MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การจัดการความเครียดโดยใช้อริยสัจ 4 ในการบริหารจัดการองค์กร
บทความนี้มุ่งศึกษาการจัดการความเครียดโดยใช้อริยสัจ 4 ในการบริหารจัดการองค์กร พบว่า การแก้ปัญหาความเครียดโดยใช้อริยสัจ 4 มีขั้นตอน คือ ขั้นทุกข์ขั้นสมุทัยขั้นนิโรธ และขั้นมรรคขั้นทุกข์คือ การบริหารจัดการในองค์กรสิ่งแรกในการทำงานคือปัญหาที่เกิดจากเพื่อนร่วมงาน สิ่งแวดล้อม ขั้นสมุทัยคือ สาเหตุของทุกข์ที่เกิดขึ้นในขั้นทุกข์คือ เจอระบบงานบริหารงานที่ขัดต่อความเป็นจริง มีความขัดแย้งกันในองค์กร ขั้นนิโรธคือ หาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสาเหตุที่พบในองค์กร และขั้นมรรคคือ นำปัญหาต่างๆ มาดำเนินการแก้ไขปัญหาจากสาเหตุที่เกิดขึ้น ด้วยการให้บุคลากรในองค์กรเข้าปฏิบัติธรรม โดยนำอริยสัจ 4 มาประยุกต์ใช้เพื่อการจัดการความเครียดขององค์กรให้มีความสันติสุขสืบไปขององค์ก
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสำหรับครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและเพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหารกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร จำนวน 256 คน ได้มาโดยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ประเมินความเหมาะสมโดย ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสำหรับครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน เพื่อหาแนวการยกร่างโปรแกรม และตรวจสอบยืนยันโปรแกรมด้วยการสนทนากลุ่ม โดยผู้ทรงคุณวุฒิเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าดัชนีความสอดคล้อง ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้่องการจำเป็น (PNIModified)
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสำหรับครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนดัชนีความต้องการจำเป็น เรียงตามลำดับตามมาตรฐานจากมากไปน้อย ดังนี้ การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง การทำงานเป็นทีม การมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม การมีกลยุทธนวัตกรรม การมีวิสัยทัศน์นวัตกรรม 2. โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหารประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) โมดูล ประกอบด้วย การมีวิสัยทัศน์นวัตกรรม การมีกลยุทธนวัตกรรม การมีความคิดสร้างสรรค์ การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และการทำงานเป็นทีม ผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของครู สำหรับโรงเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร มีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มากที่สุด และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมา
การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด 2)เพื่อเปรียบเทียบการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้ดูแลเด็กและคณะกรรมการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 230 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Independent samples) และ F-test (One way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศและอาชีพพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนบุคลากรที่มีอายุต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด สถานศึกษาควรจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนให้มีบรรยากาศจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนอยากรู้และเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพควรจัดภายในห้องเรียนให้มีมุมของเล่นที่หลากหลายเป็นการเสริมประสบการณ์ให้เด็กเล่น จัดมุมหนังสือนิทานภาพสวยงามให้เด็กได้ฝึกเปิดดูเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านไปโดยไม่รู้ตั
ศึกษาการรับรู้เรื่องสติปัฏฐาน 4 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
บทความวิจัยเรื่อง ศึกษาการรับรู้เรื่องสติปัฏฐาน 4 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย เป็นวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเข้าใจในหลักปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลยที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาชีวิตและสังคม ภาคเรียนที่ 3/2562 (ภาคฤดูร้อน) จำนวน 45 คน สถิติทีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
ผลการวิจัยพบว่า ระดับความเข้าใจในหลักปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ในหมวดกายานุปัสสนา หมวดเวทนานุปัสสนา หมวดจิตตานุปัสสนา และหมวดธัมมานุปัสสนา โดยภาพรวมของความเข้าใจในหลักปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 อยู่ในระดับดี สามารถเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ หมวดเวทนานุปัสสนา หมวดกายานุปัสสนา หมวดจิตตานุปัสสนา และหมวดธัมมานุปัสสนา ตามลำดับ
Abstract
The research, titled “A study of student’s perception for the foundations of mindfulness at Loei Rajabhat university”, was conducted by the quantitative research methodology. The purpose of the research was to study the perception level of students on the Buddhist Four Foundations of Mindfulness (Satipaṭṭhāna in Pali) at Loei Rajabhat University. The samples were forty-five students, enrolling for Buddhism for Life and Social Development in the third semester of the academic year 2019 (Summer Course) at Loei Rajabhat university. The statistics used for data analysis consisted of frequency, percentage, mean, and standard deviation.
