MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การพัฒนาความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง (Simulation) ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ด รายวิชา ส 14101 สังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านสะอาดนามูล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ด ให้นักเรียนร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด มีคะแนนความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ ร้อยละ 70 ขึ้นไป 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยสถานการณ์จำลอง ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดให้นักเรียนร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านสะอาดนามูลที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 12 คน โดยใช้รูปแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 3 ประเภท ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน เวลา 12 ชั่วโมง 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการปฏิบัติ ได้แก่ แบบบันทึกการจัดกิจกรรมการเรียนรู้, แบบสัมภาษณ์นักเรียน, แบบสังเกตพฤติกรรมการสอน และแบบวัดผลท้ายวงจร 3) เครื่องมือในการประเมินผลการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง, แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลคะแนนความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีนักเรียนจำนวน 9 คน มีคะแนนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด คิดเป็นร้อยละ 75.00 ของนักเรียนทั้งหมดจำนวน 12 คน คะแนนเฉลี่ย 35.08 จากคะแนนเต็ม 48 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 73.08 ของคะแนนเต็ม สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักเรียนจำนวน 9 คน มีคะแนนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด คิดเป็นร้อยละ 75.00 ของนักเรียนทั้งหมดจำนวน 12 คน คะแนนเฉลี่ย 23.92 คิดเป็นร้อยละ 79.73 ของคะแนนเต็ม สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70
This research aimed to 1) to development of knowledge construction ability using Simulation Instructional with Storyboard Techniques for Grade 4 Students with a goal of 70% of class Scoring no lower than 70% 2) to development of learning achievement using Simulation Instructional with Storyboard Techniques for Grade 4 Students with a goal of 70% of class Scoring no lower than 70% Target group used in research is Grade 4 Students of Bansaardnamul School in the second semester of academic year 2022 total 12 people. The research followed action research procedures for which 3 categories of research tools were used, i.e. 1) the instrument for experimental practice including 9 plans based Simulation Instructional with Storyboard Techniques for 12 hours, 2) reflective instruments which consisted of a post lesson report, a student interview form, a learning observation form and end of spiral quizzes, 3) The instrument for evaluate the performance were the knowledge construction ability test and achievement test. Data were analyzed using percentage, mean, and standard deviation.
The results showed that: 1. Test results, measure knowledge construction ability there were 9 students enrolled accounted for 75.00 % of the total number of 12 students and with an average score of 35.08 out of 48 points. It is 73.08 percent which is higher than the threshold set is 70 percent. 2. Test results, measure learning achievement there were 9 students enrolled 75.00 % of the total 12 students and an average score of 23.92 out of a total of 30 points 79.73 %, which is higher than the threshold set is 70 percent
การพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) ร่วมกับเทคนิคคารูลเซิล รายวิชา ส23101 สังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนร่องคำ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม รายวิชา ส23101 สังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) ร่วมกับเทคนิคคารูลเซิล โดยมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด และมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 70 ขึ้นไป 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ส23101 สังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) ร่วมกับเทคนิคคารูลเซิล โดยมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็น นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนร่องคำที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 30 คน ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) ร่วมกับเทคนิคคารูลเซิล จำนวน 8 แผน 16 ชั่วโมง 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลปฏิบัติการ ได้แก่ แบบบันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครูและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน แบบสัมภาษณ์นักเรียน แบบประเมินทักษะการสื่อสารและความร่วมมือ แบบประเมินทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม แบบทดสอบย่อยวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาท้ายวงจร 3) เครื่องมือที่ใช้ประเมินผลการปฏิบัติการ ได้แก่ แบบทดสอบวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ประกอบด้วย 3 ทักษะ 1) ผลการพัฒนาทักษะการสื่อสารและความร่วมมือ มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 30 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 จากนักเรียนทั้งหมด 30 คน และมีคะแนนเฉลี่ย 25.43 จากคะแนนเต็ม 30 คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 30 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 นักเรียนทั้งหมด 30 คน และมีคะแนนเฉลี่ย 34.13 จากคะแนนเต็ม 40 คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 85.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 3) ผลการพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 23 คน คิดเป็นร้อยละ 76.67 นักเรียนทั้งหมด 30 คนและมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 22.70 จากคะแนนเต็ม 30 คิดเป็นร้อยละ 75.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 26 คน คิดเป็นร้อยละ 86.67 นักเรียนทั้งหมด 30 คน และมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 23.57 จากคะแนนเต็ม 30 คิดเป็นร้อยละ 78.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
The purposes of the present research were: 1) To Development of Learning and Innovation Skills in S23101 Social Studies of Grade 9 Students by 5 Steps Learning Process with Carousel Technique were at least 70% of the students who passed the prescribed criterion of 70% out of total score 2) To Development learning achievement in S23101 Social Studies of Grade 9 Students by 5 Steps Learning Process with Carousel Technique. There were at least 70% of the students who passed the prescribed criterion of 70% out of total score. The target group used in research is Grade 9 Students of Rongkham School in the first semester of academic year 2022 total 30 people conduct research using The Action Research tools are divided into 3 types; 1) The tools used in the operation are the learning management plan that provides learning and Innovation skills activities, 5 Steps Learning Process with Carousel Technique of full 9 study plans 16 hours 2) Research reflective instruments consisted of post lesson report, teacher observation by observation form and observation pattern of student learning behavior, student interview form, communication and collaboration skills evaluation form, creativity and innovation skills evaluation form, critical thinking and solving skills tests of each operational cycle. 3) The tools used to evaluate the performance were critical thinking and solving skills tests, a learning achievement test. Data were analyzed using percentage, mean, and standard deviation.
