National Institute of Development Administration

NIDA (National Institute of Development Administration): Wisdom Repository / สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
Not a member yet
    3872 research outputs found

    โอกาสและข้อท้าทายในอุตสาหกรรมแฟชั่นต่อเทรนด์แฟชั่นสู่ความยั่งยืน

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566ด้วยกระแสเทรนด์แฟชั่นนั้นถูกขับเคลื่อนไปด้วยกระแสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกฤดูกาล ร่วมกับพฤติกรรมใช้แล้วทิ้งของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน จึงทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของโลกที่มีมูลค่ามหาศาล และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษติดอันดับเลวร้ายที่สุดในโลก แม้ว่าในปัจจุบันผู้คนเริ่มตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงมีการการรณรงค์ เรียกร้อง และกดดันจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อให้ผู้ผลิตรวมถึงผู้บริโภคตระหนักถึงผลกระทบ และเร่งแก้ไขปัญหาระยะยาวนี้ นำมาทั้งโอกาสและข้อท้าทาย กระแสความยั่งยืนจึงกลายเป็นเทรนด์หลักของโลกในปัจจุบันทำให้เกิดการปรับตัวตามแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้ง High fashion และ Fast Fashion ที่พยายามจะดำเนินกิจการไปสู่ความยั่งยืนปรับเปลี่ยนกระบวนการการจัดการในห่วงโซ่อุปทานของตนเองให้ได้หรือดีกว่าตามมาตรฐานกฎเกณฑ์ต่างๆที่ถูกนำมาใช้กับอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อไปสู่ Slow fashion ข้อท้าทายสำคัญในการทำความยั่งยืนในปัจจุบัน คือผู้บริโภคขาดความเต็มใจที่จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าด้านความยั่งยืน และ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ต่อประเด็นด้านการฟอกเขียวหรือ Greenwashin

    Cultural tourism management guidelines for silver generation: a case study of Uthaithani

    No full text
    ไฟล์เอกสารฉบับเต็มระบุปีไม่ตรงกับปีการศึกษาที่จบ (วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร การจัดการมหาบัณฑิต (การจัดการการท่องเที่ยวและบริการแบบบูรณาการ) คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 2566)การวิจัยนี้ศึกษาแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำหรับกลุ่ม Silver Age ในจังหวัดอุทัยธานี วัตถุประสงค์การศึกษามีดังนี้ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี 2) เพื่อศึกษาความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Silver Age 3) เพื่อศึกษาสมรรถนะด้านการจัดการที่พึงประสงค์ของผู้นำกลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดอุทัยธานี 4) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี และ 5) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่ม Silver Age ในจังหวัดอุทัยธานี โดยการวิจัยครั้งเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ซึ่งการดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเป็นดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 400 คนโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ระยะที่สองดำเนินการวิจัยโดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้ผลการวิจัยที่ได้จากการเชิงปริมาณเพื่อพิจารณาคัดเลือกประเด็นปัญหาและผู้ให้ข้อมูล ซึ่งผู้วิจัยใช้ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างที่เก็บจากผู้ให้ข้อมูลหลักจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ/เอกชน และภาคประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานี และใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าพบว่าระดับความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Silver Age โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยนักท่องเที่ยวมีความต้องการเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวมากที่สุด ในขณะที่สมรรถนะด้านการจัดการที่พึงประสงค์ของผู้นำกลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดอุทัยธานีโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Silver Age ส่งผลต่อศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อุทัยธานี โดยด้านความปลอดภัยส่งผลต่อศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อุทัยธานีสูงที่สุด และปัจจัยด้านสมรรถนะด้านการจัดการที่พึงประสงค์ของผู้นำกลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดอุทัยธานี ส่งผลต่อศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยความสามารถทางการตลาดส่งผลต่อศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีสูงที่สุดThis research studies cultural tourism management guidelines for the silver generation in Uthai Thani province. The objectives of the study are to 1) study the potential of cultural tourism management in Uthai Thani province, 2) study the needs of silver-age tourists, 3) study the desirable management competencies of leaders of cultural tourism groups in Uthai Thani province, 4) study factors affecting cultural tourism management potential in Uthai Thani province, and 5) study the cultural tourism management guidelines of the silver age group in Uthai Thani province. This study employed a mixed methods approach, consisting of two phases. The first phase was conducted using a quantitative research method. The data were collected from 400 respondents using a questionnaire. The statistics used for data analysis consisted of percentage, mean, standard deviation, and multiple regression analysis. The second phase was qualitative research, utilizing the quantitative results from the first phase to guide the selection of issues and informants. The study used data from structured interviews collected from key informants from the government sectors, business/private sectors, and public sectors involved in tourism in Uthai Thani province and used content analysis methods. The results showed that the overall demand level for silver-age tourists was high. Tourists had the highest demand for tourist attractions. The desirable management competencies of cultural tourism group leaders in Uthai Thani province had an overall score of moderate. The demand for silver-age tourists was found to affect the potential of cultural tourism management in the Uthai Thani area. In terms of safety, it proved to have the highest impact on cultural tourism management potential in the Uthai Thani area. The factors of desirable management performance of cultural tourism group leaders in Uthai Thani province affected the potential of cultural tourism management in Uthai Thani province. Marketing ability had the highest effect on cultural tourism management potential in Uthai Thani province

