MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    แนวทางการพัฒนาครูด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้สำหรับครูประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1

    Get PDF
               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของครูด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้สำหรับครูประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการพัฒนาครูด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้สำหรับครูประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์             เขต 1 การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาการพัฒนาครูด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 175 คน และหัวหน้าฝ่ายวิชาการ 175 คน รวมทั้งหมด 350 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 สร้างแนวทางการพัฒนาครูด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เป็นวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการพัฒนาครูด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้ คือ การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย การวางแผนการวิจัย การนำเสนอและการนำผลการวิจัยไปใช้ การดำเนินการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัย การวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดประเด็นปัญหาในการวิจัย สภาพที่พึงประสงค์พบว่าการพัฒนาครูด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การนำเสนอและการนำผลการวิจัยไปใช้ การวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดประเด็นปัญหาในการวิจัย การดำเนินการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัย การวางแผนการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย และความต้องการจำเป็นพบว่า สภาพปัจจุบันการพัฒนาครูด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย ได้แก่ การนำเสนอและการนำผลการวิจัยไปใช้ การวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดประเด็นปัญหาในการวิจัย การดำเนินการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัย การวางแผนการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยตามลำดับ 2. แนวทางการพัฒนาครูด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 ด้าน 20 แนวทาง ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดประเด็นปัญหาในการวิจัย 3 แนวทาง การวางแผนการวิจัย 6 แนวทาง ด้านการดำเนินการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัย 4 แนวทาง ด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล 4 แนวทาง ด้านการนำเสนอและการนำผลการวิจัยไปใช้ 3 แนวทาง โดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางอยู่ระดับมากที่สุ

    ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคนิวนอร์มัล

    Get PDF
               สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ที่เรียกว่ายุคนิวนอร์มัล (New normal) คือ การใช้ชีวิตวิถีใหม่ เพื่อให้การดำเนินชีวิตสามารถก้าวต่อไปได้ ซึ่งการบริหารองค์การก็ต้องมีการปรับตัวให้อยู่รอดและสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ดังนั้นภาวะผู้นำของผู้บริหารมีความสำคัญมากต่อการทำให้องค์การบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพบทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคนิวนอร์มัล ซึ่งเป็นพื้นฐานของผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องใช้กระบวนการในการใช้อิทธิพลและอำนาจหน้าที่ตลอดจนความรู้ ความสามารถและเทคนิควิธีการต่างๆ ของผู้นำในการสร้างศรัทธาและโน้มน้าวให้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ขององค์กรหรือของผู้นำได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ตามเนื้อหาและรายละเอียดดังนี้ 1) ความหมายของภาวะผู้นำทางวิชาการ 2) บทบาทของภาวะผู้นำทางวิชาการ 3) องค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 4) ยุคนิวนอร์มัล  5) แนวคิดและทฤษฎีการบริหารการศึกษ

    การพัฒนาแนวทางการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นของการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา 2)เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่  ครูและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 จำนวน 320 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการวิเคราะห์หาค่าดัชนีความต้องการจำเป็น             ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาองค์ประกอบของแนวทางการทำงานเป็นทีมได้องค์ประกอบของการทำงานเป็นทีม จำนวน 7 องค์ประกอบ เรียงลำดับความถี่สามลำดับแรกจากมากไปน้อย คือ การกำหนดเป้าหมาย การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วม การแสดงบทบาทผู้นำหรือผู้ตามที่เหมาะสม และการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์และสัมพันธภาพที่ดีภายนอก 2. ผลการพัฒนาแนวทางการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ 21 แนวทาง ได้แก่ 1)ด้านการกำหนดเป้าหมาย 3 แนวทาง 2)ด้านการให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วม 3 แนวทาง 3)ด้านการแสดงบทบาทผู้นำหรือผู้ตามที่เหมาะสม  3 แนวทาง 4)ด้านการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์และสัมพันธภาพที่ดีภายนอก 3 แนวทาง 5)ด้านการสร้างบรรยากาศที่ดีภายในทีม 3 แนวทาง 6)ด้านการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ 3 แนวทาง 7)ด้านความไว้วางใจ 3 แนวทาง ผลการประเมินการพัฒนาแนวทางการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 จากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 และ 4.34 ตามลำดับโดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความเหมาะสม มีความเหมาะสมอยู่ที่มากที่สุด 1 ด้าน และมาก 6 ด้าน ส่วนด้านความเป็นไปได้ ทุกด้านมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากทุกด้า

    บทบาทพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิต

    Get PDF
                บทความนี้มีจุดมุ่งหมาย 1)เพื่อศึกษาบทบาทพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในศตวรรษที่ 21 2)เพื่อศึกษาหลักธรรมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น และ 3)เพื่อส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามแนวพระพุทธศาสนา ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมได้กลายเป็นแนวคิดสากล ประชาคมโลกรับรู้และเห็นพ้องกันว่าคุณภาพชีวิตและสังคมเป็นสิ่งที่ทุกสังคมต้องการ เพื่อเป็นการแก้ปัญหา และนำไปสู่เป้าหมายที่ดีกว่าเหตุผลที่บุคคลจะต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตเนื่องจากมนุษย์แต่ละคนมิได้อยู่เพียงคนเดียวในโลกแต่จะต้องดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม จึงจำเป็นต้องพึ่งพาบุคคลอื่นมีปฏิสัมพันธ์และตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้อื่นในสังคม จึงกล่าวได้ว่าวัดมีความผูกพันกับท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และมีบทบาทต่อการส่งเสริมกิจกรรมหลายๆ ด้าน ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยอาศัยหลักการทางพระพุทธศาสนาเป็นตัวเชื่อมระหว่างหน่วยงานของรัฐ ประชาชนในชุมชน และวัดได้อย่างลงตัว และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยื

    การประเมินโครงการสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการบริหารจัดการ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง(สถานศึกษาพอเพียง) สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์

    Get PDF
               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รายงานผลการประเมินโครงการสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (สถานศึกษาพอเพียง) สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ 2) ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการฯ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งหมด 92 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามการประเมินโครงการ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.93 แบบสอบถามเพื่อประเมินความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน            ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินโครงการสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (สถานศึกษาพอเพียง) สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (สถานศึกษาพอเพียง) สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุ

    ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานทั่วไปในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3

    Get PDF
                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารงานทั่วไปในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 246 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) เท่ากับ 0.67 – 1.00 และความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น  (PNI  Modified)            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารงานทั่วไปของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก 2. ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานทั่วไปในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาโดยเรียงตามลำดับความสำคัญเป็น ดังนี้ 1) งานอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม และงานกิจการนักเรียน 2) งานประชาสัมพันธ์การศึกษา 3) งานธุรการ และ 4) งานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตามลำดั

    THE EFFECT OF HIGH-INTENSITY INTERVAL TRAINING, MODERATE-INTENSITY INTERVAL TRAINING, AND CONTINUOUS TRAINING ON ANAEROBIC AND AEROBIC CAPACITY

    Get PDF
              The purpose of this research is to study and compare the effects of high-intensity interval training (HIIT), moderate-intensity interval training (MIIT), and continuous training (CT) on anaerobic and aerobic capacity in Bangkokthonburi university students. Methods: 21 male students aged 20-24 years who are now studying in the Faculty of Sports Science and Technology of Bangkokthonburi university volunteered to participate in this study. Subjects were divided into 3 groups of 7 subjects who participated in 8 weeks of exercise training for 3 days/per week. The HIIT group (n=7) conducted a 20-second sprint exercise with 45 seconds of walking for 5 sets. The MIIT group performed 4 minutes of moderate-intensity running exercise alternating 4 minutes of walking for 4 sets, and the CT group performed 45 minutes of continuous running exercise training with pre and post-test. Data were analyzed with statistics mean, and standard deviation. Differentiated by one-way ANOVA and Tukey's test. Results: Anaerobic capacity; HIIT (7.67±0.76 W.kg-1) was indifferent from MIIT (8.06±0.70 W.kg-1) (p>0.05) but significant difference from CT (7.81±0.54 W.kg-1) (p<0.05) while the aerobic capacity for HIIT (3.81±0.441 ml/kg/min) was indifferent from MIIT (3.95±0.39 ml/kg/min) (p>0.05), but HIIT (3.81±0.441 ml/kg/min) was significant difference from CT (4.42±0.72 ml/kg/min) (p<0.05)

    พัฒนาการเรียนรู้คุณธรรม จริยธรรมครูสำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูด้วยกระบวนการเรียนรู้ แบบพาคิดพาทำที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ แบบพาคิดพาทำที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 2)เพื่อศึกษาผลพัฒนากระบวนการเรียนรู้ แบบพาคิดพาทำที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 3)เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีต่อการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของนักศึกษา ด้วยกระบวนการเรียนรู้ แบบพาคิดพาทำที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การดำเนินการใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกนำไปพัฒนากลุ่มที่ 1 และระยะที่ 2 นำไปพัฒนากลุ่มที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือปีการศึกษา 2562 และ 2563 กลุ่มละ 30 คน รวม 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินด้านความรู้ ความเข้าใจ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบติดตามผลการปฏิบัติกิจกรรมของนักศึกษา สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test             ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบพาคิดพาทำ มี 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 สร้างความตระหนักรับรู้ ขั้นที่ 2 มุ่งสู่ร่วมกันคิดวิเคราะห์ ขั้นที่ 3 จดจ่อลงมือปฏิบัติ และขั้นที่ 4 รับการติดตามประเมินผล มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.84 2. ด้านความรู้ความเข้าใจคุณธรรม จริยธรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และมีผลติดตามประเมินผลการปฏิบัติในระดับดีมาก 3. ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการเรียนรู้แบบพาคิดพาทำที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อยู่ในระดับดีมา

