Prince of Songkla University

PSU Knowledge Bank
Not a member yet
    16637 research outputs found

    Reduction of microbial contamination and shelf life extension of holy basil and sweet basil by using organic acid solution and microbubble water

    No full text
    Sweet basil and holy basil are the most widely used condiments around the world. However, Escherichia coli and Salmonella spp. contamination is a serious problem in the production process. The causes may come from harvesting, cleaning, packing, and logistic process. The primary objective of this study is to evaluate the efficacy of 1% lactic acid, 1% citric acid, and 1% fumaric acid onthe reduction of the total plate count, E. coli, and S.Typhimurium, compared with water and chlorinated water (100ppm). It was found that 1% fumaric acid had the best efficacy for decontamination. The secondary objective is to evaluate the efficacyof the 10minutes microbubble-1% fumaric acid combination for the reduction of total plate count, E. coli, and S.Typhimurium. For sweet basil, this technique can reduce the total plate count, E. coli, and S. Typhimurium by 3.03 log cfu/g, 3.08 lof cfu/g, and 2.98 log cfu/g, respectively. For holy basil, this technique can reduce total plate count, E. coli, and S. Typhimurium by 3.21 logcfu/g, 4.65 lof cfu/g, and 3.98 log cfu/g, respectively. After decontamination with the 10 minutes icrobubble-1% fumaric acid combination, sweet basil and holy basil were preserved in a pored-LDPE bag at 12±1 ◦C for 6 days. Sweet basil preserved with this technique had less total plate count than a non-decontaminated group. However, the experimental group had more percentage of weight loss and percentage of browning. Similar results were observed in holy basil. No statistical significance in chlorophyll content changing or electrolytes loss. Appearance, color, and odor were evaluated by a sensory test. The results of a sensory test reveal that non-decontaminated sweet basil and holy basil can be preserved for 4 days. However, disappointing results for decontaminating group, sweet basil can be preserved for 2 days and only 1 day for holy basil, as a result of the browning effect. In conclusion, using only 1% fumaric acid or the 10 minutes microbubble-1% fumaric acid combination can reduce the total plate count for sweet basil and holy basil, effectively. However, causing shorter shelf life due to unfavorable effects on the appearance.โหระพาและกะเพราเป็นเครื่องปรุงในอาหารที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามโหระพาและกะเพราเป็นหนึ่งในแหล่งปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค อาทิเช่น Escherichia coli และ Salmonella spp. บ่อยครั้ง ซึ่งสาเหตุดังกล่าวอาจจะเกิดการปนเปื้อนระหว่างกระบวนการการเก็บเกี่ยว การทำความสะอาด การบรรจุและการขนส่งได้ จุดประสงค์ของการทดลองนี้คือการศึกษาประสิทธิภาพของสารละลายกรดอินทรีย์ 3 ชนิด