MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การมีส่วนร่วมในการบริหารงานทั่วไปด้านการดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านสระขาม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารงานทั่วไป ด้านการดูแลอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อม และเพื่อนำผลเสนอผู้บริหาร สำหรับเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขประสิทธิภาพในการบริหารงานทั่วไปด้านการดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านสระขาม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ศึกษาในขอบเขตเนื้อหา 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านการควบคุมดูแลอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านการบำรุงรักษาอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม และด้านการประเมินผลการใช้อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม โดยจำแนกตามข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประสบการณ์ในการทำงาน
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ของครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านสระขาม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 59 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเป็นเพศหญิง มีอายุ 30-40 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000-25,000 บาท และมีประสบการณ์ในการทำงาน 10-20 ปี ความคิดเห็นในการบริหารงานทั่วไปด้านการดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของของครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านสระขาม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความคิดเห็นในการบริหารงานทั่วไปด้านการดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม อันดับที่หนึ่ง คือ ด้านการบำรุงรักษาอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม รองลงมา คือ ด้านการใช้อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านการประเมินผลการใช้อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม และอันดับสุดท้าย คือ ด้านการควบคุมดูแลอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม
คำสำคัญ : ความคิดเห็น; การบริหารงานทั่วไป; การดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม
Abstract
This study aims to survey the level of participation in general administration on building care and environment and to present the results to the executives as a guideline for improving the efficiency in general administration on building care and environment in 4 parts; the use of building and environment, supervision of building and environment, maintenance of buildings and the environment and the evaluation of using the building and environment. A sample were 59 teachers and education personnels at Ban Sakham School, Nong Ki District, Buriram Province which were classified by personal factors; gender, age, education background, average of monthly income and work experience. A questionnaire was used to collect the data. Percentage, average and standard deviation were used as the data analysis.
The result revealed that most of the sample were female in the ages between 30-40 years old, they graduated with a bachelor’s degree, the monthly incomes were between 15,000-25,000 bath, work experienced were between 10-20 years. The sample answered the questionnaire by their opinions. In the overall score have shown the high level of satisfying in the general administration on building care and environment. The highest score was the maintenance of buildings and the second was the use of building and environment, the third one was the environment supervision of building and environment, and the last one was the evaluation of using the building and environment.
Keywords: opinion; general administration; the building and environment car
การบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนขนาดเล็ก 2)เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนขนาดเล็ก 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูวิชาการ จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานด้วยค่า t-test และ F-test วิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยรวม อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปหาต่ำสุด ได้แก่ การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ด้านการวัดผลประเมินผล ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา และด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2. ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนขนาดเล็ก จำแนกตามสถานภาพ และระดับการศึกษา ไม่แตกต่างกัน ส่วนประสบการณ์ในการทำงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนขนาดเล็ก ควรจัดเนื้อหาและประสบการณ์ให้สอดคล้องกับชุมชน จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พัฒนากระบวนการเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนอย่างสม่ำเสมอ ประเมินผลเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพต่อการจัดการศึกษาต่อไ
กระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสถานศึกษา
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสถานศึกษาในขั้นตอนการบริหารและตัดสินใจเพื่อพัฒนาให้บรรลุภารกิจขององค์กร โดยสร้างความสามารถขององค์กรให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสถานศึกษา มีขั้นตอน ดังนี้คือ การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ การจัดทำกลยุทธ์การดำเนินตามกลยุทธ์ และการประเมิน และควบคุมกลยุทธ
การบริหารตามหลักพรหมวิหารธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ศึกษาการบริหารตามหลักพรหมวิหารธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย (2) เปรียบเทียบการบริหารตามหลักพรหมวิหารธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย จำแนกตามอายุ และระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ประชาชน ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย จำนวน 361 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และวิเคราะห์เปรียบเทียบการบริหารตามหลักพรหมวิหารธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย โดยใช้สถิติ One – Way ANOVA
ผลการวิจัยพบว่า
1) การบริหารตามหลักพรหมวิหารธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า พบว่า ความคิดเห็นด้านอุเบกขา อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านกรุณาอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีความคิดเห็นต่ำสุด คือ ด้านเมตตา
2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารตามหลักพรหมวิหารธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลชัยพฤกษ์ ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย จำแนกตามอายุ และระดับการศึกษา พบว่า อายุ และระดับการศึกษาของประชาชนแตกต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน
The objectives of the research article were (1) to study the administration based on Brahmavihāra-dhamma (Four Holy Abidings or Four Sublime States of Mind) of Chiyaphrek Sub-district Administrative Organization, Mueang district, Loei province, and (2) to compare the opinions of people on the Brahmavihāra-dhamma-based administration of Chiyaphrek Sub-district Administrative Organization, Mueang district, Loei province, classified by their age and educational level. The population of the research was a total of people dwelling in eight communities in Chiyaphrek sub-district, Mueang district, Loei province; 361 samples were selected through the sampling method. The instrument used for data collection was the rating scale questionnaire; the statistics used for data analysis comprised of frequency, percentage, mean, and standard deviation whereas the statistics used for the hypothetical test were the t-test and one-way analysis of variance (ANOVA).
