MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
PUBLIC MIND AGAINST COVID-19: HUMAN FOUNDATION TO COPE WITH HAZARDOUS CRISES
The objective of this academic article was to consider how to deal with destructive disasters like the covid-19 pandemic by public-minded people in the global community. Public-mindedness was regarded as a morality, which was suitable for people during the terrible crisis because duties and responsibilities based on public consciousness assisted people to stay home and stay safe without an opportunity to infect a novel deadly coronavirus. At the same time, involved persons – patients, doctors, nurses, public heal officials, mass media, social media, state agencies, private sectors, the country’s government and foreign countries - performed their jobs with awareness of public health prevention, including inspection, observation, supervision, close watch of the Covid-19 disease as well as other disasters of mass destruction
Pa Deang Inscriptions: the Religious Perspective
The Buddhism in Sukhothai period (1238 – 1438 A.D.) is regularly presented in very positive manner as the ideal in Buddhist way. Three inscriptions from Wat Pa Daeng, however, shows the reality of conflict in Buddhism at the time. This conflict leads to the sue in the royal court. This article aims to scrutinize these three inscriptions from Wat Pa Daeng, dated 1406 A.D., to show the customs of Buddhism in Sukhothai period from the reign of Dhammaraja I to Dhammaraja III. The study focuses the arrival of Arannavasi or forest monastery sect from Sri Lanka through Mon state. The venerable Sumana had played very significant role in spreading the Arannavasi practice with the immense support from king Dhammaraja I. The Pa Daeng inscriptions also reveal practice of the convertion, the promotion of chief abbot, the sue to royal court and the way to resolve the case by the king and Sangha. This indicates the seperation of law between Sangha and state. These informations are very usful for the study of history of Buddhism in Thailand as well
An Oratory in the Figures of Speech of Somdej Phrabuḍhacharaya (Kiew Upaseṇo)
The objective of this academic articles is to study the part of presentation strategy, the technique of composing rhetoric art and the speech acts strategy in Dharma preaching of Somdej Phrabuḍhacharaya in 9 Dharma books.The results from the study the part of presentation strategy found that preaching found that there were: 3 i.e. introduction, continuity and ending. Preachment found that there were: 4 i.e. title, introduction, continuity, and ending. The technique ofcomposing rhetoric art found preaching have to use of friendly words, to create a new proverb and preachment have to use of informal language and Buddhist proverb. And 7 types of speech acts strategy i.e. speech act of asking, speech act of need, speech act of humor, speech act of order, speech act of warning, speech act of introduction and speech act of questio
พื้นฐานการวิจัยอนาคตศึกษาแบบ EDFR
การพัฒนาวิธีการวิจัยอนาคตหลายวิธีที่ใช้การประมวลความรู้จากผู้ทรงวุฒิให้ได้ข้อสรุปมติของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิ การสร้างภาพอนาคตสร้างได้ใน 2 ลักษณะ คือ รูปแบบและการจำลอง ทั้งสองลักษณะเป็นการจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจได้ดีขึ้นดังนั้นจุดมุ่งหมายของการวิจัยอนาคต เป็นการสำรวจและศึกษาแนวโน้มที่เป็นไปได้ทั้งแนวโน้มพึงประสงค์และแนวโน้มไม่พึงประสงค์ เพื่อหาทางทำให้แนวโน้มพึงประสงค์นั้นเกิดขึ้นและป้องกันแนวโน้มไม่พึงประสงค์ให้หมดไปดังนั้น การวิจัยอนาคตจะมีประโยชน์โดยตรงต่อการวางแผน การกำหนดนโยบาย การตัดสินใจตลอดไปจนถึงการกำหนดยุทธวิธีและกลวิธีที่จะนำไปสู่การสร้างอนาคตที่พึงประสงค์และการป้องกันหรือขจัดอนาคตที่ไม่พึงประสงค
ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น 2)ศึกษาความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น จำนวนทั้งสิ้น 278 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการให้ความสำคัญกับการทำวิจัยในชั้นเรียน รองลงมาคือ ด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน สภาพที่พึงประสงค์ในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จของงานวิจัยในชั้นเรียน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการให้ความสำคัญกับการทำวิจัยในชั้นเรียน 2. ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวม พบว่า ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเฉลี่ย เท่ากับ 0.28 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุดคือ ด้านการมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน(0.36) รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จของงานวิจัยในชั้นเรียน(0.32) ส่วนด้านที่มีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุดคือ ด้านการให้ความสำคัญกับการทำวิจัยในชั้นเรียน(0.23) 3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น ที่สำคัญคือ 1)ผู้บริหารควรนิเทศให้ความรู้เกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนของครู 2)สถานศึกษาควรจัดสรรงบประมาณและหาแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างเพียงพอ 3)ผู้บริหารควรพิจารณาให้ความดีความชอบแก่ครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน ส่งเสริมและสนับสนุนความก้าวหน้าวิชาชีพครู โดยพิจารณาจากผลงานทางวิชาการ 4)สถานศึกษาควรส่งเสริมให้ครูมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายในการบริหารงานวิจัยในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง 5)ผู้บริหารสถานศึกษาและครูร่วมกันวางแผนออกแบบการวิจัยในชั้นเรียนด้วยเทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค
การใช้ห้องสมุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของตัวเองในห้วงหลังการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19
บทคัดย่อ
การใช้ห้องสมุดเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของตนเอง ผู้เรียนรู้ต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะแบบรู้รอบด้าน เข้าใจโลกได้หลากหลายมิติเช่นกัน รวมทั้งมีความกระตือรือร้นเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มความสำคัญขึ้นอย่างมากในยุคโควิด-19 และจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาในอนาคต ส่วนด้านเทคโนโลยีสามารถปรับประสบการณ์การเรียนรู้ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคนได้ แต่สถานศึกษาหรือผู้เกี่ยวข้องต้องมองผู้เรียนแบบใหม่สอดรับกับโลกใหม่รวมถึงออกแบบระบบใหม่เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือต้องจัดระบบห้องสมุดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของโรคระบาด (โควิด-19) เนื่องจากโรคดังกล่าวยังไม่มีตัวยารักษาให้หายอย่างเด็ดขาด เหตุการณ์เช่นนี้มีส่วนทำให้แรงจูงใจในการเรียนรู้ลดลง หากไม่มีบรรยากาศการเรียนรู้เหมาะสม แต่ผู้เรียนต้องร่วมสร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนรู้ด้วย เพราะในที่สุดแล้วคน ๆ หนึ่งจะต้องรับผิดชอบขวนขวายในการเรียนรู้ของตัวเองไปตลอดชีวิต
Abstract
Using libraries to enhance their Self-Directed Learning. Learners need to develop themselves to have comprehensive knowledge. Can understand the world in many dimensions as well as being more enthusiastic and empathetic, these will be of great importance in the COVID-19 era. And will become the heart of education in the future Technology can tailor the learning experience to the needs of each individual. But educational institutions or stakeholders need to look at the learners in a new way, in line with the new world, and to design a new system so that learners can learn by themselves. It is important not to be overlooked that the library system should be organized to suit the situation of the epidemic (COVID-19) since the disease has no cure for the cure. These incidents contribute to a decrease in motivation for learning. If there is no suitable learning atmosphere But the students must also contribute to creating a good learning environment. Because in the end people One has to be committed to his own learning for the rest of his life
ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะของประชาชนต่อการให้บริการของเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ของเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 371 คน นำมาวิเคราะห์ประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยพบว่า
ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 371 คน เป็นเพศหญิง ร้อยละ 51.75 เป็นเพศชาย ร้อยละ 48.25 มีอายุ 61 ปีขึ้นไป ร้อยละ 24.26 อายุ 41 - 50 ปี ร้อยละ 21.83 อายุ 20 - 30 ปี ร้อยละ 18.87 อายุ 31 - 40 ปี ร้อยละ 15.63 อายุ 51 - 60 ปี ร้อยละ 9.97 ต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 9.43 มีระดับประถมศึกษา ร้อยละ 34.77 มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า ร้อยละ 29.38 มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 25.61 อนุปริญญา หรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.36 อุดมศึกษา ร้อยละ 1.89 มีอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 35.58 อาชีพรับจ้าง ร้อยละ 23.18 อาชีพค้าขาย ร้อยละ 16.44 อาชีพนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 9.43 รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.47 อื่น ๆ ร้อยละ 5.39 อาชีพรับราชการ ร้อยละ 3.50
ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 3.85) เมื่อพิจารณาความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ในแต่ละด้านพบว่า 1) ด้านการให้บริการอย่างรวดเร็วและตรงต่อเวลา อยู่ในระ ดับมาก (= 3.93) 2) ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค อยู่ในระดับ มาก ( = 3.67) 3) ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ อยู่ในระดับ มาก ( = 4.06) 4) ด้านคุณภาพการให้บริการ อยู่ในระดับ มาก ( = 3.75)
ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ของประชาชนต่อการให้บริการของเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ดังนี้ 1) ด้านการให้บริการอย่างรวดเร็วและตรงต่อเวลา ควรปรับปรุงระบบให้บริการน้ำประปาให้เพียงพอต่อการใช้งานของประชาชน ควรรีบดำเนินการซ่อมแซมถนน เพราะมีการเกิดอุบัติเหตุบ่อย ร้อยละ 0.53 2) ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค ควรให้บริการอย่างเสมอภาค ไม่มีการจองคิวไว้ล่วงหน้า ร้อยละ 0.53 3) ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ เจ้าหน้าที่ควรมีความรู้ ความเชี่ยวชาญมากขึ้น เจ้าหน้าที่ควรยิ้มแย้มแจ่มใส ร้อยละ 0.80 4) ด้านคุณภาพการให้บริการ ควรพัฒนาคุณภาพในการให้บริการให้เพิ่มมากขึ้น ควรจัดหาเก้าอี้ให้เพียงพอต่อผู้ใช้บริการและเครื่องพิมพ์สำนักงานควรพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา ร้อยละ 0.8
พฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนของประชาชนบ้านโกทา ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนของประชาชน บ้านโกทา ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนของประชาชนบ้านโกทา ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในเขตพื้นที่ของบ้านโกทา ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำนวน 336 คน นำมาวิเคราะห์ประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยพบว่า
พฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนของประชาชนบ้านโกทา ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนของประชาชนบ้านโกทา ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในแต่ละด้านพบว่า 1) Reduce (การลดปริมาณ) อยู่ในระดับมาก Reuse (การนำมาใช้ซ้ำ) อยู่ในระดับ มาก 3) Recycle (การแปรสภาพเพื่อใช้ใหม่) อยู่ในระดับ มาก 4) Reject (การหลีกเลี่ยง) อยู่ในระดับ มาก 5) Repair (การซ่อมแซมเพื่อใช้ใหม่)อยู่ในระดับ มากที่สุด
ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ของประชาชนต่อพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนของประชาชนบ้าน โกทา ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ดังนี้ 1) Reduce (การลดปริมาณ) จัดโครงการรณรงค์ลดปริมาณขยะของหมู่บ้าน มีการลดปริมาณการซื้อสิ่งของที่ก่อให้เกิดขยะ ร้อยละ 0.592) Reuse (การนำมาใช้ซ้ำ) ให้มีธนาคารขยะของหมู่บ้านเพื่อนำมาคักแยก ร้อยละ0.29
3) Recycle (การแปรสภาพเพื่อใช้ใหม่) อยากให้หมู่บ้านมีการคัดแยกขยะให้มากกว่านี้ และทางหมู่บ้านควรมีถังขยะที่แบ่งแยกชัดเจนว่า ขยะปียก ขยะแห้ง ขยะที่นำกลับมาใช้เพื่อเป็นการกระตุ้นประชาชนในการทิ้งขยะร้อยละ 0.594) Reject (การหลีกเลี่ยง) ผู้นำชุมชนควรมีการให้ความรู้ในการเลี่ยงการใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีในหมู่บ้าน ร้อยละ 0.295) Repair (การซ่อมแซมเพื่อใช้ใหม่) ทางหมู่บ้านควรมีการจัดอบรมเกี่ยวกับความรู้ในซ่อมแซมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ภายในบ้านร้อยละ 0.29
คำสำคัญ: พฤติกรรม, การจัดการขยะมูลฝอย
Abstract
This research has the aims to study: 1) the people’s behavioural of garbage elimination in the family in Bankotha, Sila sub-district, Muang Khon Kaen district, Khon Kaen province, 2) the suggestions to eliminate the garbage in the family in Bankhota,Sila district, Muang Khon Kaen district, Khon Kaen provice. The researcher collected the data from 336 sampling respondents by questionnaires and analyzed by percentage, mean, and standard deviation statistics. The result was as follows:
1. The overall people’s behavioural of garbage elimination in the familyin Bankotha, Sila sub-district, Muang Khon Kaen district, Khon Kaen province was at high mean level 1) Reduce 2) Reuse, 3) Recycle 4) Reject and 5) Repair
There were 5 suggestions from this study; 1) Reduce: the people should consume the product that easy to eliminate, 2) Reuse : the people should classify the garbage, 3) Recycle : the people divide the bin to throw the garbage, 4) Reject: the community should advise how to use insecticide, and 5) Repair: the community should advise the people to fix their house equipment
Keyword: Behavior, Solid waste managemen
การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
บทคัดย่อ
การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี และ 2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะผู้สอนในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 91 คน เป็นนักศึกษาจากสาขาวิชาการปกครอง สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และนักศึกษาจากสาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้รูปแบบ วิธีการ และกิจกรรม ดังนี้ รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ รูปแบบการเรียนรู้แบบมโนทัศน์ รูปแบบการสอนแบบอุปนัย รูปแบบการสอนโดยการสร้างสื่อการสอน การอภิปรายกลุ่ม กรณีศึกษา เกม การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และการเรียนรู้โดยใช้วีดิโอเป็นฐาน จำนวน 15 สัปดาห์ บันทึกถึงผู้สอนและแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94
ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีในภาพรวมพบว่า กิจกรรมที่ผู้สอนจัดให้กับนักศึกษามีความเหมาะสมในระดับมาก โดยนักศึกษาแสดงความคิดเห็นว่า ผลที่นักศึกษาได้รับมากที่สุดคือ ส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ รองลงมาคือ นักศึกษาฝึกหัดการนำเสนอหน้าชั้นเรียน ส่งเสริมให้นักศึกษาลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ส่งเสริมให้นักศึกษาเรียนรู้การค้นคว้าร่วมกัน ส่งเสริมให้นักศึกษายอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมชั้นเรียน ช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม และช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการคิด 2) คุณลักษณะผู้สอนนักศึกษามีความคิดเห็นว่ามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุดคือ ผู้สอนมีการเตรียมความพร้อมในการสอน รองลงมาคือ ผู้สอนมีความรู้ความสามารถในการสอน และผู้สอนคอยดูแลช่วยเหลือให้คำแนะนำแก่นักศึกษาในการปฏิบัติงาน
คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, นักศึกษาระดับปริญญาตรี
Abstract
A study results of Proactive learning management on Undergraduate student Mahamakut Buddhist University was aimed to examine the effects of active learning on Undergraduate students and to evaluate the characteristics of instructors in the management of active learning. The samples were Undergraduate students in the first semester of academic year 2019, there are 91 students. The research tools included an active learning management plan using the model, cooperative learning model, concept attainment model, inductive teaching and learning model, media organizer instructional model, group discussion, case study, game, problem base learning, and constructivist video instruction in the 15 week, meme to instructors, and a questionnaire with reliability of 0.94.
The result suggested a study results of Proactive learning management on Undergraduate student Mahamakut Buddhist University in overall found that the activities arranged by instructors for students were appropriate at the high level. 1)Students reported the most pronounced effect of activities arranged by instructors was on promoting collaborative learning, followed by practicing class oral presentation, enabling teamwork skills development, promoting active yourself, thinking process skills development. 2) For the characteristics of instructors, students viewed them as appropriate at the highest level, with instructors’ preparedness in teaching, followed by instructors’ knowledge and competency in teaching and instructor cares and suggests to the student in the working.
