MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดลพบุรี
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 2)เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษากับปัจจัยส่วนบุคคล และ 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้เป็นบุคลากรในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดลพบุรี จำนวน 132 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และ F-test (One Way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1. การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปหาต่ำสุด ได้แก่ ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษา ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองและด้านการติดตามผลการดำเนินงาน 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็น พบว่า บุคลากรในสถานศึกษา ที่มีอายุตำแหน่งและประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ทั้งโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะ มีดังนี้ 1)ควรจัดอบรมการประกันคุณภาพการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ 2)คณะกรรมการสถานศึกษาควรมีส่วนร่วมจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา 3)ควรจัดสรรบุคลากรให้ครบทุกสาระการเรียนรู้และวางแผนปฏิทินแผนงานตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 4)ควรจัดอบรมการสร้างเครื่องมือ การวิเคราะห์ข้อมูลการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา 5)ควรจัดทำเครื่องมือการติดตามผลการดำเนินงานให้ชัดเจนและต่อเนื่อง 6)ควรจัดอบรมวิธีการเขียนรายงานการประเมินตนเอ
การเสริมสร้างพลังอำนาจครูที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาการเสริมสร้างพลังอำนาจครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 2) ศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 3)เพื่อศึกษาการเสริมสร้างพลังอำนาจครูที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครู จำนวน 305 คน เครื่องมือ ที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า 1. การเสริมสร้างพลังอำนาจครู โดยรวมและรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ประกอบด้วย ด้านการมีบรรยากาศในองค์การที่ดี ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการได้รับความเชื่อมั่นในศักยภาพ ด้านการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และด้านการมีอิสระ 2. ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านการวัดผลและประเมินผล ด้านการวางแผนงานด้านวิชาการ ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา ด้านการจัดการเรียนการสอน ส่วนด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอยู่ในระดับมาก 3. การเสริมสร้างพลังอำนาจครูที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ด้านการได้รับความเชื่อมั่นในศักยภาพ ด้านการสร้างแรงจูงใจในการทำงานและด้านการมีอิสระโดยตัวแปรทั้งสามร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาได้ร้อยละ 51.5 
การพัฒนาแนวทางการบริหารงานพัสดุและสินทรัพย์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานพัสดุและสินทรัพย์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 2)เพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารงานพัสดุและสินทรัพย์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้ปฏิบัติงานพัสดุ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด จำนวน 332 คน กลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์ คือ สถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 3 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 3 คน และครูผู้ปฏิบัติงานพัสดุ จำนวน 3 คน รวม 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารงานพัสดุและสินทรัพย์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบแล้ว มีการปฏิบัติและการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และเรียงลำดับค่าความต้องการจำเป็น จากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ การจำหน่ายพัสดุ การควบคุมพัสดุ การบำรุงรักษาพัสดุ การเบิกจ่ายพัสดุ การวางแผนงานพัสดุ และการจัดหาพัสดุ 2. แนวทางการบริหารงานพัสดุและสินทรัพย์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ดประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ 38 ตัวบ่งชี้ และ 55 แนวทาง ผลการประเมินแนวทางการบริหารงานพัสดุและสินทรัพย์ในสถานศึกษาพบว่า โดยรวมแต่ละองค์ประกอบของแนวทางมีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคโรคอุบัติใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคโรคอุบัติใหม่ 2)เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคโรคอุบัติใหม่ จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคโรคอุบัติใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอน จำนวน 181 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวน (F–test)