The findings of the research were as follows:
1) The Brahmavihāra-dhamma-based administration of Chiyaphrek Sub-district Administrative Organization, Mueang district, Loei province, was found to be overall at a high level. Separately considered in the descending order, equanimity or neutrality (Upekkhā) was found to be at the highest level of mean scores, followed by compassion (Karunā), altruistic joy (Muditā) and loving-kindness (Mettā) were found to be at the lowest level.
2) The comparison of people’s opinions on the Brahmavihāra-dhamma-based administration of Chiyaphrek Sub-district Administrative Organization, Mueang district, Loei province, classified by their age and educational level, was found that the opinions of people with different age and educational level were found not to be different. 
A Linguistics Analysis of the Foreign news headlines in Bangkok Post
This academic journal deals with the meaning of Linguistics and its branches such as phonetics phonology morphology syntax semantic and so on. Examples are 7 foreign news headlines from Bangkok Post. A linguistic analysis bases on 1.Tree Diagram 2. Phrase Structure Rules (PS Rules) listeners will get knowledge of linguistics and its analysis. It will useful for learning English from Newspaper
Buddhist Oriented Schools Model in Establishment for Education
The purpose of this article was to study. Buddhist Oriented Schools model in establishment for education. both the point of meaning and theory. The importance and concepts and principles of the Buddhist Oriented Schools. This will be useful in the application of teaching and learning management to learners. The Buddhist Oriented school has applied or applied the principles of Buddhism in administration to develop learners. There are 3 educational systems: trisikkha or morality, concentration and wisdom. by focusing on covering all aspects of life. The aspects of the Buddhist Oriented school model in operation are characterized by 5 aspects: Physical/Environmental, Basic activities of life, Teaching, Atmosphere and interaction and management
ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา Principal Leadership
บทคัดย่อ
ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญและเป็นตัวแปรสำคัญในด้านการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและมี อิทธิพลสูงสุดต่อคุณภาพของผลลัพธ์ที่เกิดจากการบริหาร ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีภาวะผู้นำ มีความรู้เชิงทฤษฎี ความสามารถ มีทักษะ บทบาทหน้าที่ คุณธรรม และประสบการณ์ทางการบริหารการศึกษาให้ทันสมัยเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 หรือโลกยุคใหม่ เพื่อนำพาสถานศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ สามารถสนองตอบต่อการแข่งขัน และทันสมัยเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
Abstract
Principals are important mechanisms and important variables in the provision of quality education and the greatest influence on the quality of management outcomes. Therefore, Principals must have leadership, theoretical knowledge, competence, skills, roles, morality and modern educational administration experience. Suitable for changing the world in the 21st century or the modern world. To bring educational institutions to success, able to respond to competition and modern, suitable for the changing of the world
ผลของการปฏิบัติสมาธิของผู้เรียนหลักสูตรครูสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 97 วัดศรีทีปาราม จังหวัดเลย
บทความเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลของการปฏิบัติสมาธิของผู้เรียนหลักสูตรครูสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 97 วัดศรีทีปาราม จังหวัดเลย และ (2) เปรียบเทียบเพื่อศึกษาผลของการปฏิบัติสมาธิของผู้เรียนหลักสูตรครูสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 97 วัดศรีทีปาราม จังหวัดเลย จำแนกตาม เพศ และอายุ ที่ต่างกัน ประชากรศึกษาคือ ผู้เรียนหลักสูตรครูสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 97 วัดศรีทีปาราม จังหวัดเลย รุ่น 47 สัตตจัตตาฬีสโม (สิริญาณ) จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ใช้แบบสอบถาม ประมาณค่า 5 ระดับ ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า ผลของการปฏิบัติสมาธิของผู้เรียนหลักสูตรครูสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 97 วัดศรีทีปาราม จังหวัดเลย โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านสังคม ด้านจิตใจ และด้านกายที่อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ สำหรับการเปรียบเทียบผลของการปฏิบัติสมาธิของผู้เรียนหลักสูตรครูสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 97 วัดศรีทีปาราม จังหวัดเลย จำแนกตามเพศ พบว่า เพศหญิงสูงกว่าเพศชาย และจำแนกตามอายุ พบว่า อายุ 30 – 59 ปี มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ อายุ 60 ปีขึ้นไป และอายุต่ำกว่า 30 ปี ตามลำดับ