ต่อการลดปริมาณการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ทั่วไปในโหระพาและกะเพรา และยิ่งไปกว่านั้นยังมีการศึกษาการใช้เทคนิคฟองอากาศขนาดเล็กร่วมกับสารละลายกรดอินทรีย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ทั่วไป S. Typhimurium และ E. coli ที่ปนเปื้อนในโหระพาและกะเพราให้มากขึ้นอีกด้วย จากการทดลองพบว่าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการใช้น้ำเปล่า สารละลายคลอรีน (100 ppm)สารละลายกรดแลกติก 1% สารละลาย กรดซิตริก 1% และสารละลายกรดฟูมาริก 1 % ในการลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในโหระพาและกะเพรา พบว่าสารละลายกรดฟูมาริก 1% ให้ผลการลดเชื้อที่ดีที่สุด ผู้วิจัยจึงเลือกใช้สารละลายกรดฟูมาริกในการทดลองถัดไป ซึ่งเป็นการนำสารละลายกรดฟูมาริกมาประยุกต์ใช้ร่วมกับฟองอากาศขนาดเล็ก พบว่าการแช่โหระพาในสารละลายกรดฟูมาริกร่วมกับฟองอากาศขนาดเล็ก เป็นเวลา 10 นาที สามารถช่วยลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ทั่วไป เชื้อ E. coliและ S.Typhimurium ได้ 3.03 log cfu/g 3.08 log cfu/g และ 2.98 logcfu/gตามลำดับ ส่วนกะเพรานั้นเมื่อผ่านสภาวะการล้างด้วยกรดฟูมาริก 1% เป็นเวลา 10 นาทีสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ทั่วไป เชื้อ E. coliและ S.Typhimurium ได้ 3.21log cfu/g 4.65log cfu/g และ 3.98 log cfu/gตามลำดับ จากนั้นจึงนำโหระพาที่ผ่านการล้างในสารละลายกรดฟูมาริกร่วมกับฟองอากาศขนาดเล็กและกะเพราที่ผ่านการล้างในสารละลายกรดฟูมาริกเพียงอย่างเดียวเป็นเวลา 10 นาที เก็บรักษาในถุง LDPE เจาะรูเพื่อศึกษาอายุการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 12±1˚C เป็นระยะเวลา 6 วัน พบว่าโหระพาที่ผ่านการล้างด้วยกรดฟูมาริกร่วมกับฟองอากาศขนาดเล็กจะสามารถลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ทั่วไปได้มากกว่าโหระพาที่ไม่ผ่านการล้างใดๆเลย แต่พบว่าร้อยละการหลุดร่วงของใบ ร้อยละการสูญเสียน้ำหนักและร้อยละการเกิดสีน้ำตาลจะเกิดขึ้นมากเช่นเดียวกัน และกะเพราที่ผ่านการล้างด้วยสารละลายกรดฟูมาริกก็ให้ผลไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการเปลี่ยนแปลงของปริมาณคลอโรฟิลล์และการรั่วไหลของสารละลายอิเล็กโทรไลต์พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ และเมื่อตรวจวัดคุณลักษณะปรากฏ คุณภาพสีและกลิ่นโดยผ่านการทดสอบทางประสาทสัมผัส พบว่าโหระพาที่ไม่ผ่านการล้างใดๆเลยจะมีอายุการเก็บรักษาได้ประมาณ 4 วัน ในขณะที่ถ้านำโหระพามาแช่ในสารละลายกรดฟูมาริกร่วมกับฟองอากาศขนาดเล็กจะทำให้อายุการเก็บรักษาโหระพาสั้นลงโดยเหลือเพียงประมาท 2 วันเท่านั้น ส่วนกะเพรานั้นจะมีอายุการเก็บรักษาที่สั้นกว่ามาก โดยเมื่อนำกะเพรามาผ่านการแช่ในสารละลายกรดฟูมาริกจะมีอายุการเก็บรักษาได้แค่ 1 วันเท่านั้น เนื่องจากลักษณะปรากฏจะเห็นสีน้ำตาลได้ชัดเจน ในขณะที่ในชุดควบคุมจะสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 4 วัน ดังนั้นการใช้สารละลายกรดฟูมาริก ไม่ว่าจะใช้ร่วมกับฟองอากาศขนาดเล็กหรือว่าไม่ในการล้างโหระพาและกะเพรานั้น สามารถช่วยลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่สภาวะการล้างดังกล่าวส่งผลต่ออายุการเก็บรักษาของโหระพาและกะเพราสดอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลต่อคุณลักษณะหลายประการที่ทำให้บ่งชี้ได้ว่าสภาวะการล้างดังกล่าวส่งผลให้อายุการเก็บรักษาของโหระพาและกะเพราสั้นล