The results of the research were found that the perception level of students on the Buddhist Foundations of Mindfulness (Satipaṭṭhāna): Kāyānupassanā, Vedanānupasanā, Cittānupasanā and Dhammānupasanā, at Loei Rajabhat University was found to be overall at a good level. In addition, they could be arranged in descending order as follows: Vedanānupasanā, Kāyānupassanā, Cittānupasanā and Dhammānupasanā, respectively
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารวิชาการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ 8
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารวิชาการ 2) ศึกษาปัจจัยด้านความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของโรงเรียนกับชุมชน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับประสิทธิผลการบริหารวิชาการ 4) เพื่อศึกษาอำนาจพยากรณ์ ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารวิชาการ และ 5) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารวิชาการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ 8 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 181 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า
ประสิทธิผลการบริหารวิชาการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารวิชาการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารวิชาการ โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารวิชาการ โดยภาพรวม มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง
ปัจจัยด้านความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของโรงเรียนกับชุมชน ปัจจัยด้านการจัดการงบประมาณ และปัจจัยด้านสื่อวัสดุ อุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มีอำนาจพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารวิชาการ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ .534 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิผลการบริหารวิชาการ ได้ร้อยละ 53.40
แนวทางในการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารวิชาการ มี 3 ด้าน คือ 1) ด้านความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของโรงเรียนกับชุมชน 2) ด้านสื่อวัสดุ อุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และ 3) ด้านการจัดการงบประมาณ
Abstract
The objectives of this research were 1) to study the level of effectiveness of academic administration, 2) to study factors on relationship and participation of schools and communities, 3) to study the relationship between the factors and the effectiveness of academic administration, 4) to study the predictive power affecting the effectiveness of academic administration; and 5) to study the guidelines for the development of factors affecting the effectiveness of academic administration. The sample group of 181 administrators and teachers from Phrapariyattidhamma School on General Education, Group 8, were selected by the stratified random sampling. The statistics used for data analysis comprised of frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, Pearson’s correlation coefficient, and the stepwise multiple regression analysis.
The findings of the research were as follows: 1. The effectiveness of academic administration was found to be overall at a high level. 2. Factors affecting the effectiveness of academic administration were found to be overall at a high level. 3. Factors affecting the effectiveness of academic administration were overall related to the academic administration effectiveness at a statistically significant level of .05 with the moderate correlation. 4. Such factors as the relationship and participation between the school and the community, budget management, educational equipment and technology were found capable to predict the effectiveness of academic administration at a statistically significant level of 0.01 with a predictive coefficient of .534, which could be used to predict 53.4% of the effectiveness of academic administration. 5. The guidelines on development of factors affecting the effectiveness of academic administration consisted of three aspects; 1) the relationship and participation between the school and the community, 2) instructional media and materials as well as educational equipment and technology, and 3) budget management.
Keywords: Academic Administration; Effectiveness; Phrapariyattidham School
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา โดยการบูรณาการใช้ TPACK Model ของนักศึกษาสาขาการสอนสังคมศึกษา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยการบูรณาการใช้ TPACK Model ของนักศึกษาสาขาการสอนสังคมศึกษาตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยการบูรณาการใช้ TPACK Model ก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรม 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยการบูรณาการใช้ TPACK Model ของนักศึกษาสาขาการสอนสังคมศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาการสอนสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีล้านช้าง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 26 คน
ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยการบูรณาการใช้ TPACK Model ของนักศึกษาครูสาขาการสอนสังคมศึกษา ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 91.73/ 87.02 (2) นักศึกษาสาขาการสอนสังคมมีผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยการบูรณาการใช้ TPACK Model หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) นักศึกษาสาขาวิชาการสอนสังคม มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยการบูรณาการใช้ TPACK Model อยู่ในระดับมาก
The purposes of the research article were (1) to study the learning outcome of Teaching Social Studies students in Educational Innovation and Information Technology (ED1005) by integrating TPACK model with the achievement criterion at 80/80, (2) to compare the students’ scores between the pretest and the posttest in Educational Innovation and Information Technology (ED1005) before and after integrating TPACK model, and (3) to study the students’ opinions on learning Educational Innovation and Information Technology (ED1005) by integrating TPACK model. The samples used for data collection were twenty-six first-year students, majoring Teaching Social Studies, Faculty of Education, Mahamakut Buddhist University, Srilanchang Campus during the second semester of the academic year 2019.
