MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การบริหารงานบุคคลโดยใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 28
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลโดยใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 2)เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลโดยใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลโดยใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรในโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 จำนวน 88 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสถิติด้วยค่า t-test และ F-test
ผลการวิจัยพบว่า 1)สภาพการบริหารงานบุคคลโดยใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการวางแผนอัตรากำลังและการดำรงตำแหน่งด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการด้านการรักษาวินัยและการออกจากราชการ และด้านการสรรหาและการบรรจุแต่งตั้ง 2)เปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลโดยใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงานไม่แตกต่างกัน 3)ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลโดยใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 พบว่า ควรมีการวางแผนการจัดระบบในองค์กรให้ชัดเจนมีเป้าหมายที่แน่นอน กำหนดสายบริหาร แจกแจงลักษณะงานสำหรับบุคลากรทุกระดับเพื่อให้รู้หน้าที่บทบาทให้ชัดเจนจะช่วยให้เกิดความเข้าใจบุคคลและงานที่ปฏิบัติ ควรจัดทำคู่มือและแผนภูมิโครงสร้างการบริหารงานบุคคลไว้อย่างชัดเจ
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย จำแนกตาม เพศ และอายุ และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ได้ใช้สูตรในการคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane) ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 370 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าที t - test และค่าความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) F - test หากพบความแตกต่างจะทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffe s Method) โดยมีค่านัยสำคัญที่ 0.05
ผลการวิจัยพบว่า
1) ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ข้อที่ 2 ด้านการออกเสียงประชามติ รองลงมาคือ ข้อที่ 1 ด้านการเลือกตั้ง ส่วนด้านที่ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ข้อที่ 3 ด้านการตรวจสอบ
2) ผลการเปรียบเทียบ พบว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ที่มีเพศต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมือง โดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ที่มีอายุ และระดับการศึกษาต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยรวมทั้ง 3 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05
3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย มากที่สุดคือ ควรมีการจัดประชุมชี้แจงข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้งแก่ประชาชนให้มากกว่าเดิม รองลงมาได้แก่ ควรให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อความโปร่งใส และน้อยที่สุด ควรจัดให้มีหน่วยงานสำหรับประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ด้านเครือข่ายประชาคมอย่างต่อเนื่อง
The objectives of the research article were (1) to study political participation of people in Chaiyapruk Sub-district Administrative Organization (SAO), Mueang Loei district, Loei province, (2) to compare political participation of people, classified by gender, age and educational level, in Chaiyapruk SAO, Mueang Loei district, Loei province, and (3) to study recommendations on political participation of people in Chaiyapruk SAO, Mueang Loei district, Loei province. The population of the research was a total of people dwelling in Chaiyapruk SAO, Mueang Loei district, Loei province; 370 samples were selected through Taro Yamane’s sampling formula. The instrument used for data collection was the rating scale questionnaire; the statistics used for data analysis comprised of frequency, percentage, mean, standard deviation, the t-test, and one-way analysis of variance (ANOVA). In case the paired differences were found, the Scheffé’s method was utilized.
The results were found as follows:
1) The politcal participation of people dwelling in the area of Chaiyapruk SAO, Mueang Loei district, Loei province, was found to be overall at a high level. Separately considered in the descending order of mean scores, the people’s referendum was found to be at the highest level, followed by the people’s voting, and the people’s check was found to be at the lowest level.
2) The comparison of political participation of the people with different gender was found not to be different, but the comparison of the people with different age and educational level was found to be different at a statistically significant level of 0.05.
3) The recommendations for political participation of people in the area of Chaiyapruk SAO, Mueang Loei district, Loei province were as follows: (1) More meetings should be organized to publish the people election news and information. (2) People should be allowed to participate into checking and examining election commission’s operation for transparency. (3) The public relations agency should be provided to publicize the social network continuously
Living in the Present with Anapanasati
This article is intended to, 1) to study the meaning of Anapanasati 2) to study how to grow Anapanasati in the Tripitaka 3) to study the development of Anapanasati along the Visuddhimagga from studying the meaning of Anapanasati, it can be seen that it defines the inhalation and exhalation knowing that he was breathing in and exhaling until the mind is calm and still in the breath it can cut anxiety highs making him happy in every position how to grow Anapanasati in the Tripitaka practician be an educator determine how to inhale and exhale with persistence conscious eliminate apical and sorrow the development of Anapanasati along the Visuddhimagga is the selection of happiness that is suitable for prayer because the mind is accustomed to running into various emotions external because still attached to the picture, sound, smell, taste difficult to make this happen for that reason sound is a hindrance to contemplation in the forest it is easy to make contemplation born with the development of Anapanasati and make meditation as a base living Vipassana, considering the body until finally attainment of Arhatship
การศึกษาวิเคราะห์การทำสมาธิสายพุทโธของหลวงปูมั่น ภูริทตฺโต ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาการทำสมาธิในพระพุทธศาสนา 2)เพื่อศึกษาการทำสมาธิสายพุทโธของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต 3) เพื่อวิเคราะห์การทำสมาธิสายพุทโธของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากคัมภีร์พระพุทธศาสนา คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา ปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค งานวิจัยและเอกสารต่างๆ ด้วยวิธีการพรรณนาเชิงวิเคราะห์
ผลการวิจัยพบว่า 1. การทำสมาธิในพระพุทธศาสนา คือการฝึกปฏิบัติที่ใช้ความตั้งมั่น จดจ่อ และแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติเกิดความสงบ เกิดความรู้สึกตัวหรือมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น ส่งผลต่อความคิด การพูด และการกระทำที่แสดงออกมาภายนอกตน การกระทำทางกาย วาจา ใจ ฉะนั้นการฝึกทำสมาธิให้ดีย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ สมถกรรมฐานเป็นอุบายทำจิตให้สงบและวิปัสสนากรรมฐานเป็นอุบายทำจิตให้เกิดปัญญา 2. การทำสมาธิสายพุทโธของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เน้นการปฏิบัติจริง ไม่เน้นความเข้าใจในหลักปริยัติ มีคำบริกรรม “พุทโธ” กำกับในอิริยาบถต่างๆ กำหนดลมหายใจตามหลักอนาปาสติกัมมัฏฐาน เน้นการปฏิบัติในทาน ศีล และภาวนา 3. วิเคราะห์การทำสมาธิสายพุทโธของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท การทำสมาธิคือการเอาคำบริกรรม “พุทโธ” เพื่อควบคุมสติและพัฒนาตน โดยการฝึกสมาธิทำให้เกิดกระบวนรู้ของสติที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกมิติของการดำเนินชีวิ
พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุวิกฤตโควิด-19 ในเขตอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุวิกฤตโควิด-19 2)เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุวิกฤตโควิด-19 3)เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุวิกฤตโควิด-19 ในเขตอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนและข้าราชการในเขตอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 397 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณโดยใช้วิธีการคัดเลือกตัวแปรแบบเป็นลำดับขั้น
ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุวิกฤตโควิด-19 ในเขตอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ตัวแปรตามโดยรวมทุกด้านมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุวิกฤตโควิด-19 อยู่ในระดับปานกลาง 2. ค่าน้ำหนักความสำคัญของตัวแปรปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุวิกฤตโควิด-19 ในเขตอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ด้านการประเมินนโยบายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุพบว่าด้านบทบาทท้องถิ่น ด้านการสนับสนุน จากภาครัฐ ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน มีค่าสัมประสิทธิ์ของตัวพยากรณ์ในคะแนนดิบ (b) เท่ากับ .420, .275 และ .040 ตามลำดับ 3. แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุวิกฤตโควิด-19 ในเขตอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ควรกำหนดกฎเกณฑ์การพัฒนาแนวทางการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพและเครือข่ายภาคี การดูแลสุขภาพตนเองผู้สูงอายุในพื้นที่รับผิดชอบ และกำหนดรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำชุมชน สร้างแบบจำลองพฤติกรรมของผู้สูงอายุ และการซักถามข้อมูล การรับฟัง การบรรยาย สรุปนโยบายที่นำไปปฏิบัติต่อผู้สูงอายุการจัดทำแผนโดยจะต้องมีความชัดเจนในการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาสุขภาพในทุกด้านตลอดจนค้นพบสาเหตุของปัญหาด้านสุขภาพผู้สูงอายุ ข้อมูลตามตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงการนำนโยบายไปปฏิบัติ เพื่อเกิดความสอดคล้องกับนโยบายทางการพัฒนาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุวิกฤตโควิด-1
7 Habits for Effective Human Development
The objectives of the study Article 7 Habits for Effective Human Development are as follows: 1) to study concepts about humans and adaptation, 2) to study the details of 7 habits, and 3) to analyze 7 habits for human development to be effective. The study is found that man is a social animal, because human beings live together as a group, a society, the coexistence of human beings in society. Human beings have to adapt to survive in society. Adjustment must start from the human adaptation first. Then there is interaction with others. The 7 Habits to develop human beings to be productive s follow 1) You have to start first, 2) start with a clear goal, 3) do the main thing first, 4) win-win thinking, 5) trying to understand others first, 6) coordinating power and 7) practice always ready yourself. Using 7 habits to develop human beings to be effective can be done in 3 levels: 1) self-development level. It can be done by starting first have a clear goal and do the important thing first. 2) The level of creativity with others. It can be done by think win-win, always understand others first. and coordinate to increase power 3) level of review Self improvement It can be done by training yourself to be always ready. If you can do all these 7 steps, it will be a highly productive human being in society
ผลการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนดาราสมุทร จังหวัดชลบุรี จำนวน43 คน ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร หลังได้รับการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร หลังได้รับการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
The purposeof this research were tocompareMathayomsuksa3students mathematical problem solving ability and achievement on areas and volumes with 70 percent criterion after receiving management on active learning with think-pair-share technique. Subjects of this study were 43Mathayomsuksa3/2 students who were studying in the first semester of the 2018 school year at Darasamutr School, Chonburi Province.The research instruments were active learning with think-pair-share technique lesson plans, mathematical problem solving ability test and achievement test. The data were analyzed by mean, standard deviation and t-test for one sample.The results were as follows: 1) The mathematical problem solving ability on areas and volumes of Mathayomsuksa3 students after receiving management on active learning with think-pair-share technique was statistically significant higher than 70 percent criterion with a .05 level. 2) The mathematical achievement on areas and volumes of Mathayomsuksa3 students after receiving management on active learning with think-pair-share technique was statistically significant higher than 70 percent criterion with a .05 level.
 
พฤติกรรมการตัดสินใจไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งซ่อมเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.พฤติกรรมการตัดสินใจไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งซ่อมเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคคลของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพศ อายุ อาชีพ การศึกษา รายได้และภูมิลำเนากับพฤติกรรมการลงคะแนนเลือกตั้ง เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชาชนที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในเขต 8 จังหวัดเชียงหใม่ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิและแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน และการทดสอบไคสแควร์
ผลการวิจัยพบว่า
พฤติกรรมการตัดสินใจไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชน ศึกษากรณีการเลือกตั้งซ่อมพื้นที่เขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า ด้านนโยบายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ด้านพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านคุณสมบัติผู้สมัครับเลือกตั้ง ด้านการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และด้านคุณสมบัติหัวคะแนนของผู้สมัคร อยู่ในระดับมาก
ผลการทดสอบสมติฐานการวิจัย พบว่า เพศ ระดับการศึกษา รายได้ ภูมิลำเนา มีปัจจัยที่เป็นเหตุจูงใจในการตัดสินใจออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แตกต่างกันอย่างมีนัยทางสถิติ ส่วน อายุ อาชีพ มีพฤติกรรมการตัดสินใจออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยทางสถิติ 0.05
ABSTRACT
The purpose of this research 1.Behavior of decision-making in exercising the right to vote for the members of the House of Representatives in the Election Area 8, Chiang Mai Province 2.To study the relationship between personal characteristics of voters, sex, age, occupation, income and domicile and behavior Vote Is a survey research People used in the research were voters in District 8, Chiang Mai Province. The samples were 400 persons by stratified and accidental random sampling. The tools used in the research were questionnaires and the statistics used in data analysis were percentage, mean and standard deviation and the chi-square test. The results of the research were as following:
Behavior of decision making to exercise voting rights to elect members of the House of Representatives A case study of the election of the repairers in Area 8, Chiang Mai Province The overall picture is in a high level. When considering each aspect found that When classified in each aspect found that The policy of the candidate Regarding political parties that candidates are affiliated with Is at the highest level As for the qualifications of candidates In the campaign for candidates And the eligibility of the applicant's head At a high level
The results of the research base resolution test found that gender, education, income, and domicile have factors that motive to make a decision to exercise the right to vote in the House of Representatives with statistically significant differences. The decision to exercise the right to vote in the House of Representatives is not significantly different. 0.0
ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้น การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ใน 5 ด้านได้แก่ ด้านความยืดหยุ่นและการปรับตัว ด้านการริเริ่มสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเอง ด้านทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม ด้านการเป็นผู้สร้างหรือผลิตและรับผิดชอบเชื่อถือได้ และด้านภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง จำแนกตามสถานภาพส่วนบุคคลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จำนวน 285 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบมาตรส่วน ประเมินค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one way ANOVA) ในกรณีที่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทำการตรวจสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยใช้สูตรตามวิธี Least Significant Difference (LSD)
ผลการวิจัย 1) ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.67) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือด้านความยืดหยุ่นและการปรับตัว ( = 4.71) รองลงมา คือ ด้านภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ ( = 4.70) ด้านการริเริ่มสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเอง ( = 4.66) และด้านการเป็นผู้สร้างหรือผลิตและ
รับผิดชอบเชื่อถือได้ ( = 4.65) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม ( = 4.64) 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง พบว่า ครูที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์การบริหารงานของผู้บริหาร ต่างกัน เห็นว่า ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ไม่แตกต่างกัน แต่ครูที่มีประสบการณ์การสอนต่าง เห็นว่า ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ในการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในด้านความยืดหยุ่นและการปรับตัวให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
This research aimed to 1) to study management skills in the 21st century of school administrators under Angthong Primary Educational Service Area Office in five dimensions: flexibility and adaptability, creativity and be yourself, social skills and cross cultural skills, manufacturer and reliable, and leadership and responsibility. 2) To compare the management skills in the 21st century of school administrators under Angthong Primary Educational Service Area Office classified by personal status of administrators.
