MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    การฝึกปฏิบัติการวิชาชีพบริหารการศึกษาตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของนักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพการฝึกปฏิบัติการวิชาชีพบริหารการศึกษาตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา 2)เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการฝึกปฏิบัติการวิชาชีพบริหารการศึกษาตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา อาจารย์ประจำหลักสูตร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา จำนวน  88 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการฝึกปฏิบัติการวิชาชีพบริหารการศึกษาตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของนักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. แนวทางการพัฒนาการฝึกปฏิบัติการวิชาชีพบริหารการศึกษาตามหลักกัลยาณมิตรธรรม ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด 1)ด้านมาตรฐานความรู้ ควรมีการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การจัดการเรียนรู้แบบโครงการเป็นฐาน การจัดการเรียนรู้แบบวิจัยเป็นฐาน การจัดการเรียนรู้ของอาจารย์ที่มุ่งที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ ให้นักศึกษามีทักษะในเรื่องการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การคิดเชิงวิพากษ์ หรือคิดแบบมีวิจารณญาณ ทักษะการสื่อสาร และทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ 2)ด้านมาตรฐานการปฏิบัติงานควรมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในวิชาชีพให้เกิดผลเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดอย่างชัดเจน 3)ด้านมาตรฐานการปฏิบัติตน ควรจัดอบรมนักศึกษาเกี่ยวกับการประพฤติตน จรรยาบรรณทั้งต่อตนเอง วิชาชีพ สังคม เพื่อเป็นแนวทางและข้อพึงระวังในการประพฤติปฏิบัต

    แนวทางการพัฒนาการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จากสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 จำนวน 334 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น              ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 มีความคิดเห็นต่อสภาพปัจจุบันของการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดส่วนความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1)ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 2)ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3)ด้านการใช้และพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้ 4)ด้านความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ และ 5)ด้านการสร้างและพัฒนาหลักสูตร 2. แนวทางการพัฒนาการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1)การสร้างและพัฒนาหลักสูตร 2)ความรู้  ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ 3)การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 4)การใช้และพัฒนาสื่อ   นวัตกรรม เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้ 5)การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ทั้ง 5 ด้าน มีแนวทางการพัฒนาการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา รวมทั้งสิ้น 33 แนวทาง โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ

    การบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 2)เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ อายุ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะ การบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา 4)เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครูผู้สอน จำนวน 226 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t-test (Independent Samples) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว(One-Way ANOVA) โดยใช้สถิติ F-test           ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2  โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุ ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน ยกเว้นเพศที่แตกต่างกัน โดยรวมและรายด้านทุกด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา มีดังนี้ (1)ควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (2)ควรจัดกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาสุขภาพกายตามพัฒนาการช่วงอายุของนักเรียน และ (3)ควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้จากของจริงและลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง 4)แนวทางเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา จากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน  5 คน ได้แนวทาง ดังนี้ (1)โรงเรียนจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560  (2)โรงเรียนจะต้องจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทำงานของสมอง อายุ วุฒิภาวะ และระดับพัฒนาการของเด็ก เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ (3)โรงเรียนจะต้องส่งเสริมการผลิต จัดหาและพัฒนา สื่อ อุปกรณ์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ของครู บุคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่างต่อเนื่อง (4)โรงเรียนจะต้องจัดประชุมผู้บริหาร ครู บุคลากร และผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดปฏิทินการนิเทศ หรือแผนการนิเทศ กำกับ ติดตามที่เหมาะสม ต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม และ (5)โรงเรียนจะต้องวางแผนการวัด ประเมินผล และรายงานผลการศึกษาระดับปฐมวัย อย่างเป็นระบ

    แนวทางการพัฒนาสมรรถนะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร ภายในเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น