    Measures of water pollution and domestic wastewater law enforcing in Bangkok

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การศึกษามาตรการการจัดการน้ำเสียและการบังคับใช้กฎหมายมลพิบทางน้ำที่มี แหล่งกำเนิดมาจากชุมชน กรุงทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา กฎหมาย มาตรการทางกฎหมายอื่นที่ เกี่ยวข้อง บทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค มาตรการทาง กฎหมายในการบริหารจัดการน้ำเสียในชุมชนเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหาร จัดการน้ำเสียในชุมชนเมืองที่เหมาะสมกับกรุงเทพมหานคร และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการศึกบาวิจัย เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยวิจัยจากเอกสาร (Documentary Research) ศึกษาค้นคว้าจาก ตำรา หนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ สารสาร ทฤษฎี หลักกฎหมายทั้งไทยและต่งประเทศ รวมถึงกรณีศึกษาที่ เกิดขึ้นจริง รามถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เพื่อวิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำที่เกิด จากชุมชนในกรุงเทพมหานคร จากการศึกษาพบว่ากรุงเทพมหานครกำลังประสบกับปัญหาน้ำเสียชุมชน (Domestic Wastewater) ที่มีแหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำมาจากที่พักอาศัย ครัวเรือน ชุมชน หรือหมู่บ้นจัดสรรพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณน้ำเสียในกรุงทพมหานคร น้ำเสียที่ถูกระบายลงแหล่งน้ำสาธารณะมีปริมาณ มากขึ้นจนเกินขีดจำกัดการรองรับปริมาณน้ำเสียได้ ซึ่งโรงบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานครทั้ง 8 แห่ง สามารถบำบัดน้ำเสียได้เพียง ร้อยละ 45 ของปริมาณน้ำเสียทั้งหมดต่อวัน อีกทั้งใช้งบประมาณจำนวนมาก ในการเดินระบบและบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสียหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับผิดชอบ ควบคุม กำกับ ดูแลจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการ ระบายน้ำ และสำนักงานเขต การมีอำนาจของในแต่ละ หน่วยงาน ทำให้เกิดความทับซ้อนของบทบาทหน้าที่ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครในเรื่องของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแหล่งกำเนิดน้ำเสีย แต่ พบว่า ข้อกฎหมายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะมีอาคาร บ้านเรือน ชุมชนแออัด ชุมชนริม ดูคลองบางส่วน ไม่เข้าข่ายที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการบำบัดน้ำเสีย และไม่ได้มีการควบคุมการปล่อยน้ำเสียอย่างถูกกฎหมาย และกับการลักลอบทึ้งขยะกากของเสีย สิ่งปฏิกูลในทุกรูปแบบลงในแหล่งน้ำ สาธารณะ ซึ่งควรเข้มงวดในการกวดขัน สอคส่องดูแล บังดับใช้ข้อกฎหมายอย่างจริงจัง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ บุคคลากรในการปฏิบัติหน้ที่ขังไม่เพียงพอ จากปัญหาดังกล่าวผู้ศึกษาได้เสนอแนะแนวทางให้กำหนดมาตรการสำหรับบ้านเรือนที่ไม่ เข้าข่ายตามที่ประกาศกำหนด อาจคำเนินการให้สำนักงานเขตสำรวจลักษณะดังกล่าว และเก็บสถิติเพื่อเป็น ข้อมูลในการวางแผนการจัดการทางระบายน้ำ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้เรื่อง ถังบำบัดน้ำเสีย แนวทางการจัดการน้ำเสียในครัวเรือน รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้ประชาชนทราบอย่าง ต่อเนื่อง ภาครัฐอาจร่วมกับภาคเอกชน ธุรกิจ เพื่อประชาสัมพันธ์ และ จัดหารูปแบบการบำบัดน้ำเสียที่ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ โดยรัฐบาลอางให้ความช่วยเหลือ เช่น การลดหย่อนภาษี การให้การสนับสนุน ภาคเอกชนในเรื่องผลิตภัณฑ์เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม การแก้ไขอัตราค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียใหม่ แก้ไขปัญหาเรื่องการ จัดการขยะควบคู่ไปกับการจัดการมลพิษทางน้ำ กรุงเทพมหานครควรใช้นโยบายที่ เคร่งครัดในเรื่องการทิ้งขยะอย่างผิดกฎหมาย และเข้มงวด ออกตรวจเชิงรุกมากขึ้น ออกนโยบายหรือข้อ กฎหมายที่มุ่งเน้นใช้หลัก 3R ในการจัดการขยะStudy of wastewater management measures and enforcement of water pollution laws that originate from communities. Bangkok The objective is to study laws and other related legal measures. Roles and duties of relevant agencies and analyze problems and obstacles Legal measures for wastewater management in Bangkok communities To suggest guidelines for wastewater management in urban communities that are appropriate for Bangkok. and more efficient It is Qualitative Research by researching from Documentary Research, studying and researching from textbooks, books, articles, theses, substances, theories, and principles of law, both Thai and foreign. Including actual case studies and information on the internet To analyze laws related to solving water pollution problems caused by communities in Bangkok. The study found that Bangkok is experiencing the problem of domestic wastewater (Domestic Wastewater) where the source of water pollution comes from residences, households, communities, or housing developments. More than 80 percent of the wastewater volume in Bangkok The amount of wastewater being released into public water sources has increased to the point where it exceeds the wastewater capacity limit. Bangkok's 8 wastewater treatment plants can treat only 45 percent of the total daily wastewater volume. In addition, a large budget is spent on operating and maintaining the wastewater treatment system. The agencies involved in being responsible, controlling, supervising, and managing Bangkok's water include: the Pollution Control Department Water Quality Management Office Drainage Bureau, and the district office The power of each agency This causes overlapping roles and responsibilities. Bangkok regulations regarding the collection of fees for wastewater sources, but it was found that the laws are not consistent with the current situation because there are buildings, bouses, slum communities, and communities along some canals. It is not eligible to pay a fee for wastewater treatment. and there is no legal control over the release of wastewater. and with the illegal dumping of garbage and waste All forms of sewage into public water sources. which should be strict in tightening, monitoring, and seriously enforcing the law. However, there are still limitations in that there are not enough personnel to carry out their duties. From the above problems, the study has suggested guidelines for setting measures for houses that do not fall into the criteria as specified in the announcement. May proceed with the district office to survey this nature. and collect statistics to provide information for planning drainage management. along with organizing campaign activities and public relations Provide knowledge about wastewater treatment tank Guidelines for managing household wastewater Including related laws Keep the public informed continuously The government sector may join with the private sector and businesses to publicize. and provide a form of wastewater treatment that the public can access. The government may assist such as tax deductions. Supporting the private sector in environmental management products Amending the new wastewater treatment fee rate Solving the problem of waste management along with water pollution management. Bangkok should adopt a strict policy on illegal garbage dumping and be more proactive in inspecting it. Issue policies or laws that focus on using the 3R principles in waste management

    Impacts of wastewater quality on communities: a case study of a Water Quality Measurement Company