The results of the research were as follows: 1) The learning outcome of Teaching Social Studies students in Educational Innovation and Information Technology (ED1005) by integrating TPACK model with the achievement criterion was found equal to 91.73/87.02, which hypothetically met with the given criteria of 80/80. 2) The students’ posttest scores after learning by TPACK model integration were higher than their pretest ones at a statistically significant level of 0.05. 3) The students’ opinions on learning activities by TPACK model integration were found to be overall at a good level
The inscription kept at King Narai National Museum Storage: The assumption on its source and new proposal on the Vasantatilakā metre and the word “gaṇapateḥ”
The inscription kept at King Narai National Museum Storage was written in Sanskrit, inscribed with Pallava script and dated around the 6th century. It was a stone fragment, preserved at King Narai National Museum Storage, Lopburi province. Its exact source was unknown, as it was donated to the museum by the villagers of Phetchabun province. It was read and translated by fine arts department in 2016. This article aims to present the assumption on its source. Then, it was found that the inscription probably originated from the ancient city of Si Thep, as its script was very similar to Si Thep 5 inscription. Then, there was the new proposal on the composition with Vasantatilakā metre and the word “gaṇapateḥ”, which may means (1) the leader of a troop, (2) Bṛhaspati, (3) Indra, (4) Śiva, or (5) Gaṇeśa
การพัฒนาชุมชนตามทฤษฎีใหม่โคกหนองนาโมเดล
การพัฒนาชุมชนในปัจจุบันต้องอาศัยศาสตร์ต่างๆ ที่มีสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนและสังคม เพราะการพัฒนาชุมชนนั้นส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตประชาชนของประเทศ ซึ่งสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยแต่ละด้านเชื่อมโยงกันตลอดเวลาและส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของประชาชน ซึ่งมีความสัมพันธ์กันกับวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่นนั้น คือผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำระหว่างองค์กรหน่วยงานด้วยกระบวนการต่างๆ ถือว่าเป็นองค์ประกอบทางการพัฒนาชุมชน และการกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเดิมๆ ไปสู่สิ่งใหม่ๆ และสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ต้องดีกว่าสิ่งเดิม ประชาชน ระเบียบ กลไกหรือเครื่องมือของรัฐเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังพัฒนาประเทศ และมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ยุคอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้แนวทางในการบริหารการพัฒนาเกี่ยวข้องกับองค์กรที่มีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันการพัฒนาประต้องอาศัยหลักความสมดุลในบริบทชุมชนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดปัญหาการขัดแย้งในภาวะสังคมที่ต้องดิ้นรนจากปัญหาภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ ตลอดถึงปัญหาที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บนั่นคือ โควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในแต่ละประเท
สิม : ศิลปะทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการและส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปะทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาของสิม 5 ด้าน ได้แก่ 1)การเสริมสร้างปราชญ์ชาวบ้านให้เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2)การสืบสานสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปะการทำสิมไปสู่คนรุ่นต่อไป 3)การปลุกจิตสำนึกของคนในชุมชนให้ตระหนักถึงเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น 4)การส่งเสริมกิจกรรมร่วมเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดอาชีพและรายได้แก่คนชุมชน และ 5)การจัดการความรู้นำเทคโนโลยีมาจัดเก็บข้อมูลและศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปะการสร้างสิมดำรงอยู่สืบไปเพราะว่าสิมเป็นงานศิลปะที่เกิดจากภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่สวยงามสมบูรณ์แบบ มีเอกลักษณ์เฉพาะ ปรากฏสุนทรียธาตุทั้ง 3 ประการ คือ ความงามความน่าชมและความเป็นเลิศ สร้างขึ้นจากความเชื่อศรัทธาทางพุทธศาสนาว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับใช้ในกิจของสงฆ์อาทิ พิธีอุปสมบท หรือการกฐิน จัดเป็นงานวิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์ ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อแสดงความงดงามและตอบสนองการใช้สอยรวมทั้งตอบสนองทางด้านอารมณ์และจิตใจนอกจากจะมีความงดงามแล้ว ยังเป็นที่รวมความคิด วิถีชีวิตของชุมชนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า พัฒนาการของสิมในยุคที่ 1 เป็นสิมอีสานพื้นบ้านบริสุทธิ์แบบดั้งเดิม ยุคสร้างบ้านแปลงเมืองได้รับอิทธิพลศิลปะและวัฒนธรรมงานช่างล้านช้าง ยุคที่ 2 เป็นสิมพื้นบ้านประยุกต์โดยช่างพื้นบ้านได้รับอิทธิพลศิลปะ วัฒนธรรม จากกลุ่มช่างญวนมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะศาสนาคาร และยุคที่ 3 เป็นสิมอีสานประยุกต์หรือสิมพื้นบ้านผสมเมืองหลวง งานช่างในยุคนี้อาศัยศึกษาจากภาพถ่าย หนังสือ ตำรา หรือแหล่งศิลปะสถาปัตยกรรมวั