MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
รูปทรงแห่งความเป็นแม่
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปทรงแห่งความเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิต ความเป็นผู้นำของครอบครัว การตระหนักถึงความหมายยิ่งใหญ่ของแม่ผู้ให้กำเนิดเพื่อสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสร้างสรรค์ผลงานสื่อผสม ด้วยวิธีการถักไหมพรมแสดงออกผ่านรูปทรงโดยใช้รูปทรงของความเป็นแม่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักความผูกพันของแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิต มีวิธีการดำเนินการสร้างสรรค์โดยการรวบรวมข้อมูลจากสภาพแวดล้อมได้แก่ เรื่องราวความประทับใจ ความผูกพันระหว่างแม่และลูกที่อบอุ่น และศึกษาเอกสารเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายเพื่อนำมาใช้ในการออกแบบรูปทรง และอิทธิพลจากผลงานศิลปกรรมของ ลูกปลิว จันทร์พุดซา ด้านรูปทรง และเนื้อหาผลงานที่แสดงออกถึงเรื่องความรักของแม่ที่มีต่อลูก วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความชัดเจนของแนวเรื่อง สายสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก ลักษณะผลงานได้ให้อิทธิพลด้านรูปทรง การใช้อวัยวะเช่น กระดูกเชิงกราน มานำเสนอเป็นภาพตัวแทนของแม่ รูปทรงแห่งคามเป็นแม่ ที่มีคุณค่าความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์เป็นผลงานที่มีลักษณะเฉพาะตน
ผลการศึกษาพบว่า 1) ความรักความผูกพันของแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิต ความเป็นผู้นำของครอบครัว การตระหนักถึงความหมายยิ่งใหญ่ของแม่ผู้ให้กำเนิด แสดงถึงแม่ซึ่งเป็นบุคคลอันดับแรกที่เป็นผู้ให้กำเนิด ผูกพันใกล้ชิด เลี้ยงดู ดูแล และเป็นแบบอย่างที่ดี 2) การสร้างสรรค์สื่อผสมด้วยวิธีการ ถักไหมพรมเส้นสายของการถักทอเสมือนเส้นสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก ตามรูปทรงของความเป็นแม่ที่มีการกำหนดไว้ โดยได้รับแรงบันใจจากโครงสร้างร่างกาย โดยใช้ลวดลายดอกไม้รูปทรงสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของความรักความห่วงใย ความผูกพันที่แม่มีต่อลูก พบว่าผลงานสร้างสรรค์สอดคล้องกับแนวความคิด สื่อถึงความสะเทือนด้านอารมณ์ของการเจ็บปวด การเสียสละของบุคคลที่เป็นแม่บ่งบอกถึงการให้กำเนิดเป็นอีกอย่างหนึ่งของความพิเศษที่น่าสนใจที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสตรีเพศ โดยควบคู่ไปกับแนวความคิด และเทคนิคในการทำงานให้ตอบสนองแนวคิดที่นำเสนอ ซึ่งการพัฒนาผลงานสร้างสรรค์มีความสมบูรณ์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 
การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพี่อศึกษาระดับการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 2)เพื่อศึกษาประสิทธิผลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 3)เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างได้แก่บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 141 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวม อยู่ในระดับปานกลางเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักภาระรับผิดชอบ หลักการมีส่วนร่วม หลักความคุ้มค่า หลักคุณธรรม และหลักความโปร่งใส ตามลำดับ 2. ประสิทธิผลการบริหารงานของผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวม อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำ ได้แก่ ด้านการบริหารงานองค์กรด้านการบริหารงานงบประมาณด้านการบริหารงานบุคลากรและด้านการบริหารงานบริการสาธารณะตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์กันในระดับต่ำ(rxy = 0.274
การสร้างและพัฒนาคู่มือพัฒนาจิตเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมอันพึงประสงค์ของคนในครอบครัวตามแนวพุทธศาสนา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพการจัดกิจกรรมพัฒนาจิต 2)เพื่อสร้างและพัฒนาคู่มือปฏิบัติกิจกรรมการพัฒนาจิต 3)เพื่อศึกษาผลการพัฒนาจิตและเพื่อศึกษาผลการประเมินคู่มือปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาจิตเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมอันพึงประสงค์ของคนในครอบครัวตามแนวพุทธศาสนา วิธีดำเนินการวิจัยขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการดำเนินการด้านการพัฒนาจิต ขั้นตอนที่ 2 สร้างและพัฒนาคู่มือกิจกรรมพัฒนาจิต ด้วยการประยุกต์ใช้หลักธรรมอริยสัจสี่ ขั้นตอนที่ 3 ทดลองดำเนินการพัฒนาจิต และขั้นตอนที่ 4 ประเมินการดำเนินการพัฒนาจิตตามรูปแบบมาตรฐานการประเมิน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาการสร้างและพัฒนาคู่มือ จำนวน 329 ครอบครัว ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 15 รูป/คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดกิจกรรมพัฒนาจิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. ผลการดำเนินการทดลองคู่มือปฏิบัติกิจกรรมการพัฒนาจิต โดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมอริยสัจสี่กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครอบครัวในชุมชน ผู้เข้าอบรมมีคะแนนเฉลี่ยก่อนการอบรม เท่ากับ 19.11 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.49 คะแนน เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 63.70 ระหว่างการอบรมมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 51.50 ส่วนเบี่ยงเยนมาตรฐานเท่ากับ 3.20 คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 85.83 หลังการอบรม มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 25.67 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.53 คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 85.56 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบก่อนการอบรมและหลังการอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐาน และคู่มือปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาจิตที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ เท่ากับ 85.83/85.56 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.602 แสดงให้เห็นว่าคู่มือกิจกรรมพัฒนาจิต ส่งผลให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.602 หรือเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 60.20 ของคะแนนสูงสุดที่สามารถจะเพิ่มได้ ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อการจัดอบรม โดยใช้คู่มือกิจกรรมพัฒนาจิต โดยรวมอยู่ระดับพึงพอใจมากที่สุด การนิเทศติดตามผลการนำความรู้และทักษะด้านการพัฒนาจิตด้วยการประยุกต์ใช้หลักธรรมอริยสัจสี่ไปใช้กับครอบครัวในชุมชน โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 3. การประเมินคู่มือปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาจิต โดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมอริยสัจสี่ตามมาตรฐานการประเมิน โดยรวมมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุ
125 ปีการปกครองท้องถิ่นไทย (พ.ศ.2440-2565): พัฒนาการและเงื่อนไขทางการเมืองของรัฐไทย
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการอธิบายพัฒนาการของการปกครองท้องถิ่นไทยโดยจำแนกออกเป็น 3 ยุคด้วยกัน คือ (1)ยุคเริ่มต้น (พ.ศ.2435-2475) (2)ยุครัฐราชการ(พ.ศ.2475-2540) เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จนถึง พ.ศ.2540 (3)ยุคเปลี่ยนผ่าน(พ.ศ.2540-ปัจจุบัน) โดยพัฒนาการด้านการปกครองท้องถิ่นไทยตลอดระยะเวลา 125 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงที่มีมาในแต่ละยุคของการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยทุกครั้งมักจะเกิดขึ้นจากความคิดริเริ่มของชนชั้นนำในสังคมไทยการเปลี่ยนแปลงจึงมักที่เกิดขึ้นจากบนสู่ล่าง (Top-Down Approach) และมีเงื่อนไขทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแทบทุกครั้งแม้แต่การปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันก็พบว่าการเมืองในระดับชาติเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างๆ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามนโยบายเป็นเพียงการแบ่งอำนาจในการปกครองเท่านั้นยังขาดการกระจายอำนาจโดยเฉพาะด้านการคลัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญตามหลักการกระจายอำนาจอย่างแท้จริ
การพัฒนาแนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษา สังกัดเทศบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ ของการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษา สังกัดเทศบาลภาตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 64 คน และครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจำนวน 86 คน รวมทั้งสิ้น 150 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษา 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษา 3) แบบสัมภาษณ์สถานศึกษาที่มีวิธีการปฏิบัติที่ดี (Best practice) ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 4) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษา สังกัดเทศบาลภาตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษา สังกัดเทศบาล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษา สังกัดเทศบาล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. การพัฒนาแนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษา สังกัดเทศบาล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษา ประกอบด้วย 1) หลักการและเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) องค์ประกอบการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษา มี 5 องค์ประกอบ 20 ตัวบ่งชี้ ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 การกำหนดวัตถุประสงค์และการกำหนดเป้าหมาย มี 4 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 2 การจัดให้เหมาะสมกับวัยวุฒิภาวะ ความสนใจความถนัดและความสามารถของผู้เรียน มี 4 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 3 การปลูกฝังและส่งเสริม จิตสำนึกในการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม มี 3 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 4 การยึดหลักการมีส่วนร่วม มี 4 ตัวบ่งชี้ และองค์ประกอบที่ 5 การประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม มี 5 ตัวบ่งชี้ 4) เงื่อนไขความสำเร็จ โดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุ
การพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการในยุคการศึกษา 4.0 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการในยุคการศึกษา 4.0 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการในยุคการศึกษา 4.0 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพ ปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการในยุคการศึกษา 4.0 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 45 คน และครูผู้สอน จำนวน 290 คน รวม 335 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการในยุคการศึกษา 4.0 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จากการศึกษาสถานศึกษาที่มีการปฏิบัติดีเยี่ยม Best Practices จำนวน 3 โรงเรียน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1. ความคิดเห็นต่อสภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการในยุคการศึกษา 4.0 ของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการในยุคการศึกษา 4.0 ของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการในยุคการศึกษา 4.0 ของสถานศึกษา เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 2) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 3) การวัดผลและประเมินผล และ 4) การพัฒนาสื่อ แหล่งเรียนรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา 2. แนวทางการบริหารงานวิชาการในยุคการศึกษา 4.0 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 3) การพัฒนาสื่อ แหล่งเรียนรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา และ 4) การวัดผลและประเมินผล ซึ่งทั้ง 4 ด้าน มีแนวทางการบริหารงานวิชาการในยุคการศึกษา 4.0 ของสถานศึกษา รวมทั้งสิ้น 40 แนวทาง โดยรวมมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมา
การประยุกต์หลักสังคหวัตถุ 4 ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของคณะสงฆ์ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย 2) เพื่อศึกษาหลักสังคหวัตถุ 4 ประการ ในพระพุทธศาสนาเถรวาทและ 3) เพื่อประยุกต์หลักสังคหวัตถุ 4 ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ พระภิกษุระดับพระสังฆาธิการในเขตการปกครองคณะสงฆ์อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จำนวน 37 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาวิเคราะห์
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของคณะสงฆ์ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย มีกรอบการบริหารงาน 6 ด้าน คือ 1) การปกครอง 2) การศึกษา 3) การศึกษาสงเคราะห์ 4) การเผยแผ่ 5) การสาธารณูปการ และ 6) การสาธารณสงเคราะห์ 2. หลักสังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรมที่ยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล เป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ได้แก่ การให้ การเสียสละ การพูดจาให้สุภาพ การประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น และการเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ เพื่อให้การช่วยเหลือด้านปัจจัยต่างๆ การช่วยด้วยถ้อยคำ กำลังคน การร่วมเผชิญแก้ปัญหา มุ่งสงเคราะห์ และประสานคนให้เกิดความสามัคคีเพื่อให้การบริหารจัดการงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ 3. การประยุกต์หลักสังคหวัตถุ 4 ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย 1) ทาน การให้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นโทษต่อสังคม การเสียสละตนในด้านกำลัง ความสุขส่วนตัว และปัญญาที่พร้อมจะเรียนรู้และเข้าใจผู้อื่น ทั้งที่เป็นอามิสทานและธรรมทาน 2) ปิยวาจา การพูดจาประสานงานด้วยถ้อยคำสุภาพไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ พูดให้เกิดความสามัคคีและมีประโยชน์ 3) อัตถจริยา การประพฤติปฏิบัติงานในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ การขวนขวายช่วยเหลือการเอาใจใส่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่น และ 4) สมานัตตตา การทำตนเสมอต้นเสมอปลายถูกต้องตามกาลเทศะ เพื่อเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ ทำงานอย่างเสมอต้นเสมอปลายลดปัญหาด้านการทำงานที่ไม่ต่อเนื่องให้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3) อัตถจริยาและ 4) สมานัตตา เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินการบริหารงานคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้าน ลดระยะเวลาในการดำเนินงาน วางคนให้เหมาะสมกับงาน และการทำงานเกิดความคุ้มค่า ทำให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค
ความได้เปรียบด้านการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชน จังหวัดปทุมธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบด้านความได้เปรียบด้านการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชน จังหวัดปทุมธานี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดปทุมธานี จำนวนทั้งสิ้น 324 ราย กำหนดใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์องค์ประกอบผลการทดสอบความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.50-1.00
ผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจมีความสอดคล้องกับการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน มีค่าดัชนีวัดความสอดคล้องที่ Chi-square=5.76, df=3, P-value=0.010, RMSEA=0.000 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ข้อเสนอแนะในการวิจัย ระดับผู้ประกอบการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัย พัฒนาส่วนประสมทางการตลาดใหม่ที่เหมาะสมกับผู้บริโภคที่ป่วย และช่วยลดปัญหาสุขภาพต่างๆ ระดับชุมชน ให้พัฒนากำลังการผลิตที่แตกต่างกันในแต่ละชุมชน เน้นการผลิตที่แตกต่างกันในแต่ละชุมชน เน้นให้คนในชุมชนรวมตัวกันเพื่อผลิตเพื่อลดการย้ายถิ่นฐานสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และระดับการกำหนดนโยบาย สำหรับการกำหนดนโยบายในการเปิดคู่ค้ารายใหม่ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน ส่งเสริมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สามารถขายและเพิ่มมูลค่าเพิ่มได้องค์ความรู้จากการวิจัยการบริหารต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้โดยส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและดอกเบี้ยที่ต่ำ สร้างความแตกต่างในสินค้าและบริการ และตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อผู้บริโภคผ่านสื่อสังคมออนไลน
การพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการโดยใช้วงจรคุณภาพสำหรับสถานศึกษา สังกัดเทศบาลตำบลในจังหวัดมหาสารคาม
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น ในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดเทศบาลตำบลในจังหวัดมหาสารคาม 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการโดยใช้วงจรคุณภาพ สำหรับสถานศึกษาสังกัดเทศบาลตำบลในจังหวัดมหาสารคาม การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดเทศบาลตำบล ในจังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร และครู สังกัดโรงเรียนเทศบาลตำบล จำนวน 86 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการโดยใช้วงจรคุณภาพ สำหรับสถานศึกษาสังกัดเทศบาลตำบลในจังหวัดมหาสารคาม กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครูของโรงเรียนต้นแบบ 2 แห่ง จำนวนรวม 6 คน และผู้ทรงคุณวุฒิผู้ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดเทศบาลตำบล ในจังหวัดมหาสารคาม โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และมีสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดเทศบาลตำบลในจังหวัดมหาสารคาม เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ การบริหารทรัพยากรส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา การบริหารหลักสูตร การนิเทศการจัดการเรียนรู้และการทำงาน การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้และการบริหารการจัดการเรียนรู้ ตามลำดับ 2. แนวทางการบริหารงานวิชาการโดยใช้วงจรคุณภาพ สำหรับสถานศึกษาสังกัดเทศบาลตำบล ในจังหวัดมหาสารคาม ประกอบด้วย 7 ด้าน 40 ตัวชี้วัด 81 แนวทาง ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง โดยรวมอยู่ในระดับมา
ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ที่มีต่อความสามารถในการเขียนสื่อความภาษาไทยและความมุ่งมั่นในการทำงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาความสามารถในการเขียนสื่อความภาษาไทย หลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRCเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2)เพื่อศึกษาความมุ่งมั่นในการทำงานหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1)แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC 2)แบบทดสอบความสามารถในการเขียนสื่อความภาษาไทย และ 3)แบบประเมินความมุ่งมั่นในการทำงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถในการเขียนสื่อความภาษาไทยหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ของนักเรียนได้ผล 75.20 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2. หลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC นักเรียนมีความมุ่งมั่นในการทำงานอยู่ในระดับมา