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของคุณภาพน้ำทิ้งที่มีผลต่อชุมชน และเสนอแนวทางการลดหรือจัดการผลกระทบของคุณภาพน้ำทิ้งที่มีต่อชุมชน โดยทำการเก็บข้อมูลทบทวนระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัทก่อนปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ทำการสัมภาษณ์ผู้แทนของบริษัทเกี่ยวกับนโยบาย มาตรการ และแนวทางการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำสาธารณะ และทำแบบสอบถามตัวแทนของครัวเรือนในชุมชนในพื้นที่โดยรอบแหล่งน้ำสาธารณะ เนื่องจากการวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจความคิดเห็นผลกระทบ จึงเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 100 ครัวเรือน และทำการวิเคราะห์เชิงพรรณนาร้อยละ และนำผลจากสัมภาษณ์และผลจากการสอบถามมาวิเคราะห์เพื่อเสนอแนวทางการลดผลกระทบของคุณภาพน้ำทิ้งที่มีต่อชุมชน ผลการศึกษาพบว่าชุมชนมีความรู้ที่สูงในด้านน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ผ่านระบบบำบัดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำเสีย และมีความรู้ที่ต่ำในด้านอุณหภูมิของน้ำทิ้งที่ปล่อยจากโรงงาน, ค่าสีของน้ำทิ้ง ค่าซัลไฟด์และค่าไซยาไนด์ของน้ำทิ้งที่ปล่อยออกจากโรงงาน มีความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบน้ำทิ้งในระดับที่สูง ซึ่งผลกระทบที่กังวลมากที่สุดคือแหล่งอาหารของสัตว์น้ำลดลง ซึ่งทำให้ปริมาณของสัตว์น้ำลดลง รองลงคือผลกระทบจากน้ำทิ้ง ทำให้รายได้ลดน้อยลงเนื่องจากน้ำในลำน้ำสาธารณะเกิดการเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น ทำให้สัตว์น้ำในลำน้ำสาธารณะลดน้อยลงและมีนักท่องเที่ยวลูกค้าที่ต้องการเข้ามาซื้อสินค้าในบริเวณนั้นลดลง และน้อยที่สุดคือผลกระทบด้านถนนในบริเวณที่พักอาศัยสกปรกและถูกกัดกร่อนจากการเทน้ำทิ้งลงบนถนน และทั้งนี้บริษัทได้มีนโยบาย มาตรการ แนวทางในการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยบริษัทได้มีระบบบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการทำงานของบริษัท และทำการทดสอบน้ำหลังการบำบัดประจำในทุกๆ เดือน เพื่อตรวจสอบค่าให้ไม่เกินมาตรฐานน้ำทิ้ง จึงจะมีการปล่อยออกนอกบริษัท ซึ่งแนวทางลดผลกระทบจากการศึกษานี้คือ บริษัทตรวจวัดคุณภาพน้ำจัดทำโครงการอบรมให้กับชุมชนร่วมกับเทศบาล นอกจากนี้ทางบริษัทตรวจวัดคุณภาพน้ำต้องดำเนินการทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ได้รับการรับรอง ISO14001:2015 เพื่อให้ชุมชนมั่นใจว่าบริษัทไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นการสร้างต้นแบบและความตระหนักในการจัดการน้ำทิ้งของตนเอ

    Building online community, communication strategy, and uses and gratification through the standard's podcast program

    No full text
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาการสร้างชุมชนออนไลน์จากรายการพอดแคสต์สำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารรายการพอดแคสต์ของสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด 3) เพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจของผู้รับสารจากรายการพอดแคสต์ของสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยทำการสัมภาษณ์กลุ่มผู้รับสารจำนวนสิบคน ซึ่งเป็น Opinion leader และสมาชิกทั่วไปในชุมชนออนไลน์ของรายการพอดแคสต์สำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด และ ศึกษาจากการวิเคราะห์เนื้อหารายการ โดยคัดเลือกรายการพอดแคสต์ของเดอะสแตนดาร์ดจำนวน 2 รายการ คือ 1. รายการคำนี้ดี และ 2. รายการ Readery ซึ่งเป็นรายการที่มีผู้ฟังติดอันดับ 1 ใน 10 ตลอดทั้งปี 2021 โดยคัดเลือกจากเดือน มกราคม-มิถุนายน 2564 จำนวน 10 ตอน โดยแบ่งเป็นรายการคำนี้ดี 5 ตอน และ รายการ Readery 5 ตอน เกณฑ์ในการคัดเลือก คัดจาก Episode ที่ผู้ฟังแสดงความคิดเห็นผ่านคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก ผลการวิจัยพบว่า การเกิดขึ้นของชุมชนออนไลน์เป็นเสมือนพื้นที่ที่ทำให้ผู้จัดรายการ ได้มีส่วนร่วมในการพูดคุยสอบถามข้อเสนอแนะจากผู้ติดตาม และยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้ได้ประโยชน์กับผู้ติดตามอีกด้วย ในเรื่องของการมีคอนเนคชั่นที่สนใจในเรื่องเดียวกัน เช่น ชุมชนออนไลน์ Readery Podcast ทำให้คนได้มาอัพเดทเรื่องหนังสือกับคนที่ชื่นชอบหนังสือเช่นเดียวกัน และในภาษา ชีวิตดี โดยคำนี้ดีพอดแคสต์ ก็เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้ติดตามได้ประโยชน์ในเรื่องของการพัฒนาตัวเองทางด้านภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น แต่ในปัจจุบันพบว่าคนกลับไม่ได้ให้ความสนใจกับชุมชนออนไลน์แล้ว ย้อนกลับไป 2 ปีที่แล้ว ชุมชนออนไลน์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในขณะที่เทรนด์ปี 2022 ธรรมชาติของคนฟังหรือผู้บริโภคสื่อเปลี่ยนไป ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไม่นิยมใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) แต่ให้ความสนใจกับแพลตฟอร์มอย่าง ติ๊กตอก (TikTok) หรือ ยูทูบ (Youtube) แทน ชุมชนออนไลน์เคยเป็นเสมือนฟังก์ชั่นที่สื่อสารแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ ในขณะที่ทุกวันนี้ ผู้คนนิยมให้ฟีดแบ็กจากใต้คอมเมนต์ ความเป็นชุมชนในชุมชนออนไลน์จึงยังไม่แข็งแรงพอ ทางเดอะสแตนดาร์ดพอดแคสต์จึงมีการจัดเวิร์คชอปในลักษณะอื่น ๆ อาทิ ทอล์กโชว์ เวิร์กชอป ได้ค้นพบพัฒนาการด้านการสื่อสารจาก Audio Podcast สู่ Video Podcast พบว่าได้เห็นถึงกลยุทธ์ในการพร้อมเปลี่ยนแปลงปรับตัวกับกระแสของสื่อและรับฟังฟีดแบ็กเพื่อเอาใจผู้ฟัง โดยเดอะสแตนดาร์ดพอดแคสต์เองมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของรายการ ไม่เพียงแต่เป็น Audio Podcast เพียงอย่างเดียว แต่ปรับเนื้อหารายการในรูปแบบของ Video Podcast สรุปได้ว่าปัจจุบันพอดแคสต์คนยังคงให้ความสนใจกันอยู่ แต่ผู้ผลิตรายการเองต้องปรับตัวตามเทรนด์ของโซเชียลมีเดีย ทำให้เดอะสแตนดาร์ดพอดแคสต์ รวมไปถึง KND Studio