาร TMR ที่ใช้หญ้านเปียร์เป็นแหล่งเชื่อไย (T3) และ อาหารTMR ที่ใช้หญ้านเปียร์ป็นแหล่งเชื่อไอและเสริมด้วยไขมันไหลผ่าน 5% ของอาหาร โคทคลองถูกเลี้ยงตัวยอาหาร อย่างเต็มที่ป็นเวลา 235 วัน จากการทดลองพบว่าการใช้ทางใบปาล์มน้ำมันในส่วนผสม TMRมีผลกระตุ้นการกินอาหารของโได้มากกว่าการใช้หญ้าเนเปียร์ แต่การใช้หญ้าเนเปิยร์ในส่วนผสม TMR จะมีผลให้โคมีอัตราการเจริญดิบโตดีกว่า ถึงแม้อาหารที่ผสมจะมีองค์ประกอบทางเคมีใกล้เคียงกัน ส่วนการใช้ไขมันไหลผ่านที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มคิบมาเสริมในอาหาร โคขุน พบว่าไม่ส่งผลกระทบกับการกินอาหารหรือการเจริญเติบโดของโด และอาหาร TMR ที่ใช้ทางใบปาล์มน้ำมันผสมเทียบกับการใช้หญ้าเนเปียร์ผสมร่วมกับการเสริมไขมันไหลผ่านครั้งนี้ ไม่มีผลทำให้เปอร์เซ็นต์ซากของคขุนแลกต่างกัน รวมทั้งชิ้นส่วนต่ำงๆ ของซาก และองค์ประกอบทางเคมี ดทั้งความนุ่มของเนื้อโคตัวย ผลของการเสริมไขมันไหลผ่านจะมีทำให้ความชื้นในเนื้อน้อยกว่าการไม่มีคารเสริม โปรตีนในเนื้อก็น้อยกว่า ร ทั้งเถ้า (aรถ)ก็น้อยกว่าด้วย โคที่ได้รับอาหาร TMRที่มีหญ้เนเบียร์เป็นส่วนผสมจะมีความชื้นของเนื้อมากกว่าโคที่ ไช้ทางใบปาล์มเป็นส่วนผสม ในส่วนสีของเนื้อโคมีผลดีขึ้นจากการเสริมไขมันไหลผ่านในอาหารโคขุน โดยพบว่าค่าความสว่าง (.") คำสีนลือง (61) และค่าสีแคง (๒*) ที่มีคำสูงขึ้นจากการเสริมไขมันไหลผ่าน การทคลองในครั้งนี้มีดับทุนที่มากที่สุดคือคำพันธุ์โค ตันทุนรองลงมาคือคำอาหาร กลุ่มที่ได้รับอาหารผสมเสร็จ 1IMR ที่มีทางไบปล์มน้ำมันเป็นแหล่งอาหารหยาบและเสริมไขมันใหลผ่านมีสันทุนคำอาหรมากที่สุด ถึงแม้ราคาอาหารที่ใช้ทางใบปาล์มน้ำมันจะถูกกว่าการใช้หญ้าเนเปียร์ในส่วนผสมอาหาร TMR แต่ปริมาณการกินที่มากกว่า กลับส่งผลต่อการเจริญเดิบโตที่น้อยกว่าการใช้หญ้าเนเปียร์ ในส่วนผสม TMR จึงมีผลทำให้มีสันทุนรวมสูงกว่า เมื่อลบกับรายรับแล้วพบว่าโคกลุ่มที่มีผลกำไรมากที่สุดคือ โคที่เลี้องด้วยอาหาร TMR ที่ใช้หญ้ทนเปิอร์เปีนส่วนผสม และไม่ต้องเสริมไขมันไหลผ่าน จากการทดลองนี้สา อขยายผลสู่เกษตรกรในภาคใต้ว่าหากเกษตรกรในภาคใด้สามารถปลูกหญ้านเปียร์และไช้ป็นส่วนผสมในอาหาร TMR ก็จะส่งผลดีกับเกษตรกร แต่ถ้ำพากสามารถลดดิ้นทุนเรื่องคำสับย่อยทางปาล์มน้ำมันให้ต่ำลงได้มากกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัมก็จะ ส่งผลดีกับเกษตรกรที่ใช้ทางไบปาล์มน้ำมันในส่วนผสมอาหาร TMR ได้เพราะการใช้ทางใบปาล์มน้ำมัน หรือหญ้าเบเปียร์ในอาหาร TMR ไม่มีผลแดกต่งกันใบเรื่องเปอร์เซ็นส์ซาก คุณภาพของเนื้อโคขุนทั้งองค์ประกอบทางคมีและความนุ่ม แค่มีผลต่อสันทุนในการเลี้ยงโคขุนที่ต่างกันขนส่งโคขุนมีชีวิตจากพื้นที่คาคใด้มาที่จังหวัดราชบุรีเพื่อเข้าโรงฆ่าสัตว์มาตรฐาน มีค่ใช้ง่ายเฉลื่ยในการขนส่งตัวละ 1,632.40 บาท ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นต้นทุนในการเลี้ยง โคขุนของเกษตรกรในภาคได้แล้วนำมาส่งที่ภาคกลาง ทั้งนี้หากการเลี้ยงโดขุนแล้วไม่สามารถทำเกรดให้สูงขึ้นกว่าเกรด 1 แล้วผลกำไรจากการขายจะไห้ไม่เกิน 7,845 บาท จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เกษตรกรในภาคได้สมควรนำไปใช้ในการคำนินกิจกรรมกรเลี้ยงโคขุน และข้อมูลจากผลงานวิชัยนี้สามารถใช้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจเลี้ยงโคขุนในภาคใด้แล้วส่งตลาดสพกรณ์ในภาคกลาง ซึ่งกิจกรรมใบรูปแบบนี้จะมีผลกำไรที่ไม่มากนัก แต่ก็เป็นการลดความเสี่ยงจากภาวะความไม่แน่บอนของตลาดโดขุนและการลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเลี้ยงโดขุนแล้วหาดลาดไม่ได้ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคได

    Consumer’s Behaviors on Pork Consumption in Hatyai Municipality , Songkhla Province

    Get PDF
    บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บริหารธุรกิจ),2559การวิจัยครั้งนี้มีวตั ถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อเนื้อสุกรและศึกษา ความสัมพันธ์ระหวา่ งปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการเลือกซื้อเนื้อสุกรของผู้บริโภคในเขต เทศบาลนครหาดใหญ่จังหวดั สงขลา กลุม่ ตัวอยา่ งที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริโภคชาวพุทธที่อาศัยอยู่ ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่และซื้อเนื้อสุกรไปเ พื่อประกอบอาหารรับประทานเองภายใ น ครอบครัว จา นวน 400 ตัวอยา่ ง โดยการเก็บตัวอย่างจากแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก ่คา่ ร้อยละ และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของกลุ่มตัวอย่างที่มี 2 กลุ่มโดยใช้สถิติ ไค- สแควร์ ผลการศึกษาพบวา่ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญเ่ป็นเพศหญิง มีอายุ 26-30 ปี จบการศึกษา ในระดับปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของตนเอง 10,001 – 20,000 บาท มีอาชีพพนักงาน เอกชน/รับจ้างทั่วไป นิยมซื้อเนื้อสุกรจากตลาดสด เนื่องจากใกล้บ้าน มีค่าใช้จ่ายสาหรับการซื้อเนื้อ สุกรในแตล่ ะครั้ง 101-200 บาท เลือกซื้อเนื้อสุกรในส่วนเนื้อสามชั้นเนื่องจากรสชาติอร่อย มี ความถี่ในการซื้อเนื้อสุกร ประมาณ 2 ครั้ง/สัปดาห์ ในปริมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งจะนาเนื้อสุกรไป ประกอบอาหารประเภททอด หากไมมี่เนื้อสุกรจะเลือกซื้อเนื้อไกท่ ดแทนเนื้อสุกร ส่วนข้อมูล อันดับความสาคัญทางด้านปัจจัยทางการตลาดที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสาคัญมากที่สุดด้าน ผลิตภัณฑ์ คือ ความสดใหมข่ องผลิตภัณฑ์ ด้านราคา คือ ราคาเหมาะสมกับความต้องการผู้บริโภค ด้านชอ่ งทางการจัดจา หน่าย คือ ความสะอาดของสถานที่ ด้านการส่งเสริมการตลาด คือ ความ ชา นาญของผู้ขายในการตัดแตง่ สินค้า ผลการทดสอบสมมติฐานพบวา่ ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ไม่ มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมในการเลือกซื้อเนื้อสุกรอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0

    Approach to The Valuation of Intellectual Property in University: A Case Study of Patent/Petty Patent of Medical Device

