MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยาเขตพระขัติยะวงษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยาเขตพระขัติยะวงษา 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากร ที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยาเขตพระขัติยะวงษา จำแนกตาม ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะของบุคลากรที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยาเขตพระขัติยะวงษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครูผู้สอน จำนวน 219 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  สถิติทดสอบค่าที (t-test) และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านธัมมัญญุตา  รู้จักหลักการ รองลงมาคือ ด้านมัตตัญญุตา รู้จักประมาณ ด้านปริสัญญุตา รู้จักชุมชน ด้านอัตตัญญุตา รู้จักตน ด้านกาลัญญุตา รู้กาล ด้านปุคคลัญญุตา รู้จักบุคคล ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านอัตถัญญุตา รู้จักผล 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงานโดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะ ผู้บริหารควรเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ มีการกำหนดวิสัยทัศน์ และเป้าประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อพัฒนาสถานศึกษาในระยะสั้นและระยะยาว ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี กำหนดนโยบายในการบริหารงานที่สอดคล้องกับทรัพยากร ควรเปิดโอกาศให้ผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรภายนอก มีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษา The objectives of this thematic were 1) to study the Buddhist leadership 2) to compare the opinions of personnel towards the Buddhist leadership, classified by position, level of education, and work experience, and 3) to study the recommendations of personnel towards the Buddhist leadership. The sample group consisted of 219 administrators and teachers. The statistical used were frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test, and one-way analysis of variance F-test (One way ANOVA). The results found that: 1) Buddhist leadership of the Phra Khattiya Wongsa school consortium administrators under the Roi Et Secondary Educational Service Area Office, overall was at a high level. Considering each aspect ordered from the highest to the lowest average, they were Dharmannutta: knowing the principles, followed by Mattannuta: knowing how to be temperate, Parisannutà: knowing the society, Attannuta: knowing oneself, Kalanyuta: knowing the proper time, Puggalannutà: knowing the individual, and the lowest average was the Atthannuta: knowing the purpose. 2) The results of comparing the level of opinions towards the Buddhist leadership, classified by position, educational qualifications, and work experience, overall was no difference. 3) Recommendations for Buddhist leadership of school administrators, school administrators should be a person with leadership appropriate to the situation in school administration, a vision should be set with clear goals to develop school both in the short and long term,  and behave as a good role model, set policies for management that were consistent with resources in school administration, there should be an opportunity for parents, communities, and external organizations to participate in school development

    ปัจจัยที่มีผลต่อการลาออกของพนักงาน บริษัท LLL จำกัด

    Get PDF
                การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการลาออกของพนักงาน : ศึกษาพนักงานกลุ่มบริษัทลานนาไม้อัดไทยจำกัด ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการทำงานปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจที่จะลาออกของพนักงานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ลานนาไม้อัดไทย จำกัด และแนวทางในการป้องกันและวิธีการในการรักษาหรือจูงใจพนักงานที่มีคุณภาพให้ทำงานกับองค์กรต่อไป กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือพนักงานกลุ่ม บริษัท ลานนาไม้อัดไทย จำกัด จำนวน 150 คน การศึกษาครั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การค่าร้อยละ และการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน            ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยที่มีผลต่อการลาออกของพนักงานกลุ่มบริษัทลานนาไม้อัดไทยจำกัดพบว่าพนักงานไม่พึงพอใจในผู้บังคับบัญชา ไม่พึงพอใจในโอกาสความก้าวหน้า ไม่พึงพอใจในสภาพการทำงาน ไม่พึงพอใจในเพื่อน ร่วมงาน ไม่พึงพอใจในรายได้หรือค่าตอบแทน ไม่พึงพอใจในลักษณะงาน 2. ปัจจัยด้านเพื่อนร่วมงานในการไม่สามารถทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานในหน่วยงานได้ สถานที่ทำงานไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม สถานที่ทำงานไม่มีห้องน้ำที่ เพียงพอ ส่วนข้อที่มีระดับความคิดเห็นปานกลาง คือ สถานที่ทำงานอาจก่อให้เกิดอันตราย สถานที่ทำงานไม่ มีห้องอาหารที่เพียงพอ สถานที่ทำงานไม่มีความสะดวกสบาย ตามลำดั

    ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อบทบาทภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลัก สัปปุริสธรรม 7 ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับทัศนคติของประชาชนที่มีต่อบทบาทภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อย 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อทัศนคติของประชาชนที่มีต่อบทบาทภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อย จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะทัศนคติของประชาชนที่มีต่อบทบาทภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 361 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .268 - .833 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อบทบาทภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ต่างกัน มีทัศนคติของประชาชนที่มีต่อบทบาทภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) ประชาชนได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ได้แก่ (1) ผู้นำกล้าตัดสินใจทำในสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ (2) ผู้นำสามารถจูงใจผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนในพื้นที่มีเจตคติที่ดีในการทำงาน (3) ผู้นำสนับสนุนวิธีการทำงานหรือวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการใหม่ๆ และ (4) ผู้นำสามารถทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนนั้นที่มีความรักใคร่สามัคคีกัน เพื่อให้บริการกับทุกคนอย่างเท่าเทียมอยู่เสมอมากยิ่งขึ้น The objectives of this thesis were: 1) to study the level of people's attitudes towards the transformational leadership roles based on the seven principles of Suppurisadhamma in Dong Khrang Noi Subdistrict Administrative Organization, Kaset Wisai District, Roi-Et Province  2) to compare the opinions on people's attitudes towards the roles of transformational leadership based on the seven principles of Suppurisadhamma in Dong Khrang Noi Sub-district Administrative Organization, Kaset Wisai District, Roi - Et Province, classified by gender, age, education level, and occupation 3) to study on the recommendations and people’s attitudes towards the roles of transformative leadership based on the seven principles of Suppurisadhamma in Dong Khrang Noi Sub-district Administrative Organization Kaset Wisai District, Roi Et Province. The sample group consisted of 361 people aged 18 years and over. The research instruments were questionnaires with content validity between 0.67-1.00 The discrimination was .268 - .833 and the reliability was 0.90. The statistics used in data analysis were frequency, percentage, mean, standard deviation. Statistics used to test the hypothesis using t-test and F-test. The objectives of research article were: 1) People's attitude towards the transformational leadership roles based on the seven principles of Suppurisadhamma in Dong Khrang Noi Sub-district Administrative Organization, Kaset Wisai District, Roi Et Province overall, it was at the highest level. 2) The results of the hypothesis testing found that people with different genders, ages, education level, and occupations had attitudes toward the transformational leadership roles based on the seven principles of Suppurisadhamma in Dong Khrang Noi Subdistrict Administrative Organization, Kaset Wisai District, Roi-Et Province, overall and each aspect no difference. 3) Recommendations given by people about the role of transformational leadership based on the seven principles of Suppurisadhamma, namely: (1) leaders dare to decide to do new things (2) leaders can motivate their subordinates and people in the area to have good working attitudes (3) leaders encourage new ways of working or solving emerging problems, and (4) leaders can bring their subordinates and people harmonious, and providing services to everyone more equally and consistently

    กฎหมายกับความคิดที่แตกต่างของประชาชน

    Get PDF
              บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายกับความคิดที่แตกต่างของประชาชน จากการศึกษา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมในปัจจุบันนับว่ามีความทันสมัยและมุ่งสู่ยุคโลกาภิวัตน์ แต่การที่สังคมใดสังคมหนึ่งจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ต้องอาศัยกลไกหลาย ๆ อย่างเข้ามาควบคุมเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่เกิดความเสียหายต่อภาพรวมในสังคม และไม่เกิดการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ฉะนั้นในประเทศหนึ่ง ๆ จึงต้องมีกฏกณฑ์หรือกติกาเพื่อนำไปบังคับใช้ในสังคมนั้นๆ เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในปัจจุบันนี้ความคิดที่แตกต่างจองประชาชนในสังคมเริ่มมีมุมมองที่สะท้อนให้เห็นว่า “กฎหมาย” ช่องโว่ที่เอื้อต่อกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจ มีบารมีที่สามารถนำมาเพื่อให้ตนเองและพรรคพวกนำไปใช้ในทางที่สามารถหลุดพ้นจากการลงโทษ นั่นจึงเป็นที่มาของความคิดที่แตกต่างทางสังคมในปัจจุบัน เมื่อสังคมมีการพัฒนาปอย่างรวดเร็วความคิดของประชาชนย่อมมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน เพราะประชาชนในสังคมมีการติดต่อ แข่งขัน และมีการศึกษาที่มีความทันสมัยมากขึ้

    การศึกษากระบวนการพัฒนาทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการพัฒนาทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 และ 2) ศึกษาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการปฏิบัติในการพัฒนาทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา และข้าราชการครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 รวมจำนวนทั้งสิ้น 329 คน มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน และผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการตรวจสอบแบบประเมินประสิทธิภาพ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้าง และแบบประเมินประสิทธิภาพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1. โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 มีการปฏิบัติตามกระบวนการพัฒนาทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับสถานศึกษาในการพัฒนาทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 คือ  1) ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน 2) มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสำรวจหาความต้องการและความจำเป็นในการพัฒนาทักษะครูในศตวรรษที่ 21 ร่วมกันวางแผนการดำเนินงานพัฒนาครูตามรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม 3) มีการประเมินผลตามรูปแบบ และเกณฑ์ที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งนำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะเชิงการปฏิบัติสำหรับครู คือ 1) มีการประเมินตนเองเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะครูในศตวรรษที่ 21 2) ครูมีการวางแผนพัฒนาทักษะของตนเอง 3) มีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องโดยการเข้าร่วมโครงการพัฒนาครูทุกรูปแบบ และ 4) มีการประเมินผลการพัฒนาตนเอง 3. ผลการตรวจสอบ ความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และข้อเสนอแนะเชิงการปฏิบัติการพัฒนาทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ทุกขั้นตอนและทุกประเด็นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว

    แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน รวม 342 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับที่มีลักษณะตอบสนองคู (Dual – Response Format) แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง และแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNI modified)  ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์โดยรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก  สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด  เมื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์โดยภาพรวม พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังต่อไปนี้ 1) ด้านการพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพด้านดิจิทัล  2) ด้านการเป็นพลเมืองยุคดิจิทัล 3) ด้านการสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศการเรียนรู้ยุคดิจิทัล  4) ด้านการบริหารและการจัดการเรียนรู้ด้วยดิจิทัล 5) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล และ 6) ด้านการสื่อสารและสร้างเครือข่ายผ่านสื่อดิจิทัล ตามลำดับและ 2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ มีทั้งหมด 6 ด้าน 23 แนวทาง  และความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.80, 4.77 และ 4.78 ตามลำดั

    การบริหารการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3

    Get PDF
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะการบริหารการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา จำนวน 184 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานงานวิจัยด้วยค่า t-test และ F–test และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทียบการบริหารการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่าง จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน โดยภาพรวมและด้านการสอน และด้านสื่อการเรียนการสอน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านการวางแผนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผล และด้านการพัฒนาครูผู้สอนไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษา  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 มีดังนี้ ควรมีการจัดทำแผน วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับหลักสูตรและการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมครูผู้สอนใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน จัดอบรมพัฒนาความรู้ ทักษะเกี่ยวกับการจัดทำสื่อแก่ครูผู้สอนสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ วิธีการวัดผลและประเมินผลตามสภาพจริงโดยใช้เทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ส่งเสริมให้ครูมีการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทักษะที่จำเป็นซึ่งเป็นประโยชน์ในการพัฒนาตนเองและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนต่อไ

    แนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีในสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายโรงเรียนที่ 6 อำเภอลำทะเมนชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7