The research found that: 1. The results of learning and innovation skills development in three skills found that: 1) Test results, measure communication and collaboration skills evaluation were 30 students could passed the criteria which was 100%, with the average score of 25.43 out of 30 which was 84.78%, These result were higher than specified criterion. 2) Test results, measure creativity and innovation skills evaluation were 30 students could passed the criteria which was 100%, with the average score of 34.13 out of 40 which was 85.33%, These result were higher than specified criterion. 3) Test results, measure critical thinking and solving skills evaluation were 23 students could passed the criteria which was 76.67%, with the average score of 22.70 out of 30 which was 75.67%. These result were higher than specified criterion. 2. Test results, measure learning achievement were 26 students could passed the criteria which was 86.67%, with the average score of 23.57 out of 30 which was 78.56%. These results were higher than specified criterion
แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของทนายความอาสาโดยใช้หลักธรรมพรหมวิหาร 4 ในเขตพื้นที่กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติงานของทนายความอาสาในเขตพื้นที่กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของทนายความอาสาโดยใช้หลักธรรมพรหมวิหาร 4 ในเขตพื้นที่กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาทนายความอาสาโดยใช้หลักธรรมพรหมวิหาร 4 ในเขตพื้นที่กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้บริหารทนายความอาสา กลุ่มทนายความอาสา กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนา และกลุ่มประชาชนที่เข้าเคยใช้บริการทนายความอาสา ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการปฏิบัติงานของทนายความอาสาในเขตพื้นที่กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ สภาพการทำงานของทนายความอาสาจะให้เฉพาะคำแนะนำเกี่ยวกับคดี ข้อกฎหมาย จะไม่เกี่ยวกับการทำคดี ส่วนปัญหาในการทำงานที่พบส่วนใหญ่ประชาชนเข้ามาปรึกษาทนายความอาสายังมีจำนวนน้อย เพราะขาดการประชาสัมพันธ์ทนายความอาสาบางคนยังขาดความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายบางเรื่อง โดยเฉพาะกฎหมายที่ออกมาใหม่ นอกจากนี้ทนายความอาสามีการนำหลักธรรมมาใช้ในการปฏิบัติงานทั้งในด้านการวางแผน การลงมือปฏิบัติ การตรวจสอบ และการปรับปรุงแก้ไข 2. แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของทนายความอาสาโดยใช้หลักธรรมพรหมวิหาร 4 ทนายความอาสาต้องมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรม มีจิตใจเป็นทนายความอาสา พร้อมช่วยเหลือคนอื่น มีสติในการทำงานยึดความถูกต้องเที่ยงธรรมโดยไม่มีอคติปฏิบัติต่อผู้มาขอรับคำปรึกษาอย่างเท่าเทียมกัน 3. ผลการศึกษาข้อเสนอแนะในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานทนายความอาสาโดยใช้หลักธรรมพรหมวิหาร 4 ทนายความอาสาและทนายความทุกคนต้องยึดหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อความเจริญในหน้าที่การงานและชีวิต เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีสติในการทำงาน การทำงานย่อมมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุ
การมีส่วนร่วมในการบริหารงานโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ประชากร ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 876 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 269 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.67-1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานได้แก่ ค่า t-test และ F-test (One-Way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการบริหารงานบุคลากร (เมตตา) ด้านการบริหารงานบริการสาธารณะ (อุเบกขา) ด้านการบริหารงบประมาณ (กรุณา) และ ด้านการบริหารงานองค์กร (มุทิตา) ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 จำแนกเพศ อายุ และระดับการศึกษา ไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 ที่สำคัญควรจูงใจให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานหรือบุคคลผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติงาน ร่วมรับผิดชอบ ให้ความเป็นธรรมกับบุคลากร ควบคุมการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ให้เป็นไปตามระเบียบ/ข้อบังคับของทางราชการ