    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจท้องถิ่น OTOP นวัตวิถี ในเขตพื้นที่จังหวัดหนองคาย

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาการบริหารจัดการเศรษฐกิจท้องถิ่น OTOP นวัตวิถี 2)เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจท้องถิ่น OTOP นวัตวิถี 3)เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการเศรษฐกิจท้องถิ่น OTOP นวัตวิถีในเขตพื้นที่จังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชน ข้าราชการในเขตพื้นที่จังหวัดหนองคาย จำนวน 400 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลภาครัฐ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 20 คน มาใช้หาข้อมูลในการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณโดยใช้วิธีการคัดเลือกตัวแปรแบบเป็นลำดับขั้น และการพรรณนาวิเคราะห์            ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารจัดการเศรษฐกิจท้องถิ่น OTOP นวัตวิถีในเขตพื้นที่จังหวัดหนองคาย ตัวแปรตาม โดยรวมทุกด้านพบว่าการบริหารจัดการเศรษฐกิจท้องถิ่น OTOP นวัตวิถีในเขตพื้นที่จังหวัดหนองคาย อยู่ในระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้  ด้านความแตกต่างด้านสินค้าอยู่ในระดับปานกลาง ด้านคุณภาพ อยู่ในระดับปานกลาง และด้านภาพลักษณ์ อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ 2. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจท้องถิ่น OTOP นวัตวิถีในเขตพื้นที่จังหวัดหนองคายโดยรวมทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ด้านผู้นำชุมชน(X1) ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน(X2) ด้านการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว(X7) ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวมีค่าสัมประสิทธิ์ของตัวพยากรณ์ในคะแนนดิบ (b) เท่ากับ .205.200 และ .110 ตามลำดับ 3. ควรจัดกิจกรรมอย่างมีคุณค่านำเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์กับชุมชน โดยมีแบบอย่างที่ประสบความสำเร็จ และสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกิดเปลี่ยนแปลงด้วยความรอบคอบและถูกต้องในเรื่องของสินค้าและบริการ และมีการประชาสัมพันธ์แก่ลูกค้าได้ทันท่วงทีอย่างมีคุณภาพให้มีความน่าเชื่อถือมีเครื่องสินค้าที่ใหม่และมีเอกลักษณ์มีโลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการสามารถจดจำได้และมีความโดดเด่นและสังเกตได้ง่าย อยู่ในทำเลที่เหมาะสมมีที่จอดรถเพียงพอกับผู้มาใช้บริการและมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและมีการตกแต่งสวยงาม และมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง มีความสะดวกสบายในการนำไปบริโภคอุปโภคเป็นศูนย์กลาง OTOP ที่มีคุณภาพมีความสามารถในการส่งมอบความสุขในชุมชนและนักท่องเที่ยวทั้งพัฒนาความชดเจนและรายละเอียดของคำเตือนบนฉลาก โดยจัดทำป้ายราคาสินค้าในการขายจริงราคาต่ำกว่า และสร้างความความสะดวกในการพกพาของบรรจุภัณฑ

    กลยุทธ์การบริหารกิจกรรมลูกเสือในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4

    Get PDF
                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารกิจกรรมลูกเสือในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 แบ่งออกเป็น 2 ระยะ 1)สภาพปัจจุบัน สภาพ    ที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนกิจกรรมลูกเสือจำนวน 192 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น 2)กำหนดกลยุทธ์ฯ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนกิจกรรมลูกเสือ จำนวน 6 คน และ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินกลยุทธ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น PNImodified            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับปานกลางสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับความต้องการจำเป็น ด้านผู้บริหาร ด้านผู้กำกับลูกเสือ ด้านลูกเสือและด้านการจัดกิจกรรมลูกเสือตามลำดับ 2. ผลการกำหนดกลยุทธ์ ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์  คือ  1)กลยุทธ์การพัฒนาวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร 2)กลยุทธ์เสริมสร้างความรู้ของผู้กำกับลูกเสือ 3)กลยุทธ์สร้างความตระหนักรู้ของลูกเสือและ   4)กลยุทธ์การจัดกิจกรรมลูกเสือที่มีประสิทธิภาพ ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมา

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