    Get PDF
               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นการบริหารการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีในสถานศึกษาศูนย์เครือข่ายโรงเรียนที่ 6 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีในสถานศึกษาศูนย์เครือข่ายโรงเรียนที่ 6 อำเภอลำทะเมนชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 การศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นการบริหารการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีในสถานศึกษาศูนย์เครือข่ายโรงเรียนที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 163 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 22 คน ครูผู้สอน จำนวน 141 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีในสถานศึกษาศูนย์เครือข่ายโรงเรียนที่ 6 โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 1 คนครูผู้สอน จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีในสถานศึกษา สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการบริหารการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีในสถานศึกษาสังกัดศูนย์เครือข่ายโรงเรียนที่6 อำเภอลำทะเมนชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์การบริหารการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีในสถานศึกษาสังกัดศูนย์เครือข่ายโรงเรียนที่ 6 อำเภอลำทะเมนชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีในสถานศึกษาสถานศึกษาสังกัดศูนย์เครือข่ายโรงเรียนที่ 6 มากที่สุด ได้แก่ ด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือ มีค่า PNIModified เฉลี่ยเท่ากับ 0.31 รองลงมา ได้แก่ ด้านลูกเสือ มีค่า PNIModified เฉลี่ยเท่ากับ 0.30 ด้านผู้กำกับลูกเสือ  มีค่า PNI Modified เฉลี่ยเท่ากับ 0.30  และด้านผู้บริหาร มีค่า PNIModified เฉลี่ยเท่ากับ 0.29 เป็นลำดับสุดท้าย 2. แนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีในสถานศึกษาสังกัดศูนย์เครือข่ายโรงเรียนที่ 6 ประกอบด้วย 4 ด้าน 26 แนวทาง ได้แก่ ด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือ 6 แนวทาง  ด้านลูกเสือ 5 แนวทาง ด้านผู้กำกับลูกเสือ 6 แนวทาง ด้านผู้บริหาร 9 แนวทาง และผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด            The objectives of this study were 1) to study the current situation. The desirable condition and the necessary need for the management of Scout-Girl Scout activities in the educational institutions of the School Network Center 6, 2) to study the guidelines for developing the management of Scout-Girl Scout activities in the 6th School Network Center, LamThamen Chai District. Nakhon Ratchasima Primary Educational Service Area Office 7 Education is divided into 2 phases as follows:  Phase 1: Study of current conditions The desirable condition and the necessary need for the development of the management of Scout-Girl Scout activities in the 6th. The sample group was 163 people, including 22 school administrators and 141 teachers. The instrument used in the study was a questionnaire. Statistics for data analysis include frequency, percentage, mean, and standard deviation. and the required index value. Phase 2: Study on the development of the management of Scout-Girl Scout activities in the 6th. By interviewing 5 experts, including 2 school administrators. One study supervisor and two teachers. The instrument used in the study was an interview. and a suitable and feasibility assessment form for the development of the management of Scout-Girl Scout activities in educational institutions. The statistics used were percentage, mean, standard deviation. and demand index            The study found that: 1. The current state of the management of Scout-Girl Scout activities in educational institutes under the Network Center of School No. 6, Lamthamenchai District. Nakhon Ratchasima Primary Educational Service Area Office, Area 7 overall was at a high level. The desirable condition for the management of Boy Scout Girl Scout in educational institutions under the center School Network 6, overall was at the highest level. Necessary needs for the development of the management of Scout-Girl Scout activities in educational institutions under the 6th ordered the needs from the most to the least, for example, the organization of the Scout activities had an average PNI Modified value of 0.31, followed by the Boy Scouts had an average PNI Modified value of 0.30. Scouts had an average PNI Modified value of 0.30, and the management side had an average PNI Modified value of 0.29, the last one. 2. Guidelines for the Development of Management of Boy Scout-Girl Scout Activities in Educational Institutions under the 6th School Network Center, Lam Thamen Chai District Nakhon Ratchasima Primary Educational Service Area Office 7 consists of 4 aspects and 26 approaches, namely, 6 approaches of Scout mass organization, 5 approaches of Boy Scouts, 6 approaches of Scout Superintendent, 9 approaches of administrators, and the result of the suitability and effectiveness assessment. The Possibilities of the Developmental Guidelines, overall, was at the highest level of suitability and at the highest level of possibility

    การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชางานเกษตร เรื่องศาสตร์พระราชา ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับผังมโนทัศน์