The objectives of this thesis were 1) to study the level of Participation in administration using the Four Sublime States of Mind of Local Government Organization at Mueang Roi Et District, Roi Et Province 2) to compare the level of Participation in administration using the Four Sublime States of Mind of Local Government Organization at Mueang Roi Et District, Roi Et Province, classified by gender, age, and education level 3) to study suggestions for participation in administration using the Four Sublime States of Mind of Local Government Organization at Mueang Roi Et District, Roi Et Province. The population included of 876 personnel working in Local Government Organization at Mueang Roi Et District, Roi Et Province. The sample group was 269 personnel working in Local Government Organization at Mueang Roi Et District, Roi Et Province. It was quantitative research. The instrument used for data collection was a 5-point estimation scale questionnaire with a contain validity of 0.67 – 1.00, and a confidence level of 0.94. The statistics used to analyze the data were frequency, percentage, mean and standard deviation, and the statistics used to test the Hypothesis were t-test and F-test (One-Way ANOVA).
The results found that: 1) The overall level of Participation in administration using the Four Sublime States of Mind of Local Government Organization at Mueang Roi Et District, Roi Et Province was at a high level. Ranking from the highest to the lowest averages were personnel management (Metta), public service administration (Upekkha), budget management (Karuna), and organizational management (Mudita). 2) There was no difference in the results of the comparison of opinions towards the participation in administration using the Four Sublime States of Mind, classified by sex, age, and education level, there was no difference. Division by occupation Overall .05 level. 3) Suggestions for participation in administration by using the Four Sublime States of Mind should motivate personnel or related persons to have the opportunity to collaborate in participation-decision-making co-responsible, be fair to personnel, controlling budget spending to comply with government regulations
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบท้าทายของผู้บริหารกับองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับของภาวะผู้นำแบบท้าทายของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาระดับขององค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบท้าทายของผู้บริหารกับองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 350 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความสัมพันธ์ระว่างตัวแปรด้วยวิธีของของเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำแบบท้าทายของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการเสริมสร้างกำลังใจ รองลงมา ได้แก่ ด้านการเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ปฏิบัติ ส่วนด้านการสร้างแรงบันดาลใจในการวิสัยทัศน์ร่วมกัน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) องค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผยระหว่างบุคลากรในองค์กร รองลงมา ได้แก่ ด้านการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านการแบ่งปันอำนาจและการมีส่วนร่วม มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ภาวะผู้นำแบบท้าทายของผู้บริหาร มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษากลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
The objectives of this research are 1) to study the level of challenging leadership of school administrators in the Southern Krungthon Group under the Bangkok Metropolitan Administration, 2) to study the level of high organizational capacity of schools in the Southern Krungthon Group under the Bangkok Metropolitan Administration, and 3) to examine the relationship between challenging leadership of school administrators and high organizational capacity of schools in the Southern Krungthon Group under the Bangkok Metropolitan Administration. The sample group consisted of 350 teachers in schools in the Southern Krungthon Group under the Bangkok Metropolitan Administration. Data were collected through questionnaires and analyzed using statistical software to find frequencies, percentages, averages, and standard deviations, as well as to test the correlation between variables using Pearson's correlation.
