MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการสอนวรรณคดีไทย ปีการศึกษา 2525-2534

    Get PDF
              บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยด้านการสอนวรรณคดีไทย ระดับบัณฑิต ศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2525-2534 โดยเอกสารที่ใช้ศึกษาได้จากงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาจาก 6 มหาวิทยาลัย รวมทั้งสิ้น 38 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบบรรทุกรายละเอียดงานวิจัย สถิติที่ใช้ในการสังเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่และค่าร้อยละ แล้วนำเสนอข้อมูลแบบพรรณนาวิเคราะห์            ผลการวิจัยพบว่า งานวิจัยด้านการสอนวรรณคดีไทย ระดับบัณฑิต ศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2525-2534 จำนวน 38 เรื่อง เป็นหัวข้อวิเคราะห์ตัวบทวรรณกรรมและวรรณคดีมีจำนวนงานวิจัยมากที่สุด จำนวน 27 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 71.05 รองลงมาคือหัวข้อการเปรียบเทียบการเรียนการสอน มีงานวิจัยจำนวน 5 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 13.15 รองลงมาคือหัวข้อวิเคราะห์แบบเรียน มีงานวิจัยจำนวน 3 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 7.89 รองลงมาคือหัวข้อวิเคราะห์การเรียนการสอน มีงานวิจัยจำนวน 2 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 5.26 และจำนวนน้อยที่สุดคือหัวข้อความสนใจของผู้เรียน มีงานวิจัย จำนวน 1 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 2.63 แสดงให้เห็นว่างานวิจัยที่มีระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษาระหว่างปี พ.ศ.2525-2534 ยังไม่มีจำนวนไม่มากเท่าที่ควร ส่งผลให้วัตกรรมที่เกี่ยวกับการศึกษามีจำนวนน้อยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะในช่วงปีดังกล่าวมีการมุ่งเน้นการวิจัยไปที่การสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับวรรณกรรมและวรรณคดีไท

    การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์

    Get PDF
              การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการบริหารงานวิชาการด้านคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ 2) พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีต่อการใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน และ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ จำนวน 702 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบประเมิน และคู่มือการดำเนินงาน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ขอบข่ายของงานวิชาการ 2) การพัฒนาทีมงานวิชาการในสถานศึกษา 3) การมีส่วนร่วม 4) กระบวนการบริหารงานวิชาการ 3. การทดลองใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ 1) ขอบข่ายงานวิชาการ ได้แก่ การวางแผนงานวิชาการ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ การวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน การแนะแนวการศึกษา และการประเมินผล 2) ผลการพัฒนางานวิชาการโดยการทำงานเป็นทีม ได้แก่ การรับรู้และค้นหาปัญหา การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนปฏิบัติการ การนำแผนไปปฏิบัติ และการประเมินผลลัพธ์ 3) ผลการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นในการบริหารงานวิชาการ ได้แก่ การมีส่วนร่วมวางแผนกลยุทธ์ การมีส่วนร่วมการวางแผน การมีส่วนร่วมการปฏิบัติการ การมีส่วนร่วมติดตามและประเมินผล การมีส่วนร่วมการตัดสินใจ การมีส่วนสร้างความชื่นชมร่วมกับชุมชน และการมีส่วนร่วมปรับปรุงและพัฒนา 4) กระบวนการบริหารงานวิชาการ ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบ และการปรับปรุงแก้ไข 4. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีต่อการใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยความพึงพอใจจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียน และครูผู้สอ

    การศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารโรงเรียน ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) อศึกษาปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารโรงเรียนในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์  เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารโรงเรียนในศตวรรษที่ 21  ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 จำแนกตามสถานภาพและขนาดของโรงเรียน และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารโรงเรียนในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 199 คน และครูหัวหน้าผู้รับผิดชอบงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียนจำนวน 199 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานในโรงเรียน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน และครูหัวหน้างานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยรวมอยู่ในระดับน้อย 2) การเปรียบเทียบปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ตามความคิดของ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูหัวหน้างานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความคิดเห็นต่อปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานในโรงเรียน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) การเปรียบเทียบปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ตามความคิดของผู้อำนวยการโรงเรียน และครูหัวหน้างานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีขนาดโรงเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อสภาพการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อการบริหารงานในโรงเรียนรายด้านและโดยรวมแตกต่างกัน 4) จากการวิเคราะห์ข้อมูลแนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารโรงเรียนในศตวรรษที่ 21 เสนอแนวทางเป็นรายด้านไว้ดังนี้ 4.1) ด้านการบริหารงานทั่วไป  ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญในการสร้างแหล่งเรียนรู้ควรมีการเก็บฐานข้อมูลที่เป็นออนไลน์ และออฟไลน์เพราะเมื่อพบปัญหาทางระบบเครือข่ายก็สามารถเรียกใช้ฐานข้อมูลที่เก็บไว้ในรูปแบบออฟไลน์ได้ จัดอบรมในเรื่องที่เกี่ยวกับบริหารทั่วไป และศึกษาดูงานโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศด้านการใช้เทคโนโลยีบริหารงานด้านการบริหารงานทั่วไป 4.2) ด้านการบริหารงานบุคคล การลงเวลา ปฏิบัติราชการของครู  ควรใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการลงเวลา เพื่อเช็คและจัดเก็บสถิติข้อมูล การมาปฏิบัติราชการ ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ในทุกๆที่และใช้เทคโนโลยีในการวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาครูให้ใช้เทคโนโลยี เพื่อการดำเนินการต่างๆ 4.3) ด้านงบประมาณ การจัดเก็บฐานข้อมูล ค้นคว้าบนระบบเครือข่าย ถ้ามีฐานข้อมูลด้านงบประมาณก็จะง่ายต่อการปรับ ปรุงแก้ไขแผนการจัดการงบประมาณ ควรใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดเก็บข้อมู

    แนวทางการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด

    Get PDF
    บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 92 คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นแล้วจึงสุ่มแบบง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และประเมินความต้องการจำเป็นด้วยค่า PNImodified ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการวัดผลประเมินผล รองลงมา คือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่วนสภาพที่พึงประสงค์การบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2. ความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นรายด้าน ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นสูงที่สุดเป็นลำดับแรก รองลงมา คือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้  ด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา  ด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพ ด้านการวัดผลประเมินผล และ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา(การวิจัยในชั้นเรียน) ตามลำดับ 3.  แนวทางการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด โดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า โรงเรียนควรสร้างบริบทความเป็นวิชาการที่เป็นเลิศในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม วัดและประเมินผลการเรียนรู้สอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่กำหนดในหลักสูตร กำกับ ติดตามนโยบาย กิจกรรม และภารกิจ ตามรายละเอียดที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงพัฒนาอย่างเป็นระบบตามแบบแผนที่กำหน

    การพัฒนาแนวทางการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำนวน 350 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและลำดับความต้องการจำเป็น (PNI) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาแนวทางการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยเรียงลำดับความต้องการจำเป็น (PNI) จากมากไปน้อย ได้แก่ การประเมินผลติดตามผล การดำเนินการนิเทศ การศึกษาสภาพปัจจุบัน และ 4. การวางแผนการนิเทศ แนวการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 2 ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ  22 แนวทาง ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา แนวทางมีความเหมาะสม และความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุ

    การพัฒนาคู่มือการบริหารงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารกิจการนักเรียนของสถานศึกษา 2) เพื่อพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของสถานศึกษา 3) เพื่อประเมินความเหมาะสมของคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนจำนวน 217 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .618–.894 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .87 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินค่าความสอดคล้องของคู่มือ การประเมินความเหมาะสมของคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของสถานศึกษา ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 24 คน และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารกิจการนักเรียนของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการประเมินผลการดำเนินงานกิจการนักเรียนรองลงมา ด้านการดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนและด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการบริหารจัดการงานกิจการนักเรียน 2. ผลการพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของสถานศึกษา พบว่า องค์ประกอบของคู่มือ ได้แก่ 1) ปก 2) คำนำ 3) สารบัญ ได้แก่ ส่วนที่ 1 หลักการและเหตุผลส่วนที่ 2 วัตถุประสงค์ส่วนที่ 3 สาระสำคัญส่วนที่ 4 องค์ประกอบการบริหารกิจการนักเรียนส่วนที่ 5 กฎหมาย ระเบียบและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานกิจการนักเรียนส่วนที่ 6 เงื่อนไขความสำเร็จและ เอกสารอ้างอิง 3. ผลการประเมินคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของสถานศึกษา พบว่า คู่มือมีความเหมาะสมสามารถนำไปใช้ได้โดยรวมอยู่ในระดับมากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านประโยชน์จากการนำคู่มือไปใช้ รองลงมา คือ ด้านความเป็นไปได้และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการออกแบ

    การพัฒนาแนวทางการนิเทศแบบสอนแนะสำหรับครูคณิตศาสตร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3

    Get PDF
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการนิเทศแบบสอนแนะสำหรับครูคณิตศาสตร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 2) เพื่อพัฒนาและประเมินแนวทางการนิเทศแบบสอนแนะสำหรับครูคณิตศาสตร์  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน  กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูคณิตศาสตร์ จำนวน 196 คน การสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาและครูคณิตศาสตร์ จากโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติดี จำนวน 6 คน ใช้เป็นแนวทางยกร่างและตรวจสอบยืนยันประเมินการพัฒนาการนิเทศแบบสอนแนะสำหรับครูคณิตศาสตร์ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง  แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการนิเทศแบบสอนแนะสำหรับครูคณิตศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศแบบสอนแนะสำหรับครูคณิตศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นของแนวทางการนิเทศแบบสอนแนะสำหรับครูคณิตศาสตร์ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการปฏิบัติตามแผนการสอนแนะ ด้านการวางแผนการสอนแนะ ด้านการประเมินและติดตามผลการสอนแนะ และด้านการเตรียมการก่อนสอนแนะ 2. แนวทางการนิเทศแบบสอนแนะสำหรับครูคณิตศาสตร์ประกอบด้วย  ด้านการเตรียมการก่อนสอนแนะ มี 5 แนวทาง ด้านการวางแผนการสอนแนะ มี 3 แนวทาง ด้านการปฏิบัติตามแผนการสอนแนะ    มี 4 แนวทาง ด้านการประเมินและติดตามผลการสอนแนะ มี 5 แนวทาง  มีผลการประเมินความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและความเป็นไปได้ของแนวทางโดยรวมอยู่ในระดับมาก This research aimed 1) to study desirable present conditions and requirements of supervision of coaching teaching for mathematics teachers under Kalasin Primary Educational Service Area 3, 2) to develop and evaluate the guidelines of supervision of coaching teaching for mathematics teachers under Kalasin Primary Educational Service Area 3. For the method of the study, mixed methods research design was used. For the sample, it consisted of 196 school administrators and mathematics teachers. The interview of 6 school administrators from schools with the best practice was utilized to a guideline for 7 experts so as to draft, verify, and evaluate the development of instructional supervision for mathematics teachers. The questionnaire and the structured interview form and the appropriateness and feasibility assessment form of the approach were applied as the research instrument. Mean, percentage, standard deviation, and the required index value were taken as the statistics used for analysis. The results Showed that: 1. In the present condition, the overall level of the desirable present conditions and requirements of supervision of coaching teaching for mathematics teachers under Kalasin Primary Educational Service Area 3 was moderate. The desirable condition of supervision of coaching teaching for mathematics teachers was the highest level. The level of requirements or needs of supervision of coaching teaching for mathematics teachers could be ordered from high to low; as follows, on the implementation of the teaching plan, teaching planning, assessment and follow-up of instructional results, and preparation prior to instruction, respectively. 2. The guidelines of supervision of coaching teaching for the mathematics teachers comprised 5 guidelines in terms of preparation before teaching, 3 guidelines in terms of coaching-teaching plan, 4 guidelines regarding the implementation of the coaching-teaching plan, and 5 guidelines regarding the assessment and follow-up of teaching of coaching. The overall level of the suitability assessment result was at the highest, and the probability level was high

    พฤติกรรมการใช้แอปปริเคชั่นเฟสบุ๊คและไลน์ไอดี ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์และบริการของนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา กาดวิถีชุมชนคูบัววัดโขลงสุวรรณคีรี จังหวัดราชบุรี หลังสถานการโควิค 19

    Get PDF
               การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ แอปปริเคชั่นเฟสบุ๊คและไลน์ไอดี กาดวิถีชุมชนคูบัววัดโขลงสุวรรณคีรี ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์และบริการซึ่งใช้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือสมาชิก แอปปริเคชั่นเฟสบุ๊คและไลน์ไอดี กาดวิถีชุมชนคูบัววัดโขลงสุวรรณคีรี จำนวน 400 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้สถิติ ต่างๆ ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test ค่าความแปรปรวน ทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์ไคร์สแควร์           ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 31-40 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี สถานภาพสมรสโสด อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 20,001 บาท โดยมีพฤติกรรมการใช้ Facebook Fanpageของชุมชน โดยมีความถี่ในการเข้าใช้บริการ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ช่วงเวลาที่เข้าใช้บริการเวลา 08.01-18.00 น.ระยะเวลาในการเข้าใช้บริการ น้อยกว่า 1 ชั่วโมงผ่านอุปกรณ์ที่ใช้บริการได้แก่ สมาร์ทโฟน วัตถุประสงค์ในการเข้าใช้บริการ เพื่อต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมการขายการปฏิสัมพันธ์กับชุมชนในการใช้บริการแอปปริเคชั่นเฟสบุ๊คและไลไอดี กาดวิถีชุมชนคูบัววัดโขลงสุวรรณคีรี เพื่อการกด Like เนื้อหาที่นำเสนอโดยทราบวัตถุประสงค์ของชุมชนในการจัดทำ แอปปริเคชั่นเฟสบุ๊คและไลน์ไอดี กาดวิถีชุมชนคูบัววัดโขลงสุวรรณคีรี เพื่อการ สร้างความสัมพันธ์ลูกค้าและต้องการเป็นสมาชิกส่วนผลการทดสอบ สมมติฐาน พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้าน เพศ อายุ อาชีพ และรายได้ ยกเว้นการศึกษา และสถานภาพ สมรส เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพฤติกรรมการใช้ แอปปริเคชั่นเฟสบุ๊คและไลน์ไอดี กาดวิถีชุมชนคูบัววัดโขลงสุวรรณคีรี มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ อย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.0

    ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของครู ในกลุ่มโรงเรียนประโคนชัย 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2

    Get PDF
               บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา และแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ในกลุ่มโรงเรียนประโคนชัย 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 2) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ในกลุ่มโรงเรียนประโคนชัย 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ในกลุ่มโรงเรียนประโคนชัย 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 114 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  สถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product-Moment Correlation Coefficient)            ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนประโคนชัย 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ในกลุ่มโรงเรียนประโคนชัย 6  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2  โดยรวมมีความสัมพันธ์กัน (r=0.746) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ในกลุ่มโรงเรียนประโคนชัย 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 พบว่า ผู้บริหารควรยึดหลักความถูกต้องตามระเบียบแบบแผน สร้างแรงจูงใจให้ครูและบุคลากร สร้างความผูกพัน เกิดความรัก ความสามัคคีกลมเกลียว และความเข้าใจ            The objectives of the research were 1) to study the relationship between Leadership over Leadership of School Administrators and Teachers’ Motivation in operation in Prakhonchai 6 school under Buriram Primary Educational Service Area Office 2 2) to find the relationship between leadership over leadership of School administrators and teachers’ motivation in operation in Prakhonchai 6 school under Buriram Primary Educational Service Area Office 2. And 3) to study recommendations on leadership development of leadership over leadership of school administrators and teachers’ motivation in operation in Prakhonchai 6 School under Buriram Primary Educational Service Area Office 2. The target group consisted of 114 teachers. The research tool was a 5- point scaled questionnaire The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, Pearson Product-Moment Correlation Coefficient Statistics.            The results found that: 1) The relationship between Leadership over leadership of school administrators in Prakhonchai 6 school under Buriram Primary Educational Service Area Office 2 overall, it was at a high level. In part of motivation for the teacher's operations overall, it was at a high level. 2) The relationship between leadership over leadership of school administrators and teachers’ motivation in operation in Prakhonchai 6 School under Buriram Primary Educational Service Area Office 2 overall, the correlation was (r) 0.746 with statistical significance at the .01 level. 3) Recommendations for the relationship between leadership over leadership of school administrators and teachers’ motivation in operation in Prakhonchai 6 School under Buriram Primary Educational Service Area Office 2 found that administrators should adhere to the principle of correctness according to the rules and regulations, motivate teachers and personnel, create a relationship, love, unity, harmony. and understanding

    (Retracted Article) การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้ห้องเรียนกลับด้าน

    No full text
               บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้ห้องเรียนกลับด้าน จากการศึกษาพบว่าเป็นห้องเรียนในยุคความปกติถัดไปที่เปลี่ยนชั้นเรียนแบบเดิม ผู้สอนเป็นผู้บอกหรืออธิบายความรู้มาสู่ชั้นเรียนแบบใหม่ที่ผสานศาสตร์การสอนและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยที่สามารถพัฒนาเพิ่มเติมจากการใช้วีดีทัศน์สำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียน ด้วยการใช้สื่อและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยและเหมาะสมกับผู้เรียนในยุคปัจจุบันและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลโดยใช้หลักการสำคัญในการจัดการเรียนรู้ทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่น วัฒนธรรมการเรียนรู้ เนื้อหาที่คัดสรร และความเป็นผู้สอนมืออาชีพ ผ่านการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นทุกสถานที่และทุกเวลาด้วยการเรียนรู้ก่อนเข้าชั้นเรียน ในชั้นเรียน และหลังเข้าชั้นเรียน การปฏิบัติภารกิจการเรียนรู้ที่ใช้ความคิด ลงมือปฏิบัติจริง และการสะท้อนความคิดอย่างหลากหลายจนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ภายใต้ประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เกิดการสร้างความรู้ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 This article aims to study Thai Language Learning Management with Flipped Classroom was a classroom in the next normal era that has changed the traditional class. The instructor was the one who explained the knowledge to the new class that combines the science of teaching and digital technology to support the students’ learning. It could be further developed from the use of videos for learning outside the classroom with the use of modern media and technology and appropriate to learners in modern time. By using the 4 Principles in learning management were Flexible environment, Learning culture, Curated content, and professional teaching. Through the creation of learning space to happen anywhere and anytime with pre-class learning, in class, and after class, the practice of learning tasks that used thinking, took action and reflecting on variety of ideas until learning was meaningful under experience and learning environment that encouraged knowledge creation, authorized students to acquire the essential skills for the 21st century learning

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