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชางานเกษตร เรื่องศาสตร์พระราชา ของนักเรียนโชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับผังมโนทัศน์ 2) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชางานเกษตร เรื่องศาสตร์พระราชาด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับผังมโนทัศน์กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์ จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ในรายวิชางานเกษตร ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 แผน รวม 14 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชางานเกษตร (ศาสตร์ของพระราชา) เนื้อหาการเรียนรู้ ได้แก่ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ศาสตร์ของพระราชา (เศรษฐกิจพอเพียง) หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ปุ๋ยกับการทำเกษตรอย่างยั่งยืน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การปลูกผักปลอดสารพิษ แบบทดสอบจำนวนที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที แบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชางานเกษตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับผังมโนทัศน์มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนวิชางานเกษตรด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับผังมโนทัศน์อยู่ในระดับมากที่สุดเท่ากับ 4.57 This research, on the other hand, aims to 1) bring about success according to the consideration level 2 in the content of agricultural work for the investigative learning process (5Es), gather concepts, 2) study and answer student questions. In the 2nd class, every time we managed to learn the work of agriculture and the sputum learning process (5Es) full of concepts, the research plan used was a sample group of class presidents and questions for the 2nd day at Khamsaen Wittayasan School, one classroom with a total of 36 students. The research tools were learning management plans in agriculture subjects. by using the inquiry-based learning process (5Es) together with concept maps of Mathayomsuksa 2 students, totaling 7 plans, totaling 14 hours. A test to measure learning achievement in agriculture subjects learning activity content Learning Unit 1: Science of the King (Sufficiency Economy) Learning Unit 2: Fertilizers and Sustainable Agriculture Learning Unit 3 Planting organic vegetables The number of tests created by the researcher consisted of 40 items and the satisfaction questionnaire 20 items. The statistics used in data analysis was percentage, mean, standard deviation and value t-test for dependent. The research findings were as follows: 1. Learning achievement in agricultural work of Mathayomsuksa 2 students after school was higher than before school. After learning by using the inquiry learning process (5Es) with a concept map, significance at .05. 2. Satisfaction of Mathayomsuksa 2 students towards teaching and learning in agricultural subjects by using the inquiry learning process (5Es) together with the concept map was at the highest level. of 4.57 levels

    การมีส่วนร่วมการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้ประกอบการในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้ประกอบการในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้ประกอบการในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยจำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้ประกอบการในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะที่ได้ทำการขออนุญาตขึ้นทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียมกับเทศบาลเมือง จำนวน 205 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .272-.755 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.78 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้ประกอบการในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน ผู้ประกอบการที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ ต่างกัน มีส่วนร่วมการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้ประกอบการในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน  3) ผู้ประกอบการได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้ประกอบการในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่ 1) ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานรัฐในการเสนอแนวทางการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ 2) ควรให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้วาจาที่สุภาพเรียบร้อยกับผู้ประกอบการในการขอความร่วมมือปฏิบัติการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะเพื่อช่วยเหลือกันและกันกับผู้ประกอบการ 3) ควรให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายอื่นเมื่อได้รับประโยชน์จากการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ 4) ควรมีการประเมินการปฏิบัติการจัดระเบียบเรียบร้อยพื้นที่สาธารณะโดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทนจากหน่วยงานรัฐ The objectives of research article were: 1) to study the level of participation in public space organization based on Four principles of Sangahavatthu of the entrepreneurs in Mueang Roi Et Municipality, Mueang Roi Et District, Roi Et Province 2) to compare the participation in public space organization based on Four principles of Sangahavatthu of the entrepreneurs in Mueang Roi Et Municipality, Mueang Roi Et District, Roi Et Province classified by gender, age, education level and income 3) to study the recommendations of participation in public space organization based on Four principles of Sangahavatthu of the entrepreneurs in Mueang Roi Et Municipality, Mueang Roi Et District, Roi Et Province. research. TThe sample group consisted of 205 entrepreneurs selling products in places or public ways who had applied for registration and payment of fees under Roi Et Municipality. The research instrument was the questionnaires with content validity between 0.67-1.00. The discrimination was .272 - .755 and the reliability was 0.78. The statistics used in data analysis were frequency, percentage, mean, standard deviation. The statistics used to test the hypothesis using t-test and F-test. The research found that: 1) The participation in public space organization based on Four principles of Sangahavatthu of the entrepreneurs in Mueang Roi Et Municipality, Mueang Roi Et District, Roi Et Province overall, it was at the highest level. 2) The results of the hypothesis test found that entrepreneurs with different genders, ages, education levels and incomes participated in organizing public spaces based on four principles of Sangahavatthu of the entrepreneurs in Mueang Roi Et Municipality, Mueang Roi Et District, Roi Et Province overall and aspect, were not difference. This was not in accordance with the assumptions of the research. 3) Recommendations of the entrepreneurs about the participation in public space organization based on Four Principles of Sangahavatthu Mueang Roi Et Municipality, Mueang Roi Et District, Roi Et Province: (1) Should promote participation with government agencies in proposing guidelines for organizing public spaces. (2) Government officials should be polite and courteous to entrepreneurs in asking for cooperation in organizing public space operations to help each other with entrepreneurs. (3) Should cooperate and participate in sharing benefits with other entrepreneurs when they benefiting from the organizing public space. (4) The practice of organizing public space operations should be assessed without expecting benefits from government agencies

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