    Get PDF
    บทคัดย่อ           การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากร และเพื่อศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรภายในเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามจัดเก็บรวบรวมข้อมูลของบุคลากรภายในเทศบาลเมืองศิลา จำนวน 145 คน ได้รับแบบสอบถามกลับคืนจำนวน 132 คนคิดเป็นร้อยละ 91.03 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) บุคลากรภายในเทศบาลเมืองศิลา ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 66.67  อายุอยู่ระหว่าง 41-50 ปี คิดเป็นร้อยละ 38.64 ระดับการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 54.55 มีสถานภาพการรับราชการ พนักงานราชการ คิดเป็นร้อยละ 54.55 มีสถานภาพการปฏิบัติงาน ผู้ปฏิบัติงาน คิดเป็นร้อยละ 78.79 รองลงมาหัวหน้ากลุ่มงาน คิดเป็นร้อยละ 18.18 ส่วนน้อยที่สุดอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 1.52 มีลักษณะงานที่ปฏิบัติ คือ งานวิชาการ คิดเป็นร้อยละ 43.94 มีระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 1-10 ปี คิดเป็นร้อยละ 50.76 2) สมรรถนะ 10 ด้าน ได้แก่ ด้านการควบคุมและจัดการสถานการณ์อย่างสร้างสรรค์ ด้านการให้ความรู้และการสร้างสัมพันธ์ ด้านความละเอียดรอบคอบและความถูกต้องของงาน ด้านการแก้ไขปัญหาแบบมืออาชีพ ด้านการสั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในสายงาน ด้านการยึดมั่นในหลักเกณฑ์ ด้านการวางแผนและการจัดการ ด้านการวิเคราะห์และการบูรณาการ ด้านการสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน และด้านการกำกับติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ พบว่า บุคลากรภายในเทศบาลเมืองศิลาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าสมรรถนะทุกด้านอยู่ในระดับดีมากและดี 3) แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองศิลา คือ การฝึกอบรม/สัมมนา   คำสำคัญ:ปรมาจารย์, แนวทาง, สิทธิพิเศษ เชิงนามธรรม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานของบุคลากรและศึกษาแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในเขตเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลของบุคลากรในเขตเทศบาลเมืองศิลา จำนวน 145 คน วิเคราะห์แบบสอบถาม 132 ชุด คิดเป็นร้อยละ 91.03 โดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรในเขตเทศบาลเมืองศิลาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 66.67 อายุระหว่าง 41-50 ปี คิดเป็นร้อยละ 38.64 การศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 54.55 มีสถานะเป็นราชการ การบริการร้อยละ 54.55 มีสถานภาพการงานเป็นแรงงานร้อยละ 78.79 รองลงมาเป็นหัวหน้ากลุ่มงานร้อยละ 18.18 อื่นๆ ร้อยละ 1.52 ประเภทงานที่ทำเป็นงานวิชาการ คิดเป็นร้อยละ 43.94 มีระยะเวลาทำงาน 1-10 ปี ร้อยละ 50.76 2) ความสามารถ 10 ประการ คือ การควบคุมและจัดการสถานการณ์เชิงสร้างสรรค์ การศึกษาและการสร้างความสัมพันธ์ ความรอบคอบและความถูกต้องของงาน การแก้ไขปัญหาอย่างมืออาชีพ การสะสมความรู้ความชำนาญในด้านการทำงาน การปฏิบัติตามกฎ การวางแผนและการจัดการ การวิเคราะห์และบูรณาการ การสร้างการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน ด้านการกำกับดูแลและการทำงานประจำ พบว่า บุคลากรภายในเทศบาลเมืองศิลาส่วนใหญ่ มีความเห็นว่าผลงานในทุกด้านดีและดีมาก 3) แนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองศิลา คือ การอบรม/สัมมนา คำสำคัญ:สมรรถนะ แนวทาง การพัฒน

    คุณลักษณะผู้นำกับการบริหารองค์การแบบเป็นทางการ The Characteristics of Leaders with Management Formal Organization

    Get PDF
    บทคัดย่อ           บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงคุณลักษณะของผู้นำกับการบริหารองค์การแบบเป็นทางการ ผลการศึกษา พบว่า ผู้นำมีความสำคัญต่อการบริหาร การวางกลยุทธ์องค์การ การนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติ การบริหารจัดการองค์การ โดยผู้นำควรมีคุณลักษณะ 10 ประการ ได้แก่ เป็นผู้เรียนรู้ มีความมานะอดทนต่อความยากลำบาก มีความพยายาม มีแรงจูงใจและความมุ่งมั่นความกระตือรือร้นและความชำนาญ มีความรับผิดชอบและกล้าเสี่ยง มีความมั่นใจในตนเอง มีความซื่อสัตย์ มนุษยสัมพันธ์และสุขภาพที่ดี มีความเฉลียว อุดมคติ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นผู้ที่บุคลิกภาพที่ดี ดังนั้นผู้นำควรมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์การและเกิดการพัฒนาองค์การให้ประสบความสำเร็จ Abstract           The objective of this academic article was to describe characteristics of leaders with management formal organization. The results of the study showed that leaders were important to management, organizational strategy, implementation of the strategic plan and organizational management by leaders should have ten attributes that compose of endeavor, perseverance, perseverance, motivation and determination, enthusiasm and skill, take responsibility and take risks, have self-confidence, be honest, good human relations and good health, intelligence, ideals and creativity, a good personality. Therefore, leaders should change to bring about change in the organization and develop the organization to be successful