ผลิตเนื้อหารายการที่ทำให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และได้เปิดเผยหน้าของผู้ดำเนินรายการให้ผู้ฟังรู้สึกถึงความใกล้ชิดกับรายการมากยิ่งขึ้น พบว่า ผู้ฟังมองว่าประเด็นที่นำเสนอในรายการเป็นประเด็นที่ทำให้คนสามารถฟังแล้วเกิดประโยชน์ในเชิงพัฒนาตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการฟัง Readery ก็ทำให้คนมองเห็นแง่มุม ข้อคิดดี ๆ จากโฮสต์นำมาคิดต่อ และการฟังรายการคำนี้ดี ก็ทำให้นำคำศัพท์จากในรายการมาปรับใช้กับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน และจากผู้ผลิตรายการเองนั้นก็มองเห็นเช่นกันว่าคนฟังได้ประโยชน์จากคุณค่าของหนังสือแต่ละเล่มที่ผู้ดำเนินรายการได้นำเสนอ ซึ่งแต่ละเอพิโสดส่วนใหญ่จะเป็นการตอบคำถามถึงเรื่องของพฤติกรรม ความคิด ปัญหาความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นของมนุษย์ เป็นการช่วยให้คำตอบของปัญหาแก่ผู้ฟัง ผ่าน Storytelling นอกจากจะได้ความรู้จากหนังสือแต่ละเล่ม ยังได้ข้อคิดในการใช้ชีวิต และเรียนรู้วิธีการเล่าเรื่องจากผู้ดำเนินรายการที่มีประสบการณ์The objectives of this research were 1) To examine the creation of online communities from The Standard Podcast. 2) To investigate the communication strategies of the shows within The Standard Podcast. 3) To study the uses and satisfaction of the audiences from The Standard Podcast. This research follows a qualitative approach and involves interviewing a group of ten individual participants, including opinion leaders and general members of The Standard Podcast’s online community. The analysis is based on the content of two selected podcast shows from The Standard, namely “KND Podcast” and “Readery”, which were among the top 10 most popular episodes throughout the year 2021. These episodes were chosen from the January to June 2021 period and comprised a total of 10 episodes, with 5 episodes from “KND Podcast” and 5 episodes from “Readery”. The selection criteria involved selecting episodes that received a substantial amount of comments. (1) The study findings indicate a decreased interest in online communities among individuals nowadays. In 2022, there has been a shift in the media consumption habits of individuals. Social media users are no longer inclined to use Facebook but are more interested in platforms such as TikTok or YouTube. (2) There has been a development in communication methods from audio podcasts to video podcasts. It has been observed that there are strategies in place to adapt and adjust the change in media trends to engage audiences. The Standard Podcast, for example, has transformed its format from being solely an audio podcast to a video podcast. It is not only changing the format but also shifting the content’s show. (3) It has been discovered that the topics presented in the podcast are beneficial for personal development, allowing audiences to get valuable insights from the storytelling presented in particularly episodes and apply them to their daily lives.

    การศึกษาความท้าทายและข้อเสนอแนะที่มีต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการเคารพสิทธิมนุษยชน

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อท้าทายและข้อเสนอแนะต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการเคารพสิทธิมนุษยชนและการใช้การประเมินความเสี่ยงจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านในการดำเนินธุรกิจ (Human Rights Due Diligence- HRDD) วีธีการศึกษาคือการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์หน่วยงานที่ทำงานกับ SMEs ในการเสริมศักยภาพด้าน HRDD/ความยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่าอุปสรรคสำคัญสำหรับ SMEs ในการนำ HRDD มาปรับใช้คือการขาดความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนและการทำ HRDD, การมองประเด็นสิทธิมนุษยชนแยกจากประเด็นความยั่งยืนอื่น เช่น สิ่งแวดล้อม, การขาดทรัพยากร งบประมาณ สนับสนุน, และการขาดแรงจูงใจและการยอมรับจาก SMEs ว่าสิทธิมนุษยชนมีความสำคัญในการดำเนินงาน ข้อเสนอแนะคือการสร้างความรู้ความเข้าใจกับ SMEs ว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไร สำคัญอย่างไร ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและตรงกับบริบทและหมวดธุรกิจของ SMEs แต่ละแห่ง, การส่งเสริมการพูดคุยและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง SMEs กับภาคีต่างๆ, การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน HRDD ผ่านดิจิตอลแพลทฟอร์ม, การออกแบบชุดความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนรวมถึง HRDD เชื่อมโยงกับประเด็นและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน, การสนับสนุนของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านงบประมาณกับ SMEs ในการเพิ่มขีดความรู้และแรงจูงใจด้านการทำ HRDD, และการต่อยอดสิทธิมนุษยชนกับสิ่งที่ทำอยู่แล้วในองค์กร เช่น การทำตามกฎหมายแรงงาน สังคม สิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ISO ต่าง

    Success lessons of plastic waste management in the community: a case study of Tulip Village Recyclable Waste Bank, Maptaphut Sub-district, Muang District, Rayong Province

