MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การพัฒนาแนวทางการบริหารตามมาตรฐานโรงเรียนสุจริต สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและเพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารตามมาตรฐานของโรงเรียนสุจริต สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ดการดำเนินการวิจัยมี 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารตามมาตรฐานของโรงเรียนสุจริต กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด จำนวน 342 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น(PNImodified) ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางการบริหารตามมาตรฐานของโรงเรียนสุจริตเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารตามมาตรฐานโรงเรียนสุจริต โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนดัชนีความต้องการจำเป็น เรียงตามลำดับตามมาตรฐานจากมากไปน้อย ดังนี้ การบริหารงบประมาณ การบริหารวิชาการ การบริหารบุคคล และการบริหารทั่วไปและ 2. แนวทางการบริหารตามมาตรฐานโรงเรียนสุจริต มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1)แนวคิดและหลักการ 2)วัตถุประสงค์ 3)วิธีดำเนินการ ซึ่งมีแนวทางในการดำเนินงานจำแนกตามมาตรฐาน ได้แก่ 1)การบริหารงบประมาณ มี 3 ตัวบ่งชี้ 18 แนวทาง 2)การบริหารวิชาการ มี 4 ตัวบ่งชี้ 30 แนวทาง 3)การบริหารบุคคล มี 3 ตัวบ่งชี้ 22 แนวทางและ 4)การบริหารทั่วไป มี 3 ตัวบ่งชี้ 23 แนวทาง โดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง ขับเคลื่อนการบริหารงานดังกล่าวและ 4)เงื่อนไขความสำเร็จ ส่วนผลการประเมินแนวทาง พบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุ
การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์วรรณคดีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิคละครสร้างสรรค์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อเปรียบเทียบทักษะการวิเคราะห์วรรณคดีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคละครสร้างสรรค์ 2)เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคละครสร้างสรรค์ ตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 40 คน การวิจัย นี้เป็นการวิจัยก่อนทดลองใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวสอบก่อนและสอบหลังเครื่องมือในการวิจัย ประกอบด้วย 1)แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคละครสร้างสรรค์ 2)แบบทดสอบวัดทักษะการวิเคราะห์วรรณคดี และ 3)แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคละครสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t–test for dependent)
ผลการวิจัยพบว่า 1)ทักษะการวิเคราะห์วรรณคดีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคละครสร้างสรรค์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคละครสร้างสรรค์ อยู่ในระดับเห็นด้วยมา
การบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ 2)เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อการบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 105 รูป/คนสัมภาษณ์ผู้บริหาร จำนวน 5 รูป เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ได้แก่ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t–test
ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับ 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อการบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมจำแนกตาม เพศ อายุ และประสบการณ์การทำงาน โดยรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ยกเว้น ประสบการณ์การทำงาน ที่ไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม ได้แนวทาง ดังนี้ 1)การแสดงออกถึงความรักความปรารถนาดี ให้ความช่วยเหลือให้ทุกคนประสบแต่ประโยชน์และมีความสุขโดยทั่วกัน และยึดหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม 2)หากการทำงานเกิดปัญหาหรืออุปสรรค สิ่งแรกที่หัวหน้าควรทำ คือกรพูดคุย สอบถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมชี้แนะแนวทางการแก้ไขและพูดให้กำลังใจ โดยไม่ปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง 3)ความยินดี พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีได้รับความสำเร็จ มีความสุขมีความเจริญก้าวหน้า ยินดีในสิ่งที่ผู้อื่นได้รับ ไม่มีความอิจฉาริษยากันในความสำเร็จของผู้อื่นด้วยการพูดแสดงความยินดี 4)เมื่อประสบกับอุปสรรคในการทำงานใดๆ ต้องให้ความช่วยเหลือให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ ไม่ซ้ำเติมด้วยการลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม ลงโทษโดยไร้เหตุผ
Verb to be in Progressive Tense in American English
The purposes of this study were to threefold as follows: 1) to determine whether “be” is auxiliary verb in progressive or not in (1) He’s studying in his room and (2) He’s in his room studying. 2) To investigate whether “be” is finite or non-finite verb in progressive tense of American English in (1) He’s studying in his room and (2) He’s in his room studying. 3) To investigate whether “studying” is complement or present participle. The instrument used in this study was the grammar checklist designed by the researchers from extensive analysis of related literatures and consultation with experts. The researchers obtained the data by inquiring the seven American native speakers and analyzed the data by syntactic approach. This study met that “be” is auxiliary verb in progressive tense when American native speakers focuses on location. Then it could prove that “studying” is present participle in progressive tense; nevertheless, adverb of place was situated following “be”
การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง โรงเรียนอนุบาลพยัคฆภูมิพิสัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1)เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนอนุบาลพยัคฆภูมิพิสัย 2)เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลพยัคฆภูมิพิสัยจำแนกตามเพศระดับการศึกษาและอาชีพ 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของ ของผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนอนุบาลพยัคฆภูมิพิสัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลพยัคฆภูมิพิสัย จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t–test (Independent Samples) และ F–tes
ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนอนุบาลพยัคฆภูมิพิสัย โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากไปน้อยได้แก่ ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผล ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ตามลำดับ 2) เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครองโดยจำแนกตาม เพศและระดับการศึกษาต่างกัน พบว่าโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจำแนกตามอาชีพ โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะของผู้ปกครองต่อการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง โรงเรียนอนุบาลพยัคฆภูมิพิสัย (1)ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษาควรมีการสนับสนุนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในด้านการวิพากษ์หลักสูตรให้มีความทันสมัยและมีกิจกรรมสอดคล้องกับการใช้ทักษะชีวิตตามข้อเสนอแนะของผู้ปกครอง (2)ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สถานศึกษาควรพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพสูงสุดกับผู้เรียน (3)ด้านการวัดและประเมินผล สถานศึกษาควรมีการแจ้งผลการประเมินร่วมกับผู้ปกครองเพื่อนำผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียนตามข้อเสนอแนะ (4)ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ สถานศึกษาควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับชุมชนเพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และ (5)ด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา สถานศึกษาควรให้การสนับสนุนโดยการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองและชุมชนในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสื่อนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษาตามคำแนะนำและข้อเสนอแนะของผู้ปกครอ
รูปแบบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการ และแนวทางของการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2)เพื่อสร้างรูปแบบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 3)เพื่อทดลองใช้รูปแบบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 4)เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนชุมชนหนองเลาเหล่าอีหมัน จำนวน 7 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน ครูระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 7 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 74 คน ของโรงเรียนชุมชนหนองเลาเหล่าอีหมัน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาของโรงเรียนชุมชนหนองเลาเหล่าอีหมัน จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน ความต้องการ และแนวทางของการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวม สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ความต้องการในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนแนวทางที่ควรจัดในโรงเรียนต้องเป็นแนวทางที่สามารถส่งเสริม พัฒนา การป้องกัน และแก้ไขปัญหาเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ 2. รูปแบบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การวางแผนการดำเนินงาน(Plan) ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติตามแผน(Do) ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบและวัดผล(Check) ขั้นตอนที่ 4 การปรับปรุงการดำเนินงาน(Action) 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีดังนี้1)ผลการศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้รูปแบบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนชุมชนหนองเลาเหล่าอีหมัน มีการปฏิบัติ/เห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุด 2)ความพึงพอใจเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของนักเรียนโรงเรียนชุมชนหนองเลาเหล่าอีหมัน อยู่ในระดับมากที่สุด 4. ผลการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาโรงเรียนชุมชนหนองเลาเหล่าอีหมัน มีระดับความคิดเห็นเห็นด้วยกับรูปแบบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุ
ทัศนคติทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนไทยในศตวรรษที่ 21
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนไทยในศตวรรษที่ 21 ที่ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับทัศนคติทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนไทยเป็นการฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางและสภาพความเป็นจริงของการพัฒนาและสร้างเสริมประชาธิปไตยไทยรวมถึงปรากฏการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ ของประชาธิปไตยในบริบทของประเทศไทยเพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าและความหมายให้แก่ประชาธิปไตย การส่งเสริม พัฒนาและขับเคลื่อนให้ประชาชนคนไทยและประเทศไทยได้มีประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ มั่นคงและยั่งยื
แนวทางการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 2)เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินแนวทาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นด้วยค่าดัชนี PNImodified
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. แนวทางการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 ประกอบด้วย 1)ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2)ด้านคัดกรองนักเรียน 3)ด้านการส่งเสริมและพัฒนา 4)ด้านการป้องกันและแก้ปัญหา 5)ด้านการส่งต่อ การประเมินด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้และด้านความเป็นประโยชน์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุ
การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 2)เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 กลุ่มเป้าหมาย คือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 90 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ PNImodified
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 อยู่ในระดับปานกลาง โดยเรียงจากค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการวัดและประเมินผล และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงจากค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการวัดและประเมินผล 2)ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการวัดและประเมินผล รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้านการนิเทศการศึกษาด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ 3. ข้อเสนอแนะมีดังนี้ 1)ควรเสียสละเวลาและแบ่งปันความรู้ เพื่อจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาให้ทันสมัยและสอดคล้องกับท้องถิ่น 2)ควรร่วมกันพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้มีคุณภาพ จัดหางบประมาณ และส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 3)ควรร่วมกันยกย่องนักเรียนที่มีผลการเรียนดี และร่วมออกแบบการวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับท้องถิ่น 4)ควรร่วมกันเผยแพร่ผลงานที่ดีของโรงเรียน วางตัวเป็นกลางในการนิเทศการศึกษาและให้ข้อเสนอแนะด้วยความจริงใ