    The structural equation model analyzing the expenditure of tourists on herbal wellness tourism goods and services in Betong district, Yala province

    No full text
    ปัจจุบันนักท่องเที่ยวให้ความสนใจกับการดูแลรักษาสุขภาพมากยิ่งขึ้น จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่มีจุดแข็งในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นและหลากหลาย ทาให้ผลิตภัณฑ์และบริการสมุนไพรเชิงสุขภาพของประเทศไทยเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งอาเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่มีความผลิตภัณฑ์และบริการสมุนไพรเชิงสุขภาพที่โดดเด่นและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว สามารถนาไปสู่การพัฒนาได้โดยการส่งเสริมและผลักดันจากภาครัฐ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน อันนาไปสู่โครงการเศรษฐกิจใหม่ หรือ BCG Economy วิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาทางด้านอุปสงค์ สนใจศึกษาการใช้จ่ายในสินค้าและบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในพื้นที่ รวมถึงปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายในสินค้าและบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในพื้นที่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์การวิจัย 2 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาการใช้จ่ายเพื่อสินค้าและบริการท่องเที่ยวเชิงสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ของนักท่องเที่ยวในพื้นที่อาเภอเบตง จังหวัดยะลา 2) เพื่อศึกษาปัจจัยและผลกระทบจากปัจจัยที่มีต่อการใช้จ่ายในสินค้าและบริการท่องเที่ยวเชิงสมุนไพรเพื่อสุขภาพของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่อาเภอเบตง จังหวัดยะลา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 400 ราย เลือกเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม โดยสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่มีกาลังซื้อสินค้าและบริการสมุนไพรเพื่อสุขภาพ และเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2565 และนามาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยแบบจาลองสมการโครงสร้าง (Structural Equation Model) ผลการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวไทยใช้จ่ายโดยเฉลี่ยมากที่สุดในผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เป็นอาหาร เท่ากับ 701.27 บาทต่อทริป ในขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายโดยเฉลี่ยมากที่สุด ในการซื้อบริการท่องเที่ยวจากสมุนไพร เท่ากับ 738.97 บาทต่อทริป ส่วนผลิตภัณฑ์ที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมซื้อ คือ น้ามันเหลือง น้ามันนวด ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมใช้บริการแช่เท้าด้วยสมุนไพร นอกจากนี้ โอกาสในการซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีอิทธิพลแตกต่างกัน โดยปัจจัยที่สาคัญ ประกอบด้วย ราคาของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ แรงจูงใจต่อผลิตภัณฑ์ อิทธิพลทางความเชื่อ อิทธิพลทางสังคม การลดราคาและมีของแถม การสาธิตและการให้ทดลองใช้ คุณลักษณะของแหล่งจาหน่าย การเคยมาเยี่ยมเยืยม การนับถือศาสนา สัญชาติ และอายุ เป็นต้น ผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาและส่งเสริมผลิตภัณฑ์สมุนไพรของอาเภอเบตง จังหวัดยะลา ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวมากขึ้น เพื่อให้ต้นแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพร สามารถนามาขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภา

    รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์บทบาทและความพร้อมในการจัดการปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิค-19) ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    No full text
    งานวิจัยเพื่อศึกษาThis research were to determine the level of roles of local administrative organization in managing the pandemic of the COVID-19 in the three southernmost provinces, to determine the level of readiness of local administrative organization in managing the pandemic of the COVID-19 in the three southernmost provinces, and to analyze readiness factors affecting the roles of local administrative organization in managing the pandemic of the COVID-19 in the three southernmost provinces.งานวิจัยเพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงานตามบทบาทในการจัดการโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศึกษาระดับความพร้อมในการจัดการโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และศึกษาความพร้อมที่ส่งผลต่อระดับการปฏิบัติงานตามบทบาทในการจัดการโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสามจังหวัดชายแดนใต

    Factors Affecting Adoption on Information Technology to Apply Utilization in Teaching of Teachers in Opportunity Expansion School, Pattani Primary Educational Service Area (PESA) at Pattani Province