Keyword: Active learning, Undergraduate studen
รูปแบบการพัฒนานวัตกรรมการส่งออกของผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในประเทศไทย
การวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนานวัตกรรมการส่งออกของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านนวัตกรรมการส่งออกที่ส่งผลต่อผลดำเนินการส่งออกของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อนวัตกรรมการส่งออกของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย และ (3) เพื่อสร้างแบบจำลองนวัตกรรมการส่งออกของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย โดยวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (SEM) ใช้โปรแกรม AMOS
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน (Multi-Stage-Sampling) โดย ขั้นแรก แบ่งตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม ตามประเภทของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่เป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่าประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ และตอนที่ 2 ทำการจัดสรรขนาดของตัวอย่างในแต่ละสนามแบบสัดส่วน (Proportional Allocation) เนื่องจากจำนวน SMEs ในแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน ผู้วิจัยจึงใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) อย่างเป็นสัดส่วน เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 500 ราย เพื่อศึกษาการสร้างแบบจำลองนวัตกรรมการส่งออกเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย ผู้วิจัยพิจาณาความเที่ยงตรงของตัวแปรแฝง (Construct Reliability: ρc และค่าเฉลี่ยของความแปรปรวนที่ถูกสกัดได้ (Average Variance Extracted: ρv) โดยการใช้สูตรของ Dianantopoulos (2000)
ผู้วิจัยทำการศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรมาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดการวิจัยและกำหนดให้เป็นแบบจำลองการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยโปรแกรม AMOS เพื่อตรวจสอบความกลมกลืนของแบบจำลองการวิจัยกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Model Fit) โดยผู้วิจัยทำการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลเชิงประจักษ์ (Assessment of Model Fit) โดยดัชนีที่ใช้ในการตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดล (Measurement Model) กับข้อมูลเชิงประจักษ์
ผลการวิจัยพบว่า
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้ประกอบการในด้านการทำงานเชิงรุก อยู่ในระดับมาก โดยผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีการส่งออกเป็นผู้ริเริ่มด้านผลิตภัณฑ์และตราสินค้าใหม่ที่ล้ำหน้าคู่แข่ง โดยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการดำเนินธุรกิจและมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีการส่งออกในประเทศไทย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการมุ่งเน้นการตลาดในด้านการมุ่งเน้นลูกค้า อยู่ในระดับมาก โดยผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีการส่งออกได้ทำการวิจัยตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า
ผลการวิเคราะห์ระดับค่าเฉลี่ยของตัวแปรคุณลักษณะของผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นการตลาด ความผันผวนของสภาพแวดล้อม นวัตกรรมการส่งออก และผลดำเนินการส่งออก พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความผันผวนของสภาพแวดล้อมในด้านความไม่แน่นอนของตลาด อยู่ในระดับมาก โดยผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีการส่งออกให้ความสำคัญกับลูกค้าเดิมที่เคยใช้สินค้าและบริการมาก่อนโดยแนวโน้มของลูกค้ารายใหม่มีความต้องการสินค้าที่แตกต่างจากลูกค้ารายเดิม
ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลแบบจำลองนวัตกรรมการส่งออกของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับนวัตกรรมการส่งออก ในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมาก โดยผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีการส่งออกได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์ออกสู่ตลาดต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ
ผลการวิเคราะห์เส้นทางและสรุปผลการวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) พบว่า EXIN ON SME MODEL (Export Innovation on Small and Medium Enterprises) เป็น New Model ที่สมบูรณ์แบบครบทุกอย่าง ซึ่งบางองค์กรหรือธุรกิจ อาจเลือกใช้ Model Export Innovation In Thailand บางส่วน เช่น ธุรกิจส่งออกบางอุตสาหกรรม อาจเลือกคุณลักษณะของผู้ประกอบการควบคู่กับการมุ่งเน้นการตลาด หรือการมุ่งเน้นการตลาดควบคู่กับความผันผวนของสภาพแวดล้อม เป็นต้น และท่ามกลางของสภาพแวดล้อมการแข่งขั้นที่รุนแรง เป็นสิ่งที่วิสาหกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อมต้องเผชิญและมีความท้าทายอย่างยิ่งโดยเฉพาะความต้องการของลูกค้ามีความต้องการในสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวัฎจักรชีวิต ผลิตภัณฑ์ที่สั้นลงทุกขณะ ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันเหล่านั้นเพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอด เติบโตอย่างมั่นคง และมีศักยภาพทางการแข่งในตลาดต่างประเท