MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนบ้านปะโค

    Get PDF
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนบ้านปะโค แบ่งออกเป็น 4 ระยะ 1) สภาพปัจจุบัน ภาพที่พึงประสงค์ของ การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนบ้านปะโค ศึกษาโดยใช้ประชากรทั้งหมด ได้แก่  ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านปะโค จำนวน 21 คน 2) พัฒนารูปแบบฯ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 6 คน และ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน  เลือกแบบเจาะจง 3) นำรูปแบบฯ ไปใช้ กลุ่มเป้าหมาย ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านปะโค จำนวน 21 คน โดยความสมัครใจ และ 4) ประเมินประสิทธิภาพรูปแบบฯ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านปะโค จำนวน 21 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินรูปแบบ แบบทดสอบ และแบบประเมินประสิทธิภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการสร้างรูปแบบ ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 หลักการและวัตถุประสงค์ ส่วนที่ 2 เนื้อหาของรูปแบบ ส่วนที่ 3 กระบวนการพัฒนา ส่วนที่ 4 การประเมินผล และส่วนที่ 5 เงื่อนไขความสําเร็จ ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการนำรูปแบบไปใช้ พบว่า ระดับพฤติกรรมหลังการเข้าร่วมสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมพัฒนา 4. ผลการประเมินประสิทธิภาพ พบว่า ด้านความเหมาะสม และด้านความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการประเมินระดับความพึงพอใจ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุ

    ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และสมการพยากรณ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 และ 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 31 คน และครูผู้สอน จำนวน 288 คน เครื่องมือที่ใช้ในรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษาฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาฯ ทุกด้านมีความสัมพันธ์ความสัมพันธ์ทางบวก มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาฯ มีจำนวน 3 ด้าน คือ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ (X4) การสร้างแรงบันดาลใจ (X2) และการคำนึงปัจเจกบุคคล (X1) ได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ ร้อยละ 98.70 (R=.987)ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 97.30 (R2=0.973

    ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนในสหวิทยาเขต เบญจวิโรฒ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความเห็นของครูกลุ่มโรงเรียนในสหวิทยาเขตเบญจวิโรฒ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูกลุ่มโรงเรียนในสหวิทยาเขตเบญจวิโรฒ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 260 คน จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนในสหวิทยาเขตเบญจวิโรฒ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 45 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่ตามวิธีการของเชฟเฟ ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของครูที่มีต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความเห็นของครูกลุ่มโรงเรียนในสหวิทยาเขตเบญจวิโรฒ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ รองลงมา คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ในการเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนในสหวิทยาเขตเบญจวิโรฒ โดยจำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา สามารถสรุปผลได้ดังนี้ 1) ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนในสหวิทยาเขตเบญจวิโรฒ โดยภาพรวมแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านมีความแตกต่างกันทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05 2) ครูที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนในสหวิทยาเขตเบญจวิโรฒ จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลมีความแตกต่างกันทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05 3) ครูที่สังกัดขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนในสหวิทยาเขตเบญจวิโรฒ โดยภาพรวมแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านมีความแตกต่างกันทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .0

    วาทกรรมการทำบุญกฐินออนไลน์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวัดป่าตาปางสำราญจิต อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

    Get PDF
               บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำบุญกฐินออนไลน์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วัดป่าตาปางสำราญจิต โดยวาทกรรม การทำบุญกฐินออนไลน์ เป็นการสื่อความหมายความหมายด้วยสัญญะ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ต้องปรับตัว จากสถานการณ์โควิดและน้ำท่วมในหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมถึงหลายจังหวัดในภาคกลาง ทำให้การทอดกฐินมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ มนุษย์สร้างสัญญะขึ้นมาเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ที่แตกต่างกันออกไป เช่น การแต่งกาย สิ่งของเครื่องประดับที่แสดงฐานะของบุคคล มนุษย์สร้างสัญญะขึ้นมาเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม เช่น สินค้าแบรนด์เนม  ที่ผู้ใช้รู้สึกว่าตนดูดี สัญญะที่ใช้ทางวัฒนธรรมคือ มายาคติการสื่อความหมายด้วยคติความเชื่อทางวัฒนธรรมซึ่งถูกกลบเกลื่อนจนดูเป็นธรรมชาติ เป็นกระบวนการลวงให้หลง มิใช่การโกหกหลอกลวงโลล็องคต์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) ได้อธิบาย การคือความหมายที่ สังคมสร้างสัญญะผ่านบุญกฐิน ชาวพุทธ จะสื่อความหมายสัญญะ แตกต่างจากทางสงฆ์ ชาวบ้านจะให้ความสำคัญกับยอดเงินที่ได้จากการทอดกฐิน ความสนุกสนานรื่นเริงที่ได้มาร่วมงานบุญกฐิน การสมโภคกองกฐิน การจัดให้มีมหรสพ เป็นมายาคติ เพราะแท้ที่จริงแล้วการทอดกฐินหรือกรานกฐิน เป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัย กฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์ โดยเฉพา

    การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำครูในสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์

    Get PDF
               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำครูในสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำครูในสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ โดยการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำครูในสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำครูในสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำครูในสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์อยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำครูในสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด  และระดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุดคือ ด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนา และด้านการเป็นผู้นำด้านการสอน 2. โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำครูในสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ มีองค์ประกอบมี 5 ส่วน ดังนี้ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) วิธีการดำเนินการ 5) การวัดและประเมินผล โปรแกรมประกอบด้วย 4 โมดูล ดังนี้ 1) โมดูลด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู 2) โมดูลด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 3) โมดูลด้านการเป็นผู้นำด้านการสอน และ 4) โมดูลด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมา

    การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ Google Apps for Education วิทยาลัยเทคนิคเขาวง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา แนวทางการพัฒนา และผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ Google Apps for Education วิทยาลัยเทคนิคเขาวง  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้ร่วมวิจัย จำนวน 8 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน แบบบันทึกสรุปการประชุม แบบทดสอบ แบบบันทึกชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบสะท้อนผลการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละความก้าวหน้า ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพและปัญหาของครูในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ Google Apps for Education พบว่า วิทยาลัยยังไม่เคยมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้บริหารมีการสนับสนุนด้านสัญญาณอินเตอร์เน็ตแต่ยังไม่เสถียร วัสดุ อุปกรณ์ บางส่วนใช้ไม่ได้ ครูผู้สอน มีความรู้ ทักษะพื้นฐานในการใช้ Google Apps for Education แหล่งข้อมูลในการศึกษาภายในวิทยาลัยยังมีบริการน้อย ตัวแทนครูที่เคยอบรมออนไลน์ยังไม่มีโอกาสถ่ายทอดความรู้ และผู้ร่วมวิจัยมีความต้องการให้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ 2. แนวทางการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ Google Apps for Education มี 2 แนวทาง คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 3. ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ Google Apps for Education วิทยาลัยเทคนิคเขาวง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 1) ผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ Google Apps for Education เพิ่มขึ้น 2) ผลจากการการพัฒนาครูด้วยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ผู้ร่วมวิจัยสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้และสามารถหาแนวทางในการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี The purpose of this research is to study the conditions, problems, development guidelines and teacher development results in learning management by using Google Apps for Education, Khao Wong Technical College Under the Office of the Vocational Education Commission using an action research model Target groups include A group of 8 participants was obtained by purposive selection. The tools used were interview forms, assessment forms, meeting summaries, tests, and professional learning community records. performance reflection form Quantitative data were analyzed using statistics, means, standard deviations and progress percentage. The research results were as follows: 1. The condition and problems of teachers in learning management using Google Apps for Education found that the college had never held a workshop. Administrators have Internet signal support but are not stable. Some materials and equipment are unusable. Teachers have knowledge and basic skills in using Google Apps for Education. There are few educational resources within the college. Teacher representatives who have trained online do not yet have the opportunity to pass on their knowledge. and the co-researchers wanted to organize a workshop. 2. Guidelines for developing teachers it was found that there were 2 approaches: workshops and building a professional learning community 3. The results of teacher development in learning management by using Google Apps for Education, Khao Wong Technical College. Under the Office of the Vocational Education Commission, it was found that 1) The research participants had knowledge Increased understanding of learning management using Google Apps for Education. 2) The results of teacher development through the professional learning community process, it was found that the research participants were able to use it in learning management and were able to find ways to solve problems very well

    การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนสตึก 3 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนสตึก 3  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนสตึก 3 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนสตึก 3 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4  กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 129 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การทดสอบ t-test แบบ Independent และแบบทดสอบ F-test One Way ANOVA            ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาศึกษา กลุ่มโรงเรียน สตึก 3 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานวิชาการจำแนกตามตำแหน่ง และประสบการณ์การทำงาน ไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามระดับการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผู้มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี มีความเห็นมากกว่าต่อการบริหารวิชาการมากกว่าผู้มีระดับการศึกษาปริญญาตรี 3) ข้อเสนอแนะในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน กลุ่มโรงเรียนสตึก 3 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 สามารถรวบรวมข้ออเสนอแนะได้ทั้งหมด 17 ข้อ แต่ละด้าน ดังนี้ ด้านหลักสูตรและการบริหารหลักสูตร จำนวน 4 ข้อ ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา จำนวน 2 ข้อ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ จำนวน 3 ข้อ ด้านสื่อการเรียนการสอน จำนวน 3 ข้อ ด้านการนิเทศการศึกษา จำนวน 2 ข้อ ด้านการวัดผล ประเมินผล การศึกษา จำนวน 3 ข้อ The purposes of this study were 1) to study the state of academic administration of school administrators, Satuk 3 Group under Buriram Primary Educational Service Area 4  2) to compare the academic administration of the school administrators in Satuk 3 Group under Buriram Primary Educational Service Area 4, classified by position, educational level, and work experience 3) to study recommendations for academic administration of school administrators, Satuk 3 Group under the Buriram Primary Educational Service Area 4. The sample group consisted of 129 school administrators and teachers. The research tool was a 5-point scale questionnaire with an IOC between 0.67 – 1.00 and a confidence interval of 0.96. the statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, independent t-test, and the F-test (One-way ANOVA).            The results showed that; 1. Academic administration of school administrators, Satuk 3 Group under Buriram Primary Educational Service Area 4, overall, practice was at a high level. 2. The results of comparing opinions on academic administration of school administrators, Satuk 3 Group under the Buriram Primary Educational Service Area 4, classified by position and work experience were no difference. Classified by education level, the difference was statistically significant at the 0.05 level, with a higher education level than a bachelor's degree having a higher opinion of academic management than those with a bachelor's degree had more opinions towards academic management than those with bachelor’s degrees. 3. Recommendations for academic administration of school administrators in Satuk 3 Group under the Buriram Primary Educational Service Area Office 4 which a total of 17 recommendations could be collected in each aspect as follows: 4 items of curriculum and course administration, 2 items of teaching and learning management in educational institutions, 3 items of Learning process development, 3 items of teaching media, 2 items of educational supervision, and 3 items of  measurement and evaluation of education

    การพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจําเป็นของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2)เพื่อออกแบบและประเมินแนวทางการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้างานวิชาการ จำนวน 128 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวหน้างานวิชาการในสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติเป็นเลิศ 3 แห่ง จำนวน 6 คน ผู้ทรงคุณวุฒิผู้ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ความต้องการจำเป็นของแนวทางการบริหารงานวิชาการ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการวัดผล ประเมินผลและดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน 2. แนวทางการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ประกอบด้วย 5 ด้าน 15 แนวทาง มีผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด This research aims to 1) study current conditions desirable conditions and priority needs index of academic administration in the educational opportunity expansion schools under the office of Roi Et Primary Educational Service Area 2. 2) design and evaluate academic administration guidelines in the educational opportunity expansion schools under the office of Roi Et Primary Educational Service Area 2. The research was divided into 2 phases, Phase 1 to study current conditions, desirable conditions and priority needs index of academic administration. The sample group are school administrators and academic teachers total of 128 samples through stratified random sampling technique. The research instrument was a current state and desirable state questionnaire. Phase 2 to design and develop guidelines for academic administration. The informants were school administrators and academic teachers with 3 best practice schools total of 6 persons, and 5 luminaries to assess the suitability and feasibility of guidelines. The research instruments were interview form, suitability and feasibility assessment form. Statistics used to analysis data were frequency, percentage, mean and standard deviation. The result of this research was found: 1. The current condition and desirable condition of academic administration in the educational opportunity extension school under the office of Roi Et Primary Educational Service Area 2 overall are at a high level. The priority needs index of the academic administration arranged the necessary needs from low to high as follows: curriculum development, teaching and learning in schools, media development innovation and technology for education, educational supervision, assessment evaluation and transfer of academic performance. 2. The guidelines for academic administration in educational opportunity expansion schools under the office of Roi Et Primary Educational Service Area 2 consisted of 5 aspects 15 guidelines. The guidelines suitability and feasibility overall were at highest levels

    หลักสูตรฝึกอบรมสมรรถนะครูปฐมวัยเพื่อทักษะภาษาไทยให้แก่ผู้เรียน

    Get PDF
               บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักสูตรฝึกอบรมสมรรถนะครูปฐมวัยเพื่อทักษะภาษาไทยให้แก่ผู้เรียน จากการศึกษาพบว่า หลักสูตรฝึกอบรมเป็นกระบวนการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนร็ เพื่อให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามความมุ่งหมายและจุดประสงค์ที่กําหนดไว้แนวคิดการพัฒนาหลักสูตรอบรมครูปฐมวัยเพื่อพัฒนากระบวนการทางภาษา จึงประกอบด้วย 1)ความเป็นมา 2) หลักการ 3) จุดมุ่งหมาย 4) โครงสร้างเนื้อหา 5)กิจกรรมการฝึกอบรม 6)สื่อและแหล่งเรียนรู้ 7) การวัดและประเมินผล การพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาพึงกระทำเป็นอย่างยิ่งเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยให้สามารถพัฒนาตนเองและสังคมให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลก เนื่องจากปฐมวัยถือเป็นช่วงวัยที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในการวางรากฐานการพัฒนาในทุกด้านเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่พัฒนาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะสมองมีการพัฒนาและเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด หากเด็กได้รับการเลี้ยงดูและการจัดการเรียนรู้ที่ดีและถูกต้องตามหลักพัฒนาการหลักการเรียนรู้ และหลักวิชาการแล้ว เด็กจะเกิดการพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในช่วงเวลาต่อไป ซึ่งในปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ที่มีเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม การเมือง เทคโนโลยี การสื่อสารและการดำเนินชีวิต เด็กจึงต้องได้รับการพัฒนาคุณลักษณะเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีคุณภาพ   This article was aimed at studying training curriculum of early childhood education teacher’s competency for learners’ Thai language skills. The findings were found that the training curriculum was a planning procedure of learning activity to enable behavioral changes according to aim and purpose. The concepts of training curriculum development for early childhood education teachers for development of language process contained 1) background, 2) principle, 3) purpose, 4) content structure, 5) training activity, 6) media and learning source, and 7) assessment and evaluation. Developing curriculum to suit social conditions and current changes was necessary for those who involved in educational management. Due to the most importance and necessity of childhood through development in all aspects that brain was rapidly developed and learned, this should be prioritized for development of early childhood education teacher’s competency for self and social development to be up to global changes. Provided that children got proper nurture and learning management in accordance with the principles of learning and academic development, they would be able to be developed potentially affected to future quality of life. As the changes in the 21st century, it was illuminated that characteristics development of children were acquired for living worthily in the 21st century

    การสร้างแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสรุปอ้างอิง ความน่าเชื่อถือของผลการวัด

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อสร้างและพัฒนาแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ 2)เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ 3)เพื่อสร้างเกณฑ์ปกติ (Norms) และ4)เพื่อสร้างคู่มือการใช้แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถือของผลการวัด กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าความยาก อำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ความแปรปรวน ค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงเชิงสัมพัทธ์ ค่าสัมประสิทธิ์ การสรุปอ้างอิงเชิงสมบูรณ์ และสร้างเกณฑ์ปกติ ในรูปคะแนนที - ปกติ การขยายคะแนน T โดยอาศัยสมการพยากรณ์   ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ ประกอบด้วย การเปรียบเทียบและเรียงลำดับเศษส่วนและจำนวนคละโดยใช้ความรู้ เรื่อง ค.ร.น. การบวก การลบเศษส่วน และจำนวนคละ โดยใช้ความรู้เรื่อง ค.ร.น. การบวก ลบ คูณ หารระคนของเศษส่วนและจำนวนคละ และการแก้โจทย์ปัญหาเศษส่วนและจำนวนคละ 2) แบบวัดความสามารถ ในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ มีค่าความยาก (p) อยู่ระหว่าง 0.42 ถึง 0.60 และค่าอำนาจจำแนก (D) อยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.70 การตรวจให้คะแนนแบบองค์รวม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.86 และการตรวจให้คะแนนแบบวิเคราะห์ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.87 การตรวจให้คะแนนใช้ผู้ตรวจ 3 คน โดยค่าความแปรปรวนของนักเรียน (P) มีค่ามากที่สุด รองลงมา คือ ความแปรปรวนของจำนวนผู้ตรวจให้คะแนน และความแปรปรวนของวิธีการตรวจให้คะแนนมีค่าน้อยที่สุด ค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงเชิงสัมพัทธ์มีค่า 0.97 และค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงเชิงสัมบูรณ์มีค่า 0.95 แสดงว่า วิธีการตรวจให้คะแนนมีความเชื่อมั่นตามทฤษฎีการสรุปอ้างอิง 3) เกณฑ์ปกติของแบบวัด โดยตรวจให้คะแนนแบบองค์รวม มีคะแนนทีปกติตั้งแต่ T-3 - T78 ตรวจให้คะแนนแบบวิเคราะห์ มีคะแนนทีปกติตั้งแต่ T7 - T75 การตรวจให้คะแนนแบบวิเคราะห์ แยกเป็นประเด็นที่ 1 อ้างเหตุผลประกอบ  มีคะแนนทีปกติตั้งแต่ T6 - T77 และประเด็นที่ 2 สรุปผลประกอบ มีคะแนน-ทีปกติ ตั้งแต่ T11 - T71 4) การสร้างคู่มือการใช้แบบวัด ประกอบด้วย ความหมาย จุดมุ่งหมาย โครงสร้างของแบบวัด คุณภาพของแบบวัด วิธีการดำเนินการทดสอบ การตรวจให้คะแนน อธิบายวิธีการสร้างเกณฑ์ปกติ และแปลผลจากคะแนนดิบเป็นคะแนนปกติ และผลการประเมินคู่มือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน มีค่าดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและโครงสร้างของคู่มือการใช้ แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เท่ากับ 1.00 The objectives of this research were: 1) To construct and develop mathematical reasoning abilities. 2) To verify the quality of the Mathematical Reasoning Abilities Test. 3) To create norms for the Mathematical Reasoning Abilities Test. 4) To construct the manual of mathematical reasoning abilities on fraction literacy for primary 6 students by applying generalizability theory. The population was 3,623 in Primary 6 . A sample group of 180 students was chosen. Research instruments were conducted using the Mathematical Reasoning Abilities subjective test. Data were analyzed for percentage, mean, standard deviation, item difficulty, discriminant index, reliability, variance, relative coefficient, absolute coefficient, content validity, and        T-Score norms, which were expanded using a predictive equation. The results of this research were as follows: 1) The creation and development of item tests on mathematical reasoning abilities consists of four item tests for comparing, ordering fractions, and mixed numbers by using the knowledge of the least common multiple (LCM). Two items test for the addition and subtraction of fractions and mixed numbers using knowledge of LCM. Four items test for addition, subtraction, multiplication, and division of fractions and mixed numbers, and ten items test for solving problems with fractions and mixed numbers. 2) The quality of the 20-item test on mathematical reasoning abilities is subjective. The item difficulty (p) was in the range of 0.42 to 0.60. The discriminant index (D) was in the range of 0.20 to 0.70. The reliability of holistic scoring rubrics was 0.86, and the reliability of analytical scoring rubrics was 0.87. Both holistic scoring rubrics and analytical scoring rubrics were checked by 3 research examiners, and the highest variance was the student variance (P) the answers was the lowest, the relative coefficient was 0.97, and the absolute coefficient was 0.95. It meant the Mathematical Reasoning Abilities Test on Fractional Literacy was reliable. 3) According to the norms of the mathematical reasoning abilities test on fractions, the raw score by holistic scoring rubrics ranged, and the normal t-score was between T-3 - T78. By analytical scoring rubrics, the normal t-score was between T7 - T75. Analytic scoring rubrics separated two issues. The normal t-score being between T6 - T77. The second issue was scoring by summarizing, with the raw score ranging the normal t-score being between T11 - T71. 4) Construct the manual of mathematical reasoning abilities on fraction literacy, with details as follows Definition of the mathematical reasoning abilities test. The purpose of the development of the mathematical reasoning abilities test. The structure of the mathematical reasoning abilities test. The quality of the mathematical reasoning abilities test. The method of testing the scoring. The explanation of how to create a norm, and the raw score was converted to a normal score. The examination of the manual validity by five experts had a content validity index (CVI) of 1.00. &nbsp

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