    Full text link
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการยอมรับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศสู่การประยุกต์ใช้ประกอบการสอนของครูโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี จังหวัดปัตตานี 2) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศสู่การประยุกต์ใช้ประกอบการสอนของครูโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี จังหวัดปัตตานี และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลและสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศสู่การประยุกต์ใช้ประกอบการสอนของครูโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยการประมาณค่าสัดส่วนขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครจซี่และมอร์แกน (1970) ด้วยความเชื่อมั่น 95 % และผู้วิจัยใชวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ได้ครูจำนวน 285 คน จากโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี จังหวัดปัตตานี จำนวน 34 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 88 ข้อ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.6 – 1.0 และค่าความเที่ยงระหว่าง 0.82 – 0.98 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ แบบคัดเลือกเข้า ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการยอมรับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศสู่การประยุกต์ใช้ประกอบการสอนของครูโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี จังหวัดปัตตานี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.25, S.D. = 0.43) 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศสู่การประยุกต์ใช้ประกอบการสอนของครูโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี จังหวัดปัตตานี ด้านส่วนบุคคลของครู ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.12, S.D. = 0.52) ด้านการสนับสนุน ส่งเสริมและกระตุ้นจากผู้บริหาร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.12, S.D. = 0.77) ด้านคุณลักษณะของเทคโนโลยี หรือนวัตกรรม ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.46, S.D. = 0.51) และด้านสภาพบริบททางสังคม สิ่งแวดล้อม และบรรยากาศทางการสอนของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.09, S.D. = 0.76) และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ สู่การประยุกต์ ใช้ประกอบการสอนของครูโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ปัจจัยด้านส่วนบุคคลของครู(X1) และปัจจัยด้านสภาพบริบททางสังคม สิ่งแวดล้อม และบรรยากาศทางการสอนของสถานศึกษา (X4) ทั้ง 2 ปัจจัยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 69.10 และสร้างสมการพยากรณ์ได้ ดังนี้ รูปคะแนนดิบ = 1.464 + .587 (X1) + -.050 (X2) + .008 (X3) + .132 (X4) รูปคะแนนมาตรฐาน Y = .711 (ZX1) + -.089 (ZX2) + .009 (ZX3) + .235 (ZX4)คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีThe purposes of this research were 1) to study the level of adoption on information technology to apply utilization in teaching of teachers in opportunity expansion school, Pattani Primary Educational Service Area (PESA) at Pattani province 2) to explore the level of factors affecting adoption on information technology to apply utilization in teaching of teachers in opportunity expansion school, Pattani Primary Educational Service Area (PESA) at Pattani province and 3) to provide factors affecting and create predicting equation of factors affecting adoption on information technology to apply utilization in teaching of teachers in opportunity expansion school, Pattani Primary Educational Service Area (PESA) at Pattani province. The samples were used to select 285 primary and secondary teachers in opportunity expansion school, Pattani Primary Educational Service Area (PESA) at Pattani province from 34 school by estimating the sample size proportion according to Krejcie and Morgan tables (1970) with 95% confidence and employ the simple random sampling. The research instrument comprised 88 items of 5 rating scales questionnaire, the index of congruency between 0.6 – 1.0, and the alpha reliability between 0.82 – 0.98. The obtained data were analyzed using percentage, mean, standard deviation, and multiple regression analysis: enter method. The result of the study revealed that 1) there was a high level of adoption on information technology to apply utilization in teaching of teachers in opportunity expansion school, Pattani Primary Educational Service Area (PESA) at Pattani province ( = 4.25, S.D. = 0.43) 2) there were level of factors affecting adoption on information technology to apply utilization in teaching of teachers in opportunity expansion school, Pattani Primary Educational Service Area (PESA) at Pattani province consist of teacher's personal was a high level ( = 4.12, S.D. = 0.52), supporting, encourage and motivate from administrator was a high level ( = 4.12, S.D. = 0.77), features of technology or innovation was a moderate leve