The samples were 285 administrators under the Office of Angthong Primary Educational Service Area selected by Simple Random Sampling. This research is Quantitative research. The instrument used in this research was a five-rating questionnaire. The statistics employed were mean, standard deviation, t - test, F - test, and one - way analysis. If found the difference statistically significant 0.05 level, using Least Significant Difference (LSD).
According to reserch 1) management skills in the 21st century of school administrators under Angthong Primary Educational Service Area Office was at the high level (x = 4.67). When considering each dimension, found that the highest average is flexibility adaptability ( x= 4.71). Next, leadership and responsibility (x = 4.70). Creativity and be yourself (x = 4.66) and manufacturer and reliable ( x= 4.65). The section in lowest average was social skills and cross cultural skills ( x= 4.64). 2) Compare the skill of management of School Administrators under Angthong Primary Education Service Area found that, teacher with gender, age, and work experience had opinion toward the skill of management of School Administrators under Angthong Primary Education Service Area overall and each no difference. In another hand, teacher with difference work experience had opinion toward the skill of management of School Administrators under Angthong Primary Education Service Area significantly different at a statistical level of 0.05. The results of this research can be useful for school administrators to improve and develop education on flexibility and adaptation
สังคมเมืองในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
Abstract
บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษาสังคมเมืองในช่วงสถานการณ์โควิด 2019 สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากไวรัสโควิด-19 เพื่อชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมและการทำงานของแพทย์ ในประเทศปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 การแก้ไขปัญหา ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ติดตามสถานการณ์ จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ หลีกเลี่ยง ในที่ชุมชน สวมหน้ากากผ้า หรือล้างมือ
ชุมชนเมือง (Urban community) ชุมชนที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับชุมชนชนบท มีความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่มาก มีการเพิ่มของประชากรสูง ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอุตสาหกรรม การค้าและบริการ การผลิตเพื่อธุรกิจการค้ามากกว่าเพื่อบริโภคเอง มีโครงสร้างทางสังคมที่สลับซับซ้อน การควบคุมทางสังคมใช้การควบคุมโดยกฎหมายเป็นหลัก ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะทางการตามสถานภาพและบทบาทของแต่ละคน มีความผูกพันกับชุมชนน้อย ขาดเอกลักษณ์ของชุมชน หลังจากที่องค์การอนามัยโรคประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคระบาดร้ายแรง เนื่องจากการแพร่ระบาดที่กระจายไปในหลายประเทศทั่วโลกแล้วนั้น หนึ่งในวิธีการรับมือกับการระบาด คือ Social distance หรือการเพิ่มระยะห่างระหว่างกันในสังคม เพื่อป้องกันการระบาดจากคนสู่คน มาตรการ Social distance นี้ ได้ส่งผลอย่างมหาศาลกับทุกวงการทุกภาคส่วน ผลกระทบต่อโควิด-19 เป็นความท้าทายสำหรับบุคลากรในแวดวงการตลาดและการสื่อสาร เพื่อสรุปผลกระทบกับที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยพร้อมแนวทางในการแก้ไข สำหรับนักการตลาดพบว่าผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภคนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลโควิด-19 และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องrพบว่าการค้นหาเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 บนโลกออนไลน์ ขึ้นมาสูงสุด นักโฆษณาและการตลาดมีหน้าที่ติดตามสถานการณ์ของการระบาดและพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมไปถึงการเสพสื่ออย่างใกล้ชิดอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน
การป้องกันในช่วงสถานการณ์โควิด 2019 หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล สวมใส่หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด งดเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด ควรทานอาหารที่ปรุงสุกแล้ว งดอาหารดิบ และเนื้อสัตว์ป่า ต้องใช้ช้อนกลาง เมื่อทานอาหารร่วมกับผู้อื่น องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยติดต่อกับรัฐบาลไทยโดยตรงอย่างสม่ำเสมอผ่านกระทรวงสาธารณสุข แบ่งปันข้อมูลกับรัฐบาลพัฒนาการที่สำคัญอื่น ๆ ตลอดจนแนวทางและการปรับปรุงต่าง ๆ WHO ยังสนับสนุนการรับมือต่อโรคระบาดของหน่วยงานสหประชาชาติในระดับที่กว้างขึ้น ให้ข้อมูลและคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ในเครือข่ายของสหประชาชาติในไทย ในทางการแพทย์พบว่า โควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่ไม่เคยมีมาก่อน มีลักษณะซับซ้อน พัฒนาสายพันธุ์เก่งชนะได้ไม่ง่ายนัก ถ้าเราหมั่นอบรมพลธรรม 4 ประการอยู่ตลอดเวลา เชื่อว่าเอาชนะโควิดได้อย่างปลอดภัย พลธรรม 4 ข้อ ก็คือ ปฏิสังขานพละ พลังการพิจารณา ควรพิจารณาธรรมชาติของโควิดให้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อนำไปสู่การป้องกัน เช่น การสวมใส่แมสก์ หมั่นล้างมือ รักษาระยะห่างทางสังคม เป็นต้น ภาวนาพละ พลังการภาวนา ควรพัฒนาสิ่งดี ๆ ให้มีขึ้น เรียกว่า การพัฒนา ควรระดมสมองเพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด ควรพัฒนาวิธีดำเนินชีวิตให้ปลอดภัยจากโควิด เป็นต้น อนวัชชพละ พลังความสุจริต ควรทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาทั้งมวล คือ ทำด้วยความสุจริต เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง (มุ่งแก้ปัญหาโดยสุจริต) สังคหพละ พลังการสงเคราะห์ คือ การยอมรับในความเป็นมนุษย์ ซึ่งกันและกัน มีความเมตตาเป็นที่ตั้ง ให้ความอนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน ทั้งด้านวัตถุและจิตใจ
Abstract
This article aims to study urban society during the Covid-19 situation, as well as the impact of the Covid-19 virus to point out what happens in society and the work of doctors. In countries that arise during the Covid-19 situation. Troubleshooting health care track situations from the source reliable data, eat hot, medium spoons. Wash your hands, avoid people in the community, and wearing masks fabrics or having, urban communities are the communities that are opposite rural communities. There is a huge population density per area. There is an increase in the population. The Most of people are industrial careers, trade and manufacturing services for trades rather than for self-consumption. There is an intricate social structure. Social control takes legal control as a primary, a relationship between people is a formal relationship based on the status and role of each person. There is little community affiliation, lack of community identity on the day of the Covid-19 epidemic. It spreads around the world as the world is spinning slowly with a crisis from Covid-19. After the World Health Organization announced Covid-19. One of the ways to cope with the epidemic is that social distance or increase disarray in society to prevent outbreaks from people to people, which measures this social distance has hugely affected all sectors of all sectors, and in the corner of economic marketers, the impact on the co-ordination-19 is the ultimate challenge for this time for people in marketing and communication, with a summary of the impact on what will happen in Thailand with guidance for marketers to pass through this period together from economic impact. Consumer behavior since the Covid-19 outbreak. And change consumer behavior to find information about Covid-19 and other related stories and from data, searching for the Covid-19 virus. Advertisers and marketing are responsible for monitoring the situation of outbreaks and consumer behavior, as well as frequent daily media addiction.
Protection during the 2019 covid situation frequently wash hands with soap or alcohol gel. Avoid being in a crowded place, refrain from traveling to the plague-prone area, eat cooked food, refrain from raw food and wildlife meat. When eating with others, The World Health Organization in Thailand regularly communicates directly with the Thai government through the Ministry of Health. The WHO also supports the broader response to the epidemic of U.N. agencies and provides information and advice related to U.N. officials in The United Nations network. The medical examiner clarified that Covid was an unprecedented virus. It's complicated, it's not easy to develop a good breed. If we always train four generals, believe that defeating Covid safely. Four of the most important aspects of the general is the reforms, the power of consideration, should consider the nature of Covid to all aspects. You know how to prevent viruses, such as wearing mask, washing your hands. Maintain social distance, etc