MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอนต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ จำนวน 196 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่/ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการตรวจสอบสมมติฐาน ค่า t-test และค่า F-test (One-way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ อยู่ในระดับ มากที่สุด เรียงลำดับจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดดังนี้ คือ หลักการกระจายอำนาจ มีค่ามากที่สุด รองลงมาคือ หลักภาระรับผิดชอบ หลักประสิทธิภาพ หลักนิติธรรม หลักการตอบสนอง หลักประสิทธิผลหลักความโปร่งใสหลักการมีส่วนร่วมหลักมุ่งเน้นฉันทามติหลักความเสมอภาค 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอนต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์จำแนกตามเพศระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน ซึ่งไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ การบริหารสถานศึกษาควรมีการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน สถานศึกษาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเคารพและปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อความสงบสุขของส่วนรวม มีการกระจายบทบาท และหน้าที่ที่รับผิดชอบมีการปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่และผลที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที
การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ เรื่อง สัญญะความดีงามในวัตถุ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาเกี่ยวกับสัญญะความดีงามในวัตถุ สิ่งของ เครื่องใช้ ที่สื่อถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่มีประสบการณ์อันมีชีวิตที่บันทึกในวัตถุ 2)เพื่อสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ด้านจิตรกรรมรูปแบบกึ่งนามธรรม แสดงผ่าน สี แสง เงา น้ำหนัก รูปทรง ด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ มีแรงบันดาลใจเบื้องต้นจากวัตถุสิ่งของ เครื่องครัวของบ้านที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีการรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ข้อมูลภาคเอกสารสัจจะวัตถุ กับ พ่อแม่คือพระในบ้าน ข้อมูลแนวคิดทฤษฏีศิลป์ด้านศิลปะที่เกี่ยวข้องและอิทธิพลจากผลงานศิลปกรรม เพื่อเป็นฐานข้อมูลประกอบการค้นหานำมาวิเคราะห์ แนวเรื่อง รูปแบบ และเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ผลงาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. ด้านเนื้อหาสัญญะความดีงามในวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ ที่สื่อถึงบุคคล ผู้เป็นเจ้าของที่มีประสบการณ์อันมีชีวิตที่บันทึกอยู่ในวัตถุ จากวัตถุเครื่องครัวของบ้านที่ประกอบอาชีพค้าขายอาหาร วัตถุสิ่งของยังมีความหมายเป็นสัญญะจากร่องรอยความดีงามของชีวิตบนพื้นผิวของวัตถุ คราบร่องรอยที่บันทึก ความมุมานะ ความอดทนในชีวิต จากการประกอบอาชีพเพื่อดูแลคนในครอบครัวอย่างเสียสละ 2. เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมแบบรูปกึ่งนามธรรม โดยใช้วิธีเขียนภาพแบบเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ ที่สื่อตรงออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่บริสุทธิ์ กับเทคนิคการระบายสีแบบตวัดทับซ้อน ขูดขีด ปาดป้ายสี สีประสานกันอย่างฉับพลัน จังหวะพู่กันและปริมาณสีเกิดร่องรอยความหนานูนเป็นพื้นผิวของวัตถุ โดยใช้กลุ่มโทนสีเหลืองทอง คล้ายแสงของเทียนช่วยสร้างแสงเกิดความเงางามระยิบระยับ ทรงคุณค่า ให้ความรู้สึกถึงในสิ่งที่บุพการีได้กระทำ มีคุณค่าดั่งแสงสว่างสื่อถึงพระในบ้านที่คอยชี้นำสิ่งดีงาม สามารถมีความสอดคล้องซึ่งกันและกันของแนวคิดและวิธีการสื่อได้ถึง สัญญะความดีงามในวัตถุ แสดงให้เห็นถึงเอกภาพที่กลมกลืนของผลงานสร้างสรรค์มีความสมบูรณ์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
 
คุณลักษณะทางความหมายของการซ้อนคำในศิลาจารึกอีสาน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะทางความหมายของการซ้อนคำในศิลาจารึกอีสาน ข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัยนี้ศึกษาจากหลักฐานโบราณอีสาน คือ ศิลาจารึก และจารึกที่ฐานพระพุทธรูปที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ที่จารึกด้วยอักษรอีสานโบราณ โดยธวัช ปุณโณทก ได้ปริวรรตและบันทึกไว้ในหนังสือศิลาจารึกอีสานเป็นภาษาไทย จำนวน 76 หลัก โดยใช้แนวคิดทางภาษาศาสตร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะทางความหมายของการซ้อนคำในศิลาจารึกอีสาน พบ 2 ลักษณะ คือ 1) ความหมายของคำที่นำมาประกอบใช้ร่วมกัน ประกอบไปด้วย ความหมายเหมือนกัน คล้ายคลึงกัน และความหมายประเภทเดียวกัน 2) ความหมายที่ประกอบใช้ร่วมกันแล้วเกิดเป็นความหมายในมิติใหม่ ประกอบไปด้วย ความหมายระบุเฉพาะ ความหมายโดยรวมที่กล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และความหมายเชิงอุปลักษณ
การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนกู่ทองพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารโรงเรียนกู่ทองพิทยาคม 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการบริหารโรงเรียนกู่ทองพิทยาคม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 52 คน และครู จำนวน 274 คน รวมทั้งหมด 326 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ ตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แบบสอบถามสำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นแบบตรวจเช็ครายการ 2) แบบสอบถามปลายเปิด และ 3) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล วิเคราะห์ความสอดคล้องของโมเดลการวัดกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในโมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยัน (confirmatory factor analytic model) ได้แก่ ค่าไคสแควร์, ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ ,ค่ารากที่สองของค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสองของการประมาณค่า) และค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้อง การวิเคราะห์หาค่าดัชนีสำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNImodified)
ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารโรงเรียนกู่ทองพิทยาคม ประกอบด้วยโมเดลการวัดองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ มีค่าเท่ากับ 38.745, RMSEA มีค่าเท่ากับ 0.036, AGFI มีค่าเท่ากับ 0.971 และ SRMR มีค่าเท่ากับ 0.013 ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินความสอดคล้อง การวิเคราะห์คุณภาพของตัวบ่งชี้ พบว่า มีพิสัยของค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (l) อยู่ระหว่าง 0.777 ถึง 0.829 (ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 0.500) และการวิเคราะห์คุณภาพของโมเดลการวัดในระดับองค์ประกอบแฝง มีค่าเฉลี่ยของความแปรปรวนที่สกัด (Average variance extracted: ρV) มีค่าเท่ากับ 0.6893 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 0.500 และมีค่าความเชื่อมั่นขององค์ประกอบ (Construct reliability: ρc) มีค่าเท่ากับ 0.9567 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 0.600 2) การวิเคราะห์ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNImodified) สภาพปัจจุบันในการบริหารสถานศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุ
การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษโดยใช้เพลงภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยใช้เพลงภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด คณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 13 รูป/คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจงกับนักเรียนที่เรียนวิชา ทักษะการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบแผนการทดลองที่ใช้เป็นแบบฝึกก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบทดสอบความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษก่อนและหลังการทดลอง แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมิน และเกณฑ์การประเมินความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษ แบบบันทึกหลังการเรียนของนักเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อแผนการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล และค่าอำนาจจำแนกรายข้อ
ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้การการพัฒนาทักษะฟังภาษาอังกฤษโดยใช้เพลงภาษาอังกฤษ ที่ผลิตขึ้นมีประสิทธิภาพมีค่าเท่ากับ 82.72/83.06 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษโดยใช้เพลงภาษาอังกฤษ มีค่าเท่ากับ 0.5796 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียน คิดเป็นร้อยละ 57.96 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่อง การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยใช้เพลงภาษาอังกฤษมีค่าคะแนนทดสอบหลังเรียน สูงกว่าค่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนคิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 23.33 4. นักเรียนมีความพึงพอใจในแผนการจัดการเรียนรู้การการพัฒนาทักษะฟังภาษาอังกฤษโดยใช้เพลงภาษาอังกฤษ อยู่ในระดับมีคุณภาพและความเหมาะสมมา
ประสิทธิภาพการดำเนินงานตามมาตรการ WORK FROM HOME (WFH) ในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงานตามมาตรการ Work From Home (WFH) ในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 2)เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงานตามมาตรการ Work From Home (WFH) ในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพอาชีพ และประสบการณ์ทำงาน 3)เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรการ Work From Home ในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 255 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานตามมาตรการ Work From Home ในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมและรายด้านมีค่าความต้องการเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยภาพของบุคลากร 1)การทำงานที่บ้านส่งผลดีในการปฏิบัติงานเชิงคุณภาพ 2)ผู้ปฏิบัติงานได้ทำงานอย่างอิสระไม่อยู่ในข้อจำกัดของเวลาการทำงานในเวลาราชการ 3)สร้างความพึงพอใจในการปฏิบัติงานให้กับบุคลากร 4)ประหยัดค่าใช้จ่ายประหยัดเวลา ประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทาง 5)สร้างความอบอุ่นให้กับครอบครัว และ 6)ปลอดภัยจากความเสี่ยงต่อการติดโรคไวรัส COVID-19 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงานตามมาตรการ Work From Home ในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น จำแนกตามเพศ โดยภาพรวมและรายด้านบุคลากร มีความต้องการไม่แตกต่างกันทั้ง 3 ด้าน และจำแนกตามอายุ ระดับการศึกษาตามสถานภาพอาชีพ และ จำแนกตามประสบการณ์ทำงานโดยภาพรวมและรายด้านบุคลากรของมีความต้องการปฏิบัติงานตามมาตรการ Work From Home (WFH.) ในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้ง 3 ด้าน 3. ผลการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรการ Work From Home ในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19จำนวน 3 ด้าน โดยบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ได้เสนอแนวทางพัฒนา ดังนี้ 1)ด้านความต้องการดำรงอยู่ควรมีมาตรการเพิ่มการดูแลด้านสาธารณสุขแก่พนักงานในยามปกติและในช่วงแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เพื่อให้เป็นสวัสดิการแก่พนักงาน 2)ด้านความต้องการความสัมพันธ์กับคนอื่นรัฐควรพิจารณาใช้มาตรการทำงานให้พนักงานของรัฐใช้เวลาในการปฏิบัติทำงาน Work From Home ตามความเหมาะสม และมีมาตรการควบคุมเวลาการทำงาน Work From Home ให้กับพนักงาน โดยกำหนดให้มีเครื่องมือสื่อสาร ติดต่อประสานงาน และมีการรายงานอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้การทำงานของบุคลากรมีประสิทธิภาพมากที่สุด และ 3)ด้านความต้องการความก้าวหน้ารัฐควรคำนึงถึงเงินค่าตอบแทน ให้แก่พนักงานที่ไม่ใช่ ข้าราชการ ซึ่งเมื่อมีการทำงาน Work From Home ที่บ้าน นั่นคือไม่มีรายได้ ไม่มีเงินตอบแทนให้จะทำให้ครอบครัวเดือดร้อ
การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานตามมาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ การดำเนินของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครราชสีมา 2)เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานตามมาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครราชสีมา การดำเนินการวิจัยมี 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ การดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้อำนวยการกองการศึกษา นักวิชาการศึกษาและครูหรือผู้ดูแลเด็ก จำนวน 128 คน จากประชาการจำนวน 184 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทางการดำเนินงานตามมาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีวิธีการปฏิบัติที่ดี (Best Practices) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานตามมาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า มาตรฐานวิชาการและการจัดกิจกรรมตามหลักสูตรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดและอยู่ในระดับมากสภาพที่พึ่งประสงค์ของการดำเนินงานตามมาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พบว่า มาตรฐานอาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดและอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนดัชนีความต้องการจำเป็น เรียงลำดับมาตรฐานจากมากไปน้อย ดังนี้ มาตรฐานอาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยมาตรฐานวิชาการและการจัดกิจกรรมตามหลักสูตรมาตรฐานการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนมาตรฐานบุคลากรมาตรฐานการส่งเสริมเครือข่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย และ มาตรฐานการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 2. การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานตามมาตรฐาน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา มี องค์ประกอบ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1)แนวคิดและหลักการ 2)วัตถุประสงค์ 3)วิธีการดำเนินการ ซึ่งวิธีการดำเนินการจำแนกตามาตรฐาน ได้แก่ 3.1) มาตรฐานการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มี 1 ตัวบ่งชี้ 7 แนวทาง 3.2) มาตรฐานบุคลากร มี 1 ตัวบ่งชี้ 13 แนวทาง 3.3) มาตรฐานอาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย มี 1 ตัวบ่งชี้ 10 แนวทาง 3.4) มาตรฐานวิชาการและการจัดกิจกรรมตามหลักสูตรมี 1 ตัวบ่งชี้ 7 แนวทาง 3.5)มาตรฐานการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน มี 1 ตัวบ่งชี้ 8 แนวทาง 3.6) มาตรฐานการส่งเสริมเครือข่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย มี 1 ตัวบ่งชี้ 7 แนวทาง และ 4)เงื่อนไขและความสำเร็จ ส่วนผลการประเมินแนวทาง พบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ
การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟของฟังก์ชันกำลังสอง ด้วยวิธีสอน GPAS5 Steps ร่วมกับเทคนิค KWDLที่ ส่งเสริมความสามารถในการสื่อสาร ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟของฟังก์ชันกำลังสอง 2) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟของฟังก์ชันกำลังสอง ด้วยวิธีสอน GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค KWDL ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 3) ทดลองใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟของฟังก์ชันกำลังสอง ด้วยวิธีสอน GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค KWDL ที่ส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 4) ประเมินผลการใช้และปรับปรุงแก้ไขแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟของฟังก์ชันกำลังสอง ด้วยวิธีสอน GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค KWDL ที่ส่งเสริมความสามารถในสื่อสารทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ 2) แบบสอบถาม 3) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5Steps ร่วมกับเทคนิค KWDL 5) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6) แบบทดสอบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ และ 7) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟของฟังก์ชันกำลังสอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าดัชนีความสอดคล้อง การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการพัฒนาในการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เห็นสมควรให้มีการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟของฟังก์ชันกำลังสอง ด้วยวิธีสอน GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค KWDL ที่ส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. คุณภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เท่ากับ 76.33/76.40 เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 3. ผลการทดลองใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟของฟังก์ชันกำลังสอง ด้วยวิธีสอน GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค KWDL ที่ส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.5428 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 54.28 และร้อยละของจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป เท่ากับ ร้อยละ 90.19 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 4. ผลการประเมินผลการใช้และปรับปรุงแก้ไขแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟของฟังก์ชันกำลังสอง ด้วยวิธีสอน GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค KWDL ที่ส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟของฟังก์ชันกำลังสอง โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมา
การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มพระธาตุอุปมุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา 2)เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็น การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มพระธาตุอุปมุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาพระธาตุอุปมุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำนวน 10 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 95 คน และมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐานหารวิจัยด้วยค่า t-test และ F-test
ผลการวิจัยพบว่า 1)การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มพระธาตุอุปมุงสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 พบว่า ความคิดเห็นของการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มพระธาตุอุปมุงสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2)การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มพระธาตุอุปมุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมและรายด้าน จำแนกตามอายุโดยรวมไม่แตกต่างกัน สำหรับรายด้านปรากฏว่า ด้านการคัดกรองนักเรียน และด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มพระธาตุอุปมุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมและรายด้าน จำแนกตามประสบการณ์ทำงานโดยรวมไม่แตกต่างกัน ในทุกด้านการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มพระธาตุอุปมุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมและรายด้าน จำแนกตามระดับการศึกษาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกด้าน 3)ข้อเสนอแนะการการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มพระธาตุอุปมุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 มีดังนี้ มีการสังเกตสัมภาษณ์ สอบถาม บันทึกพฤติกรรมนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ คัดกรองตามความจริงเพื่อประสิทธิภาพในการคัดกรองส่งเสริมนักเรียนตามความต้องการและความสามารถของแต่ละคนมีการร่วมมือกับผู้ปกครองและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการสอดส่องดูแล และแก้ไขปัญหาร่วมกันมีความร่วมมือกันในทุกภาคส่วน ในลักษณะองค์กรวิชาชี
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น
บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาโครงสร้างปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น 2)เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ เชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น 3)เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรง ทางอ้อมและอิทธิพลรวมของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างที่ได้แก่ ผู้บริหาร และครูผู้สอน จำนวนทั้งสิ้น 480 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพลโดยใช้โปรแกรม AMOS
ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาโมเดลโครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ เชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดขอนแก่นประกอบด้วย มีตัวแปรสังเกตได้รวม 18 ตัวแปร ตัวแปรแฝง รวม 5 ตัวแปรรวมตัวแปรทั้งสิ้น 23 ตัวแปร 2. การตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ เชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏว่า มีค่าความน่าจะเป็น(p-value) เท่ากับ .126 ไค–สแควร์หารด้วยองค์ศาอิสระ(1.168) ดัชนีรากกำลังสองเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อน(RMSEA = 0.019) ดัชนีวัดระดับความสอดคล้องกลมกลืน(GFI) และดัชนีวัดระดับความสอดคล้องกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว(AGFI) (GFI=0.977, AGFI=0.954) 3. ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงต่อภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ คือ การเป็นแบบอย่างที่ดี ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางอ้อม คือบรรยากาศองค์การและปัจจัยที่มีอิทธิพลรวม คือ การเป็นแบบอย่างที่ดี ความคิดสร้างสรรค์การสื่อสา