    Retirement Preparation of Teachers in Trang Province

    Full text link
    This research aimed to study the retirement preparation of teachers in Trang Province and to compare their retirement preparation with the demographic factors. This study also intended to explore factors affecting the retirement preparation of teachers in Trang Province. A quantitative research approach was employed. The sample groups of this study were teachers who work in the Primary Educational Service Area Office Trang 1 and the Primary Educational Service Area Office Trang 2; and teachers who work in the Secondary Educational Service Area Office Trang 13. In total, 400 teachers were recruited. The questionnaire was the main instrument for collecting the data. The descriptive statistics, namely, frequency, percentage, mean, and standard deviation were used to describe the characteristics of the data set. In addition, the T-test, the F-test, and the multiple regression were applied to examine the factors affecting the retirement preparation. The results revealed that teachers in Trang Province mostly obtained a high level of retirement preparation. By analyzing each aspect, teachers in Trang Province rated mental preparation as their first priority, followed by the preparation of their physical, their housing, their hobbies, their finances, and their social participation, respectively. By investigating the demographic factors, the results showed that teachers in Trang Province who have differences in age, marital status, monthly income, and the number of children demonstrate different retirement preparation with statistical significance at the 05 level. Furthermore, this study discovered that age was the factor influencing the retirement preparation of teachers in Trang Province with a statistical significance at the 05 level.การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับการเตรียมความพร้อมการเกษียณอายุของข้าราชการครู จังหวัดตรัง ศึกษาเปรียบเทียบการเตรียมความพร้อมการเกษียณอายุของข้าราชการครูในจังหวัดตรัง จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเตรียมความพร้อมการเกษียณอายุของข้าราชการครูในจังหวัดตรัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการครูระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต1 และเขต2 จังหวัดตรัง และครูระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต13 จังหวัดตรัง จำนวน 400 คน เครื่อง มือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน การทอสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเอฟและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า การเตรียมความพร้อมการเกษียณอายุของข้าราชการครูในจังหวัดตรังในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ข้าราชการครูในจังหวัดตรังมีการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจเป็นลำดับแรก รองลงมา คือ การเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย การเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย การเตรียมความพร้อมด้านงานอดิเรก การเตรียมความพร้อมด้านการเงิน และการเตรียมความพร้อมด้านการมีส่วนร่วมในสังคม ตามลำดับ ผลการเวิเคราะห์เปรียบเทียบการเตรียมความพร้อมการเกษียณอายุของข้าราชการครูในจังหวัดตรัง จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ข้าราชการครูในจังหวัดตรังที่มีอายุ สถานภาพสมรส รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และจำนวนบุตรที่แตกต่างกัน มีการเตรียมความพร้อมการเกษียณอายุแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ0.05 และผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเตรียมความพร้อมการเกษียณอายุของข้าราชการครูในจังหวัดตรัง พบว่า อายุส่งผลต่อการเตรียมความพร้อมการเกษียณอายุของข้าราชการครูในจังหวัดตรังที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ0.0

    The Development of Learning Activity Using Modeled Talk Strategy to Enhance English Communicative Speaking Ability for Mattayomsuksa 5 Students of Prince of Songkla University Demonstration School (Secondary)

    No full text
    This research was to study the development of learning activity using Modeled Talk strategy to enhance English communicative speaking ability for Mattayomsuksa 5 students of Prince of Songkla University Demonstration School (Secondary). The specific purposes of this research were 1) to develop learning activity using Modeled Talk strategy to enhance English communicative speaking ability 2) to compare English communicative speaking ability by using pretest and posttest scores 3) to evaluate students satisfaction toward the learning activity. The cluster sampling samples used for the experiment were 35 students of Art program of Prince of Songkla University Demonstration School (Secondary). They were enrolling the English Listening and Speaking subject in second semester of academic year 2021. The research instruments included 1) 10 lesson plans focusing on procedure texts in learning activity using Modeled Talk stategy to enhance English communicative speaking ability 2) pretest and posttest 3) Observation form 4) Interviewing form 5) Students' satisfaction checklist. The research results were as follows: 1. Learning activity using Modeled Talk strategy to enhance English communicative speaking ability has efficiency at 79.75/83.75 according to the criteria of 75/75. 2. The students' English communicative speaking ability after learning activity using Modeled Talk strategy was higher than before learning at 0.01 level of statistical significance. 3. The students' satisfaction toward the learning activity was at a high level (4.13 of 5- level scales).การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกลยุทธ์ Modeled Talk เพื่อ ส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารมีคุณภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารก่อนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกลยุทธ์ Modeled Talk 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอน ด้วย กลยุทธ์ Modeled Talk เพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/5 แผนการเรียนศิลปศาสตร์โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฝ่ายมัธยมศึกษา) ที่เรียนวิชา อ 32208 ภาษาอังกฤษฟัง-พูด ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2564 จํานวน 35 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้กิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกลยุทธ์ Modeled Talk ที่ เป็นเนื้อหา Procedure Text จํานวน 10 แผน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสารก่อนและหลังเรียน 3) แบบสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกลยุทธ์ Modeled Talk 4) แบบ สัมภาษณ์การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกลยุทธ์ Modeled Talk 5) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อ กิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกลยุทธ์ Modeled Talk ระยะเวลาการทดลองจํานวน 24 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2564 โดยมีผลการวิจัยดังนี้ 1. กิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกลยุทธ์ Modeled Talk เพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารมีประสิทธิภาพ 79.75/83.75 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ตามที่กําหนดไว้ 2. นักเรียนมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอน ด้วยกลยุทธ์ Modeled Talk สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกลยุทธ์ Modeled Talk เพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก แนนเฉลี่ย 4.13 จาก 5 คะแนน

    Marketing Mix Strategy Influencing Decision Making to Attend Road Race Events After The Covid-19 in Thailand

    Full text link
    บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต,2565The purposes of this research were to 1. study the differences in opinions toward marketing mix strategy according to demographic characteristics, 2. study marketing mix strategy influencing decision making to participate in road race events during the Covid-19 in Thailand, and 3. investigate marketing mix strategy that suitable for road race events after the Covid-19 in Thailand. This research used a mixed methods approach which consisted of quantitative and qualitative research. For the quantitative study, the sample group was road race event participants during the Covid-19. Overall, 400 valid responses of self-administered questionnaires were received for the survey study. The data collected was analyzed using descriptive analysis, T-test, One-way ANOVA, and multiple regression analysis. For the qualitative study, the sample group was road race organizers. The in-depth interviews were conducted with 8 organizers. The quantitative results there were the statistical differences between the means of opinions toward marketing mix strategy according to gender, ages, status, education levels, occupation, and income. Moreover, there were four out of seven factors that influenced the decision making to participate in road race events during the Covid-19 in Thailand. There four factors were marketing promotions (Beta=.433, t=7.381), place (Beta=.207, t=3.729), physical evidence (Beta=.121, t=2.305), and price (Beta=-.107, t=-2.972). However, product, people, and process did not affected the decision making to participate in road race events during the Covid-19 crisis in Thailand. In addition, the qualitative results showed that the organizers anticipated all the marketing strategies needed to be adjusted. That was not only the four marketing strategies (marketing promotions, place, physical evidence, and price) that influenced the decision making to participate in road race, but also product, people, and process were also important for the road race events after the Covid-19. Therefore, the organizers and related agencies can use the results obtained from the study to develop and apply as a guideline for organizing the road race to suit with the participants after the Covid-19 .บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความแตกต่างของระดับความคิดเห็นตามลักษณะ ทางประชากรศาสตร์ที่มีต่อกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดของงานวิ่งถนนในประเทศไทยช่วงโควิด-19 2. ศึกษากลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานวิ่งถนนในประเทศไทย ช่วงโควิด-19 3. ศึกษากลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดที่เหมาะสมของงานวิ่งถนนในประเทศไทยหลัง โควิด-19 งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ สําหรับการวิจัยเชิงปริมาณ มีการเก็บแบบสอบถาม โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เข้าร่วมงานวิ่งถนนในช่วง โควิด-19 จํานวน 400 คน ใช้วิธีวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา t-test, One-way ANOVA และการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) และสําหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์ เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้จัดงานวิ่งถนน จํานวน 8 คน สําหรับผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างของระดับความคิดเห็น ตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่มีต่อกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด จําแนกตาม เพศอายุสถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ นอกจากนี้ผล การวิเคราะห์กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานวิ่งถนนในประเทศไทย ช่วงโควิด-19 พบว่า ตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุด ได้แก่ การส่งเสริมการตลาด (Promotion) (Beta=.433, t=7.381) สถานที่หรือช่องทางการจัดจําหน่าย (Place) (Beta=.207, t=3.729) ลักษณะทางกายภาพ (Physical Evidence) (Beta=.121, t=2.305) และราคา (Price) (Beta=-.107, t=-2.972) ตามลําดับ ในขณะที่ ผลิตภัณฑ์ (Product) บุคคล (People) และกระบวนการ (Process) ไม่ส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจ สําหรับผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าภายหลังโควิด-19 ทางผู้จัดงานวิ่งถนนมองว่า กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานวิ่งถนนในประเทศไทยช่วงหลัง โควิด-19 ไม่เพียงแต่เน้นในเรื่องกลยุทธ์ด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) สถานที่หรือช่องทาง การจัดจําหน่าย (Place) ลักษณะทางกายภาพ (Physical Evidence) และราคา (Price) ตามผลที่ ได้มาจากผลการวิจัยเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ผู้จัดงานได้กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในทุก ๆ ด้าน รวมไปถึงด้านของผลิตภัณฑ์ (Product) บุคคล (People) และกระบวนการ (Process) ที่จะส่งผลต่อ การตัดสินใจให้นักวิ่งถนนเข้าร่วมงานช่วงหลังโควิด-19ดังนั้น ทางผู้จัดงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนําข้อมูลที่ได้จากการศึกษาไปพัฒนาและใช้เป็นแนวทางในการจัดการแข่งขันงานวิ่งถนนให้มี ความเหมาะสมแก่ผู้เข้าร่วมงานภายหลังโควิด-19ต่อไ