    Get PDF
    บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บริหารธุรกิจ),2559การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง “มีดผ่าตัดนิ้วล็อคแบบเจาะผ่านผิวหนัง” ซึ่งเป็นผลงานการประดิษฐ์โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.สิทธิโชค อนันตเสรี คณะแพทยศาสตร์ และเป็นอนุสิทธิบัตรของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ทะเบียน 6273 ด้วยวิธีการประเมินจากรายได้เป็นวิธีการหลัก และใช้วิธีการประเมินจาก ค่าใช้จ่าย และการประเมินจากราคาตลาด เป็นวิธีการประเมินรอง เพื่อให้สามารถทราบมูลค่าของ ทรัพย์สินทางปัญญาที่นำมาทำการประเมิน และได้แนวทางในการกำหนด ค่าเทคโนโลยีแรกเข้า (Upfront Fee) และ ค่าตอบแทนการใช้สิทธิ (Royalty fee) ที่เหมาะสมของทรัพย์สินทางปัญญาที่ นำมาประเมิน โดยมีผลวิจัย ดังนี้ การประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาด้วยวิธีการประเมินจากรายได้ มูลค่าของ ทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง “มีดผ่าตัดนิ้วล็อคแบบเจาะผ่านผิวหนัง” โดยกำหนดระยะเวลาการใช้ ประโยชน์ 3 ปี และค่าอัตราส่วนลดที่ 40% จะมีมูลค่าเท่ากับ 421,641 บาท ทั้งนี้ มูลค่าทรัพย์สินทาง ปัญญาจากการประเมินด้วยวิธีนี้จะเปลี่ยนไป เมื่อปรับอัตราส่วนความสามารถในการแข่งขันทาง ธุรกิจ และปรับอัตราส่วนลดในการคำนวณ การประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาด้วยวิธีการประเมินจากค่าใช้จ่ายทำให้ ทราบว่าสามารถกำหนดค่าเทคโนโลยีแรกเข้าของทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวควรให้อยู่ในช่วง 149,880 – 225,240 บาท เพื่อให้ครอบคลุมเงินที่ใช้ในการลงทุนทำวิจัยและพัฒนา และ การประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาด้วยวิธีการประเมินจากราคาตลาดทำ ให้ทราบว่าในการกำหนดค่าตอบแทนการใช้สิทธิ (Royalty fee) ของทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าว อยู่ในช่วง ร้อยละ 0.1 – 40 ของรายได้ โดยร้อยละ 5.1 ของรายได้เป็นค่าที่นิยมใช้มากที่สุ

    Opportunities and Capabilities for Thailand Rubber Industries Towards Asean Economics Community

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (ปร.ด. (การจัดการทรัพยากรเกษตรเขตร้อน))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255

    Mathematical Model, Simulation and Visualization of Landslide

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (วท.ม.(คณิตศาสตร์ประยุกต์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2559วิทยานิพนธ์นี้ได้ศึกษาตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์สำหรับการวิเคราะห์โครงสร้างดินโดยพิจารณาปัจจัยด้านปริมาณน้ำในดินและความลาดชันที่มีผลต่อการถล่มของดิน ศึกษาการเปลี่ยนรูปของลาดดินที่มีผลจากแรงภายนอก การกระจายความเครียดและเกณฑ์การวิบัติของลาดดินด้วยตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์และคำนวณหาผลเฉลยด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ ผลเฉลยเชิงตัวเลข ขั้นตอนวิธีและการสร้างภาพ 3 มิติโดยซอฟต์แวร์ SoilFE 1.0 ซึ่งได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้ซอฟต์แวร์ Lazarus และ OpenGL ซอฟต์แวร์นี้สามารถใช้วิเคราะห์กำลังรับแรงเฉือนของดินและประเมินการเกิดดินถล่ม และสามารถนำไปใช้วิเคราะห์กับพื้นที่อื่น ๆ ได้ ซอฟต์แวร์นี้สามารถนำผลเฉลยเชิงตัวเลขที่ได้มาแสดงให้เห็นว่าค่าความครากมีค่าแปรผันตามปริมาณน้ำในดินและพื้นที่บริเวณไหล่เขาจะมีค่าความครากมากกว่าพื้นที่ดอนหรือพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งพื้นที่นี้จะมีโอกาสวิบัติมากที่สุดIn this research, we propose a mathematical model for analyzing the soil structure by water content and slope factors that cause to the landslide problem. A deformation of slope is the result of external forces. A distribution of stress that occurs along the slope and slope failure criteria are based on mathematical model and computed by the finite element method. The numerical solution shows the result from mathematical model, algorithm and visualization in three-dimensional space by the investigating software namely SoilFE version 1.0 programmed by Lazarus software and OpenGL library. SoilFE 1.0 can analyze the shear strength along slope and landslide evaluation. The software can be applied for other regions. An application of this numerical method could be seen that the yield varies according to the water content. Also a foot of the hill has a yield more than upland and other areas, so that this area has the biggest opportunities to fail

    Factors Affecting the Mental Health of the Military Operations in the Southern Border Provinces Area

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(วิชาจิตวิทยา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2559การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความยืดหยุ่นทนทาน ระดับพฤติกรรม การเผชิญปัญหา ระดับการให้อภัย และปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะสุขภาพจิตของทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างเป็นทหาร การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling ) จำนวน 863 โดยกำหนดให้ระดับชั้นยศและหน่วยทหารเป็นชั้นในการสุ่ม การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlational Research) เก็บรวบรวมข้อมูลใช้ แบบสอบถาม 5 ส่วน ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินความยืดหยุ่นทนทาน 3) แบบประเมินพฤติกรรมการเผชิญปัญหา 4) แบบวัดการให้อภัย 5) แบบประเมินภาวะสุขภาพจิตของทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีค่าความเชื่อมั่นจากสัมประสิทธิ์ของ Cronbach เท่ากับ 0.865, 0.906, 0.878, และ 0.753 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยวิธี Stepwise Regression Analysis ผลการวิจัย พบว่า 1. ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความยืดหยุ่นทนทาน ด้าน ความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ความมั่นใจในการดำรงชีวิตอยู่ การมีสิ่งสนับสนุนทางสังคม การมีชีวิตอยู่ด้วยความมั่นคงทางจิตวิญญาณ ความสามารถในการผ่อนคลายความเครียด และในภาพรวม ระดับสูง 2. ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีพฤติกรรมการเผชิญปัญหา แบบมุ่งแก้ไขปัญหา แบบมุ่งลดอารมณ์ และในภาพรวม ระดับสูง 3. ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการให้อภัยตนเอง ให้อภัย ผู้อื่น ให้อภัยสถานการณ์ และในภาพรวม ระดับปานกลาง 4. ความยืดหยุ่นทนทาน พฤติกรรมการเผชิญปัญหา และการให้อภัย สามารถ ทำนายภาวะสุขภาพจิตของทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายเท่ากับ .121, .119 และ .216 ตามลำดับ (constant = 12.717) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 The purpose of this research is to study the level of resilience, coping, forgiveness. and to study the factors affecting the mental health of the military operations in the southern border provinces area. The sample was selected military stratified random sampling method. military unit is in the random number was 863 people. The correlational research data were collected using a questionnaire 5 portion which consists of 1) queries personal information 2) assessment of resilience. The reliability coefficient of Cronbach was 0.865. 3) assessment of coping. The reliability coefficient of Cronbach was 0.906. 4) test of forgiveness. The reliability of the coefficient of Cronbach was 0.878. 5) assessment of mental health status of soldiers stationed in the southern provinces. The reliability of the coefficient of Cronbach was 0.753. Statistical analysis is a multiple regression analysis. Stepwise Regression Analysis. The results 1. The military operations in the southern border provinces. resilience, the ability to coexist with others , the social support, to live with spiritual stability, ability to relax the stress and Solution to the problem in the high level. 2. The military operations in the southern border provinces have coping oriented problem, roofing reduce emotional and overall high level. 3. The military operations in the southern border provinces have a self-forgiveness forgive others, forgive the situation and in the overall Moderate level. 4. Resilience, coping and forgiveness. could predict the mental health of the military operations in the southern border provinces s by the coefficients of prediction = .121, .119 and . 216 respectively. (constant = 12.717) Statistically significant at the .01 level

    Effect of 5Es Inquiry Based Learning on Nature of science Understanding, Achievement, and Attitude towards Science of Grade 6 Student

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(หลักสูตรและการสอน))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2559การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยการสืบเสาะหาความรู้(5Es) ที่มีต่อความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนบ้านวังสำราญ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดย การสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ที่มีต่อความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ 2) แบบวัดความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ 4) แบบวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ 5) แบบบันทึกภาคสนาม 6) แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและการหาค่าคะแนนพัฒนาการ (Gain Score) ด้วยวิธีวัดคะแนนเพิ่มสัมพัทธ์ (Relative Gain Score) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เพิ่มขึ้นทุกประเด็น 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 27.20 และคะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 68.53 3) นักเรียนมีคะแนนพัฒนาการทางการเรียนหลังจากการจัดการเรียนรู้โดยการสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ที่มีต่อความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ เฉลี่ยเท่ากับ 56.29 มีพัฒนาการอยู่ในระดับสูง 4) ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากการจัดการเรียนรู้โดยการสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ที่มีต่อความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับค่อนข้างดี 5) นักเรียนมี เจตคติต่อวิทยาศาสตร์หลังเรียน อยู่ในระดับมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ The samples of this research received by purposive sampling were 25sixth grade studentsbwho studied in secondsemester of the academic year 2015at Wangsamran School, Yaha District, Yala Province. The instruments used in the study included 1) lesson plans of 5Es Inquiry based learning on nature of science understanding 2) the nature of science understanding test 3) the scientific achievement test 4) the attitudes toward science test 5) field notes and 6) interviewing.The statistics used for the data analysis were mean, percentage standard deviation and value scores (Gain Score) by using the relative increase (Relative Gain Score). The results of the study revealed that 1) the students ‘understanding of nature of science after teaching through 5Es Inquiry based learning on nature of science understanding were higher than prior one and also increased all issues. 2) The students’ academic achievement were developed comparing before and after the implementation, as the percentage shows; pre-test is 27.20 percent and post-test is 68.53 percent.3) The students’ development were improve is 56.29 percent, progress in high level. 4) The Achievement after learning 5Es Inquiry Based Learning on Nature of science Understanding. In relatively good 5) Student attitudes towards science after learning. In a positive attitude towards science

    Effect of Project-Based Learning with Local Wisdom on Science Achievement, Science Process Skills and Instructional Satisfaction of Grade 10 Students

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(หลักสูตรและการสอน))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2559การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนส่งเสริมอิสลามศึกษา จังหวัดปัตตานี สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดปัตตานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนรวม 33 คน ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 18 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นวิชาวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกภาคสนามของผู้วิจัย และแบบสัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ ดำเนินการทดลองตามรูปแบบการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย และการหาค่าคะแนนพัฒนาการ (Growth Score) ด้วยวิธีวัดคะแนนเพิ่มสัมพัทธ์ (Relative Gain Score) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยก่อนเรียนค่าเฉลี่ยร้อยละ 36.67 และหลังเรียนค่าเฉลี่ยร้อยละ 67.37 (2) นักเรียนมีคะแนนพัฒนาการทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเฉลี่ย เท่ากับ 48.28 คะแนน มีพัฒนาการอยู่ในระดับปานกลาง (3) นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยก่อนเรียนค่าเฉลี่ยร้อยละ 42.15 และหลังเรียนค่าเฉลี่ยร้อยละ 69.83 (4) นักเรียนมีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนในระดับปานกลาง และนักเรียนมีระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียน ในระดับค่อนข้างดี (5) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในระดับมาก This research aimed to study the effect of Project-Based learning with local Wisdom on science achievement, science process skills and instructional satisfaction of grade 10 Students. The target group stands for 33 students of grade 10 in the second semester of the 2015 academic year at Songserm Islam Soksha School, Pattani province. The research instruments were consisted of lesson plans of Science, Project-Based Learning with Local wisdom on Science, achievement test, Science Process Skills test, Assessment of Science Process skills, students’ satisfaction test, field notes and interviewing has been completed implementation in 18 hours. The data were completed analyzed by Mean and for the growth scores by relative gain scores. The studied found that; (1) the students’ study achievement were developed comparing before and after the implementation, as the percentage shows; pre-test is 36.67 percent and the post-test is 67.37 percent. (2) the students’ development of science learning were improve is mean 48.28 percent, progress in moderate level. (3) the students’ science process skills existed advanced comparing by pre-test is 42.15 percent and post-test is 69.83 percent. (4) the students’ achievement levels are moderate after learning by the Science, Project-Based learning with local wisdom and the students’ science process skills levels are fairly good level. (5) the student’ satisfaction were high level

    7,629

    full texts

    16,637

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    PSU Knowledge Bank
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