ผลการวิจัยพบว่า 1)ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคโรคอุบัติใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปหาต่ำสุด ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอนการนิเทศการประเมินผล ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านการประสานงานด้านหลักสูตร และด้านการกำหนดเป้าหมายของโรงเรียน 2)ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคโรคอุบัติใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ยกเว้นด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3)ข้อเสนอแนะเกี่ยวการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคโรคอุบัติใหม่ มีการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน มีส่วนร่วมในการประชุมวางแผนร่วมกับคณะครูส่งเสริมครูผู้สอนให้พัฒนาตนเองให้มีความพร้อม ปรับปรุงรูปแบบการนิเทศและการประเมินผล จัดหาสื่อให้ครูใช้สื่อเทคโนโลยีมากขึ้น ใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีความทันสมัยและหลากหลา
การให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของสำนักงานช่างรังวัดเอกชน ในกำกับกระทรวงมหาดไทย เขตเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของสำนักงานช่างรังวัดเอกชนในกำกับกระทรวงมหาดไทย เขตเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 2)เพื่อเปรียบเทียบบทบาทในการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุ 4 เขตเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และ 3) เพื่อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของสำนักงานช่างรังวัดเอกชนในกำกับกระทรวงมหาดไทย เขตเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนผู้มาใช้บริการของสำนักงานช่างรังวัดเอกชนในกำกับกระทรวงมหาดไทย เขตเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 232 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test และ F-test
ผลการวิจัยพบว่า 1. การให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของสำนักงานช่างรังวัดเอกชนในกำกับกระทรวงมหาดไทย เขตเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก ทั้งสี่ด้าน เรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านอาคารสถานที่ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ด้านการอำนวยความสะดวก และด้านการให้บริการอย่างเท่าเทียม ตามลำดับ 2. ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชน ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประกอบอาชีพ ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนำหลักสังคหวัตถุ 4 ไปใช้ในการให้บริการของสำนักงานช่างรังวัดเอกชนในกำกับกระทรวงมหาดไทย เขตเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ 3. ประชาชนได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนำหลักสังคหวัตถุ 4 ไปใช้ในการให้บริการของสำนักงานช่างรังวัดเอกชนในกำกับกระทรวงมหาดไทย เขตเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เรียงลำดับจากความถี่สูงไปหาต่ำ สามอันดับแรก ได้แก่ ควรมีการนำหลักสังคหวัตถุ 4 ไปใช้ในการบริการเพื่อให้ดำเนินการในขั้นตอนมีความรวดเร็ว มากยิ่งขึ้น ควรมีการนำหลักสังคหวัตถุ 4 ไปใช้ในการบริการเพื่อให้บริการกับทุกคนอย่างเท่าเทียม อยู่เสมอมากยิ่งขึ้น และควรมีการนำหลักสังคหวัตถุ 4 ไปใช้ในการบริการเพื่อให้เจ้าหน้าที่มีน้ำใจ เต็มใจให้บริการมากยิ่งขึ้
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้านศีล 5 อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้านศีล 5 อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 2)เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้านศีล 5 อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้านศีล 5 อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชาชนในหมู่บ้านศีล 5 อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 390 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t–test (Independent Samples) และ F-test (One-way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้านศีล 5 อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี คือ ไม่เสพของมึนเมารองลงมา ด้านอทินนาทานา เวรมณี คือ ไม่เอาของที่เขามิได้ให้และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านปาณาติปาตา เวรมณี คือ ไม่ทำลายชีวิต 2. ผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้านศีล 5 อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดจำแนกตามเพศ โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกันส่วนจำแนกตามอายุ และอาชีพ ด้านปาณาติปาตา เวรมณี คือ ไม่ทำลายชีวิตและด้านกาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี คือ ไม่ประพฤติผิดในกามแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกนั้นไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้านศีล 5 อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดประชาชนควรมีส่วนร่วมในการให้ข้อแนะนำในการรักษาศีล 5 ในชุมช
