MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

    Get PDF
    การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้ได้รับสิทธิในการดำรงชีวิตเป็นสิทธิพื้นฐานที่จะต้องได้รับการคุ้มครองในเรือนจำ ในปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในการดำรงชีวิตของผู้ต้องขังหญิงกลับพบว่าปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในการดำรงชีวิตพื้นฐานทำให้ผู้ต้องขังหญิงส่วนใหญ่ ได้รับบริการสวัสดิการพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงไม่เพียงพอ แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะมีการใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 และกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการดำรงชีวิตของผู้ต้องขังหญิง แต่ยังพบว่าสิทธิดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดจนและเหมาะสม แนวทางในการปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ต่อผู้ต้องขังหญิงที่เคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวซึ่งใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่ม ได้แก่ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจากทัณฑสถานหญิง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับบทบาทของกรมราชทัณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่เคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวตลอดจนปัญหาและข้อจำกัดเกี่ยวกับบทบาทในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวของกรมราชทัณฑ์ซึ่งควรหาแนวทางการปฏิบัติที่สามารถยกระดับการดูแลผู้ต้องขังหญิงในกลุ่มนี้ได้อย่างยุติธรรมและเหมาะสมยิ่งขึ้นในอนาคต จากบทบาทในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่เคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวดังกล่าวพบว่าในทางปฏิบัติกรมราชทัณฑ์ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากภายในกรมราชทัณฑ์และสภาพแวดล้อมภายนอก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำประกอบกับสภาพสังคมปัจจุบันยังคงมีความเชื่อในเรื่องของชายเป็นใหญ่ ในขณะที่คนในสังคมไม่ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จึงมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการกระทำผิดในผู้หญิงมากขึ้น Treating inmates with the right to life is a fundamental right to be protected in prison. At present, the right to life of female prisoners is a problem. Instead, it was found that the problem of basic living rights caused most of the female inmates to receive basic welfare services that were necessary for them. not enough girls Although Thailand currently has the Prison Act B.E. But it was also found that such rights were not clearly defined and appropriate. The Department of Corrections' Practice Guidelines for Female Inmates Who Have Been Victims of Domestic Violence which uses a qualitative research model by in-depth interview. From two groups of key informants: academics, experts in criminology and penology. Director and operational level staff from the women's correctional institution. The purpose of this study is to present the current situation on the role of the Department of Corrections in treating female inmates who have been victims of domestic violence. as well as problems and limitations related to the role of the Department of Corrections in carrying out such matters. which should find practical guidelines that can elevate the level of fair care for women inmates in this group and more suitable in the future. From the role in the treatment of female inmates who have been victims of domestic violence. It was found that in practice, the Department of Corrections had to face problems and obstacles arising from within the Department of Corrections and the external environment. Due to the economic downturn and current social conditions, there is still a belief in patriarchy. While people in society do not pay attention to solving the problem of domestic violence. therefore, contributes to the incidence of more offenses among women

    บทบาทของผู้นำชุมชนในการนำนโยบายการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติโดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมสัมมัปปธาน 4 ในเขตพื้นที่อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับบทบาทของผู้นำชุมชนในการนำนโยบายการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติโดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมสัมมัปปธาน 4 ในเขตพื้นที่อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นบทบาทของผู้นำชุมชนในการนำนโยบายการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติโดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมสัมมัปปธาน 4 ในเขตพื้นที่อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ จำแนกตาม เพศ อายุระดับการศึกษา และตำแหน่ง 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้นำชุมชนในการนำนโยบายการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติโดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมสัมมัปปธาน 4 ในเขตพื้นที่อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตพื้นที่อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .212 - .839 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้นำชุมชนในการนำนโยบายการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติโดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมสัมมัปปธาน 4 ในเขตพื้นที่อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุด มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รองลงมา คือ ด้านการนำนโยบายไปปฏิบัติ 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน ผู้นำชุมชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่ง ต่างกัน มีบทบาทของผู้นำชุมชนในการนำนโยบายการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไปปฏิบัติโดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมสัมมัปปธาน 4 ในเขตพื้นที่อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยรวมและรายด้าน เพศและอายุต่างกัน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ระดับการศึกษา และตำแหน่ง ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ 3) ผู้นำชุมชนได้ให้ข้อเสนอแนะ ได้แก่ ด้านมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยผู้นำชุมชนควรมีการกำหนดมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สู่การปฏิบัติและด้านการนำนโยบายไปปฏิบัติ ผู้นำชุมชนควรหาวิธีการส่งเสริมอาชีพหรือรายได้ในช่วงการแพร่ระบาดโดยมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความปลอดภัย The objectives of this research article were 1) to study the level of communities leader’s roles in implementing the Coronavirus Disease (COVID-19) prevention policy by applying the Four Great Efforts in Kamalasai District, Kalasin Province  2) to compare the opinions of community leaders' roles in implementing the Coronavirus Disease prevention policy by applying the Four Great Efforts principle in Kamalasai District, Kalasin Province, classified by gender, age, education level and 3)  to recommend guidelines for the development of the community leaders' roles in implementing the coronavirus disease prevention policy by applying the the 4 Great Efforts principle in Kamalasai District, Kalasin Province. The sample group used were the headmen, village headmen, chief Inspectors, assistant headmen, village health volunteers, and sub-district medical prctitioners in Kamalasai District. Kalasin Province 310 personnel. The research instrument was the questionnaires with content validity between 0.67-1.00. The discrimination was .212 - .839 and reliability of 0.86. The statistics used in data analysis were frequency, percentage, mean, standard deviation. Statistics used to test the hypothesis using t-test and F-test.           The research found that: 1) The role of community leaders had had implementing the Coronavirus Disease prevention policies by applying the Four Great Efforts principle in Kamalasai District, Kalasin Province overall, it was at the highest level. When considering each aspect, sort from aspect with the highest mean to the lowest. The highest average was measures to control the spread of Coronavirus Disease, followed by implementation of the policy. 2) The results of the hypothesis test found that community leaders with gender, age, education level, and position were different, there was a role of community leaders in implementing the Coronavirus Disease prevention policy by applying the Four Great Efforts in Kamalasai District, Kalasin Province, overall and each aspect found that there was a statictically significant difference between gender and age at the .05 level, according to the hypothesis of the research determined. The educarion level, and position were not different, which was not inaccordance with the assumtions of the research determined. 3) The community leaders’ Recommendation were measures to control the spread of the Coronavirus Disease 2019: community leaders should set up measures to control the spread of the Coronavirus Disease 2019 to practice and implementation of the policy, community leaders should find the ways to promote occupatios or imcome during the pandemic with clear guidelines to ensure safety

    การศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

    Get PDF
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และปัจจัยที่ส่งเสริมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุ จำนวน 366 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจวัดความเชื่อมั่นได้ของครอนบาคเท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสมการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ระดับในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน ด้านที่มีความเห็นในระดับมากสุดได้แก่ ความสามารถในการปรับตัวและพัฒนา รองลงมาได้แก่ ด้านสุขภาพร่างกายของผู้สูงอายุ และ ด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีปัจจัยด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้านการเข้าร่วมในกิจกรรมสังคม ด้านการมีโอกาสในการทำงานและรายได้ และด้านการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพมีอิทธิพลต่อส่งเสริมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งมีค่าการพยากรณ์เท่ากับ 68.2 หรือร้อยละ 68.2 development among the elderly in Salaya Sub-district, Phutthamonthon District, Nakhon Pathom Province, as well as the factors that promote the development of quality of life among the elderly in Salaya Sub-district, Phutthamonthon District, Nakhon Pathom Province. The sample group consisted of 366 elderly individuals. The research tool used was a questionnaire with a Cronbach's alpha reliability coefficient of .95. Data analysis was performed using multiple regression analysis. The research findings revealed that the level of quality-of-life development among the elderly in Salaya Sub-district, Phutthamonthon District, Nakhon Pathom Province, overall level of quality of life among the elderly was high. When considering specific aspects, the highest level of agreement was found around adaptability and development, followed by physical health and mental health, which had the same average score. The aspect with the lowest average score was economic and social stability. Factors related to lifelong learning, participation in social activities, opportunities for work and income, and access to healthcare services significantly influenced the promotion of quality of life among the elderly in Salaya Sub-district, Phutthamonthon District, Nakhon Pathom Province, with a statistically significant level of 0.01. The prediction value was 68.2% or 68.2 percent

    หวางเหอ: นาฏกรรมนีโอคลาสสิคจีนในบริบทวัฒนธรรมสมัยใหม่

    Get PDF
    การวิจัยเรื่องหวางเหอ: นาฏกรรมนีโอคลาสสิคจีนในบริบทวัฒนธรรมสมัยใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของนาฏกรรมหวางเหอ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการศึกษาจากเอกสารและเก็บข้อมูลภาคสนามโดยการสังเกตและสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสังเกต และแบบสัมภาษณ์ จากกลุ่มผู้รู้ จำนวน 3 คน กลุ่มผู้ปฏิบัติ จำนวน 3 คน และกลุ่มบุคคลทั่วไป 20 คน แล้วนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า นาฏกรรมหวางเหอ เป็นการสร้างสรรค์นาฏกรรมรูปแบบนีโอคลาสสิกจีน ในบริบทสมัยใหม่ โดยมีภูมิหลังของกระบวนการสร้างสรรค์มาจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการพัฒนาผลงานทางด้านการแสดงของจีนให้ทันต่อสังคมสมัยใหม่ อิทธิพลของวัฒนธรรมสมัยใหม่ของจีนส่งผลอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเขตเมืองและเศรษฐกิจส่วนบุคคล การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้คนเกี่ยวกับเศรษฐกิจ  อีกทั้งยังส่งผลให้มีการผสมผสานความคิดระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนและวัฒนธรรมร่วมสมัย ถือเป็นการเปิดกว้างทางวัฒนธรรม ความคิด และการสร้างสรรค์การเต้นรำขึ้นใหม่ภายใต้ภูมิหลังของประวัติศาสตร์จี

    บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล 2)เพื่อเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล จำแนกตามเพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ปีการศึกษา 2566 จำนวน 306 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา จากนั้นสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับสลาก เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน เท่ากับ .973 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผลเปรียบเทียบการศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา ในการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล จำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา ครูที่มีเพศต่างกัน อายุต่างกัน วุฒิการศึกษาต่างกัน ประสบการณ์ในการทำงานที่ต่างกัน และปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนในภาพรวมไม่แตกต่างกัน   The objectives of the research article were 1) to study the roles of school administrators in promoting students’ literacy under Satun Primary Educational Service Area Office; and 2) to compare the roles of school administrators in promoting students’ literacy under Satun Primary Educational Service Area Office based on the variables of gender, age, education level, work experience, and school size. The research samples were 306 teachers working at schools under the Satun Primary Educational Service Office, selected by stratified random sampling based on school size and simple random sampling by drawing lots. The research instrument was a Likert-scale questionnaire with a reliability value of.973. Statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test, and F-test. The research findings revealed that: 1) the roles of school administrators in promoting students’ literacy under the Satun Primary Educational Service Area Office, both holistic and individual aspects, were at a high level, and 2) the comparison results showed that the opinions of teachers with different genders, ages, education levels, work experiences, and school sizes were not different

    สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาแบบปกติใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาแบบปกติใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 350 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาแบบปกติใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาแบบปกติใหม่ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ของการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาแบบปกติใหม่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาแบบปกติใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 โดยเรียงลำดับความต้องการจำเป็น (PNI) จากมากไปน้อยได้แก่ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา ด้านการสร้างแรงบันดาลใจด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ

    ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการครองคนในองค์กร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับการครองคนของผู้บริหารสถานศึกษาในองค์กร 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับครองคนในองค์กร และ 4) เพื่อค้นหาตัวพยากรณ์ที่ใช้ในการพยากรณ์ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการครองคนในองค์กรสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและบุคลากรในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำนวน 320 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient)ค่าการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)            ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการครองคนในองค์กรสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการครองคนในองค์กรสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 พบว่าโดยรวม มีความสัมพันธ์กันในระดับมากที่สุด (RXY) .726 และมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ตัวแปรที่มีอำนาจพยากรณ์ที่ดีที่สุดคือ ด้านการตระหนักรู้อารมณ์ตนเองโดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยการพยากรณ์ (β=.311, t=1.569, p-value=.00) ด้านการรับรู้ความรู้สึกผู้อื่น (β=.679, t=32.752, p-value =.00) ผลต่อการครองคนในองค์กรอย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ .0

    การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1

    Get PDF
               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 จำแนกตามเพศ ตำแหน่งและประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 จำนวน 338 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถามแบบมาตราประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test (Independent Sample) และ การทดสอบด้วย F-test            ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีการปฏิบัติสูงสุด คือ หลักความเสมอภาค รองลงมา คือ หลักการมุ่งฉันทามติ และหลักการมีส่วนร่วม ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีการปฏิบัติต่ำที่สุด คือ หลักประสิทธิภาพ 2. การศึกษาเปรียบเทียบการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 จำแนกตามเพศตำแหน่งและประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีเพศตำแหน่งและประสบการณ์การทำงานที่ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ไม่แตกต่างกั

    การบริหารพัสดุตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารพัสดุตามหลักธรรมาภิบาล ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารพัสดุตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน  3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานพัสดุตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 351 คนและผู้ให้สัมภาษณ์ 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.796 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test) และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารพัสดุตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการเก็บ การบันทึก การเบิกจ่าย รองลงมาคือ ด้านการยืม ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการจำหน่าย 2. ผลการเปรียบเทียบการบริหารพัสดุตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน ไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารพัสดุตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จากการศึกษาผู้บริหาร ครูที่ปฏิบัติงานพัสดุ พบว่าแนวทางการบริหารงานพัสดุตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา มีทั้งหมด 15 แนวทาง แยกเป็นรายด้านดังนี้ 1) ด้านการเก็บ การบันทึก การเบิกจ่าย มี 4 แนวทาง 2) ด้านการยืม มี 5 แนวทาง 3) ด้านการบำรุงรักษา การตรวจสอบ มี 3 แนวทาง 4) ด้านการจำหน่าย มี 3 แนวทาง The purposes of this research were 1) to study supply management based on the Principles of Good Governance of Educational institution administrators under Roi Et Primary  Educational Service Area office 2   2)  to compare supply management based on the Principles of Good Governance of Educational institution administrators under  Roi Et Primary Educational Service Area office 2, classified by positions, education and working experiences, and 3) to study the guidelines for supply management based on the Principles of Good Governance of Educational institution administrators under Roi Et Primary  Educational Service Area office 2.  The sample group in this research was 351 school administrators and teachers and 5 interviewees. The research instruments were a 5-point estimating scale questionnaire with an IOC between 0.67-1.00 with a confidence level of 0.796 and a semi-structured interview. The statistics used were frequency, percentage, mean, and standard deviation, t-test and F-test (One-Way ANOVA) analysis of variance. The results showed that: 1. Supply management based on the principles of Good Governance of Educational institution administrators under Roi Et Primary Educational Service Area office 2, overall was at a high level. The aspect with the highest average was storage, recording, disbursement followed by borrowing, and the aspect with the lowest average was distribution. 2. The comparison results of supply management based on the Principles of Good Governance of Educational institution administrators under Roi Et Primary Educational Service Area office 2, classified by position, education level, the difference was statistically significant at the .05 level. And there was no difference when classified by work experiences. 3. Recommendations for the supply management based on the Principles of Good Governance of Educational institution administrators under Roi Et Primary Educational Service Area office 2, from the educational institution administrators, Teachers who performs supplies found that there were a total of 15 guidelines for  supply management based on the Principles of Good Governance for educational institute administrators, separated by aspects as follows: 1)Storage, Recording, disbursement, there were 4 approaches 2) Borrowing, there were 5 approaches 3) Maintenance and Inspection, there were 3 approaches 4) Distribution, there were 3 approaches

    สมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดมหาสารคาม

    Get PDF
                 บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อค้นคว้าสมรรถนะการบริหารงานในสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดมหาสารคาม 2) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ในดิจิทัล สังกัด อาชีวศึกษาจังหวัดมหาสารคาม จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และ ประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะสมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนจำนวน 196 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ความถี่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  สถิติทดสอบค่าที (t-test) และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) และวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis)            ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดมหาสารคาม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีม รองลงมาคือ ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านการบริการที่ดี ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนาตนเอง 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อสมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดมหาสารคาม จำแนกตาม ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะสมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดมหาสารคาม สรุปได้ว่า ผู้บริหารควรมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเผยแพร่ผลงานทางการบริหาร การพัฒนา และความโปร่งใสในการบริหารงาน ให้เป็นที่ประจักษ์ ควรให้บริการด้วยอัธยาศัยไมตรีมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีผ่านช่องทางติดต่อต่างๆ ที่ผู้รับบริการใช้ในการสื่อสาร เช่น เฟซบุ๊ก, ไลน์, เว็บไซต์ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อการพัฒนาขององค์กร และสามารถแชร์หรือทำงานร่วมกันได้ เช่น กูเกิล ด๊อค, กูเกิล ไดร์ และควรค้นหาแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่สนับสนุนการทำงาน The objectives of this research were 1) to study the administrative competencies of educational institute administrators in the digital era under vocational education Maha Sarakham Province. 2) to compare the administrative competency of educational institute administrators in digital era under vocational education Maha Sarakham Province, classified by position, educational background, and work experience. 3) to study the recommendation of management competency of educational institute administrators in the digital era under vocational education Maha Sarakham Province. The sample group was 196 administrators and teachers. To study the recommendation of management competency of school administrators. The research tool used in this research was questionnaire. The statistics used were frequency, percentage, average, and standard deviation, (T-test) statistics and F-test (One-Way ANOVA) and Descriptive Analysis statistics. The data collected were analyzed by the computer program, and the statistical devices composed of Frequency, percentage, mean, standard deviation. The hypothesis was tested with t-test, and One-way ANOVA F-test, descriptive analysis            The research results were as follows: 1) Management competencies of school administrators in the digital age under vocational education, Maha Sarakham Province overall, it was at a high level. The aspects with the highest average to the lowest were teamwork, followed by focus on achievement, good service, The aspect with the lowest average was the Self-development. 2) The comparison of the level of opinions of personnel towards the administrative competency of educational institute administrators in the digital age. under vocational education, Maha Sarakham Province, classified by position, education level and work experience were no difference.                        3) Recommendations for administrative competency of educational institute  administrators in the digital age under the Vocational Education Maha Sarakham Province, it can be concluded that administrators should use digital technology to disseminate management results, development and transparency in administration to be evident service, should be provided with courtesy and good human relations through various communication channels that the service recipient uses to communicate such as Facebook, Line, and website, apply technology in internal management for the development of the organization and can share or collaborate such as Google Doc, Google Drive, and should find information resources that support their work

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