MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    คำแนะนำสำหรับผู้เขียน

    No full text

    พัฒนาการเรียนรู้ด้านความเป็นครูมืออาชีพในยุคประเทศไทย 4.0 ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นร่วมกับการใช้สื่อมัลติมีเดีย

    No full text
                บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นร่วมกับการใช้สื่อมัลติมีเดีย 2)เพื่อศึกษาผลการนำกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นไปใช้พัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านความเป็นครูมืออาชีพในยุคประเทศไทย 4.0 และการปฏิบัติกิจกรรมของนักศึกษา 3)เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาทีมีต่อการจัดการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นการดำเนินการใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา มี 2 รอบ คือ รอบที่ 1 และ 2 เป็นการพัฒนากลุ่มนำร่องและขยายผล ซึ่งได้มาด้วยการสุ่มแบบเจาะจงจากนักศึกษาระดับการศึกษามหาบัณฑิตสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปีการศึกษา 2562 และ2563 จำนวน 15 และ 30 คน ตามลำดับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินด้านความรู้ ความเข้าใจ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบติดตามผลการปฏิบัติกิจกรรมฯ ของนักศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่า t–test              ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นร่วมกับการใช้สื่อมัลติมีเดียมี  5 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 สร้างความตระหนักขั้นที่ 2 รู้และเข้าใจ ขั้นที่ 3 ขั้นลงมือปฏิบัติ ขั้นที่ 4 ติดตามผลการปฏิบัติกิจกรรม ขั้น 5 ประเมินผลและนำเสนองาน(สื่อมัลติมีเดียใช้ในขั้น 2 และ 3) มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.84 กลุ่มนำร่องและกลุ่มขยายผลมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ความเข้าใจด้านความเป็นครูมืออาชีพฯ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ ระดับ .05 2. ผลการปฏิบัติกิจกรรมฯ ในระดับดีมาก และความคิดเห็นของนักศึกษาฯ ที่มีต่อกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นอยู่ในระดับดีมา

    ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2

    Get PDF
              การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวนทั้งสิ้น 344 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร 15 คน ครูผู้สอน จำนวน 141 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 188 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน           ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 สภาพปัจจุบัน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นโดยเรียงความสำคัญเป็นดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วมดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลและด้านการมีส่วนร่วมรับผิดชอบและรับผลประโยชน์ ตามลำดับ 2. แนวทางการการบริหารแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2ควรดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้1) ด้านการมีส่วนร่วมดำเนินการ 2) ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 3) ด้านการมีส่วนร่วมติดตามประเมินผล และ 4) ด้านการมีส่วนร่วมรับผิดชอบและผลประโยชน

    การบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3

    Get PDF
               บทความนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตาม ตำแหน่งหน้าที่ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะและแนวทางในการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู หรือบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3  จำนวน 341 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงของเนื้อหา เท่ากับ 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติการทดสอบค่าเอฟเทส (F-test) แบบวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ในกรณีที่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยจะทำการวิเคราะห์เป็นรายคู่  โดยวิธีการเปรียบเทียบพหุคูณแบบ LSD            ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการปฏิบัติในการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านงานแนะแนว รองลงมา คือ ด้านงานกิจกรรมนักเรียน ด้านงานปกครองนักเรียน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านงานบริการให้แก่นักเรียน 2) การเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติในการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดโรงเรียน ไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะและแนวทางในการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 พบว่า ควรใส่ใจทุ่มเทมากๆ มีเมตตา ใช้ความสุข ความเมตตาต่อเด็กนักเรียน ทำด้วยความเต็มใจและเท่าเทียม ดูแลนักเรียนโดยอิงกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ควรได้รับ จัดหลักสูตรการแนะแนวที่ตรงกับวัยของนักเรีย

    การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 6 เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร พีระมิด กรวยและทรงกลม ด้วยแอปพลิเคชัน Google classroom สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม

    Get PDF
                บทความการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 6 เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรพีระมิด กรวยและทรงกลม ด้วยแอปพลิเคชัน Google classroom สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองพลพิทยาคมให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 6 เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรพีระมิด กรวยและทรงกลม ด้วยแอปพลิเคชัน Google classroom และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 6 เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรพีระมิด กรวยและทรงกลม ด้วยแอปพลิเคชัน Google classroom สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1)บทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 6 เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรพีระมิด กรวยและทรงกลม  ด้วยแอปพลิเคชัน Google classroom สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายรายข้อ (P) ตั้งแต่ .53ถึง .77 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ .48 ถึง .74 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ .95 และ3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ด้วยแอปพลิเคชัน Google classroom เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test dependent             ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 6 เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรพีระมิด กรวยและทรงกลม ด้วยแอปพลิเคชัน Google classroom สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม มีค่าเท่ากับ 83.87/85.88 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 6 เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรพีระมิด กรวยและทรงกลม ด้วยแอปพลิเคชัน Google classroom สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม หลังเรียนสูงขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 6 เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรพีระมิด กรวยและทรงกลม ด้วยแอปพลิเคชัน Google classroom สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมา

    ความรักของชูชกในพระเวสสันดรชาดกจากมุมมองความรักของพุทธศาสนา

    Get PDF
                บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรักของชูชกในพระเวสสันดรชาดกในมุมมองความรักในพุทธศาสนา ผลการศึกษาพบว่า ความรักของชูชกในพระเวสสันดรชาดกคือความรักที่มีต่อนางอมิตตตาภรรยาสาวของเขา เป็นความต้องการในกามระหว่างหญิงกับชาย มีความใคร่ ความกำหนัดยินดี ที่มีตัณหาตัณหา ความทะยานอยาก เป็นเหตุให้เกิดขึ้น ในพุทธศาสนาถือว่าเป็นความรัก ระดับหยาบ คือความรักในขั้นสัญชาตญาณ ด้วยเหตุผลที่ว่าเพราะ ชูชกและนางอมิตตตาไม่เคยรักกันมาก่อน ที่ได้เป็นสามีภรรยากันเพราะพ่อกับแม่ของนางอมิตตตายกลูกสาวให้เฒ่าชูชกเพื่อให้หนี้เงิน ที่ชูชกฝากไว้นั้นเอ

    ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร 2)เพื่อศึกษาการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา และ 3)เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครู จำนวน 305 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติการถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน             ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา คือด้านการบริหารความเสี่ยง ด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลงด้านการสร้างบรรยากาศแห่งองค์การนวัตกรรมด้านการสร้างแรงจูงใจและด้านการมีความคิดสร้างสรรค์โดยตัวแปรทั้ง 5 ร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ร้อยละ 72.60 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0

    การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1

    Get PDF
               บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา 3) ศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 291 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน            ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด พิจารณารายด้านพบว่า ด้านการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด พิจารณารายด้านพบว่า ด้านความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา คือ ด้านความไว้วางใจด้านการมีส่วนร่วมวางแผนและกำหนดเป้าหมายด้านความผูกพันต่อองค์กรโดยตัวแปรทั้ง 3 ร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 23.20 (R2 = .232) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0

    รูปแบบการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการระเบิดจากภายในท้องถิ่น สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาวิเคราะห์ตัวแปรองค์ประกอบต่างๆ ว่ามีผลต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการระเบิดจากภายในท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 2)เพื่อวิเคราะห์สัมพันธ์เชิงโครงสร้างของตัวแปรองค์ประกอบต่างๆ ว่ามีความสัมพันธ์หรือิทธิพลต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการระเบิดจากภายในท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และ 3)เพื่อพัฒนารูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของตัวแปรองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการระเบิดจากภายในท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาลตำบล สมาชิกสภาเทศบาลตำบล และประชาชนโดยทั่วไป จำนวน 368 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วยเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับตัวแปรตาม วิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันทางสถิติ             ผลการวิจัยพบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันของตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ตัวแปรการนำนโยบายไปปฏิบัติของเทศบาลตำบล สามารถพยากรณ์ความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการระเบิดจากภายในท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) = .899, ตัวแปรเงื่อนไขและปัจจัยที่ส่งผลให้ชุมชนเข็มแข้งที่สามารถพยากรณ์ความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการระเบิดจากภายในท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) = .878, ตัวแปรการบริหารการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลสามารถพยากรณ์ความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการระเบิดจากภายในท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) = .853 และตัวแปรเงื่อนไขและปัจจัยที่ส่งผลให้ชุมชนเข็มแข้ง ตัวแปรการนำนโยบายไปปฏิบัติของเทศบาลตำบล และตัวแปรการบริหารการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบล ทุกตัวแปรสามารถพยากรณ์และอธิบายถึงความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการระเบิดจากภายในท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผลการตรวจสอบเพื่อยืนยันรูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุด้วยโปรแกรมลิสเรล (LISREL) เพื่อตรวจสอบเชิงยืนยันรูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของตัวแปรองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการระเบิดจากภายในท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผลการวิเคราะห์ พบว่า ค่าไค-สแควร์ (χ2) เท่ากับ 123/72.03=1.70 องศาความอิสระ (df)  มีค่าเท่ากับ 54 ค่าความมีนัยสำคัญ (p-value)  มีค่าเท่ากับ 0.05105 และค่า RMSEA เท่ากับ 0.030 ซึ่งแสดงว่ารูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของตัวแปรองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการระเบิดจากภายในท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ตามเกณฑ์ที่เหมาะสม(Fit) ตามเกณฑ์ค่าดัชนีตรวจสอบที่กำหน

    การมีส่วนร่วมแบบบวรของประชาชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

    Get PDF
               บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมแบบบวรของประชาชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 2)เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมแบบบวรของประชาชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 3)เพื่อเสนอแนะการมีส่วนร่วมแบบบวรของประชาชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชาชนที่เป็นหัวหน้าครัวเรือน/ตัวแทนครัวเรือน หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน  375 ครัวเรือน/คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.80-1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t–test (Independent Samples)และ F-test (One-way ANOVA)             ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมแบบบวรของประชาชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่รองลงมา ด้านการเพิ่มรายได้และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการออม 2. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมแบบบวรของประชาชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษาโดยรวมและด้านการลดรายจ่ายแตกต่างกันนอกนั้นไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามอายุและอาชีพ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. การมีส่วนร่วมแบบบวรของประชาชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดที่สำคัญ คือ สมาชิกในครัวเรือนควรลดรายจ่ายและเพิ่มสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต วางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างสม่ำเสมอ ตระหนักเสมอว่าการใช้ทรัพยากรมากเกินไปจะเป็นการไม่ปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อม ปฏิบัติตนเป็นผู้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