The research findings indicate that: 1) The challenging leadership of school administrators in the Southern Krungthon Group under the Bangkok Metropolitan Administration is at a high level overall. The highest average score is related to empowering and motivating, followed by giving opportunities for others to perform, while the lowest average score is related to creating a shared vision and inspiration in visioning together. 2) The high organizational capacity of schools in the Southern Krungthon Group under the Bangkok Metropolitan Administration is at a high level overall. The highest average score is related to communication openness among staff in the organization, followed by continuous learning, while the lowest average score is related to power sharing and participation. 3) Challenging leadership of school administrators has a positive and statistically significant relationship at the .01 level with the high organizational capacity of schools in the Southern Krungthon Group under the Bangkok Metropolitan Administration
การบูรณาการหลักธรรมาภิบาลด้วยอิทธิบาท 4 ในการดำเนินงาน ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบูรณาการหลักธรรมาภิบาลด้วยอิทธิบาท 4 ในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นการบูรณาการหลักธรรมาภิบาลด้วยอิทธิบาท 4 ในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด โดยจำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่ง 3) เพื่อเสนอแนะการบูรณาการหลักธรรมาภิบาลด้วยอิทธิบาท 4 ในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.67-1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .950 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานได้แก่ ค่า t-test และ F-test (One-Way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1) การบูรณาการหลักธรรมาภิบาลด้วยอิทธิบาท 4 ในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านคุณธรรม/จริยธรรม รองลงมา คือ หลักการตรวจสอบได้มีภาระรับผิดชอบ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ หลักประสิทธิผล 2) ผลการเปรียบเทียบระดับการบูรณาการหลักธรรมาภิบาลด้วยอิทธิบาท 4 ในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกเพศ ระดับการศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามอายุ และตำแหน่งโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะการบูรณาการหลักธรรมาภิบาลด้วยอิทธิบาท 4 ในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด ควรปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ควรสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจรวมถึงตอบสนองตามความคาดหวังของ ประชาชนผู้รับบริการ พิจารณาการใช้อำนาจตามกฎระเบียบ ข้อบังคับของหน่วยงาน รับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้บุคลากรในหน่วยงานมีส่วนในการตัดสินใจ
The objectives of research article were 1) to study the level Integration of Good Governance with the four Paths to Accomplishment in the Operation of the Roi- Et Provincial Administrative Organization; 2) to compare the opinions on the Integration of Good Governance with the four Paths to Accomplishment in the Operation of the Roi- Et Provincial Administrative Organization, classified by gender, age, education level, and position; and 3) to study suggestions for the Integration of Good Governance with the four Paths to Accomplishment in the Operation of the Roi- Et Provincial Administrative Organization, a sample group of 210 personnel. The data collection tool used in this study was a questionnaire with 5-level Likert scale items, with content validity ranging from 0.67 to 1.00 and a reliability coefficient of .950. The statistical analysis used in this study included frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test, and F-test (One-Way ANOVA).
The results show that: 1) The Integration of Good Governance with the four Paths to Accomplishment in the Operation of the Roi- Et Provincial Administrative Organization is generally at a high level. The aspect with the highest average score is ethics/morality, followed by accountability/check and balance. The aspect with the lowest average score is effectiveness. 2) The result of comparing the levels of Integration of Good Governance with the four Paths to Accomplishment in the Operation of the Roi- Et Provincial Administrative Organization, it did not differ overall when categorized by gender and educational level. However, once categorized by age and position, there was a statistically significant difference at the .05 level. 3) Integration of Good Governance with the four Paths to Accomplishment in the Operation of the Roi- Et Provincial Administrative Organization, the results suggested that officials should perform their duties in accordance with the organization's objectives. They should build confidence and trust, as well as respond to the expectations of the service users. They should also consider using power in accordance with the rules and regulations of the agency, listen to the feedback, and provide opportunities for personnel within the agency to participate in decision-making
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องปรับอากาศและการพัฒนาการบริการหลังการขาย
การวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องปรับอากาศและการพัฒนาการบริการหลังการขายของผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องปรับอากาศของผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสาครจำนวนทั้งหมด 100 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 30-39 ปี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,000 บาทขึ้นไป นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด การบริการหลังการขายที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องปรับอากาศมีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีระดับความคิดเห็นด้านการตัดสินใจซื้ออยู่ในระดับมากเนื่องจากการได้รับการบริการหลังการขายที่ด
การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 จำนวน 289 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและPNI
ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 โดยเรียงลำดับความต้องการจำเป็น (PNI) จากมากไปน้อย ได้แก่ การออกแบบการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดและการลงมือปฏิบัติการใช้สื่อและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู
การศึกษาผลการนิเทศเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การประเมินคุณภาพผู้เรียน(NATIONAL TEST: NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 โดยใช้กระบวนการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง(COACHING & MENTORING)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้ ความเข้าใจของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) ศึกษาผลการนิเทศการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยรูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) และ 3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์การประเมินคุณภาพผู้เรียน (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความรู้ความเข้าใจกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) และแบบรายงานผลสัมฤทธิ์การประเมินคุณภาพผู้เรียน (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยตรวจสอบจากค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาความรู้ ความเข้าใจของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก อยู่ในระดับมาก 2. ผลการศึกษาการนิเทศการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยรูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) อยู่ในระดับมาก 3. ผลศึกษาผลสัมฤทธิ์การประเมินคุณภาพผู้เรียน (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนมหาธาตุเจดีย์ คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงกว่าระดับประเท