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์การจัดการขยะพลาสติกในปัจจุบันของธนาคารขยะรีไซเคิลหมู่บ้านทิวลิป 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการขยะพลาสติกของธนาคารขยะรีไซเคิลหมู่บ้านทิวลิป และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนของธนาคารขยะรีไซเคิลหมู่บ้านทิวลิป การวิจัยในครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยสัมภาษณ์กรรมการและสมาชิกธนาคารขยะรีไซเคิล กรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน ผู้สนับสนุนการจัดการขยะพลาสติก และประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งสังเกตการณ์การดำเนินการจัดการขยะพลาสติกของหมู่บ้านทิวลิป นำมารวบรวมและวิเคราะห์ เพื่ออธิบายรูปแบบการดำเนินการของการจัดการขยะพลาสติกใน 4 มิติตามกรอบแนวคิดการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบดุลยภาพ (Balanced Scorecard: BSC) วิเคราะห์บทเรียนความสำเร็จ โดยใช้ทฤษฎี SWOT Analysis รวมถึงเสนอแนวทางพัฒนาการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนโดยใช้เทคนิค TOWS Matrix และ Business Model Canvas (BMC) ผลการศึกษา พบว่า มิติด้านประสิทธิภาพ มีการจัดการขยะพลาสติกเป็นรูปธรรม แม้จะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกลดลงแต่ก็ยังคงมุ่งมั่นดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มิติด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่อยู่ในระดับดี ประชากรแฝงคำนึงถึงเงินสดมากกว่าสิทธิประโยชน์ของสมาชิกธนาคาร มีการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ในบางช่วงเวลา มิติด้านบริหารจัดการ มีการวางแผนขยายธุรกิจและจำนวนบุคลากร แม้การสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกจะลดลงแต่ก็พอมีรายได้จากการขายขยะมาบริหารจัดการ มิติด้านการเรียนรู้และพัฒนา มีการศึกษาองค์ความรู้และหาลูกค้าเพิ่มอยู่เสมอ มีการวางแผนเพื่อศึกษาดูงานเพิ่มเติม พร้อมทั้งเรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินการ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ คือ ความตั้งใจของกรรมการธนาคาร ความมุ่งมั่นในการขยายฐานสมาชิก และการสนับสนุนจากหน่วยงานอย่างภายนอกอย่างต่อเนื่อง ปัญหาและอุปสรรค คือ ขาดการมีส่วนร่วมจากประชากรแฝง จำนวนกรรมการธนาคารไม่เพียงพอต่อการขยายธุรกิจ และหน่วยงานภาคเอกชนไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แนวทางพัฒนาการจัดการขยะพลาสติกเพื่อให้เกิดความยั่งยืน คือ กรรมการธนาคารควรวางแผนการทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะพลาสติก ตลอดจนการลงพื้นที่เชิงรุกร่วมกันทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตามนโยบายและมาตรการการจัดการขยะพลาสติก กรรมการธนาคารควรพัฒนาทักษะการประชาสัมพันธ์และการใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อขยายฐานสมาชิก ภาคเอกชนควรจัดสรรงบประมาณด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเรื่องการจัดการขยะพลาสติกให้กับชุมชนอย่างสอดคล้องกับนโยบายระดับประเท

    รูปแบบเชิงสาเหตุของความผูกพันทางจิตใจผ่านการบริการลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างความเป็นไทยสำหรับโรงแรมบูติก 

    No full text
    เอกสารฉบับเต็มระบุปีไม่ตรงกับปีการศึกษาที่จบ (A Dissertation Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy (Integrated Tourism and Hospitality Management) The Graduate School of Tourism Management National Institute of Development Administration 2023)The customer-centric service plays a crucial role to enhance customer satisfaction in many service organizations currently. Especially, the service experience creation can invade the emotion and feelings of customers more deeply and expect them to revisit the hotel again. Thainess tends to place a great focus on the spiritual side of humans and the serving of guests naturally from the heart. Thus, this study aims to investigate the effect of the Thainess customer-centric service on perceived service value, customer experience, customer satisfaction, and affective commitment. To develop and test a structural equation model and analyze the direct and indirect effects of all five components based on the perspective of boutique hotel guests during the COVID-19 pandemic. The data was collected by using questionnaires from 528 samplings of boutique hotel guests in Thailand via an online survey via Google form. Descriptive statistics and path analysis were applied. The researcher employed both descriptive statistics and inferential statistics by using structural equation modeling (SEM). Exploratory Factor Analysis (EFA) with principal component and varimax rotation was employed to test the dimensionality of all 91 question items. In this study, second-order CFA (Confirmatory Factor Analysis) was applied to examine the four constructs, Thainess customer-centric service (TCCS), perceived service value (PSV), customer satisfaction (CS), and affective commitment (AC), which were conceptually and empirically specified as a higher-order factor, while the customer experience (CE) was examined through the first-order CFA application. To improve a model fit, 45 items were removed for further analysis due to the low standardized factor loadings and high correlation measurement error through the review of modification indices. Therefore, the remaining 46 indicators were used to measure the structural equation modeling of affective commitment through Thainess customer-centric service for boutique hotels. A further detailed examination is carried out by looking at the standardized residual covariance of each item and modification indices. After measurement, the number of paths was taken to enhance the validity of the collected data. The fit indices were tested for SEM and found that X2/Df = 0.966,  GFI = 0.941, CFI = 1.000, NFI = 0.964, TLI = 1.002, RFI = 0.952, RMSEA = 0.000, and RMR = 0.024, all of them passed the criteria. The results found that the model is consistent with empirical material in statistical significance. It can confirm that three significant factors affect affective commitment directly which are 1) Thainess customer-centric service, 2) perceived service value, and 3) customer satisfaction, while customer experience indirectly affects affective commitment. Moreover, the Thainess customer-centric service has an indirect significant affected affective commitment through perceived service value, customer experience, and customer satisfaction respectively.   

    The influence of green marketing-mix factors on purchase decision of eco-friendly products: A case study of SCG Green Choice products

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยของส่วนประสมทางการตลาดสีเขียวที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดตัวแปรต้นจำนวน 4 ตัว ได้แก่ สถานที่หรือช่องทางจัดจำหน่าย (Place) การส่งเสริมการตลาด (Promotion) องค์ประกอบทางกายภาพ (Physical Evidence) และบุคลากรและการให้บริการ (People & Process) และกำหนดตัวแปรควบคุมโดยบริษัทจำนวน 2 ตัว คือ ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก (Green Product) และการกำหนดราคา (Price) สำหรับตัวแปรตามตัวเดียว คือ การตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ SCG Green Choice การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริโภครักษ์โลก (Consciouslites) จำนวน 128 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม ค่าความคลาดเคลื่อนของขนาดตัวอย่างอยู่ที่ร้อยละ 7.8 เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามชนิดคำถามแบบตรวจสอบรายการ ได้แก่ ฐานนิยม และสัดส่วน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ ไคสแควร์กับข้อมูลจำแนกทางเดียว ทดสอบที่ความเชื่อมั่นระดับ p < 0.05 พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทุกตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า ประการที่หนึ่ง สามอันดับแรกของสถานที่หรือช่องทางจัดจำหน่ายที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ SCG Green Choice คือ ศูนย์รวมสินค้า (ร้อยละ 24) โชว์รูมสินค้า (ร้อยละ 17) และศูนย์จำหน่าย/บริการหลังการขาย (ร้อยละ 13) ประการที่สอง สามอันดับแรกของวิธีส่งเสริมการตลาดที่มีอิทธิพล คือ โซเชียลเน็ตเวิร์ค (ร้อยละ 22) สื่อโทรทัศน์/คลิปแทรกรายการและโฆษณาต่าง ๆ (ร้อยละ 16) และ สื่อบิลบอร์ด สื่อเคลื่อนที่ สื่อแผ่นป้าย (ร้อยละ 15) ประการที่สาม สามอันดับแรกขององค์ประกอบทางกายภาพที่มีอิทธิพล คือ การตกแต่งภายในร้านที่เน้นทำจากวัสดุจากธรรมชาติ สื่อถึงการประหยัดพลังงาน ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (ร้อยละ 21) สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 21) และการจัดแสดงสินค้าที่สวยงามเห็นความเป็นมาของการผลิตจากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก (ร้อยละ 21) และประการสุดท้าย สามอันดับแรกของการให้บริการของบุคลากรในกระบวนการที่มีอิทธิพล คือ การให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ (ร้อยละ 21) ความเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้า (ร้อยละ 20) และการเปิดให้ลูกค้าสอบถามหรือขอความช่วยเหลือ (ร้อยละ 13

    Enhancement of safety and environment that affects safety behavior among production department employees of Flowlab and Service Co., Ltd.

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของพนักงาน และการสร้างเสริมความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิตของบริษัท โฟลว์แล็บ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงปริมาณ และใช้การวิจัยแบบสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม เพื่อรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานบริษัท โฟลว์แล็บ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จำนวน 93 คน รวมถึงการศึกษาจากข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลของพนักงานที่ต่างกันนั้น ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิตของบริษัท ยกเว้น ปัจจัยส่วนบุคคลของพนักงานซึ่งจำแนกตามอายุพนักงาน การสร้างเสริมความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของบริษัท โฟลว์แล็บ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ในด้านการการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดมาตรการแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ และการพัฒนาศักยภาพและให้ความรู้ คือ พนักงานได้รับการพัฒนาความรู้ และมีการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านความปลอดภัยในการทำงาน และด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานให้ความสำคัญในการสร้างแรงจูงใจในการพัฒนา การปฏิบัติงานของบุคลากรด้านการมีส่วนร่วมในการทำงานและกิจกรรมต่างๆ ในด้านการพัฒนากลไกบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างกลไกการขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการ และสร้าง พัฒนา บูรณาการ และเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร คือ บริษัทมีการวางแผนการดำเนินงานเพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย รวมถึงบริษัทมีการผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมและมีการประชุมด้านมาตรการป้องกันความปลอดภัยและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทอย่างต่อเนื่อ

    0

    full texts

    3,872

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    NIDA (National Institute of Development Administration): Wisdom Repository / สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