MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานรศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 275 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test) และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการเผยแพร่วิสัยทัศน์ รองลงมาคือ ด้านการปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นที่มีต่อระดับภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน โดยรวมและด้านการสร้างวิสัยทัศน์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกนั้นไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ชัดเจน สามารถถ่ายทอดให้บุคลากรเข้าใจตรงกับผู้บริหาร สนับสนุนทำให้ครูและบุคลากรในสถานศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของวิสัยทัศน์ กระตุ้นให้บุคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ ควรปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต The objectives of this research were 1) to study the visionary leadership of the school administrators under the Mahasarakham Primary Education Service Area Office 3 2) to compare the visionary leadership of school administrators, and 3) To study recommendations on the visionary leadership of the school administrators. The   s ample group consisted of 275 school administrators and teachers. The research tool was a questionnaire. The statistics used were frequency, percentage, mean, and standard deviation t-test and one-way analysis of varience F-test (One-Way ANOVA) The results showed that: 1) The visionary leadership of school administrators overall was at a high level when are rated as high when considering easc aspect order from the highest to the lowest were propagation of vision, followed by implementation of the vision, being a role model. The aspect with the lowest average score is vision creation. 2)  The results of comparing the level of the visionary leadership of the school administrators, classified by position, education level, work experience overall and vision formation was statistically significantly different at the .05 level, otherwise there was no difference. 3) Recommendations for the visionary leadership of the school administrators: administrators should have a clear vision, could be conveyed to personnel to understand exactly the same as the administrators, supporting teachers and school personnel to realize the importance of vision, should behave as a role model with virture, ethics, and honesty

    การประเมินโครงการพัฒนาการศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สังกัดเทศบาลเมืองสุรินทร์

    Get PDF
                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ของโครงการพัฒนาการศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สังกัดเทศบาลเมืองสุรินทร์ 2) ศึกษาผลกระทบ ประสิทธิผล ความยั่งยืน และ การถ่ายโยงความรู้ของโครงการ 3) ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการฯ ศึกษาโดยใช้ประชากรทั้งหมด ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 58 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 45 คน ในปีการศึกษา 2564 รวมทั้งหมด 103 คน และกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 11 คน นักเรียน จำนวน 310 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน  8 คน ในปีการศึกษา 2565 รวมทั้งหมด 329 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามประเมินโครงการ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน            ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ด้านผลกระทบ ผู้ปกครองมีความคาดหวังและต้องการให้นักเรียนเข้ามาเรียนด้านประสิทธิผล ทุกฝ่ายร่วมมือพัฒนาการจัดการศึกษาด้านความยั่งยืน เกิดความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ด้านการถ่ายโยงความรู้ โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน  3) ผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุ

    รูปแบบการสำรวจความต้องการของตลาดแรงงานที่มีต่อสาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด

    Get PDF
               การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพความต้องการของตลาดแรงงานที่มีต่อสาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด 2) เพื่อสร้างรูปแบบการสำรวจความต้องการของตลาดแรงงานที่มีต่อสาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอเมืองร้อยเอ็ด จำนวน 86 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .89 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพความต้องการของตลาดแรงงานที่มีต่อสาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการอ่าน การเขียน การพูด ภาษาต่างประเทศ รองลงมา คือ ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการสื่อสารและรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศ 2. รูปแบบการสำรวจความต้องการของตลาดแรงงานที่มีต่อสาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด ประกอบด้วย องค์ประกอบของรูปแบบการสำรวจ มี 5 องค์ประกอบ 25 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย  1) ด้านการอ่าน การเขียน การพูด ภาษาต่างประเทศ 5 ตัวบ่งชี้ 2) ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา 5 ตัวบ่งชี้ 3) ด้านความเข้าใจ ความต่างวัฒนธรรมและความต่างด้านความคิด ทัศนคติ 5 ตัวบ่งชี้ 4) ด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ 6 ตัวบ่งชี้ 5) ด้านการสื่อสารและรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศ 4 ตัวบ่งชี

    แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอำเภอหัวหิน 2) เปรียบเทียบการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอำเภอหัวหิน จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล 3) ศึกษานโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผล ต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอำเภอหัวหิน และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของอำเภอหัวหิน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในอำเภอหัวหิน จำนวน 384 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ความแปรปรวนทางเดียว การถดถอยเชิงพหุ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอำเภอหัวหิน อยู่ในระดับมาก 2) ลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ รายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอำเภอหัวหิน ต่างกัน 3) นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ และด้านความคิดสร้างสรรค์ มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอำเภอหัวหิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ด้านเทคโนโลยี มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ด้านนวัตกรรม มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของอำเภอหัวหิน พบว่า ควรมีการปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวให้คงสภาพและคงความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ควรปรับปรุงพัฒนาศูนย์บริการข้อมูลการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐาน ควรประเมินความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ควรกระตุ้นการท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ และควรพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวให้หลากหลายมากขึ้

    สมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษาที่สนับสนุนการจัดการเรียน การสอนแบบออนไลน์ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2

    Get PDF
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอนที่มีต่อสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษาที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูผู้สอนที่มีต่อสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษาที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษา แนวทางการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษาที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 327 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสถิติทดสอบค่าที่ (t-test) และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว F-test  (One - way ANOVA)  ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษาที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษาที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตามอายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. แนวทางพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษาที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 1) ควรศึกษาข้อมูลบุคลากรรายบุคคลเพื่อทำให้ทราบถึงความรู้ความสามารถ ความถนัดและข้อจำกัดของแต่ละบุคคลคนเพื่อนำไปสู่การมอบหมายงานให้เหมาะสม 2) ควรมีวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ 3) ควรมีความสามารถในการชักจูงโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นด้วย ยอมรับคล้อยตามอย่างมีความเข้าใจ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ 4) ควรทำระบบสารสนเทศที่ดีและมีการบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการตัดสินใจในการบริหารสถานศึกษาอย่างเป็นระบ

    การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

    Get PDF
                บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จากการศึกษาพบว่าการขับเคลื่อนการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้วยการจัดการเรียนการเรียนรู้เชิงรุก สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะในศตวรรษที่ 21 มีสมรรถนะทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา พัฒนาทักษะในการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจเกิดทักษะการคิด ทักษะการเรียนรู้ การแก้ปัญหา สามารถสืบเสาะหาความรู้และสร้างองค์ความรู้ ได้ด้วยตนเองด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ทั้งนี้ การจัดการเรียนรู้เชิงรุกจะเกิดประสิทธิผลสูงสุด ต้องได้รับความร่วมมือกันระหว่าง ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และผู้เรียน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลอย่างครบถ้วน เป็นระบบนําองค์ความรู้ที่ได้มาเป็นเครื่องมือที่นําไปใช้เป็นกระบวนการดําเนินงาน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สามารถนําองค์ความรู้มาเชื่อมโยงกันในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นําไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริง นําไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นไปตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ สามารถเผยแพร่ผลงานทั้งในและนอกสถานศึกษา ร่วมกับภาคีเครือข่ายได

    การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุ่มโซนชาวไร่อ้อย จังหวัดอุดรธานี

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุ่มโซนชาวไร่อ้อย จังหวัดอุดรธานี 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุ่มโซนชาวไร่อ้อย จังหวัดอุดรธานี จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อศึกษารวบรวมข้อเสนอแนะการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 133 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานได้แก่ ค่า t-test และ F-test (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุ่มโซนชาวไร่อ้อย จังหวัดอุดรธานี โดยรวมอยู่ในระดับ มาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษา ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ  ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน 2) การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นที่มีต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุ่มโซนชาวไร่อ้อย จังหวัดอุดรธานี จำแนกตามตำแหน่ง และประสบการณ์การทำงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจำแนกตามวุฒิการศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผู้บริหารควรมีการกระจายอำนาจการทำงานด้านการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้สอดคล้องกับนโยบายและจุดเน้นของ สำนักงาน กศน. ควรมีการกำหนดวิสัยทัศน์ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการจัดกิจกรรมให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์ คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น วางแผนและจัดทำบันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเอง และครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ และควรแสวงหาความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างสม่ำเสมอ The objectives of this research are 1) to study school administration based on the Philosophy of Sufficiency Economy of Non-Formal and Informal Education Center Udon Thani Province Sugar Cane Farmers Zone, 2) to compare the school administration based on the Philosophy of Sufficiency Economy of Non-Formal and Informal Education Center Udon Thani Province Sugar Cane Farmers Zone classified by position, education level, and experience; and 3) to study suggestions for the School Aadministration Based on the Philosophy of Sufficiency Economy of Non-Formal and Informal Education Center Udon Thani Province Sugar Cane Farmers Zone. with a sample group consisting of 133 individuals, school administrators and teachers. The research tool used was a questionnaire. The statistical analysis used in this study included frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test, and F-test (One-Way ANOVA).   The results show that: 1) The School administration Based on the Philosophy of Sufficiency Economy of Non-Formal and Informal Education Center Udon Thani Province Sugar Cane Farmers Zone overall level The areas with the highest average to the lowest are: educational institution management, followed by activities for student quality development Personnel development of educational institutes The aspect with the lowest average was curriculum and instructional management. 2) The result of comparing the school administration Based on the Philosophy of Sufficiency Economy of Non-Formal and Informal Education Center Udon Thani Province Sugar Cane Farmers Zone classified by position and work experience the overall difference was statistically significant at the .05 level, classified by educational background. overall is not different. 3) Suggestions for School administration Based on the Philosophy of Sufficiency Economy of Non-Formal and Informal Education Center Udon Thani Province Sugar Cane Farmers Zone should decentralize their work in driving the Sufficiency Economy Philosophy in accordance with the policy and the focus of the Office of Non-Formal Education. Should have a vision and desirable characteristics of learners according to the philosophy of sufficiency economy Promote activities for students to analyze, think, solve problems, plan and record their own income and expenses and family effectively and should constantly seek knowledge about the philosophy of sufficiency economy. &nbsp

    แนวทางการพัฒนาการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามสถานภาพ ระดับการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ดกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 97 รูป/คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 และแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานได้แก่ t-test (Independent Samples) และ F-test (One–Way ANOVA)            ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการสรรหาและการบรรจุแต่งตั้ง รองลงมา คือ ด้านวินัยและการรักษาวินัย ด้านการออกจากงาน ส่วนด้านที่ค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ ตามลำดับ 2)  ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามสถานภาพ โดยรวมและรายด้าน  ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามระดับการศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการสรรหาและการบรรจุแต่งตั้ง ด้านการออกจากงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ ด้านวินัยและการรักษาวินัยไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด เรียงลำดับตามความถี่จากสูงไปหาต่ำ 3 อันดับแรก ได้แก่ ควรส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาทักษะในการทำงานทั้ง 4 ฝ่าย ควรมีหลักเกณฑ์การสรรหาและคัดเลือกที่เหมาะสมเพื่อให้ได้บุคคลที่มีวุฒิการศึกษาตรงตามสายงานและความต้องการของโรงเรียน และควรมีการบังคับใช้ข้อบังคับที่ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัยที่เกิดจากพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 อย่างจริงจั

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด

    Get PDF
              บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อคัดสรรปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2565 จำนวน 430 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ            ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ประกอบด้วย ปัจจัยด้านครูผู้สอน ปัจจัยด้านสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา ปัจจัยด้านผู้บริหาร ปัจจัยด้านผู้ปกครองและชุมชน  ปัจจัยด้านงบประมาณ  และปัจจัยด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม 2) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา  การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาสื่อ เทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อการศึกษา การประเมินผลการเรียนรู้ การวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน 3) ปัจจัยพยากรณ์ของการพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 6 ตัวแปร และประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ในทางบวก และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ ระหว่าง 0.112-0.544 และปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงไปต่ำ ดังนี้  ได้แก่ ปัจจัยด้านครูผู้สอน อยู่ในระดับปานกลาง ไปใน ทิศทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รองลงมา ได้แก่ ปัจจัยด้านสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษ  ปัจจัยด้านงบประมาณ ปัจจัยด้านผู้บริหาร ปัจจัยด้านผู้ปกครองและชุมชน และต่ำที่สุด ได้แก่ ปัจจัยด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม  4) ผลการวิเคราะห์พหุคูณถดถอยแบบปกติ (Enter Regression Method) สามารถสร้างสมการพยากรณ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ดังนี้              Y = a + b2X2+ b6X6 + b1X1 + b4X4 + b3X3 + b5X5            Y = 1.0421+0.1577X2+0.1483X6+0.1182X1+0.1227X4+0.1094X3+0.1035X5            Z =  β 2Z2 + β 6Z6 + β 1Z1 + β 4Z4 + β 3Z3 + β 5Z5            Z= 0.1577Z2 + 0.2131Z6 + 0.1875Z1 + 0.1734Z4 + 0.1346Z3 + 0.1125Z5           The objectives of this research were 1) to identify the factors affecting the effectiveness of academic management by administrators affiliated with the Office of Roi Et Secondary Educational  Service Area, 2) To study the relationship of factors affecting the effectiveness of academic administration of school administrators Under the Office of Roi Et Secondary Educational Service Area 3) To create a forecasting equation of factors affecting academic administration effectiveness of school administrators. Under the Office of Roi Et Secondary Educational Service Area The sample group consisted of 430 teachers under the Office of Roi Et Educational Service Area in the academic year 2022. The data collection tool was a questionnaire with a 5-point Likert scale. Data analysis included standard deviation, Pearson's product moment correlation of coefficient, and normal multiple regression analysis (Enter Regression Method).            The following were the summarized results of the research: 1) The factors that affect the academic performance of school administrators under the Office of Secondary Educational Service Area in Roi Et province are teachers, educational media and technology, administrators, parents and communities, budget, and facilities and environment. 2) The effectiveness of academic management by school administrators under the supervision of the Office of the Educational Service Area in Roi Et province consists of curriculum development, development of learning processes, development of technology and innovation, assessment of learning outcomes, and research for student development. 3) The predictive factors of the effectiveness of academic management by school administrators under the supervision of the Educational Service Area Office in Roi Et province found that the correlation coefficient between all 6 predictive variables and the effectiveness of academic management by educational administrators had a positive correlation and the statistical significant level was at the .01. The correlation coefficients ranged from 0.112 to 0.544. The factors that have a high correlation with the effectiveness of academic management by school administrators under the supervision of the Office of Educational Service Area Office in Roi Et province are as follows: the development of school curricula, followed by the development of learning processes, development of educational media and technology innovation, assessment of learning outcomes, and the research for student development. On the other hand, the factors that have a low correlation with the effectiveness of academic management by educational administrators under the supervision of the Office of Educational Service Area in Roi Et province are as follows: teachers, which is at a moderate level and has a statistical significant positive correlation at the .01 level, followed by factors related to educational media and technology, budget, administrative, and factors related to parents, communities, and environment, which have the lowest correlation. 4) The results of the Enter Regression Method can create an equation to predict the factors that affect the effectiveness of academic management by school administrators affiliated with the Office of Educational Service Area in Roi Et as follows:            Y = a + b2X2+ b6X6 + b1X1 + b4X4 + b3X3 + b5X5             Y = 1.0421+0.1577X2+0.1483X6+0.1182X1+0.1227X4+0.1094X3+0.1035X5             Z =  β 2Z2 + β 6Z6 + β 1Z1 + β 4Z4 + β 3Z3 + β 5Z5             Z= 0.1577Z2 + 0.2131Z6 + 0.1875Z1 + 0.1734Z4 + 0.1346Z3 + 0.1125Z

    แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3

    No full text
               บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึ่งประสงค์และความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูซึ่งปฏิบัติหน้าที่รวมทั้งสิ้น 59 คน โดยใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น                 ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการนิเทศภายในโดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศภายในโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายใน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการเวางแผนและพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียน เฉลี่ยที่ 0.24 รองลงมา ได้แก่ ด้านการเผยแพร่และขยายผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนภายในโรงเรียน เฉลี่ยที่ 0.20 และด้านการติดตามและประเมินผลการนิเทศภายในโรงเรียน เฉลี่ยที่ 0.16  ตามลำดับ โดยได้แนวทางในการพัฒนาการนิเทศภายในทั้งหมด 25 แนวทาง ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันความต้องการในการนิเทศภายในโรงเรียน มี 5 แนวทาง ด้านการวางแผนและพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียน มี 5 แนวทาง  ด้านการปฏิบัติการนิเทศภายในโรงเรียน มี 5 แนวทาง ด้านการติดตามและประเมินผลการนิเทศภายในโรงเรียน มี 5 แนวทาง ด้านการเผยแพร่ขยายผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนภายในโรงเรียน มี 5 แนวทาง โดยผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน            This research article aims to Study the current condition The desired conditions and necessary needs of supervision within educational institutions. Educational Quality Development Center 3, under the Office of Khon Kaen Primary Educational Service Area 3, The sample groups used in the research are total of 59 educational institution administrators and teachers performing their duties used a questionnaire to collect data. The statistics used in the research include: frequency, percentage, mean, standard deviation and the index of essential needs.            The research results found that: The current condition of internal supervision is overall at a high level. The desirable conditions of internal supervision were overall at the highest level. Necessary needs of internal supervision. Arranged from highest to lowest, namely the planning and development of supervision within the school, with an average of 0.24, followed by the aspect of dissemination and expansion of results continuously and sustainably within the school, with an average of 0.20. and the monitoring and evaluation of supervision within the school, with an average of 0.16, respectively, with a total of 25 guidelines for the development of internal supervision, including the analysis of the current conditions and needs for supervision within the school, with 5 guidelines, the planning and development of internal supervision The school has 5 guidelines. In terms of supervision operations within the school, there are 5 guidelines. In terms of monitoring and evaluating supervision within the school, there are 5 approaches. In terms of disseminating and expanding results continuously and sustainably within the school, there are 5 approaches. According to the results of the evaluation of suitability and feasibility. Found to be at the highest level in every aspect

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