MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สมองเป็นฐานผ่านระบบออนไลน์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สมองเป็นฐานผ่านระบบออนไลน์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สมองเป็นฐานผ่านระบบออนไลน์ประกอบแบบฝึกทักษะกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าแห่วิทยาคม สำนักงานเขตการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียน จำนวน 15 คนซึ่ง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติวิลคอกซอน (The Wilcoxon Matched – Pairs Signed Rank Test)
ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สมองเป็นฐานผ่านระบบออนไลน์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.95/86.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 2. ความสามารถในการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความก้าวหน้าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0
รูปแบบการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้แนวคิดวงจรคุณภาพเดมมิ่งสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 2) สร้างรูปแบบการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้แนวคิดวงจรคุณภาพเดมมิ่งสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้างานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 164 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้างานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 6 คน และ ผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา แบบสัมภาษณ์โรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี (Best Practice) แบบบันทึกการสนนากลุ่ม และแบบสอบถามความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้แนวคิดวงจรคุณภาพเดมมิ่งสำหรับสถานศึกษา สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 อยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 อยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับความต้องการจำเป็น ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการส่งเสริมนักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ปัญหา และด้านการส่งต่อ ตามลำดับ 2. รูปแบบการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้แนวคิดวงจรคุณภาพเดมมิ่งสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 ประกอบด้วย 6 ส่วน ดังนี้ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหาของรูปแบบ มี 5 หน่วย ได้แก่ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียน การป้องกันและแก้ปัญหา และการส่งต่อ 4) กระบวนการดำเนินงาน ประกอบด้วย ขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ ขั้นตรวจสอบ และขั้นปรับปรุงพัฒนา 5) การประเมินผล และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ
การสร้างแบบประเมินทักษะการเขียนย่อความ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบประเมินทักษะการเขียนย่อความ 2) เพื่อหาคุณภาพแบบประเมินทักษะการเขียนย่อความ 3) เพื่อหาเกณฑ์ปกติของแบบประเมินทักษะการเขียนย่อความ 4) เพื่อสร้างคู่มือการใช้แบบประเมินทักษะการเขียนย่อความ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี จำนวน 160 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 80 คน ทำการทดลอง 2 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินทักษะการเขียนย่อความ ซึ่งมีลักษณะเป็นการเขียน ย่อความแบบอัตนัย มี 7 ประเภท ได้แก่ ย่อความจากนิทาน ประวัติศาสตร์ ตำนาน สารคดี พระราชดำรัส พระบรมราโชวาท และข่าว กำหนดรายการประเมิน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) รูปแบบ การเขียน 2) การลำดับความต่อเนื่องของเนื้อหา 3) การใช้ภาษา และ 4) เนื้อเรื่องย่อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินและค่าความเชื่อมั่นของผู้ตรวจให้คะแนน
ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างแบบประเมินทักษะการเขียนย่อความที่สร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ประกอบด้วย การเขียนย่อความจากนิทาน การเขียนย่อความจากประวัติศาสตร์ การเขียนย่อความจากตำนาน การเขียนย่อความจากสารคดี การเขียนย่อความจากพระราชดำรัส การเขียนย่อความจากพระบรมราโชวาท และการเขียนย่อความจากข่าว ในแต่ละประเภทประเมิน 4 รายการ ได้แก่ รูปแบบการเขียน การลำดับเนื้อหา การใช้ภาษา เนื้อเรื่องย่อ รวม 7 ข้อจำนวน 1 ฉบับ 2) คุณภาพของแบบประเมินทักษะการเขียนย่อความ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ทุกประเภท อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ มีค่า t อยู่ระหว่าง 7.33 ถึง 11.17 ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินอยู่ระหว่าง 0.80 ถึง 0.85 และค่าความเชื่อมั่นของผู้ตรวจให้คะแนนอยู่ระหว่าง 0.72 ถึง 0.90 3) เกณฑ์ปกติของแบบประเมินทักษะการเขียนย่อความ โดยมีคะแนนดิบตั้งแต่ 55-131 คะแนน เกณฑ์ปกติทั้งฉบับอยู่ในช่วง T25–T75 4) คู่มือการใช้แบบประเมินทักษะการเขียนย่อความ ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ นิยามศัพท์เฉพาะ ลักษณะของแบบประเมิน คุณภาพแบบประเมิน เวลาที่ใช้ในการดำเนินการ วิธีดำเนินการประเมิน เกณฑ์การตรวจให้คะแนนของแบบประเมิน การแปลความหมายคะแนนมีผลการประเมินทุกข้อผ่านการพิจารณาความเหมาะสม