    A Study of the Relationship between Karma and Resolution for Being Appreciated a Specialist of Civilized Person in Theravada Buddhism

    Get PDF
    This thesis is a documentary research. With the objective of 1) to study the merit of karma in Theravada Buddhism; 2) to study the obtaining of attitudes of monks in Theravada Buddhism; 3) to study patterns and the category of charity and attentiveness of the noble people in Theravada Buddhism.The results of the research were as follows: Buddhist karma refers to actions performed with intent. It is based on passion and expresses the physical, verbal and emotional well and bad karma. Such a noble person is a great person who attains Dharma in Buddhism. It consists of four types of people: Phra Singthat, Sakthakami, Anakami, and Arhat Ettakha, referring to the position of the one who has been regarded by God as an excellence in any particular area Setting in this doctrine It can be due to 4 reasons: 1) with the incident 2) by coming 3) with a skilled person 4) with a great person with you Some of the Thera monks have the position of Ettakka for one reason. Some images can be for 2 reasons, some can be for 3 reasons, some can be for all 4 reasons. The word "pray" in Buddhism Which in Buddhism means determination, unshakable In order to promote the collection of charity, which is the wish of self-esteem to excellence in various aspects of Buddhism. Was regarded by the Lord Buddha as an ethical, which is the ultimate goal that has been determined The deeds of the excellent Phra Ariyachon, who was appointed by the Master Each of you in the past life has accumulated countless. Which has a pattern to create charity in some ways that are different. Forms and categories of charity and attitudes of monks in Theravada Buddhism Divided into the creation of various types of charity, which is absolutely with alms as the basis for all karma That charity must be done continuously. When accumulating enough in the habit of ascension A charitable mind leads to the best in both this world and the next, to the attainment of the highest divine Dharma. When accumulating enough in the habit of ascension A charitable mind leads to the best in both this world and the next, to the attainment of the highest divine Dharma. When accumulating enough in the habit of ascension A charitable mind leads to the best in both this world and the next, to the attainment of the highest divine Dharma. Forms and categories of charity and attitudes of monks in Theravada Buddhism Divided into the creation of various types of charity, which is absolutely with alms as the basis for all karma That charity must be done continuously. When accumulating enough in the habit of ascension A charitable mind leads to the best in both this world and the next, to the attainment of the highest divine Dharma. Forms and categories of charity and attitudes of monks in Theravada Buddhism Divided into the creation of various types of charity, which is absolutely with alms as the basis for all karma That charity must be done continuously. When accumulating enough in the habit of ascension A charitable mind leads to the best in both this world and the next, to the attainment of the highest divine Dharma.Karma is an intentional charity that has been done in the past. As a result, it has been regarded as the "Attitude" of the Holy Man in Buddhism. Which is exemplified by Ettak, who was regarded as the best in the past by all Buddhas. All of you have to create great charity in various fields until you get the approval of the King. To succeed in being able to teach, you must practice good deeds and earnestly desire in that area. With the merit of karma, it would also be able to achieve the attitudes in Buddhism in this way

    การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการให้คำปรึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษา ของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นด้านการให้คำปรึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย 2)เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการให้คำปรึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคายกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูแนะแนวหรือครูที่ปรึกษา จำนวน 333 คนกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนต้นแบบ จำนวน 3 โรงเรียนรวมจำนวน 9 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบประเมินโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น             ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการให้คำปรึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย โดยรวมและรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมและรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นเรียงลำดับความต้องการจำเป็น ได้ดังนี้ การวางแผนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติการหาแนวทางแก้ไขการยุติการให้คำปรึกษาการสำรวจและทำความเข้าใจปัญหา ผลกระทบ ความต้องการและกำหนดเป้าหมาย และการสร้างสัมพันธภาพ ตามลำดับ 2. ผลการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการให้คำปรึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย สรุปได้ว่า โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นใช้องค์ประกอบของขั้นตอนการให้คำปรึกษาเป็นกรอบเนื้อหา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ การสร้างสัมพันธภาพ การสำรวจและทำความเข้าใจปัญหา ผลกระทบ ความต้องการและกำหนดเป้าหมายการหาแนวทางแก้ไขปัญหาการวางแผนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และการยุติการให้คำปรึกษา ใช้วิธีการพัฒนาครูตามหลักการ 70 : 20 : 10 องค์ประกอบของโปรแกรมประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการดำเนินการ และการประเมินผลผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการให้คำปรึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาของครูมีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ

    การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการนิเทศการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการนิเทศการฝึกภาคสนาม สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด 2)เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะแนวทางกระบวนการนิเทศการฝึกภาคสนาม สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาคสนาม สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด จำนวน  33 รูป-คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน            ผลการวิจัยพบว่า 1)ความคิดเห็นของนักศึกษาต่อกระบวนการนิเทศการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก 2)ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด เรียงลำดับตามจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ควรมีการแนะนำกระบวนการการนำเสนอผลการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม เพื่อรับฟังปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนากระบวนการการฝึกประสบการณ์ภาคสนามในปีต่อไป รองลงมา คือ ควรมีการแนะนำการเขียนบันทึกรายงานการปฏิบัติงานประจำสัปดาห์เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามกระบวนการ และน้อยสุด คือ ควรมีการแนะนำระยะเวลาในการส่งให้นักศึกษาทราบก่อนกำหนดเพื่อให้เขียนรายงานฉบับสมบูรณ์และนำส่งตามระยะเวลาที่กำหนด และควรมีการแจ้งผลการประเมินการปฏิบัติงานแก่นักศึกษาทราบตามระยะเวลาที่กำหน

    วัด : พื้นที่สร้างสุขของชุมชนในสังคมไทย

    Get PDF
               บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอวัดในฐานะเป็นพื้นที่สร้างสุขของชุมชน จากการศึกษาพบว่าวัดมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับชาวพุทธในสังคมไทย แต่ในปัจจุบันมีวัดหลายแห่งยังขาดการบริหารจัดการที่ดีมีระเบียบหลายด้าน เช่น ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ภูมิทัศน์ เป็นต้นเพื่อเป็นการปรับวัดให้เป็นที่สร้างสุขของชุมชนได้ตลอดไป จึงได้นำเสนอหลักการและแนวคิด 2 ประการ คือ 1) หลัก ส5  (5 ส) ประกอบด้วย(1) การจัดการระบบระเบียบวัดใหม่ (2) ความสะดวก (3) ความสะอาด (4) เพิ่มประสิทธิภาพ และ (5) ความมีวินัย และ 2) แนวคิดเรื่องการยอมรับความจริงที่เป็นอยู่ของวัดในปัจจุบัน กับหลักการเรื่องอาวาสสัปปายะ ซึ่งการสร้างวัดที่ดีจะต้องกำหนดพื้นที่ให้วัดสะอาด มีต้นไม้ สวนหญ้าตลอดจนเป็นสถานที่น่าพักผ่อนหน่อนใจสำหรับบุคคลในชุมชน และทำให้ผู้เข้าวัดเกิดความรู้สึกเย็นกายสบายใจจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สร้างสุขให้เกิดขึ้นแก่ชุมชนและสังคมไทยต่อไ

    ความคิดเห็นในการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอน ของบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนวัดศิวาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1

    Get PDF
    บทคัดย่อ              การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นในการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอน และเพื่อนำผลที่ได้จากการศึกษาเสนอผู้บริหาร สำหรับเป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนของบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนวัดศิวาราม  ใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดทำแผนการเรียนรู้ ด้านการเลือกใช้สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนรู้ ด้านการนิเทศการเรียนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน                ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนวัดศิวาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน                ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเป็นเพศหญิง มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,000 – 20,000 บาท ความคิดเห็นในการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนของบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนวัดศิวาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความคิดเห็นอันดับที่ 1 คือ ด้านการเลือกใช้สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนรู้ รองลงมา คือ ด้านการนิเทศการเรียน การสอน ด้านการจัดทำแผนการเรียนรู้ และอันดับสุดท้าย คือ ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ คำสำคัญ: ความคิดเห็น; การบริหารงานวิชาการ; ด้านการจัดการเรียนการสอน Abstract              This study has the objectives To study opinions in academic administration in teaching and learning management And to bring the results of the study to the executives As a guideline for the development of academic administration in teaching and learning management of educational personnel at Wat Siwaram School  In 4 areas, including the preparation of learning plans Selection of innovative media and learning technology In teaching and learning supervision Measurement and evaluation of learning. Classified by personal factors including gender, age, education level And average monthly income.              The population used in the study was educational personnel at Wat Siwaram School. Pra Nakhon Si Ayutthaya Primary Educational Service Area Office 1, comprised 30 persons. The instrument used for the study was a questionnaire. The statistics used in data analysis consisted of percentage, mean and standard deviation.              Most of the respondents were female, aged 40 years and over, had a bachelor's degree and had an average monthly income of 10,000 - 20,000 baht. Waram Under the Office of Ayutthaya Primary Educational Service Area 1 Overall is moderate. When classified by each aspect, it was found that the area with the first opinion was the choice of innovative media and learning technology, followed by the teaching and learning supervision, learning plan preparation. And the last place is the measurement and evaluation of learning. Keywords: opinion;  Academic Administration; the teaching Managemen

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