MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    รูปแบบการจัดการความรู้ของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1

    Get PDF
                บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการจัดการความรู้ของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 2)เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการความรู้ของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 3)เพื่อประเมินรูปแบบการจัดการความรู้ของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 163 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 160  คน  ครูผู้สอน จำนวน 237 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 560 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงของเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (PNIModified)             ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความต้องการจำเป็นของการจัดการความรู้ของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นมีความต้องการจำเป็นโดยมีค่า PNImodified อยู่ระหว่าง 0.44-0.50 2. รูปแบบการจัดการความรู้ของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 1) การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 2) การกำหนดความรู้ 3) การแลกเปลี่ยนความรู้ 4) การสร้างความรู้ 5) การถ่ายโอนความรู้ 3. ผลการประเมินรูปแบบการจัดการความรู้ของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 พบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก สารมารถนำไปใช้พัฒนาบุคลากรในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภา

    ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในการใช้บริการสั่งอาหารบนแอปพลิเคชัน 1112 Delivery ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความภักดีในการใช้บริการสั่งอาหารบนแอปพลิเคชัน 1112 Delivery ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในการใช้บริการสั่งอาหารบนแอปพลิเคชัน 1112 Delivery ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เคยใช้บริการสั่งอาหารบนแอปพลิเคชัน 1112 Delivery และพักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 330 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และโมเดลสมการโครงสร้าง            ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์ที่เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการรับรู้คุณภาพการบริการ 2) ด้านคุณภาพความสัมพันธ์ 3) ด้านความพึงพอใจและ 4) ด้านความภักดี สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี โดยพิจารณาจากค่าสถิติไค-สแควร์ (χ2) =161.62, ค่า CMIN/df =1.43, ค่าองศาอิสระ (df) =113,  ค่า GFI =0.952, ค่า AGFI =0.919, ค่า SRMR =0.03, ค่า RMSEA =0.04และค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ =0.64แสดงว่าตัวแปรในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความภักดีในการใช้บริการสั่งอาหารบนแอปพลิเคชัน 1112 Delivery  ได้ร้อยละ 64พบว่า ด้านการรับรู้คุณภาพการบริการ ด้านคุณภาพความสัมพันธ์ด้านความพึงพอใจ และด้านความภักดีมีอิทธิพลทางตรงต่อความภักดีตามลำดับ ซึ่งบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)สามารถนำผลวิจัยไปวางแผนสร้างกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับลูกค้าเพื่อให้เกิดความภักดีของลูกค้าต่อไ