The purpose of this study is to: 1) Create a summary skill assessment. 2) Determine the quality of the summary skill assessment. 3) Determine the normal standards for summarizing skill assessment. 4) Create a summarizing skill assessment manual. Samples used in the study. The sample used in the research were 160 students that studying Mathayomsuksa 3 in the second semester of the academic year 2022 under the Office of Udonthani Secondary Educational Service Area by multi-stage random sampling, divided into 2 groups of 80 people each, conducted 2 experiments. Research is an assessment form for writing essay skills which looks like writing. There are 7 types of subjective summaries, including summaries from fairy tales, history, legends, documentaries, royal speeches and news. Assessment items consist of 4 aspects: 1) writing style 2) content continuity 3) language use and 4) synopsis. Data was analyzed by content validity with The Index of Item-Objective Congruence (IOC), discriminant (r). and test reliability determination form and the confidence value of the examiner validity.
The research findings were as follows: 1) The created essay writing skill assessment was divided into 7 categories: Writing a summary from a fairy tale, Writing a summary from history, Writing a summary from a legend, Writing a summary from a documentary, Writing a summary from a royal speech, Writing a summary from a royal speech and Writing a summary from news in each category, 4 items are assessed: writing style, Content sequence, language usage, synopsis, total of 1 copy of 7 short stories. 2) The content validity (IOC) for all types is between 0.67 and 1.00. The Index of Item-Objective Congruence of t-range (t) is from 7.33 to 11.17. The discriminant of the evaluation is between 0.80 and 0.85, and the test reliability determination of the reviewer is between 0.72 and 0.90. 3) Standard essay skill assessment, with an original score of 55-131. The standard range is T25-T75. 4) Summarize the nature of the skill assessment manual, including objectives, terminology definitions, and quality assessment forms. Processing time, evaluation method, scoring standards, scoring translation
การบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2. ศึกษาการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา 3. ศึกษาแนวทางการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 300 คน และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาบุคลากร 2. การบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านสมานัตตตา และ 3. แนวทางการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ควรให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยไมตรีจิต เปิดโอกาสให้บุคลากรได้ปรับปรุงวิธีการทำงาน ยกย่องชมเชยแก่ครูที่มีผลงานดีเด่น มีวาทศิลป์ ใช้สื่อดิจิทัลในการสื่อสารโดยใช้คำพูดที่นุ่มนวล สละสลวย ใช้สื่อดิจิทัลในการสื่อสารด้วยวาจาที่ไพเราะสุภาพ ชวนฟัง ปฏิบัติตน เป็นแบบอย่างที่ดี และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ด
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำท้องถิ่นโดยใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 เทศบาลตำบลพรสวรรค์ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำท้องถิ่นโดยใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 เทศบาลตำบลพรสวรรค์ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาภาวะผู้นำท้องถิ่นโดยใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 เทศบาลตำบลพรสวรรค์ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำท้องถิ่นโดยใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 เทศบาลตำบลพรสวรรค์ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 367 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ระหว่าง 0.67-1.00 และมีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และค่า F-test (One-way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะแนวทางการพัฒนาผู้นำท้องถิ่นโดยใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 เทศบาล ตำบลพรสวรรค์ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล(วิมังสา) รองลงมา ด้านการกระตุ้นทางปัญญา (จิตตะ) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ (วิริยะ) 2. ผลการเปรียบเทียบระดับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำท้องถิ่นโดยใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 เทศบาลตำบลพรสวรรค์ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำท้องถิ่นโดยใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 เทศบาลตำบลพรสวรรค์ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาภาวะผู้นำท้องถิ่นที่ประกอบด้วย การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล โดยการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 เป็นแนวทางการทำงาน ให้ประสบความสำเร็
ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 และ 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต3กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 31 คน และครูผู้สอน จำนวน 288 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม จำนวน 1 ชุด สำหรับผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนฯโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนฯ ทุกด้านมีความสัมพันธ์ความสัมพันธ์ทางบวก มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนฯ มีจำนวน 3 ด้านคือ ด้านภาวะผู้นำด้านการเรียนการสอน (X5) ด้านภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (X3) และด้านภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยี (X1) ได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ ร้อยละ 99.50 (R=.995) ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 99.10 (R 2=0.991) โดยเขียนเป็นสมการในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้คือ Y' = -0.153+ 0.475** (X5) + 0.485** (X1) + 0.074** (X3) และ Z = 0.477 Z5 + 0.454 Z1 + 0.070 Z
การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลัก พรหมวิหาร 4 ของเทศบาลตำบลจำปาขัน อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองท้องถิ่นตามหลักพรหมวิหาร 4 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองท้องถิ่นตามหลักพรหมวิหาร 4 จำแนกตามเพศ อายุ และอาชีพ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองท้องถิ่นตามหลัก พรหมวิหาร 4 โดยใช้วิธีการวิจัยแบบเชิงปริมาณ กลุ่มประชากร ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในเขตพื้นที่ของเทศบาลตำบลจำปาขัน มีจำนวนทั้งสิ้น 5,313 คน จัดทำกลุ่มตัวอย่างจำนวน 361 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.67-1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และ F-test
ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองท้องถิ่นตามหลักพรหมวิหาร 4 โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (อุเบกขา) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (เมตตา) 2. การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นที่มีต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองท้องถิ่นตามหลักพรหมวิหาร 4 จำแนกตามเพศ อายุ โดยรวม ไม่แตกต่างกัน ส่วนประชาชนที่มีอาชีพต่างกับมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองท้องถิ่น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองท้องถิ่นตามหลักพรหมวิหาร 4 ประชาชนควรร่วมกันแก้ปัญหาและเสนอความต้องการของตนเองและของหมู่บ้าน เข้าร่วมดำเนินกิจกรรมหรือโครงการของเทศบาลตำบลและยอมรับผลประโยชน์อันเกิดจากการพัฒน
แนวทางพัฒนาการบริหารงานของกลุ่มบริหารงานทั่วไป ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดร้อยเอ็ด
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานทั่วไปของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานทั่วไปของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารงานทั่วไปศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างได้แก่ บุคลากร ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2565 จำนวน 109 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับระดับความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารงานทั่วไป และแนวทางพัฒนาการบริหารงานทั่วไปศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดร้อยเอ็ด สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารงานทั่วไป ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าสูงสุด ได้แก่ ด้านงานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ รองลงมาได้แก่ ด้านงานธุรการและพัสดุกลุ่ม และด้านที่มีค่าต่ำสุดได้แก่ ด้านงานยานพาหนะ 2. เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานทั่วไปของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ในสภาพการบริหารงานทั่วไป ทั้ง 4 ด้าน จำแนกตามเพศ ระดับคะแนนความคิดเห็นโดยรวมไม่แตกต่างกัน ระดับการศึกษา ระดับคะแนนความคิดเห็นโดยรวม แตกต่างกัน และประสบการณ์ทำงาน ระดับคะแนนความคิดเห็นโดยรว ไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางพัฒนาการบริหารงานทั่วไปศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ด้านงานธุรการและพัสดุกลุ่ม ควรจัดเก็บงานแฟ้มสารบรรณให้เป็นระบบและปัจจุบัน เพื่อง่ายต่อการสืบค้น และจัดเป็นหมวดหมู่ให้ค้นหาง่าย ด้านงานอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม อุปกรณ์ในการทำความสะอาด และไฟฟ้า ควรตรวจเช็คให้เรียบร้อย และวัสดุและอุปกรณ์ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ด้านงานยานพาหนะ ขอความร่วมมือในการรักษาความสะอาดของรถที่ใช้ในราชการ ควรมีการตรวจสภาพรถก่อนใช้งานเป็นประจำ การดูแลรักษาให้พร้อมกับการใช้งานอยู่เสมอ ควรมีมาตรการในการกำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้รับผิดชอบงานยานพาหนะมากขึ้
แนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต2 และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 302 คน แบ่งเป็นผู้บริหาร จำนวน 37 คน ครูผู้สอน จำนวน 265 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบตอบสนองคู่ (Dual response format) ชนิด 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNImodified) ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2) แนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 จำนวน 18 แนวทา
การบูชาวัตถุมงคลทางพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสม ของประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวัตถุมงคลทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย 2) เพื่อศึกษาการบูชาวัตถุมงคลทางพระพุทธศาสนาของประชาชนอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย 3) เพื่อศึกษาการบูชาวัตถุมงคลเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมดีในทางพระพุทธศาสนาของประชาชนอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาวิเคราะห์
ผลการวิจัยพบว่า 1) วัตถุมงคลทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทยวัตถุมงคลทางพระพุทธศาสนา หมายถึงสิ่งของทั้งที่เกิดมีเองโดยธรรมชาติและสิ่งของที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น ด้วยความเชื่อว่าจะเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุขความเจริญ ความเป็นสิริมงคล โชคลาภหรือเป็นเครื่องป้องกันภัยต่างๆ ซึ่งได้แก่พระเครื่อง เครื่องรางของขลังชนิดต่างๆ วัตถุมงคลมีผลต่อสังคมไทยในด้านความเชื่อการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะเป็นการปรารภพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ที่เป็นอารมณ์หรือเป็นเครื่องระลึกถึงเหตุให้เรามีโอกาสในการพัฒนากายและจิตของเราไปในทางบุญกุศล ทำให้เกิดอิทธิพลด้านความเชื่อคือความเชื่อในอานุภาพของพระพุทธมนต์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ความเชื่อในข้อปฏิบัติหรือปฏิปทาของเกจิอาจารย์ อิทธิพลของสื่อโฆษณา ด้านพิธีกรรมคืออิทธิพลของวัตถุมงคลต่อการประกอบพิธีกรรม หรือพิธีพุทธาภิเษก และอิทธิพลภายหลังการประกอบพิธีพุทธาภิเษกแล้ว ด้านจิตใจคือสร้างความมั่นอกมั่นใจ ด้านศิลปะและพุทธพาณิชย์และการลวดลายอักขระเกิดขึ้น 2) การบูชาวัตถุมงคลทางพระพุทธศาสนาของประชาชนอำเภอเมือง จังหวัดหนองคายพบว่า ประชาชนส่วนมากบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อพระใสที่มีอยู่ทุกบ้าน และพระเครื่องที่แต่ละวัดนั้นได้สร้างขึ้นจากกิจกรรมงานบุญประเพณี เช่น หลวงพ่อมีชัย วัดมีชัยท่า หลวงพ่อพระสวยวัดยอดแก้ว หลวงพ่อพระเสาร์ วัดประดิษฐ์ธรรมคุณ (วัดหอก่อง) หลวงพ่อพระสุก วัดศรีคุณเมือง หลวงพ่อพระแสง วัดศรีษะเกษ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช วัดจอมมณี ซึ่งเป็นพระที่ประชาชนส่วนมากในจังหวัดหนองคายนับถือและบูชา และยังมีวัตถุมงคลที่ได้จากสัตว์ จากพืช จากเกจิ การบูชาองเทพเจ้า และการบูชาพญานาค 3) การบูชาวัตถุมงคลเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมดีในทางพระพุทธศาสนาของประชาชนอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย มีพฤติกรรมคือการละความชั่วโดยการยึดมั่นในวัตถุมงคลการรักษาศีลที่เห็นได้ในข้อห้ามในการใช้วัตถุมงคลและทุกกระบวนการขั้นตอนของการสร้างหากเป็นฆราวาสก็ต้องนุ่งขาวห่มขาว สมาทานศีล 5 หรือ ศีล