MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
บทความวิจัยนี้วิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงบประมาณ ตามหลักธรรมมาภิบาล ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 3)เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงบประมาณ ตามหลักธรรมมาภิบาล ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 285 คน และผู้ให้สัมภาษณ์ 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t–test (Independent Samples) และ F–test
ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการเปรียบเทียบพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่มีระดับการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน แตกต่างกันมีความคิดเห็น โดยรวมและรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน ยกเว้น เพศ ที่แตกต่างกัน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3) แนวการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมมาภิบาล ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษาและครู ได้แนวทาง ดังนี้ (1)ผู้บริหารสถานศึกษายึดกฎระเบียบในการจัดทำและเสนอของบประมาณโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาและเปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีส่วนร่วม (2)ผู้บริหารมีความเป็นกลางในการจัดสรรงบประมาณและจัดสรรให้เพียงพอต่อความจำเป็นและจัดสรรอย่างโปร่งใส (3)สถานศึกษาแต่งตั้งผู้รับผิดชอบและทำแผนการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณจัดให้มีการระดมความคิดของบุคลากรเพื่อพัฒนาผลการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (4)สถานศึกษาจัดทำแผนการระดมทรัพยากรโดยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมและยึดประสิทธิผลที่จะเกิดกับสถานศึกษาและชุมชนเป็นหลัก (5)สถานศึกษามีแนวทางบริหารการเงินดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังดำเนินการตามแผนปฏิบัติการประจำปีและสามารถเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ (6)สถานศึกษามีการกำกับติดตามหลักฐานการเบิกจ่ายและการจัดทำบัญชีที่โปร่งใส (7)สถานศึกษามีการจัดทำทะเบียนพัสดุและสินทรัพย์ที่เป็นปัจจุบันดำเนินงานตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างพุทธศักราช 2560 ด้วยความโปร่งใ
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในการซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติบน เพจเฟซบุ๊ก Lalil ของผู้บริโภคในประเทศไทย
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์ เชิงสาเหตุความภักดีในการซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติบนเพจเฟซบุ๊ก Lalil ของผู้บริโภคในประเทศไทย และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในการซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติบนเพจเฟซบุ๊ก Lalil ของผู้บริโภคในประเทศไทย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติบนเพจเฟซบุ๊ก Lalil และพักอาศัยในประเทศไทย จำนวน 428 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และโมเดลสมการโครงสร้าง
ผลการวิจัยพบว่า 1. โมเดลความสัมพันธ์ที่เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านประสบการณ์ต่อตราสินค้า 2) ด้านการรับรู้ต่อตราสินค้า 3) ด้านภาพลักษณ์ต่อตราสินค้า 4) ด้านการรับรู้คุณภาพบริการ 5) ด้านการรับรู้คุณค่า 6) ด้านความภักดี สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี โดยพิจารณาจากค่าสถิติไค-สแควร์ (χ2) = 486.28, ค่าองศาอิสระ (df) = 354, ค่า CMIN/df = 1.37, ค่า GFI = 0.92, ค่า AGFI = 0.90, ค่า SRMR = 0.04, ค่า RMSEA = 0.03 และค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ = 0.92 แสดงว่าตัวแปรในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความภักดีในการซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติบนเพจเฟซบุ๊ก Lalil ได้ร้อยละ 92 ด้านประสบการณ์ต่อตราสินค้าด้านการรับรู้คุณค่าด้านภาพลักษณ์ต่อตราสินค้าด้านการรับรู้คุณภาพบริการด้านการรับรู้ต่อตราสินค้ามีอิทธิพลต่อความภักดีในการซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติบนเพจเฟซบุ๊ก Lalil ตามลำดั
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพตำบลตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพตำบลตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด 2)เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นที่มีต่อบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพตำบลตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด 3)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพตำบลตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กำนันผู้ใหญ่บ้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล และบุคลากรส่วนท้องถิ่นในตำบลศรีสมเด็จ ตำบลเมืองเปลือย และตำบลโพธิ์สัย อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 773 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.60 - 1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t–test (Independent Samples) และ F-test (One-way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความคิดเห็นที่มีต่อบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพตำบลตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพตำบลตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และสถานภาพหรือตำแหน่งทางสังคมพบว่าโดยรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพตำบลตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่สำคัญได้แก่ควรกำหนดวิสัยทัศน์ภารกิจเป้าหมายในการพัฒนาการสาธารณสุขที่สอดคล้องกับปัญหาของท้องถิ่นและควรกำหนดรูปแบบการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมควรส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนากองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลด้วยการเชิญชวนประชาชนบริจาคสมทบกองทุนฯ และควรเพียรพยายาม(วิริยะ) ปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ควรแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลโครงการร่วมกับคณะกรรมการบริหารกองทุนสุขภาพตำบลควรประเมินผลการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนสุขภาพตำบลควรส่งเสริมให้กองทุนสุขภาพตำบลและประชาชนมีส่วนสร้างนวัตกรรมการแก้ไขปัญหาสุขภาพด้วยตนเองชุมชนเองและควรมีแผนงาน มีระบบการเตรียมพร้อมรับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นใหม่และส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ในชุมช
แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล และ 2) ศึกษาแนวทางพัฒนาในการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูและ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 30 คน ครู จำนวน 203 คน และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 104 คน รวมทั้งสิ้น 337 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึ่งประสงค์ของการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 สภาพปัจจุบัน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2. ผลการศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 2 มี 10 แนวทาง 17 ประเด็
ภาวะผู้นำท้องถิ่นและการตัดสินใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการคลังท้องถิ่น
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อสำรวจและศึกษาระดับองค์ประกอบภาวะผู้นำภาคพลเมือง การตัดสินใจและผลการปฏิบัติงานของคลังท้องถิ่น 2)เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำภาคพลเมืองการตัดสินใจและผลการปฏิบัติงานของคลังท้องถิ่น 3)เพื่ออธิบายและพยากรณ์ภาวะผู้นำการตัดสินใจและผลการปฏิบัติงานของคลังท้องถิ่น และ 4)เพื่อเสนอแนะแนวทางให้ผู้บริหารหรือนายกเทศมนตรีที่เป็นผู้นำภาคพลเมืองนำวิธีตัดสินใจที่ถูกต้องไปใช้ประโยชน์ต่อผลการปฏิบัติงานด้านการคลัง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร กลุ่มผู้บริหาร และพนักงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร และศรีสะเกษ จำนวน 442 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำท้องถิ่น การตัดสินใจ และประสิทธิผลการคลัง โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทั้งในภาพรวม โดยค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ผลการปฏิบัติงานคลังท้องถิ่น รองลงมาคือ การตัดสินใจ และน้อยที่สุด คือ ภาวะผู้นำพลเมือง 2. ภาวะผู้นำท้องถิ่น การตัดสินใจ และประสิทธิผลการคลังท้องถิ่น มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ระดับปานกลาง ถึงมาก โดยมีค่า r ระหว่าง .683-.727 3. อิทธิพลต่อประสิทธิผลการคลังท้องถิ่นนั้น ประกอบด้วยภาวะผู้นำทางการเมือง ภาวะผู้นำบริหารจัดการ และการตัดสินใจแบบพฤติกรรม และอำนวยการ ทั้งนี้มีผลทดสอบ F เท่ากับ 127.97 (Sig. 000) ส่วนคะแนนมาตรฐาน หรือสัมประสิทธิ์พยากรณ์ของแต่ละตัวแปรนั้นประกอบด้วย .31, .23, .15, และ .04 นอกจากนี้แล้ว ตัวแปรทั้งหมดมีอำนาจพยากรณ์อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่า R2 = .59 หากแต่มีระดับความคลาดเคลื่อน .39 หรือมีความมีน่าเชื่อถือของการพยากรณ์เท่ากับ .61 หรือมีอำนาจพยากรณ์อยู่ในระดับปานกลาง 4. ผู้นำและกลุ่มผู้นำองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนำตัวแปรทั้งหมดไปใช้เป็นหัวข้อในการกำหนดนโยบาย แผนงาน และกระบวนการจัดสรรทรัพยากร เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ หากแต่ต้องเน้น การตัดสินใจที่ถูกต้อง สะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนความต้องการของส่วนร่วม โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกด้า
การรับรู้ทางการเมือง การกล่อมเกลาทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของเยาวชนในประเทศไทย
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับองค์ประกอบของการรับรู้ทางการเมือง การกล่อมเกลาทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนไทย 2)เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ทางการเมือง การกล่อมเกลาทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง 3)เพื่อศึกษาอิทธิพลปัจจัยที่สามารถพยากรณ์การรับรู้ทางการเมือง การกล่อมเกลาทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนไทย มีอะไรบ้างและเป็นอย่างไร และ 4)เพื่อเสนอแนะปัจจัยที่สำคัญที่เป็นเหตุของการกล่อมเกลาทางการเมืองและมีผลกระทบทำให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนในประเทศไทยให้แก่นักวิชาการ นักการเมืองได้เรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กลุ่มเยาวชน ที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย เขตจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร จำนวน 370 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่า 1. การรับรู้ทางการเมือง การกล่อมเกลาทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยภาพรวมอยู่ในระดับระดับปานกลาง โดยตัวแปรที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การรับรู้ทางการเมือง รองลงมาคือ การกล่อมเกลาทางการเมือง และน้อยที่สุด คือ การมีส่วนร่วมทางการเมือง 2. การรับรู้ทางการเมือง การกล่อมเกลาทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในระดับน้อย โดยมีค่า r ระหว่าง .438 - .550 3. อิทธิพลปัจจัยที่สามารถพยากรณ์การรับรู้ทางการเมือง การกล่อมเกลาทางการเมือง และ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนไทย ประกอบด้วยความไว้วางใจแบบกระจาย ความไว้วางใจเฉพาะเจาะจง การรับรู้ภายใน กลุ่มเพื่อน และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ทั้งนี้มีผลทดสอบ F เท่ากับ 165.963 (Sig. 001) ส่วนคะแนนมาตรฐาน หรือสัมประสิทธิ์พยากรณ์ของแต่ละตัวแปรนั้นประกอบด้วย .286, .284, .188, .089 และ .105 นอกจากนี้แล้ว ตัวแปรทั้งหมดมีอำนาจพยากรณ์อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่า R2 = .695หากแต่มีระดับความคลาดเคลื่อน .39 หรือมีความมีน่าเชื่อถือของการพยากรณ์เท่ากับ .691 หรือมีอำนาจพยากรณ์อยู่ในระดับปานกลาง 4. การมีส่วนร่วมทางการเมืองกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่นั้น เกิดจาก 1)การทำกิจกรรมสาธารณะด้วยความสมัครใจ 2)การเฝ้าติดตามผลกระทบจากการใช้อิทธิพลทางการเมือง 3)กำเนิดแนวคิดทางการเมือง ซึ่งอาจเป็นผลต่อเนื่องจากการรับฟังแนวคิดหรืออุดมคติทางการเมือง 4)ความรวดเร็วของการสื่อสารในสังคม Online 5)ความรอบรู้ภายใน 6)ความชื่นชมเฉพาะตัว 7)กลุ่มเพื่อ
การใช้สื่อออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาการปกครองท้องถิ่น ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 2)เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 3)เพื่อเสนอแนะการใช้สื่อออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด จำนวน 80 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามปลายปิดและปลายเปิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้ การทดสอบค่าที และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว
ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. การเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาการปกครองท้องถิ่นของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด นักเรียนที่มีสถานะ อายุ ลักษณะที่พักอาศัย มีพฤติกรรม การใช้สื่อออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาการปกครองท้องถิ่น โดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาการปกครองท้องถิ่นของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด ผลการวิจัยสรุปได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย ลำดับตามจากมากไปหาน้อย คือ ควรสืบค้นหา ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ให้มากกว่านี้เพื่อสะดวกและพัฒนาต่อการเรียนการสอนควรเอาใจใส่ในการใช้สื่อออนไลน์และการพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองให้มากขึ้น นักศึกษาขาดความชำนาญและการพัฒนาตนเองในการใช้สื่อออนไลน์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน และด้านความพึงพอใจควรมีการประเมินหลังการใช้สื่อออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนการสอ
ความต้องการจำเป็นในการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศสถานศึกษา สังกัดอาชีวศึกษา จังหวัดชัยภูมิ
บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศสถานศึกษา สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 40 คน ครูผู้สอนจำนวน 200 คน รวม 240 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันในการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ความต้องการจำเป็นในการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดชัยภูมิ โดยเรียงตามลำดับความสำคัญเป็นดังนี้ 1. ด้านการวางแผนการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ 2. ด้านการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ 3. ด้านการติดตามและประเมินผลการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ 4. ด้านการดำเนินงานการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามลำดั
การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานสภานักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานสภานักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานสภานักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้รับผิดชอบงานสภานักเรียน และประธานสภานักเรียน จำนวน 126 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินแนวทาง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานสภานักเรียนของโรงเรียน พบว่า สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานสภานักเรียนของโรงเรียน โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และเรียงลำดับค่าความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือของสภานักเรียนกับชุมชน/ องค์กรภาครัฐ และเอกชน การมีส่วนร่วมของสภานักเรียนในการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียน ผลการปฏิบัติงานของสภานักเรียน และการดำเนินงานส่งเสริมสภานักเรียนและประชาธิปไตยในโรงเรียน 2. แนวทางการดำเนินงานสภานักเรียนของโรงเรียน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การดำเนินงานส่งเสริมสภานักเรียนและประชาธิปไตยในโรงเรียน 2) การมีส่วนร่วมของสภานักเรียนในการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียน 3) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือของสภานักเรียนกับชุมชน/ องค์กรภาครัฐ และเอกชน และ 4) ผลการปฏิบัติงานของสภานักเรียน โดยผลการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานสภานักเรียนของโรงเรียน โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