    A research program of local economy development by community-based research on Covid-199 pandemic situation of three Southern Border provinces and four lower districts of Songkhla province, Thailand

    No full text
    ชุดโครงการการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอตอนล่าง ของจังหวัดสงขลา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อบริหารจัดการและสนับสนุนให้โครงการวิจัยย่อยทุกโครงการให้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ โดยดำเนินการใน 3 มิติ คือ การบริหารจัดการงาน การบริหารจัดการคน และการบริหารจัดการความรู้ 2) เพื่อสังเคราะห์ความรู้จากโครงการวิจัยย่อยทุกโครงการด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้เป็นความรู้ที่สามารถอธิบายถึงลักษณะปัญหาของกลุ่มเป้าหมายที่แตกกต่างกันในแต่ละโครงการย่อย เงื่อนไขที่ทำให้เกิดปัญหา และวิธีการ/กระบวนการแก้ปัญหา 3) เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการสังเคราะห์ความรู้ดังกล่าวไปขยายผลให้เป็นความรู้สาธารณะให้เกิดผลทางนโยบายระดับต่าง ๆ โครงการวิจัยย่อยทั้งหมดได้ดำเนินการใน 17 พื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอตอนล่างจังหวัดสงขลา มีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กลุ่มครอบครัวด้อยโอกาส กลุ่มคนยากจน กลุ่มคนตกงาน กลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน และกลุ่มเกษตรกรชาวนาจำนวน 316 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง และถอดบทเรียนทีมพี่เลี้ยงชุดประสานประเด็นการบริหารจัดการ และหนุนเสริมโครงการย่อย ภายใต้แนวคิด 5 M ประกอบด้วย 1) คน (Manpower) 2) เงิน (Money) 3) วัสดุและอุปกรณ์ (Material) 4) วิธีการหรือกระบวนการ (Method) และ 5) การบริหารจัดการ (Management) ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหานำเสนอข้อมูลโดยการบรรยายพรรณนา การดำเนินกิจกรรมมีการประสานกับหน่วยงานทั้งใน และนอกพื้นที่มาให้ความรู้ในเรื่องประเด็นต่าง ๆ ที่ชุมชนสนใจทั้งหมด 11 หน่วยงาน เช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งปัตตานี ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดปัตตานี สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและประมง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และสำนักงานเกษตรอำเภอสุคิริน เป็นต้น ผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลจาก 7 โครงการย่อย เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ของกลุ่มเป้าหมายดังนี้ 1) ด้านรายได้ พบว่า มีจำนวน 3 โครงการที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีจำนวน 2 โครงการที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของรายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่น โครงการศึกษาการบริหารจัดการและการนำทรัพยากรประมงมาใช้ประโยชน์เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก กรณีศึกษาการเพาะเลี้ยงหอยบริเวณแนวเสาคอนกรีตชะลอคลื่น บ้านตันหยงเปาว์ จ.ปัตตานี กลุ่มเป้าหมายมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อเดือนก่อนและหลังดำเนินโครงการ คือ 2,804 บาท และ 3,215 บาท ตามลำดับ 2) ด้านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชน พบว่า มีจำนวน 3 โครงการที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชนอย่างเห็นได้ชัด มีจำนวน 2 โครงการที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการทรัพยากรในชุมชนอย่างเห็นได้ชัด และมีจำนวน 1 โครงการที่มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชนแบบทางอ้อม เช่น โครงการขยายพื้นที่ปลูกพืชผักร่วมกันบนพื้นที่สาธารณะชุมชนบ้านไอจือเราะ ตำบลโมง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส มีการใช้ที่ดินสาธารณะจำนวน 20 ไร่ และชุมชนได้กำหนดกติกาข้อตกลงการใช้ที่ดินร่วมกัน 1 ฉบับ 3) ด้านความรู้ และศักยภาพของชุมชน พบว่า ชุมชนมีศักยภาพในการทำงานเป็นกลุ่มมากขึ้น ชุมชนมีความรู้ในการสร้างต้นทุนการผลิตมากขึ้น และชุมชนมีศักยภาพในการพึ่งตนเองมากขึ้น เป็นต้น และ 4) ด้านการเสริมพลัง พบว่า กลุ่มเป้าหมายมีประสบการณ์การหาตลาดมากขึ้น มีการแบ่งปันผลผลิต และมีโอกาสเข้าถึงวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ออมทรัพย์ของชุมชนมากขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ในแต่ละโครงการวิจัยย่อยได้ขยายผลความรู้และข้อค้นพบสู่สาธารณะ บางพื้นที่มีหน่วยงานของรัฐรับไปบรรจุในแผนการทำงานของหน่วยงานในการขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในโอกาสต่อไป เช่น อบต.โฆษิต อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาสจะนำแนวทางการส่งเสริมอาชีพในรูปแบบงานวิจัยไปใช้กับชุมชนอื่น ๆ ในตำบ

    Factors Affecting Performance Motivation of Staff of the Offices in the Provincial Hall during the COVID-19 Pandemic: A Case Study of Satun Provincial Hall

    Full text link
    รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต, 2565The purposes of this research were 1) to determine the level of motivation among staff in offices in Satun Provincial Hall during the COVID-19 pandemic; 2) to compare motivation of staff working in offices in Satun Provincial Hall during the COVID-19 pandemic classified according to personal factors, and 3) to analyze wellbeing factors affecting performance motivation of staff of the offices in Satun Provincial Hall during the COVID-19 pandemic. Data were collected from government officials, permanent employees, and government employees totaling 236 persons through a questionnaire and analyzed using descriptive statistics consisting of frequency, percentage, mean, standard deviation, and multiple regression analysis. The study found that the performance motivation of staff of the offices in Satun Provincial Hall during the COVID-19 pandemic was at a very high level. However, staff with different personal factors were not different in their level of performance motivation during the COVID-19 pandemic. In addition, wellbeing factors of work-life balance, wage, and relationship with colleagues affected the performance motivation of staff of the offices in Satun Provincial Hall during the COVID-19 pandemic at a statistically significant level of .05 and relationship with colleagues was the factor affecting the performance motivation of staff of the offices in Satun Provincial Hall during the COVID-19 pandemic at a highest level.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในศาลากลางจังหวัดสตูล ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ศึกษาเปรียบเทียบแรงจูงใจของบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในศาลากลางจังหวัดสตูล ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และศึกษาปัจจัยสุขอนามัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในศาลากลางจังหวัดสตูล ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยเก็บข้อมูลจากข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ จำนวน 236 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในหน่วยงานที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในศาลากลางจังหวัดสตูล ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันจะมีระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ไม่แตกต่างกัน นอกจากนั้น พบว่า ปัจจัยสุขอนามัยด้านความสมดุลชีวิตในการทำงาน ด้านค่าตอบแทน และด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์โควิด-19 มากที่สุ

    7,629

    full texts

    16,637

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    PSU Knowledge Bank
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