    ฟ้อนแม่บทอีสาน : แม่ท่าการฟ้อนพื้นเมืองอีสานสู่กระบวนการนาฏยประดิษฐ์

    Get PDF
                การวิจัยเรื่องฟ้อนแม่บทอีสาน : แม่ท่าการฟ้อนพื้นเมืองอีสานสู่กระบวนการนาฏยประดิษฐ์ มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาความเป็นมาและองค์ประกอบของฟ้อนแม่บทอีสาน 2)เพื่อศึกษาความหมายและกระบวนท่าฟ้อนแม่บทอีสาน 3)เพื่อศึกษาแนวทางการประกอบสร้างนาฏยประดิษฐ์จากท่าฟ้อนแม่บทอีสาน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากการสัมภาษณ์ การสังเกต และการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้รู้ด้านการแสดงพื้นบ้าน จำนวน 4 คน ด้านดนตรีพื้นบ้าน จำนวน 1 คน  ผู้สร้างสรรค์งานด้านการแสดงพื้นบ้านจำนวน 6 คน ข้อมูลภาคสนามได้จากการสังเกตและการสัมภาษณ์  และนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์             ผลการวิจัยพบว่า ท่าฟ้อนแม่บทอีสานได้มีการศึกษาค้นคว้าเรียบเรียงท่าฟ้อนลำต่างๆ และแบ่งออกเป็นหมวดหมู่โดยหมอลำฉวีวรรณ พันธุ (ดำเนิน) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง(หมอลำ) อาจารย์ทองจันทร์ สังฆะมณี  อาจารย์ทองคำ ไทยกล้า และอาจารย์ทรงศักดิ์ ประทุมสินธุ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน) โดยวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ปี พ.ศ.2525 มีนโยบายให้รวบรวมท่าฟ้อนของคนอีสานจากสิ่งต่างๆ ได้แก่ การเคลื่อนไหวอิริยาบถของสัตว์ จากธรรมชาติ จากท่าทางตามวิถีชีวิต จากวรรณกรรมท้องถิ่น รวมทั้งหมด 48 ท่า แล้วจัดทำเป็นท่าฟ้อนแม่บทแบบมาตรฐานของอีสานเพื่อใช้การเรียนการสอนด้านนาฏศิลป์พื้นเมือง ซึ่งฟ้อนแม่บทอีสานมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ท่าฟ้อน บทร้อง ดนตรีประกอบ เครื่องแต่งกาย ที่สามารถนำมาเป็นแนวทางการสร้างสรรค์นาฏศิลป์พื้นเมืองอีสานได้ด้วยวิธี 1)การตีความและแปลความหมาย โดยต้องทำความเข้าใจกับแนวคิดและรูปแบบของการแสดง 2)การเลือกใช้แม่ท่าจากฟ้อนแม่บทอีสาน โดยเลือกใช้ท่าที่สื่อความหมายเข้ากับบทร้อง เช่น ท่ากาตากปีก ใช้เป็นท่าในการเชิญชวน 3)การสร้างความสัมพันธ์กับท่าเชื่อมและท่าสร้างสรรค์ โดยการใช้ท่าฟ้อนที่สามารถเคลื่อนที่ปรับเปลี่ยนตำแหน่งได้ สรุปกระบวนท่าฟ้อนแม่บทอีสานเป็นแม่ท่าหลักที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการประกอบสร้างนาฏยประดิษฐ์ แต่ต้องคำนึงถึงความหมายของท่าและเลือกใช้ให้ความสัมพันธ์กับท่าเชื่อมและท่าสร้างสรรค์จึงจะเกิดสุนทรียภาพของการแสด

    สมรรถนะการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสมรรถนะการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 2)เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะและแนวทางพัฒนาสมรรถนะการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่ครูผู้สอน จำนวน 330 คน และผู้ให้ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จํานวน 5 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึกสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t-test (Independent Samples) และ F–test (One–Way ANOVA)             ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อสมรรถนะการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด  จำแนกตามระดับการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ยกเว้นด้านการสื่อสารและจูงใจที่ไม่มีความแตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์การทำงานต่างกัน พบว่า โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ และจำแนกตามขนาดของสถานศึกษาต่างกัน โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 3. ข้อเสนอแนะและแนวทางพัฒนาเกี่ยวกับสมรรถนะการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด มีดังนี้ 1) ผู้บริหารต้องพัฒนาเรื่องผลการเรียนนักเรียนเป็นสำคัญ 2) ผู้บริหารควรมีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารงานในด้านต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมาย  3)ผู้บริหารต้องรู้จักวิเคราะห์ปัญหาที่พบในปัจจุบันในเรื่องของการศึกษาหรือเรื่องการจัดการเรียนรู้ และควรหาแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้นๆ อย่างเป็นระบบ 4) ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องมีหลักคุณธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ในการบริหาร โดยหลักธรรมพรหมวิหาร 4 ถือเป็นหลักธรรมครองใจ ที่ผู้บริหารทุกคนต้องมี เพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นไ

    การพัฒนาแนวทางการสร้างทีมงานครู สำหรับสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์)เพื่อศึกษาองค์ประกอบการสร้างทีมงานครูและกระบวนการ สร้างทีมงานครู สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3  2)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 3)เพื่อพัฒนาแนวทางการสร้างทีมครู สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ผู้บริหารและครู ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน              ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบการสร้างทีมงานครูและกระบวนการสร้างทีมงานครู สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 จากผู้ทรงคุณวุฒิได้องค์ประกอบ 6 องค์ประกอบ คือ 1)บทบาทที่สมดุล 2)ความชัดเจนของเป้าหมาย 3)การติดต่อสื่อสารที่ดีและการเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหา 4)ความร่วมมือและการสนับสนุนไว้วางใจต่อกัน 5)กระบวนการทำงาน  การตัดสินใจที่ถูกต้องของผู้นำ 6)การทบทวนพัฒนาและประเมินผลงานอย่างสม่ำเสมอ และกระบวนการสร้างทีมได้ 5 กระบวนการ 1)การกำหนดปัญหา 2)การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล 3)การวางแผนเพื่อแก้ปัญหา 4)การนำแผนไปปฏิบัติ 5)การประเมินผลการดำเนินงาน 2. สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์การสร้างทีมครู สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 อยู่ในระดับมากที่สุด 3. แนวทางการสร้างทีมครู สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 จากผู้ทรงคุณวุฒิโดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านทุกด้านมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้านเช่นเดียวกั

    แนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้วงจรเดมมิ่ง สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม

    Get PDF
               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาและเพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้วงจรเดมมิ่ง สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม การดำเนินการวิจัยมี 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึ่งประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานหลักสูตรสถานศึกษา และครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้วงจรเดมมิ่ง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 6 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา            ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด จากกระบวนการทั้ง 4 ด้าน 28 แนวทาง และความต้องการจำเป็น เรียงลำดับค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของกระบวนการจากมากไปน้อย ได้แก่ กระบวนการด้านการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา ด้านการส่งเสริมสนับสนุนหลักสูตร ด้านการกำกับติดตามและประเมินผลหลักสูตร และด้านการจัดทำและใช้หลักสูตร ตามลำดับ ส่วนแนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้วงจรเดมมิ่ง มีผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง พบว่า ทั้งสองด้านอยู่ในระดับมากที่สุ

    การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    Get PDF
                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแบ่งออกเป็น 2 ระยะ 1)สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู กศน. จำนวน 240 คน 2)สร้างรูปแบบการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู กศน. จำนวน 6 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินรูปแบบแบบทดสอบ และแบบประเมินประสิทธิภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น PNImodified             ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับความต้องการจำเป็น การเตรียมการนิเทศ รูปแบบและแนวทางการนิเทศ การดำเนินการนิเทศ และการประเมินผลการนิเทศ ตามลำดับ 2. ผลการสร้างรูปแบบ ประกอบด้วย 5 ส่วน  คือ ส่วนที่ 1  หลักการ และวัตถุประสงค์ ส่วนที่ 2 เนื้อหาของรูปแบบ ส่วนที่ 3 กระบวนการพัฒนา ส่วนที่ 4 การประเมินผล และส่วนที่ 5 เงื่อนไขความสำเร็จ ผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ

    การพัฒนาแนวทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร

    Get PDF
               บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและเพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร การดำเนินการวิจัยมี 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร จำนวน 285คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็กเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนดัชนีความต้องการจำเป็นเรียงลำดับรายด้านจากมากไปหาน้อยดังนี้การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การนำองค์กร การมุ่งเน้นผู้เรียน กระบวนการดำเนินการ การมุ่งเน้นบุคลากร การวัดผลการวิเคราะห์และการจัดการความรู้และสุดท้ายผลลัพธ์การดำเนินกา และ 2. แนวทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหารมีแนวทาง 7 ด้านประกอบด้วย 43 แนวทางการปฏิบัติ ได้แก่ 1) ด้านการนำองค์กร มี 6 ข้อ 2) ด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ มี 6 ข้อ 3) ด้านการมุ่งเน้นผู้เรียน มี 7 ข้อ 4) ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร มี6 ข้อ 5)ด้านกระบวนการดำเนินการ มี 6 ข้อ 6) ด้านการวัดผล การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ มี 6 ข้อ และ 7) ผลลัพธ์การดำเนินการมี 6 ข้อ ซึ่งการพัฒนาแนวทางการบริหารถูกขับเคลื่อนโดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง ส่วนผลการประเมินแนวทาง โดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุ

    การจัดการสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมเหล็กการพ่นทรายเพื่อความเป็นเลิศขององค์กร

    Get PDF
               บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อประเมินการจัดการสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมเหล็ก การพ่นทรายเพื่อความเป็นเลิศขององค์การ 2) เพื่อวิเคราะห์การจัดการคุณภาพ (วงจรเดมมิ่ง) สิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมเหล็ก การพ่นทราย เพื่อความเป็นเลิศในองค์การ 3) เพื่อวิเคราะห์การจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลักธรรมาภิบาลของอุตสาหกรรมเหล็ก การพ่นทรายตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อความเป็นเลิศในองค์การ 4) เพื่อวิเคราะห์การจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมเหล็ก การพ่นทราย เพื่อความเป็นเลิศในองค์การ และ 5) เพื่อศึกษาความเป็นเลิศขององค์การอุตสาหกรรมเหล็ก การพ่นทราย โดยกรอบแนวคิดของงานวิจัยใช้หลักการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม (วงจรเดมมิ่ง) การจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลักธรรมาภิบาล และการจัดการเชิงกลยุทธ์ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศของอุตสาหกรรมเหล็ก การพ่นทรายงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการสัมมนากลุ่ม โดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องด้านอุตสาหกรรมเหล็ก การพ่นทรายในจังหวัดสมุทรปราการ      และเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง สัมภาษณ์เชิงลึก จัดการสัมมนากลุ่มผู้ปฏิบัติการและประชาชนรอบโรงงาน             ผลการวิจัยพบว่า 1) การรักษากฎระเบียบเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐหรืออุตสาหกรรมในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นมิตรต่อชุมชน เป็นแนวทางการบริหารสิ่งแวดล้อมเพื่อความเป็นเลิศขององค์การ 2) องค์การควรให้ความสำคัญกับการวางแผนมาเป็นอันดับแรก ตามด้วยการให้ความสำคับในการดำเนินการการลงมือปฏิบัติ 3) การจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลักธรรมาภิบาล มีหลักการคือ การมีส่วนร่วม การปฏิบัติตามกฎหมายและความรับผิดชอบต่อสังคม 4) หากต้องการให้องค์การมีความยั่งยืน ควรดำเนินการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชนและองค์การอย่างเต็มที

    การพัฒนาทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อวิดีโอในรายวิชา ENG111 ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อวิดีโอ 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของการพัฒนาทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อวิดีโอ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อสื่อวิดีโอพัฒนาทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 กลุ่มเรียน 04 ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้ ประกอบด้วย 1)สื่อวิดีโอการพัฒนาทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ จำนวน 5 วิดีโอ 2)แบบทดสอบไวยากรณ์ภาษาอังกฤษก่อนเรียน–หลังเรียน จำนวน 20 ข้อ 3)แบบสอบถามความพึงพอใจจำนวน 7 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลค่าสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ              ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อวิดีโอ ในรายวิชา ENG111 ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน สำรับนักศึกษาชั้นปีที่ 2 กลุ่มเรียน 04 ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น ผลการทดสอบจากที่ได้ทำแบบฝึกหัดหลังบทเรียนทุกคนได้คะแนนเพิ่มขึ้น 2. ก่อนเรียน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 10.18 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.82 และค่าร้อยละเท่ากับ 50.9   หลังเรียน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 17.05 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.01 และค่าร้อยละเท่ากับ 85.2 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 และ 3. นักศึกษามีความพึงพอใจต่อสื่อวิดีโอการพัฒนาทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับมากที่สุดผลรวมค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.63สรุปได้ว่านักศึกษาได้มีความพึงพอใจต่อสื่อวิดีโอการพัฒนาทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤ

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