การเปรียบเทียบเวลาปฏิกิริยาตอบสนองในการเตะขวางลำตัวของนักกีฬาต่อสู้
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพด้านความเร็วของการเตะขวางลำตัวของนักกีฬาต่อสู้ 2)เพื่อหาความสัมพันธ์ของเวลาปฏิกิริยาตอบสนองการเตะขวางลำตัวของนักกีฬาต่อสู้ด้วยเครื่องมือรุ่น RST64 โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ 60 คน อายุ 18-25 ปี แบ่งเป็นนักกีฬาปันจักสีลัตชาย 10 คน หญิง 10 คน เทควันโดชาย 10 หญิง 10 คน มวยไทยชาย 10 คน หญิง 10 คน และวิเคราะห์ความแตกต่างของข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู โดยวิธีของทูกีย์
ผลการวิจัยพบว่า นักกีฬาเทควันโดเพศชายและหญิงมีค่าเฉลี่ยของความเร็วในการเตะขวางลำตัวที่ดีกว่านักกีฬาปันจักสีลัตและนักกีฬามวยไทย ค่าเฉลี่ยของเวลาปฏิกิริยาตอบสนองในนักกีฬาต่อสู้มีระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อทดสอบหาความสัมพันธ์ของเวลาปฏิกิริยาตอบสนองในการเตะขวางลำตัวของนักกีฬาต่อสู้ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของความเร็วในการเตะขวางลำตัวของนักกีฬาปันจักสีลัต เพศชายและหญิงมีความสัมพันธ์กับนักกีฬาเทควันโดและมวยไทยและมีความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วในการเตะขวางลำตัวของนักกีฬาปันจักสีลัตนักกีฬาเทควันโดและมวยไทยอย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับ 0.0
ความสำคัญของการละเล่นมอญซ่อนผ้าในมิติเพลงไทยสำเนียงมอญ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการละเล่นมอญซ่อนผ้าในจังหวัดสุพรรณบุรีและสร้างสรรค์เพลงไทยสำเนียงมอญและระบำประกอบการบรรเลง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยเลือกพื้นที่ในการทำวิจัย คือ 3 ชุมชน ในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มียังคงอนุรักษ์การละเล่นมอญซ่อนผ้า โดยการศึกษาเอกสารและภาคสนาม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเกตและแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สัมภาษณ์ผู้รู้จำนวน 3 คน ผู้ปฏิบัติจำนวน 10 คน บุคคลทั่วไปจำนวน 10 คน และนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์
ผลการวิจัยพบว่า ทำนองเพลงที่ผู้เล่นใช้ประกอบคำร้อง มีเพียงตัวโน้ต 3 ตัว คือ เสียง ฟา (ฟ) เสียงซอล (ซ) และเสียง ลา (ล) โดยทำนองที่ผู้เล่นร้องนั้น เป็นทำนองร้องผสมผสานระหว่างการพูดแบบธรรมดากับการท่องบทอาขยาน จากการศึกษาการละเล่นดังกล่าว จึงได้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์และระบำมอญซ่อนผ้าประกอบการบรรเลง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 ทำนองเพลงมีลักษณะกระชับในอัตราจังหวะชั้นเดียวจากนั้นถอนแนวเพลงเข้าสู่อัตราจังหวะ 2 ชั้นจำนวน 3 ท่อนโดยใช้หน้าทับพิเศษ ส่วนระบำในช่วงที่ 1 อารมณ์ของเพลงและการแสดงจะเน้นถึงความสนุกสนานตามวิถีชาวบ้านช่วงที่ 2 ใช้สำนวนเพลงมอญบางนางเกรงในช่วงหมดทำนอง สองชั้นก่อนเข้าอัตราจังหวะชั้นเดียวโดยท่ารำเลียนแบบการละเล่นและสื่ออารมณ์ถึงความสุข รื่นเริงและความสนุกสนานของผู้แสดงที่กำลังจะเกิดขึ้นช่วงที่ 3 เป็นการบรรเลงในอัตราจังหวะชั้นเดียวจำนวน 5 ท่อนโดยทำนองของเพลงในแต่ละท่อนจะค่อยๆ เร่งอัตราจังหวะทำให้เกิดความกระชับสลับกันไปจนถึงทำนองท่อนสุดท้ายด้วยการลงแบบไม่ถอนทำนองหรือที่เรียกในภาษานักดนตรีไทยว่าการบรรเลงแบบ “ลงขาด”จากนั้นเป็นลูกจบเพลงด้วยลักษณะนิยมของเพลงมอญทั่วไป ลักษณะท่ารำสื่อถึงอารมณ์การผ่อนคลายโดยใช้การแปรแถวในรูปแบบต่างๆ รวมถึงใช้การอวัยวะทางร่างกายในส่วนต่างๆ เป็นตัวสื่ออารมณ์และกลวิธีการเรียงท่า การเชื่อมท่าเพื่อให้ได้สัดส่วนในระดับมาตรฐานของการท่ารำไปพร้อมๆ กับทำนองเพลงที่สร้างสรรค
การประเมินโครงการสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และ การบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง(สถานศึกษาพอเพียง) สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อรายงานผลการประเมินโครงการสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง(สถานศึกษาพอเพียง) สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ 2)เพื่อประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการฯ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งหมด 92 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามการประเมินโครงการ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.93 แบบสอบถามเพื่อประเมินความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร
ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการประเมินโครงการสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง(สถานศึกษาพอเพียง) สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (สถานศึกษาพอเพียง) สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุ