MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ระหว่างก่อนและหลังจัดประสบการณ์ด้วยชุดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืชของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาล 3/1 โรงเรียนพิชญวิทย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 24 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดประสบการณ์ด้วยเกมการศึกษาจากเมล็ดพืชชั้นอนุบาล 3 จำนวน 16 แผน 2) แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับชั้นอนุบาล 3 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ
ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืชมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.72/84.38 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลังการจัดประสบการณ์ด้วยเกมการศึกษาจากเมล็ดพืชสูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์เกมการศึกษาจากเมล็ดพืช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช ของเด็กปฐมวัย มีค่าเท่ากับ 0.7074 คิดเป็นร้อยละ 70.74  
คุณภาพการให้บริการของธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอเมืองสมุทรสาครจังหวัดสมุทรสาคร
การวิจัยเรื่องคุณภาพการให้บริการของธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอเมือง สมุทรสาคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการของธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอเมือง สมุทรสาคร 2)เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอเมือง สมุทรสาคร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการ จำนวนทั้งสิ้น 400 ราย และเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามในรูปแบบมาตราส่วน 5 ระดับ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ความแปรปรวนจำแนกทางเดียว (One-Way ANOVA)
ผลการศึกษาพบว่า 1)ปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ผู้ใช้บริการสถานบริการ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 26–45 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี มีสถานภาพสมรส และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 100,001–150,000 บาท 2)ระดับคุณภาพการให้บริการของธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอเมือง สมุทรสาคร ภาพรวมอยู่ในระดับที่ดี ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ ด้านความน่าเชื่อถือไว้วางใจได้ ด้านการตอบสนองต่อลูกค้า ด้านการให้ความเชื่อมั่นต่อลูกค้า และด้านการรู้จักและเข้าใจลูกค้าและ 3)ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ในด้านเพศ อายุ สถานภาพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีความคิดเห็นแตกต่างต่อคุณภาพการให้บริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ ระดับการศึกษา ไม่มีความคิดเห็นแตกต่างต่อคุณภาพการให้บริการ สถานบริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการใช้บริการคุณภาพของธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจรในอำเภอเมืองสมุทรสาค
การประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชน ของสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนของสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 2)เพื่อเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนของสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตาม อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ 3)เพื่อเสนอแนะการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนของสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างได้แก่สมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด หมู่บ้านละ 1 คน จำนวน 396 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.80-1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t–test(Independent Samples)และ F-test (One-way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนของสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านมุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข รองลงมา ด้านอุเบกขา : ความวางใจเป็นกลาง ด้านเมตตา : ความรักความปรารถนาดี และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านกรุณา : ความสงสารคิดช่วยให้เขาพ้นทุกข์ 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อระดับการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนของสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3. การประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนของสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดที่สำคัญ คือควรมีสติในการรับรู้ความคิดความรู้สึกอย่างเป็นปัจจุบัน ควบคุมอารมณ์และการแสดงออกให้เป็นปกติ ให้ความช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอและด้อยโอกาสเมื่อมีโอกาส แสดงความดีใจกับคนที่ได้ดีให้อภัยกับคนที่ทำผิดและชื่นชมผู้ทำความดีเพื่อเป็นแรงผลักดันให้ทำดีต่อไป ไม่นำเรื่องของผู้อื่นมาคิดมานินท
การเสริมพลังอำนาจกับการจัดบริการสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
การศึกษาการเสริมพลังอำนาจกับการจัดบริการสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พบว่า ตัวแปรองค์ประกอบของพลังอำนาจชุมชนและพลังอำนาจองค์การ ซึ่งทุกตัวแปรองค์ประกอบที่ผู้วิจัยได้ศึกษาและพัฒนาขึ้นสามารถร่วมกันอธิบายผลการจัดบริการสาธารณสุขของประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง ส่วนการวิเคราะห์รูปแบบความสัมพันธ์เพื่อตรวจสอบรูปแบบตามสมมติฐานสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่ามีความสอดคล้องกลมกลืนกันตามสมมติฐานการวิจัย เป็นไปตามเกณฑ์ค่าดัชนีที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถร่วมกันอธิบายตัวแปรการบริการสาธารณสุข โดยมีตัวแปรพลังอำนาจชุมชนและตัวแปรพลังอำนาจองค์การเป็นตัวแปรเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการจัดบริการสาธารณสุขของประเทศไทย ผลจากการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแนวทางการบริการสาธารณสุขของประเทศไทยที่เหมาะสม ควรให้มีการดำเนินกิจกรรมให้สอดรับกับวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงระบบบริการของรัฐและการจัดบริการสาธารณสุขได้ด้วยตนเอง เปิดกว้างต่อสาธารณะให้องค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน เข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการตามศักยภาพของแต่ละองค์การเพื่อรองรับแนวนโยบายใหม่ๆ ให้มีความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้มาตรฐานมาให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องมีแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการเข้ามีส่วนร่วมทุกภาคส่วนในแบบพหุภาคี ภายใต้ระบบเครือข่าย การบริการสาธารณสุขทั้งในระดับพื้นที่และนอกพื้นที่เชื่อมโยงกับระดับชาติและนานาชาต
การเลือกรูปแบบวิจัยเชิงผสมผสานวิธีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย
บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอรูปแบบวิจัยเชิงผสมผสานวิธีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย เนื่องจากความสลับซับซ้อนของปัญหาในการวิจัยที่ใช้รูปแบบเดิม อาจจะไม่สามารถตอบคำถามงานวิจัยได้อย่างครอบคลุม ครบถ้วนและตรงประเด็นส่งผลให้มีการพัฒนารูปแบบและเทคนิควิธีการวิจัยในหลายรูปแบบซึ่งการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเพียงแบบเดียวอาจไม่สามารถตอบปัญหาการวิจัยได้อย่างครบถ้วนการใช้วิธีวิทยาทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพร่วมกันในการดำเนินการวิจัยเพื่อช่วยให้หาคำตอบของการวิจัยได้อย่างคลอบคลุมและชัดเจนซึ่งแบบการวิจัยมีหลากหลายแบบให้นักวิจัยเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัยทั้งนี้แบบแผนของวิจัยเชิงผสมผสานวิธีนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยและการพัฒนาการเรียนการสอนได
ความไว้วางใจและสัมพันธภาพในองค์กรส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของบุคลากร สำนักการจราจรและขนส่งกรุงเทพมหานคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความไว้วางใจของบุคลากรสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรและการทำงานเป็นทีมของสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาสัมพันธภาพของบุคลากรสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร 3) เพื่อศึกษาการทำงานเป็นทีมในการทำงานของบุคลากรสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร และ 4) เพื่อศึกษาอิทธิพลของความไว้วางใจ และสัมพันธภาพในองค์กรต่อการทำงานเป็นทีมของบุคลากรสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร วิธีการดำเนินวิจัยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ข้าราชการและบุคลากรของสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร จำนวน 160 คน โดยเครื่องมือในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความน่าเชื่อถือมากกว่า 0.8 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การแจกแจงค่าความถี่ ค่าร้อยละ คำนวนค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรสำนักการจราจรและขนส่งกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 31 – 40 ปี ซึ่งเป็นข้าราชการ และมีประสบการณ์ทำงาน 11 – 20 ปี ปัจจัยความไว้วางใจในองค์กรและสัมพันธภาพในองค์กรสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรของการทำงานเป็นทีมของบุคลากรสำนักการจราจรและขนส่งกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยปัจจัยสัมพันธภาพในองค์กรมีผลต่อการทำนายความเปลี่ยนแปลงการทำงานเป็นทีมของบุคลากรสำนักการจราจรและขนส่งกรุงเทพมหานคร (Beta = 0.749
การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษา อายุ และอาชีพ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ คณะกรรมการสถานศึกษา รวมจำนวน 99 รูป/คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน5 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 และแบบสัมภาษณ์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานได้แก่ค่า t-test และ F-tests และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ ด้านการส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ ด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ด้านการแนะแนวการศึกษา ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา และด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ตามลำดับ 2) การเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษา และ อายุ ไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามอาชีพด้านการพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา โรงเรียนควรเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมี่ส่วนร่วมในการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้ บรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่วางไว้ 2) ด้านการวัดผลประเมินผลและดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน
โรงเรียนควรประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน 3) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ โรงเรียนควรรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมให้คณะกรรมการสถานศึกษาทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ 4) ด้านการแนะแนวการศึกษา โรงเรียนควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการแนะนำการศึกษาต่อ 5) ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนควรเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจให้ผู้รับบริการทางการศึกษา 6) ด้านการส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ โรงเรียนควรส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชนและสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ 7) ด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น โรงเรียนควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษ
สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน 4) เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 28 คน ครู จำนวน 299 คน รวมทั้งสิ้น 327 คน เครื่องมือในการวิจัยและประมวลผลข้อมูล ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาเท่ากับ 0.98 และประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการเท่ากับ 0.97
ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านบุคลิกภาพ ด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ตามลำดับ 2. ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และด้านการวัดผลและประเมินผล 2) ด้านการนิเทศการศึกษา 3) ด้านการพัฒนาหลักสูตร และ 4) ด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตามลำดับ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงมาก (rxy= .904) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 มีทั้งหมด 5 ตัวแปร เรียงตามลำดับความความสำคัญ ดังนี้ ด้านการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ (X7) ด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (X6) ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ (X8) ด้านการทำงานเป็นทีม (X4) ด้านบุคลิกภาพ (X5) และด้านการพัฒนาตนเอง (X1) ซึ่งตัวแปรชุดนี้ร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 ได้ร้อยละ 87.
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดภาวะผู้นําเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำนวน 333 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วน แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ด้าน และตัวชี้วัดได้แก่ 1) องค์ประกอบด้านการมีวิสัยทัศน์มี 4 ตัวชี้วัด 2)องค์ประกอบด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล มี 4 ตัวชี้วัด 3) องค์ประกอบด้านการมีความยืดหยุ่นและปรับตัวมี 4 ตัวชี้วัด 4) องค์ประกอบด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ มี 4 ตัวชี้วัดและ 5) องค์ประกอบด้านการทำงานเป็นทีม มี 5 ตัวชี้วัดรวม 21 ตัวชี้วัด ซึ่งมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ส่วนความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การทำงานเป็นทีม การมีความยืดหยุ่นและปรับตัว การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล การมีความคิดสร้างสรรค์ การมีวิสัยทัศน์ 3. โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ประกอบด้วย1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหาสาระ 4) วิธีการพัฒนา 5) การวัดและประเมินผล เนื้อหาสาระประกอบด้วย 5 Module ได้แก่ Module 1 การทำงานเป็นทีม Module 2 การมีความยืดหยุ่นและปรับตัว Module 3 การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล Module 4 การมีความคิดสร้างสรรค์ และ Module 5 การมีวิสัยทัศน์ ซึ่งผลการประเมินโปรแกรมโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ
ภาวะผู้นำสถานศึกษาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
ภาวะผู้นำสถานศึกษาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมีความสัมพันธ์กันระหว่างผู้นำ กับสถานศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าขับเคลื่อนสถานศึกษาให้เจริญก้าวหน้า มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน บรรลุผลสำเร็จ ตามเป้าหมาย โดยใช้ภาวะผู้นำที่มีอยู่ในตัวจูงใจให้บุคลากรในถานศึกษาทำงานตามวัตถุประสงค์ สามารถกำหนดพฤติกรรมการทำงานของบุคคลทำงานประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ภาวะผู้นำจึงมีความสำคัญต่อตัวผู้นำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติการและอำนวยการเพื่อให้การบริหารจัดการบรรลุเป้าหมายตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง อันจะไปสู่เป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดคือ ผู้เรียนเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยื