National Institute of Development Administration
NIDA (National Institute of Development Administration): Wisdom Repository / สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์Not a member yet
3872 research outputs found
Sort by
Carbon footprint for organization the case study of Federation of Thai Industries, Head Office 2022
การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสำนักงานใหญ่ ปี 2565 ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการ ก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยพิจารณาจาก 3 ขอบเขตของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งแบ่งเป็น SCOPE ดังนี้ Scope 1 Emissions: การคำนวณคาร์บอน
ฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) Scope 2 Emissions: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) และ Scope 3 Emissions: คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่น ๆ (Other Indirect GHG Emission) ซึ่งเป็นทางเลือกในการประเมิน สำหรับการศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลปีงบประมาณ 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวิเคราะห์หาแนวทางในการลดการปล่อยก็ซเรือนกระจกของกิจกรรมในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ผลการศึกษา พบว่า ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั้งหมดเท่ากับ 167.06 ตันคาร์บอนไคออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยแบ่งเป็นขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 มีค่าเท่ากับ 36.14 (ICO2e) , 107.98 (ICO2e) และ 22.95 (tCO2e)
เมื่อวิเคราะห์ในแต่ละขอบเขตพบว่าขอบเขตที่ 2 การใช้พลังงานไฟฟ้า มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 64.63 รองลงมาเป็นขอบเขตที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 21.63 มาจากการใช้น้ำมันดีเซลจากรถยนต์ และเกิดจากปริมาณน้ำเสีย และขอบเขตที่ 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น 1 มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือน คิดเป็นร้อยละ 13.74 มาจากวัสดุสำนักงานที่มีการใช้ภายในองค์กรจากการใช้กระดาษ การใช้น้ำประปา และการกำจัดขยะจากการขนส่งขยะทั่วไป
แนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกิจกรรมในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจด้านสังคม และด้านธรรมาภิบาล
1) ด้านสิ่งแวดล้อม กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการใช้วัสดุสำนักงานที่มีการใช้ภายในองค์กรพบว่า การใช้พลังงานไฟฟ้าขององค์กร มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด รองลงมาคือ การเกิดปริมาณน้ำเสีย การใช้กระดาษ A4 และกระดาษ A3 ขนาด 80 แกรม (สีขาว) สำหรับแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม เป็นการกำหนด มาตรการ/นโขบาย และเป้าหมาย ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการใช้น้ำ การลดการ ใช้กระดาษ รวมถึงในทุกกิจกรรมอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
2) ด้านเศรฐกิจ กิจกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ที่ใช้พลังงานมาก ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมที่คำเนินการ สำหรับแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม เป็นการกำหนดมาตรการการลดปริมาณการใช้พลังงานของกิจกรรม
3) ด้านสังคม มาจากกิจกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าขององค์กร มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด รองลงมาคือ การเกิดปริมาณน้ำเสีย และการใช้กระคาบ A4 และกระดาบ A3 ขนาค 80แกรม (สีขาว) ยังไม่เคยกำหนดวิธีสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือกระจกหรือให้ความรู้ความเข้าใจอย่างจริงจังในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น สำหรับแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม เป็นการสร้างแรงจูงใจในการให้รางวัลหรือประกาศเกียรติคุณสำหรับสถาบันที่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและจัดอบรมข้อมูลให้บุคลากรและประชาสัมพันธ์ให้กับผู้มารับบริการทราบเกี่ยวกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
4) ด้านธรรมาภิบาล เป็นการนำหลักธรรมาภิบาลของทุกภาคส่วน (ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานขององค์กร ซึ่งมาจากกิจกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ จากแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 ด้าน โดยผู้บริหารต้องให้ความสำคัญและตระหนักถึงความรับผิดชอบ ความรู้ความเข้าใจ และด้านองค์ความรู้ของแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก จากมาตรการ น โขบาย แนวปฏิบัติคังกล่าวเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้กำหนดยกระดับการบริหารงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนให้มากยิ่งขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับองค์กรเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไ
Guidelines for developing community participation in sustainable tourism development Bang Nam Phueng Community, Phra Pradaeng District in Samut Prakan Province
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชุมชนบางน้ำผึ้ง ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชุมชนบางน้ำผึ้ง ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนชุมชนบางน้ำผึ้ง ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน ชุมชนบางน้ำผึ้ง เป็นจำนวนทั้งสิ้น 370 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเชิงปริมาณและแบบสัมภาษณ์ที่พัฒนาจากผลการวิเคราะห์แบบสอบถามเชิงปริมาณ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบหลายขั้นตอน ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผลการศึกษาพบว่า 1) ความสัมพันธ์ของการรับรู้ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ผลกระทบเชิงบวกมีสามปัจจัยได้แก่ ด้านความผูกพันของชุมชน ด้านทัศนคติต่อสิ่งแวดล้อม และด้านการพึ่งพาเศรษฐกิจทางการท่องเที่ยว สามารถทำนายการส่งผลต่อ การรับรู้ผลกระทบเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีค่า R2 อยู่ที่ 0.856 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ผลกระทบเชิงลบมีสามปัจจัยเหมือนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการรับรู้เชิงบวก สามารถทำนายการส่งผลต่อ การรับรู้ผลกระทบเชิงลบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีค่า R2 อยู่ที่ 0.449 หลังจากนั้นได้นำข้อมูลเชิงปริมาณมาสังเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อยืนยันสมมติฐานและหาแนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมต่อไป ซึ่งผลที่ได้มีความสอดคล้องกับผลในเชิงปริมาณ และมีการแนะแนวทางในการกระตุ้นเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้การมีส่วนร่วมมีความยั่งยืนต่อไปในชุมชนบางน้ำผึ้งThe objectives of this research were 1) to study the relationship of perceived positive and negative impacts on community participation in sustainable tourism development; Bang Nam Phueng Community 2) to study factors affecting the perception of perceived positive and negative impacts on community participation in sustainable tourism development Bang Nam Phueng Community 3) to study ways to develop community participation in sustainable tourism development in Bang Nam Phueng Community. The sampling is people living in Bang Nam Phueng Community. A total of 370 people were selected by multistage sampling. The tool used in the research was a questionnaire and an interview form developed from the analysis of the quantitative questionnaire. Statistics used for data analysis were percentage, mean, and standard deviation, Pearson correlation coefficient analysis and stepwise multiple regression analysis. The statistical significance was at the 0.01 level.
The results showed that 1) the relationship of perceived positive and negative impacts on community participation in sustainable tourism development. Overall, it was at a high level. 2) There are three factors affecting the perception of positive impacts: Community Attachment, Environmental Attitude, and Economic Dependency on tourism can predict the impact on perceived positive impact on community participation in sustainable tourism development with an R2 value of 0.856 3) There are three factors affecting the perception of negative impact which the same as the factors affecting positive perceptions can predict the impact on the perceived negative impact on community participation in sustainable tourism development, with an R2 value of 0.449. After that, the quantitative data were synthesized into qualitative data to confirm the hypothesis and find ways to develop further participation. The results were consistent with the quantitative results. There are suggestions to encourage youth to participate in order to ensure that participation is sustainable in the Bang Nam Phueng community
Lesson learned from public participation process in strategic environmental assessment of electrical power development in Southern Thailand
Thesis (Ph.D. (Environmental Management))--National Institute of Development Administration, 2022This research aims to study people participation process for the Strategic Environment Assessment (SEA) of electrical power development of southern Thailand as well as the benefits, problems and obstacles in order to have lesson learned from the participation process. This research is a qualitative research in which the data were collected by semi-structured interview with the stakeholders of the SEA study. There were 40 informants from 4 groups which are 1) local people, 2) relevant agencies, 3) NGOs, academia and mass media and 4) the SEA study team and the project supervisory committee. In addition, the data were collected from observations, focus group discussions and field trips in the target areas and the study of the document related to the project. The analysis of data adopted the framework of CIPP-I model of assessment which considering 5 main components that are context, input, process, product and impact. The results of the study revealed that 1) Context: The policy on electrical power development according to Thailand power development plan of 2015-2036 (PDP 2015) emphasized on electrical security by diversifying fuels in electrical generation to reduce the relying up on natural gas by increasing the proportion of coal. This caused conflict in the areas of coal-fired power plant projects which lead to the movement of NGOs, and those who were affected by the projects. Another important context is the law concerning the environmental assessment of Thailand which are in need for the reform to enable the effectiveness and more acceptable participation process. 2) Input: In the beginning, most people who participated in the participation process had a low level of understanding and negative attitude towards the project but at the end they had better understanding and attitude. The persons responsible for the people participation process were qualified and accepted by the participants. 3) Process: The participation process in overall was effective. The level of participation was at joint planning level. The participants were able to reach the data and information from many channels. The participation process started quite early and covered the stakeholders well. The study team was sincere and the process was always transparent. 4) Product: The majority of the informants accepted the outcome of the participation process and the results of the SEA study, and 5) Impact: The project was able to reduce conflicts between the participants and created a better atmosphere as the trust to the project was increasing. As a result, the relationship between the stakeholders has become more positive.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมในการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ตลอดจนผลสำเร็จและปัญหาอุปสรรค และเพื่อถอดบทเรียนจากกระบวนการการมีส่วนร่วมในการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ การศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) การพัฒนาพลังงงานไฟฟ้าภาคใต้ โดยมีผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด ประกอบด้วย 4 กลุ่ม 1) กลุ่มที่ 1 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง 2) กลุ่มที่ 2 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับรอง 3) กลุ่มที่ 3 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับบุคคลที่สาม และ 4) คณะผู้ศึกษาโครงการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ไฟฟ้าภาคใต้ และคณะกรรมการกำกับการศึกษาโครงการ ผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้นจำนวน 40 คน และการสังเกตการณ์ในการจัดเวทีสานเสวนา การประชุมกลุ่มย่อย และการลงพื้นที่จริงในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมกับการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาตามกรอบการประเมิน CIPP-I Model โดยมีองค์ประกอบที่นำมาพิจารณา 5 องค์ประกอบหลัก คือ ปัจจัยภายนอก ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และผลกระทบ ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยภายนอก (Context) นโยบายด้านพลังงานไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 (PDP2015) เน้นการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า ด้วยการกระจายเชื้อเพลิงในผลิตไฟฟ้า ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่จากโครงการการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพา ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่ม NGOs กลุ่มอนุรักษ์ รวมถึงกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบ และกลุ่มผู้นำชุมชนที่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึงความไม่น่าเชื่อถือของนักการเมืองบางกลุ่มซึ่งแสวงหาผลประโยชน์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยและสามารถปฏิบัติได้จริงไม่ใช่ทำเพียงเป็นทางผ่าน 2) ปัจจัยนำเข้า (Input) กลุ่มผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการมีส่วนร่วมมีความเข้าใจและมีทัศนคติที่ดี แต่มีบางส่วนที่มีอคติและไม่เข้าใจในทุกเรื่องที่ต้องมีความเข้าใจตรงกัน บุคลากรในการดำเนินการการมีส่วนร่วมแสดงความเป็นกลางให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสัมผัสได้ จึงเกิดการยอมรับในการให้ดำเนินการต่อไปจนสิ้นสุดงาน 3) กระบวนการ (Process) ประชาชนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงข่าวสารได้หลายช่องทาง แต่บางครั้งข้อมูลเนื้อหาที่ให้มากระทันหัน ทำให้เตรียมข้อมูลมาร่วมพิจารณาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการสานเสวนามีเวลาน้อยเกินไป ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ในระดับวางแผนร่วมกัน การเริ่มต้นเร็วเป็นสิ่งสำคัญ การเชิญผู้มีส่วนได้เสียมีความครอบคลุม ผู้ดำเนินโครงการมีความจริงใจและปรับวิธีการที่เหมาะสมกับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา มีความโปร่งใสของกระบวนการสามารถตรวจสอบและสอบถามได้ทุกขั้นตอนการดำเนินการ 4) ผลผลิต (Product) ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ยอมรับกระบวนการมีส่วนร่วมและยอมรับผลการศึกษา 5) ผลกระทบ (Impact) เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้เข้าร่วมที่มีปัญหากันก่อน และมีการสร้างเครือข่ายในกลุ่ม ลดความขัดแย้งมีบรรยากาศที่ดีขึ้น และมีความเชื่อมั่นต่อโครงการที่ดี มีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้เสียที่ดีขึ้
Guidelines for developing energy management of shopping center buildings according to energy conservation building standards.
การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566จากการที่ประเทศไทยมีความเจริญเดิบ โต ทางเศรษฐกิจรวดเร็วในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผล
ให้เกิดปัญหาความต้องการพลังงานของประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก เพื่อการแก้ปัญหา
ดังกล่าวรัฐบาลจึงได้ออกพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 โดยกระทรวง
พลังงานได้มีข้อกำหนดของกฎหมายอาคารอนุรักษ์พลังงานของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและ
อนุรักข์พลังงานได้ออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทหรือขนาดของอาคารและมาตรฐานหลักเกณฑ์
และวิธีการ ในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ส. 2563 หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
เกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (Building Energy Code หรือ BEC) ซึ่งอาคารห้างสรรพสินค้า
และศูนข์การค้าเป็นภาคธุรกิจที่มีการ ใช้ทรัพยากรพลังงานสูงเมื่อเปรียบกับอาการที่พักอาศัย ซึ่ง
อาคารที่มีพื้นที่อาคารที่มากกว่า 2,000 ตารางเมตร ขึ้นไปนั้น ได้จัดอยู่อาคารควบคุมประเภทที่ 7
ตามกฎกระทรวง ปี 2563 ซึ่งงานวิจัชนี้มีวัตถุประสงค์ ศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการพลังงาน
ของอาคารศูนย์การค้ตามเกณฑ์มาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงาน และหาวิธีการปรับปรุงระบบ
อาคารของอาคารศูนย์การค้าที่เปิดใช้แล้วสู่ความเป็นอาการอนุรักษ์พลังงานที่เป็นมิตรต่อ
สิ่งแวดล้อม โดขกรณีศึกษางานวิจัยนี้เป็นอาการศูนย์การค้าโฮมแฟชั่น สโตร์ ชิดรีพับบลิค สาขา
รามอินทรา พื้นที่อาคารรวม 7,518 ตารางเมตร เปีดใช้อาคาร ตั้งแต่ปี 2562 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิง
คุณภาพ เก็บราบรวมข้อมูลโดยการสัมภายณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ กรรมการบริหารและ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด(มหาชน) และการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม
ร่วมกับการศึกษา เอกสารที่เกี่ยวข้อ
Participation in waste management according to the circular economy concept In the Map Ta Phut Municipality Office Towards the goal of a Zero waste office
การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะมูลฝอยตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ในสำนักงานเทศบาลเมืองมาบตาพุด ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสำนักงานปลอดขยะ และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะมูลฝอยของพนักงานเทศบาลเมืองมาบตาพุดภายใต้แนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และนำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะมูลฝอยตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของสำนักงานเทศบาลเมืองมาบตาพุด สู่เป้าหมายสำนักงานปลอดขยะ การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการจัดการขยะมูลฝอยของเทศบาลเมืองมาบตาพุด จำนวน 4 คน และใช้แบบสอบถามออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างพนักงานของเทศบาลเมืองมาบตาพุด
ทำการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จำนวน 264 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive statistics) และ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติอนุมาณ (Inference Statistics) จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และประมวลผล และใช้ SWOT Analysis เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อนำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะมูลฝอยตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของสำนักงานเทศบาลเมืองมาบตาพุด สู่เป้าหมายสำนักงานปลอดขย
A Study of the Limitations of Enforcing the Computer-Related Crime Act in the Case of Computer Crimes Involving Copying, Duplicating, and Transferring Data
การค้นคว้าอิสระ คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขอบเขตของการบังคับใช้ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ในกรณีการคัดลอก ทำสำเนา และถ่ายโอนข้อมูล จากนั้นทำการ วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับพฤติกรรมการกระทำความผิดที่มีรูปแบบอื่นที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีของระบบสื่อสารจากยุคอนาล็อก(analog) มาสู่ยุคดิจิทัล(digital) ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบต่างๆในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม รัฐวิสาหกิจ รวมไปถึงภาครัฐที่ต้องมีการปรับตัว เพื่อให้สอดรับ กับความต้องการในด้านการบริการของประชาชน การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในยุคดิจิทัล ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนารูปแบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ให้ไวยิ่งขึ้น หรือเทคโนโลยีที่ตอบสนองต่อความต้องการมนุษย์ที่มากขึ้นเพียง เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยพัฒนารูปแบบในการกระทำความผิดให้มีรูปแบบหลากหลาย และซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งในบางครั้งการกระทำความผิดอาจอยู่ในรูปแบบของการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ได้ตระหนักรู้ถึงการนำข้อมูลต่างๆที่พบเจอในสื่อโซเซียลมีเดียมาใช้งาน การนำช่องว่างของกฎหมายมาใช้งาน เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนา สร้างกำไรในธุรกิจของตนเอง โดยไม่ได้คำนึงถึงแหล่งที่มาของการนำข้อมูลนั้นมาใช้งาน ดัดแปลง หรือแก้ไขจนเกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งผลการวิจัยของการวิจัยนี้สามารถนำไปเป็นข้อมูลหรือแนวทางให้กับผู้ที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากกรณีในอนาคตต่อไ
Factors influencing the efficiency of 'work from home' relating to personnel of the library cooperation network in the educational quality assurance during the COVID-19 pandemic
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ของบุคลากรห้องสมุดเครือข่ายความร่วมมือห้องสมุดด้านประกันคุณภาพการศึกษา โดยใช้ทฤษฎีพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจากที่บ้าน ได้แก่ ทัศนคติที่มีต่อการทำงานจากที่บ้าน บรรทัดฐานกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้การควบคุมพฤติกรรม ในการกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย และใช้แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ตเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรห้องสมุดเครือข่ายความร่วมมือห้องสมุดด้านประกันคุณภาพการศึกษา จำนวน 286 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามสถาบันการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสังคมศาสตร์ ผลการวิจัยสรุปว่า บุคลากรห้องสมุดเครือข่ายความร่วมมือห้องสมุดด้านประกันคุณภาพการศึกษา มีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x = 3.49) เมื่อวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีการนำตัวแปรเข้าทั้งหมด (Enter Method of Multiple Regression Analysis) พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานจากที่บ้านในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ของบุคลากรห้องสมุดเครือข่ายความร่วมมือห้องสมุดด้านประกันคุณภาพการศึกษา มีทั้งหมด 3 ด้าน คือ ปัจจัย ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์การใช้งาน ปัจจัยด้านความเข้ากันได้และความง่ายในการใช้งาน และปัจจัยด้านทรัพยากรและเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยต่อการใช้งาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สามารถอธิบายประสิทธิภาพการทำงานจากที่บ้านในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ของบุคลากรห้องสมุดเครือข่ายความร่วมมือห้องสมุดด้านประกันคุณภาพ การศึกษาได้ร้อยละ 79.3 (R 2 = 0.79
Raising awareness by showing benefits for business operators who are subject to information technology operation regulation as stipulated by the Securities and Exchange Commission
การค้นคว้าอิสระ คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566ในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจและการให้บริการ ส่งผลให้การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและระบบเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจในภาคการเงินและตลาดทุน ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเคร่งครัด งานวิจัยนี้มุ่งสร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบธุรกิจให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลในยุคดิจิทัล โดยนำเสนอแนวทางตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผลการศึกษาประกอบด้วยคู่มือแสดงประโยชน์ของการปฏิบัติตามเกณฑ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เห็นถึงความสำคัญ จนเกิดความความตระหนัก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีนัยสำคั
Guidelines for organizational development in taxation of Thailand
องค์กรจัดเก็บภาษีส่วนกลางของไทย ประกอบด้วย กรมสรรพากร กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร ทั้งสามองค์กรดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในจัดเก็บเงินได้ให้แก่รัฐบาลเพื่อนำไปใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศให้บรรลุและเป็นไปตามบทบาทภารกิจของรัฐ แต่อย่างไรก็ดี จากการศึกษาปัญหาในการจัดเก็บภาษีทำให้ทราบว่าองค์กรจัดเก็บภาษีมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้การบริหารการจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายประมาณการในแต่ละปี กล่าวคือมีรายได้น้อยกว่าที่ตั้งเป้าหมายในการจัดเก็บไว้ โดยวัตถุประสงค์ในการศึกษานี้เพื่อศึกษาปัญหาและพัฒนารูปแบบองค์กรจัดเก็บภาษีที่เหมาะสมตามแนวคิดองค์กรจัดเก็บภาษีกึ่งอิสระ ที่นำไปสู่การบริหารการจัดเก็บภาษีที่มีความคล่องตัว และสามารถจัดเก็บภาษีให้กับรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากการศึกษา พบว่า รูปแบบ ลักษณะโครงสร้าง อำนาจหน้าที่และการบริหารองค์กรจัดเก็บภาษีในปัจจุบันซึ่งมีสถานะเป็นส่วนราชการอยู่ภายใต้กฎหมาย ระเบียบปฏิบัติที่เคร่งครัด มีสายการบังคับบัญชาที่ยาว ขาดความคล่องตัว และการดำเนินการจัดเก็บภาษีที่ทับซ้อนกันในหลายหน่วยงานทำให้เกิดต้นทุนในการบริหารจัดเก็บที่สูง เช่น อัตราค่าตอบแทนบุคลากรจำนวนมาก แต่กลับไม่จูงใจให้บุคลากรที่มีคุณภาพคงอยู่ เป็นต้น ซึ่งในอดีต ประเทศไทยมีการศึกษาแนวคิดในการจัดตั้งองค์กรจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น การจัดตั้งทบวงภาษี การจัดตั้งสำนักงานจัดเก็บภาษีแห่งชาติ หรือการจัดตั้งองค์กรจัดเก็บภาษีกึ่งอิสระ แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ ซึ่งทำให้จำนวนเงินภาษีที่จัดเก็บได้ไม่เพียงพอกับงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี และจากการศึกษารูปแบบองค์กรจัดเก็บภาษีของประเทศสิงคโปร์ มาเลเซียและญี่ปุ่น ที่มีการเปลี่ยนสภาพรูปแบบองค์กรจากความเป็นราชการดั้งเดิมมาเป็นองค์กรจัดเก็บภาษีกึ่งอิสระ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีได้ดีขึ้น
ดังนั้น เพื่อการกำหนดรูปแบบองค์กรที่เหมาะสมและเป็นไปได้ ผู้เขียนจึงได้วิเคราะห์ลักษณะเด่น ข้อจำกัดของรูปแบบองค์กรต่างๆ และแนวทางการพัฒนารูปแบบองค์กรจัดเก็บภาษีที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยพบว่าหากมีการพัฒนารูปแบบขององค์กรจัดเก็บภาษีจากการเป็นส่วนราชการภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาเป็นรูปแบบองค์กรกึ่งอิสระ โดยการยุบรวมทั้งสามกรมภาษีเดิมมาอยู่ภายใต้องค์กรใหม่โดยการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงานจัดเก็บภาษีแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....ที่มีลักษณะรูปแบบเหมือนองค์การมหาชน ซึ่งยังคงมีฐานะเป็นส่วนราชการที่เป็นเพียงหน่วยงานในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ก็จะสามารถแก้ปัญหาการบริหารงานองค์กรให้มีความคล่องตัว เชี่ยวชาญ ลดความซ้ำซ้อนและบูรณาการการจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นThailand's central tax collection organization consists of the Revenue Department, the Excise Department and the Customs Department. These three organizations are considered as important mechanisms for collecting money for the government to be used in the administration and development of the country to achieve and comply with the roles and missions of the state. However, from the study of tax collection problems, it is known that tax collection organizations have some limitations that prevent revenue collection management from meeting the projected goals each year. In other words, the revenue is less than the goal of storage. The purpose of this study was to study the problems and develop a suitable tax collection organization model based on the semi-independent tax collection organization concept. This leads to a more streamlined administration of tax collection and more efficient tax collection for the state.
From the study, it was found that the form, structure, authority, and administration of the current tax collection organization had the status of a government agency under the law, strict protocols, long chains of command, and lack of flexibility. Overlapping tax collection operations in many departments causes high administrative costs, such as large personnel compensation rates, but does not motivate quality personnel to remain, etc. As a result, the amount of tax collected is insufficient for the annual expenditure budget. And from the study of the tax collection organization of Singapore, Malaysia and Japan, with their organizational transformation from a traditional bureaucracy to a semi-autonomous tax collection, have made it possible to solve the problem of better tax collection efficiency. In the past, Thailand has studied the concept of establishing a new tax collection organization to solve such problems, such as the establishment of a tax bureau, the establishment of a national tax collection office, or the establishment of a semi-independent tax collection organization but still unable to complete the process.
Therefore, to determine the appropriate and feasible organizational model, the author therefore analyzes the advantages and disadvantages of various organizational styles and guidelines for the development of a tax collection organization that is suitable for Thailand. It was found that if the form of tax collection organization was developed from a government agency under the supervision of the Minister of Finance to a semi-autonomous organization, by dissolving all three former tax departments to be under a new organization by enacting the Act on the Establishment of the Tax Collection Office of Thailand BE .... that looks like a public organization which still has the status of a government agency that is only a supervisory agency of the Ministry of Finance. It will be able to solve the problem of organizational management with flexibility, expertise, reduce redundancy and integrate tax collection more efficiently.
ผลกระทบของการจัดการความรู้ ที่มีต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงาน: กรณีศึกษารัฐวิสาหกิจไทยด้านพลังงานไฟฟ้า
The objective of this study is to develop a model for the effects of knowledge management on employee performance and to test the relationship of the variables, transformational leadership, knowledge management process, and employee competency effecting employee performance: Cases of Thai State Enterprises in the Electricity Sector. The conceptual framework uses the concept of Resource Base View.
This research study is a mixed research. This is a research that uses both quantitative and qualitative methods together, to find answers to the research hypotheses. The population used in the study was the personnel of Thai state enterprises in the electricity sector, comprising the Electricity Generating Authority of Thailand, Provincial Electricity Authority, and Metropolitan Electricity Authority. The study population comprised personnel under the Central Office totaling 12,615 persons. The study used electronic questionnaires as a tool to collect data until a total of 1,213 responses were obtained, and used correlation test statistics and Multiple Regression Analysis in the inferential statistical test. In addition, to support the results of the quantitative research, qualitative research through in-depth interviews was used as a tool to describe the results in detail.
The results of the quantitative research found that the relationship of the variables was consistent according to the conceptual framework and the research hypothesis. On transformational leadership, there was a high level of positive correlation with employee performance. Transformational leadership had a moderately positive correlation with employee competency. The knowledge management process had a relatively high positive correlation with employee performance. Employee competency was highly positively correlated with employee performance. Transformational leadership was positively correlated with employee performance through the Partial Mediator employee competency variable. Transformational leadership showed a positive correlation to employee performance through the partial mediator knowledge management process using qualitative data obtained from interviews. The quantitative research results were supported by qualitative data.
The results of the quantitative study found that factors support correlation with employees’ good performance, opportunity, empathy, and morale, and help them get mentoring, trust, and involvement in introducing new ideas, as well as seeing the value and importance of work from supervisors or colleagues when they have a leader with good policy and vision, good welfare and there is promotion for the development of people's competency within the organization. In addition, the personnel must be committed to self-development. The success factor of knowledge management in organizations comes from the commitment of the top leaders, having guidelines that are consistent with government policy and state enterprise assessment, as well as emphasizing knowledge management processes as the basis of innovation. There is an exchange of knowledge and having access to knowledge through information technology. Future research studies should be “The effects of knowledge management on employee innovation”. วัตถุประสงค์ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คือ การพัฒนาตัวแบบผลกระทบของการจัดการความรู้ ที่มีต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงาน และเพื่อทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปร ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง กระบวนการจัดการความรู้ สมรรถนะพนักงาน ที่มีต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงาน กรณีศึกษารัฐวิสาหกิจไทยด้านพลังงานไฟฟ้า กรอบแนวคิดการวิจัยใช้แนวคิดฐานทรัพยากร
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เป็นการวิจัยที่ใช้วิธีทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพร่วมกัน เพื่อหาคำตอบของสมมติฐานการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรรัฐวิสาหกิจไทยด้านพลังงานไฟฟ้า ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง กลุ่มประชากรที่ศึกษา คือบุคลากรที่สังกัดสำนักงานกลาง จำนวน 12,615 ราย ใช้แบบสอบถามทางอิเลคทรอนิคส์เป็นเครื่องมือที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จนได้รับการตอบกลับมาเป็นจำนวน ทั้งสิ้น 1,213 ราย และใช้สถิติการทดสอบสหสัมพันธ์ (Correlation) และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ในการทดสอบสถิติเชิงอนุมาน นอกจากนี้เพื่อการสนับสนุนผลการศึกษาการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการอธิบายรายละเอียดผลการศึกษา
ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ความสัมพันธ์ของตัวแปรมีความสอดคล้องสัมพันธ์กันตามกรอบแนวคิดและเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย โดยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงานอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อสมรรถนะของพนักงานอยู่ในระดับปานกลาง ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับกระบวนการจัดการความรู้อยู่ในระดับค่อนข้างสูง กระบวนการจัดการความรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลการปฏิบัติงานของพนักงานอยู่ในระดับค่อนข้างสูง สมรรถนะของพนักงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลการปฏิบัติงานของพนักงานอยู่ในระดับสูง ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงานผ่านตัวแปรคั่นกลางสมรรถนะของพนักงานแบบPartial Mediator และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อผลการปฏิบัติงานผ่านตัวแปรคั่นกลาง กระบวนการจัดการความรู้แบบ Partial Mediator สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์ พบว่ามีการสนับสนุนผลการวิจัยเชิงปริมาณ
ผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อผลการปฏิบัติงานที่ดี คือ การได้รับโอกาส การเอาใจใส่ การสร้างขวัญกำลังใจ ได้รับคำปรึกษา ความไว้วางใจ มีส่วนร่วมนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ อีกทั้งการมองเห็นคุณค่าและความสำคัญของงานจากผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงาน มีผู้นำที่มีนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ดี สวัสดิการที่ดี มีการส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะคนในองค์การ อีกทั้งบุคลากรมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จของการจัดการความรู้ในองค์การมาจากนโยบายที่ความมุ่งมั่นของผู้นำระดับสูง การมีแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักนโยบายรัฐบาลและการประเมินรัฐวิสาหกิจ พร้อมทั้งเน้นกระบวนการจัดการความรู้เป็นฐานของนวัตกรรม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีการเข้าถึงความรู้ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับการศึกษาวิจัยในอนาคตควรเป็นหัวข้อการจัดการความรู้ที่ส่งผลต่อการสร้างนวัตกรรมของพนักงา