Abstract
The objectives of the research article were (1) to study the effects of meditation on practitioners in the meditation instructor course organized by the Willpower Institute Branch 97 at Sridiparam Temple, Loei province, and (2) to compare the effects of meditation on practitioners in the meditation instructor course organized by the Willpower Institute Branch 97 at Sridiparam Temple, Loei province, classified by gender and age. The population of the research was a total of thirty-seven practitioners in the 47th Class of the meditation instructor course, organized by the Willpower Institute Branch 97 at Sridiparam Temple, Loei province. The instrument used for data collection was the five-point rating scale questionnaire; the statistics used for data analysis comprised of percentage, frequency, mean, and standard deviation.
The results of the research revealed that the meditation effects on practitioners in the meditation instructor course conducted by the Willpower Institute Branch 97 at Sridiparam Temple, Loei province was found to be overall at the highest level. Separately considered in the descending order, the aspects with the high level of mean scores were society, mentality, and physicality, respectively. The comparison of meditation effects on practitioners in the Willpoper Institute’s meditation instructor course at Sridiparam Temple, Loei province, classified by gender, was found that the effects on women were higher than on men; the effects on ones with 30-59 years of age were found at the highest level of mean scores, followed by ones with over 60 years and ones with lower 30 years, respectively
ภาวะผู้นำตามแนวพุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์ส่งเสริมประสิทธิภาพการศึกษา อำเภอเมืองร้อยเอ็ด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ภาวะผู้นำ ตามแนวพุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2)เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำตามแนวพุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษา 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะภาวะผู้นำตามแนวพุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 364 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t–test(Independent Samples)และ F-test(One-way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1)สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำตามแนวพุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำตามแนวพุทธศาสตร์จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงานไม่แตกต่างกัน 3)ข้อเสนอแนะภาวะผู้นำตามแนวพุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษา คือ ผู้บริหารมีความยุติธรรมรักษาผลประโยชน์และปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเป็นธรรม กำหนดนโยบายให้ชัดเจนและกำกับติดตา
บทบาทผู้นำในการพัฒนาองค์การ
ผู้นำเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ โดยผู้นำจะต้องมีภาวะผู้นำในการพัฒนาองค์การนั้นประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงบทบาทของผู้นำในการพัฒนาองค์การผลการศึกษา พบว่ามี 3 บทบาท คือ 1)บทบาทความเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาความรู้2)บทบาทการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ 3)บทบาทการเป็นผู้นำความทันสมัย ผู้นำมีบทบาทสำคัญต่อการใช้องค์ความรู้ในศาสตร์สำหรับการปรับปรุงกระบวนการทำงานขององค์การภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงในการวิเคราะห์และสังเคราะห์สถานการณ์ เพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาและแนวทางการแก้ไข นอกจากนี้ผู้นำควรมีภาวะผู้นำและเข้าใจวัฒนธรรมองค์การเพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และบรรลุเป้าหมายขององค์กา