National Institute of Development Administration

NIDA (National Institute of Development Administration): Wisdom Repository / สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
Not a member yet
    3872 research outputs found

    Utilizing data strategy framework for retail business in the metaverse

    No full text
    The emergence of the metaverse has brought about a significant shift in the retail industry as businesses strive to couple from the physical and digital worlds. However, this transition presents challenges in managing the massive and rapidly streaming data originating from the metaverse. In this paper, we explore the business opportunities that the metaverse offers for retail businesses and shed light on the ways to utilize data strategy in metaverse retailing. Our research analyzes the potential metaverse scenarios and the characteristics of metaverse data. We identify these scenarios into three key categories: Decoupled, Semi-coupled, and Tightly coupled. In particular, we highlight the importance of robust data strategies for organizations to effectively handle metaverse data and unlock success in this new realm. As a result, we propose a comprehensive data strategy framework that empowers retail businesses to effectively manage metaverse data, leverage valuable data insights, and make informed decisions at the rapid pace of the metaverse, enabling them to stay competitive in this evolving digital realm

    แนวทางการพัฒนาธุรกิจรับซื้อของเก่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ในพื้นที่ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการดำเนินธุรกิจของธุรกิจรับซื้อของเก่าในพื้นที่ตำบลท่าข้าม 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาธุรกิจรับซื้อของเก่าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ตำบลท่าข้าม และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาธุรกิจรับซื้อของเก่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน การศึกษานี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดย 1) การศึกษาเอกสารและวิจัยที่เกี่ยวข้อง และ 2) การสัมภาษณ์ และแบบตรวจรายการ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วย PESTEL Analysis, SWOT Analysis และ TOWS Matrix เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาธุรกิจรับซื้อของเก่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ทีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ในพื้นที่ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินธุรกิจรับซื้อของเก่าในพื้นที่ตำบลท่าข้าม มีการดำเนินธุรกิจแบบกิจการครอบครัว เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ใช้ระบบเครือญาติในการบริหารจัดการธุรกิจ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการรับซื้อของเก่าเฉพาะขยะรีไซเคิลเท่านั้นจากครัวเรือน ร้านค้า และสถานประกอบการ ด้านปัจจัยที่มีผลต่อแนวทางการพัฒนาธุรกิจรับซื้อของเก่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ได้แก่ 1. ปัจจัยภายในของสถานประกอบการ ประกอบด้วย(1) ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ประกอบการ ได้แก่ ความรู้ และความตระหนักในการดำเนินธุรกิจรับซื้อของเก่าในการป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และ (2) ปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ที่ตั้งสถานประกอบการ ด้านการเงิน การบริหารจัดการธุรกิจการสื่อสารกับลูกค้า และ 2. ปัจจัยภายนอกสถานประกอบการ ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการสนับสนุน สำหรับแนวทางการพัฒนาธุกิจรับซื้อของเก่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ตำบลท่าข้าม ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลุ่มธุรกิจรับซื้อของเก่าเพื่อใช้ในการวางแผนการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจรับซื้อของเก่าให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน 2) สนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการธุรกิจรับซื้อของเก่าทั้งรายใหญ่และรายย่อยเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งโดยการถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน รวมทั้ง การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการธุรกิจรับซื้อของเก่าเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจไม่ให้เกิด ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม และ 3) การติดตามตรวจสอบการประกิจการรับซื้อของเก่าของหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อ

    Enhancing guidelines for upgrading Bang Pa-in industrial estate to Eco-excellence level

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงในมิติด้านต่าง ๆ ในการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินและเสนอกลยุทธ์และแนวทางการยกระดับเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco-Excellence ตามคู่มือเกณฑ์การตรวจประเมินเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยใช้แบบประเมินและการสัมภาษณ์แบบซึ่งหน้าเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือ บริษัทภายในนิคมฯ จำนวน 11 บริษัทและผู้บริหารรวมถึงพนักงานสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จำนวน 2 คน แล้วนำมาวิเคราะห์ช่องว่างการพัฒนา (Gap Analysis) เพื่อให้ทราบแนวทางการยกระดับ ผลการศึกษาพบว่าการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในมิติ 1) มิติสิ่งแวดล้อม 2) มิติสังคม 3) มิติการบริหารจัดการ เป็นจุดแข็งมีความโดดเด่นในการพัฒนาโดย 1) มิติสิ่งแวดล้อมพบว่าโรงงานสามารถดำเนินการวางแผน วิเคราะห์ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบ น้ำ พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2) มิติสังคมด้านวัสดุเหลือใช้พบว่าโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมนำส่งข้อมูลตามระบบการจัดการของเสียออกนอกโรงงานครบถ้วนตามระบบกรมโรงงานอุตสาหกรรม ด้าน Happy Workplace นิคมฯ และโรงงานมีการดำเนินงานครบทั้ง 8 ประการและด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและด้านความรับผิดชอบต่อสังคมพบช่องว่างโดยมีโรงงานที่ผ่านการตรวจประเมิน CSR-DIW ไม่ครบตามเกณฑ์กำหนด 3) มิติบริหารจัดการพบว่านิคมฯ มีการจัดประชุมและเผยแพร่ผลการดำเนินงานเฝ้าระวังคุณภาพทางสิ่งแวดล้อม (EIA Monitoring) สู่ชุมชนและหน่วยงานภายนอกให้รับทราบทุก 6 เดือน ด้านการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับ 4 พบว่าปัจจุบันโรงงานในนิคมฯ ยังไม่มีโรงงานที่ผ่านการตรวจประเมินรับรอง อย่างไรก็ตามในมิติ 4) มิติกายภาพ 5) มิติเศรษฐกิจ ยังพบช่องรวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการตอบแบบสอบถามและการขาดการร่วมดำเนินงานระหว่างโรงงานและนิคมฯ โดย 4) มิติกายภาพด้านขนส่งพบว่ามีโรงงานเพียง 1 โรงงานที่ตอบแบบประเมิน และ 5) มิติเศรษฐกิจด้านการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนพบว่านิคมฯและโรงงานยังขาดความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกันในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเพราะโรงงานแต่ละโรงงานจะดำเนินการด้านนี้ด้วยตนเอ

    ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนของประชาชนกรณีศึกษา ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนของประชาชนในเขตพื้นที่ ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนและครัวเรือน โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ (Interview) ผู้นำท้องถิ่นชุมชน (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) จำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่พนักงานเก็บขนขยะมูลฝอย จำนวน 1 คน และประชาชนในพื้นที่ตัวอย่างหมู่บ้านละ 1 ครัวเรือน จำนวน 9 คน และการสำรวจพื้นที่ (Site Survey) บริเวณสถานที่หรือจุดจัดการขยะมูลฝอยของแต่ละหมู่บ้านและครัวเรือน เพื่อให้ทราบลักษณะและขอบเขตของปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชนหรือท้องถิ่น เพื่อศึกษาหาสาเหตุของแต่ละปัญหา และแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ร่วมกับการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เพื่อนำข้อมูลมาทำการเรียบเรียง วิเคราะห์ สังเคราะห์ และเรียบเรียงเนื้อหาเพื่อหาข้อสรุปเพื่อเป็นแนวทางสำคัญในการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนได้อย่างเหมาะสมThis study aims to investigate factors influencing household waste management in the community of Sam Roi Yot sub-district, Sam Roi Yot district, Prachuap Khiri Khan province, propose suitable guidelines for community and household waste management. Data were collected through interviews with local community leaders (village headmen, head of household), one waste collector, and residents in the area, with 2 community leaders, 1 waste collector, and 9 residents sampled from each household. Site surveys were conducted to identify the characteristics and scope of various problems in the community or locality, aiming to study the causes of each problem and suggest improvement measures. Additionally, documentary research was conducted to compile, analyse, synthesize, and organize content to conclude appropriate household waste management

    The causes and intervention of young teachers’ job burnout in Chinese vocational colleges

    No full text
    The phenomenon of occupational burnout is widely prevalent in contemporary society, particularly among occupational groups with high levels of repetitive work tasks, such as teachers. This is especially pronounced among young teachers in Chinese vocational colleges, where the issue of occupational burnout has become increasingly prominent, posing a threat to the sustainable development of vocational colleges.Therefore, identifying effective interventions to alleviate occupational burnout and mitigate its negative impacts has become increasingly significant. This study uses young teachers from vocational colleges in Guangxi as the empirical research subjects, employing quantitative analysis to explore the issue of occupational burnout. It combines theoretical research and practical investigation results to propose relevant intervention strategies for occupational burnout. The key findings of this study include: (1) Male teachers experience higher levels of occupational burnout than female teachers, and the incidence rate is highest among teachers aged 36-40. Teachers aged 20-25 have the highest self-efficacy, while the rate of burnout is most serious among lecturers. Teachers with over 15 years of teaching experience have the highest incidence of occupational burnout. (2) Occupational burnout is significantly negatively correlated with transactional psychological capital, interpersonal psychological capital, perceived behavioral control, cognitive social capital, occupational values, as well as self-efficacy. (3) Occupational values play a partial mediating role between transactional psychological capital and occupational burnout, while self-efficacy acts as a moderator in this relationship. Based on the research findings, this paper puts forward a series of intervention strategies for addressing occupational burnout among young teachers in vocational colleges. These strategies take into account the perspectives of teachers, society, as well as schools, with a particular emphasis on enhancing psychological adjustment abilities, improving psychological capital, and developing perceived behavioral control at the teacher level to prevent the occurrence of occupational burnout emotions. The significant contribution of this study lies in not only providing a comprehensive and in-depth theoretical framework that explains the phenomenon and causes of occupational burnout but also offering empirically supported, actionable intervention measures. These measures have important practical implications for alleviating occupational burnout in young teachers, maintaining the stability of the educational environment, as well as realizing the sustainable development of vocational colleges. Furthermore, the research findings also provide new evidence for the theoretical study of occupational burnout and lay the foundation for future research

    Tourism area management factors affecting the decision to participate in surfboard activities of Thai tourists in Phang Nga Province

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มที่ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ในจังหวัดพังงา และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการจัดการพื้นที่การท่องเที่ยวที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดพังงา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ในจังหวัดพังงา โดยต้องมีประสบการณ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ดอย่างน้อย 1 ครั้ง และไม่เกิน 5 ปี จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีในการเลือกตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Non-probability Sampling) โดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และการเลือกตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA : F-test) และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31 – 35 ปี สถานสภาพสมรส/อยู่ด้วยกัน การศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพนักกีฬา มีรายได้ระหว่าง 25,001 – 35,000 บาท และภูมิลำเนาอยู่ที่ภาคใต้ พฤติกรรมการท่องเที่ยวส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรม Surfboard ในจังหวัดพังงา เพราะระดับน้ำและคลื่นมีความเหมาะสมกับทักษะการเล่น Surfboard เข้าร่วมกิจกรรม Surfboard จำนวน 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน และ 2 – 3 วันต่อครั้งที่มาพังงา โดยใช้อุปกรณ์ประเภท Shortboard เข้าร่วมกิจกรรม Surfboard เป็นส่วนใหญ่ เข้าร่วมกิจกรรม Surfboard กับเพื่อน/เพื่อนร่วมงาน และเข้าร่วมกิจกรรม Surfboard ในช่วงไตรมาสที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน) และเมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว พบว่า โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านส่งเสริมการตลาด รองลงมา คือ ด้านกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ดที่เข้าร่วม ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม ด้านความสะดวกในการเดินทาง และด้านคุณภาพการบริการ และต่ำที่สุด คือ ด้านสถานที่พักอาศัย ตามลำดับ และสำหรับผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) พฤติกรรมการท่องเที่ยว ด้านเหตุผลที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนวันที่เข้าร่วมกิจกรรม ประเภทของการเข้าร่วมกิจกรรม และบุคคลที่เข้าร่วมกิจกรรมแตกต่างกัน มีผลต่อการตัดสินใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดพังงาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ปัจจัยด้านกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ดที่เข้าร่วม ด้านความสะดวกในการเดินทาง ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม และด้านคุณภาพการบริการ ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดพังงา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05The objectives of this research were 1) to study the behavior of Thai tourists who decided to participate in surfboard activities in Phang Nga province and 2) to study the factors of tourism area management that affect the decision to participate in surfboard activities of Thai tourists in Phang Nga Province. The sample group used in this research was Thai tourists who participated in surfboarding activities in Phang Nga province, with experience participating in surfboarding activities at least once and not more than 5 years total 400 people by using the method of non-probability sampling by purposive sampling and convenience sampling, the instrument used to collect data was a questionnaire and statistics used in data analysis were frequency, percentage, mean, standard deviation, One-Way ANOVA : F-test and Multiple Regression Analysis. The results showed that Most of the respondents were female, aged between 31 - 35 years old, marital status/cohabitation, bachelor's degree education, sports career, income between 25,001 - 35,000 baht and domiciled in the southern region. Most of the tourism behavior participated in surfboard activities in Phang Nga Province because the water level and waves are suitable for surfboarding skills, participate in surfboard activities for 2 - 3 hours per day and 2 - 3 days per time when coming to Phang Nga using shortboard equipment, participate in surfboard activities mostly, participate in surfboard activities with friends/colleagues and participated in surfboard activities during the third quarter (July - September). When considering the factors that affect travel decisions, it was found that the overall level was at a high level. When considering each side, it was found that the aspect with the highest average was marketing promotion, followed by surfboard activities participating in activities, travel convenience and service quality and the lowest is the residential area, respectively and for the results of the hypothesis test, it was found that 1) tourism behavior in terms of reasons for participating in activities, number of days participating in activities, types of participating in activities and people participating in activities were different affecting the decision to participate in surfboarding activities of Thai tourists in Phang Nga province were significantly different at the .05 level and 2) factors related to surfboard activities that participated travel convenience facilities for participating in activities and service quality affecting the decision to participate in surfboard activities of Thai tourists in Phang Nga province with statistical significance at the .05 level

    Factors affecting industrial waste management according to the principles of the circular economy: case study of Boncafe (Thailand) Company Limited.

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการกากอุตสาหกรรมตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการจัดการกากอุตสาหกรรม และการสร้างความร่วมมือรวมถึงทัศนคติด้านการจัดการกากอุตสาหกรรมให้กับพนักงาน กรณีศึกษาบริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และใช้การวิจัยแบบสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เพื่อรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานบริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 80 คน รวมถึงการศึกษาจากข้อมูลเอกสาร (Documentary Research) ที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษามีดังนี้ 1) ด้านปัจจัยบุคคล พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอายุระหว่าง 20-39 ปี มีอายุการทำงานน้อยกว่า 10 ปี และมีตำแหน่งงานในฝ่ายผลิต โดยปัจจัยส่วนบุคคลของพนักงานที่ต่างกันนั้น ไม่ส่งผลต่อการจัดการกากอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน 2) ด้านการสร้างความร่วมมือของพนักงาน พบว่าบริษัทควรให้ความสำคัญกับการนำกากอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์ต่อบริษัทและสิ่งแวดล้อม 3) ด้านความเข้าใจประเภทขยะและการกำจัดขยะแต่ละประเภท พบว่าควรใช้มาตรการและมาตรฐานที่กำหนดจากภาครัฐเป็นบรรทัดฐานในการจัดการกากอุตสาหกรรม และสุดท้าย 4) ด้านความเห็นของบุคลากร มีความเห็นสำคัญเห็นว่าควรนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีการใช้ในบริษัทมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งที่บ้านที่ทำงานและที่สาธารณะ อีกทั้งควรจะส่งเสริมความมุ่งมั่นในการใช้ซ้ำและลดการสร้างของเสียให้เหลือน้อยที่สุ

    A Study on the Organizational Safety Culture of IRPC Public Company Limited

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวัฒนธรรมความปลอดภัยในอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีและปิโตรเลียมทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาด้านวัฒนธรรมความปลอดภัย และเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงปัญหาด้านวัฒนธรรมความปลอดภัย โดยมี 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมความปลอดภัยภายในองค์การ ได้แก่ ปัจจัยทางจิตวิทยา (ทัศนคติ ความเชื่อ และการรับรู้ของพนักงานด้านความปลอดภัย) ปัจจัยทางด้านพฤติกรรม (พฤติกรรม การแสดงออก การปฏิบัติของพนักงานด้านความปลอดภัย) ปัจจัยทางด้านสถานการณ์ (โครงสร้าง นโยบาย กระบวนการ สภาพแวดล้อมการทำงานด้านความปลอดภัย)ผู้วิจัยใช้ข้อมูลด้านพฤติกรรมด้านความปลอดภัย (Safety Behavior) ในการวิเคราะห์พฤติกรรมด้านความปลอดภัยซึ่งพบว่าพนักงานมีพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยในการทำงาน ไม่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยในการทำงานละเลยไม่ปฏิบัติงานตามคู่มือที่กำหนด ข้อมูลการจัดการด้านความปลอดภัย (Safety Management) ซึ่งเป็นตัวกำหนดแนวทางในการจัดการความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมความปลอดภัยมีการกำหนดนแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนแต่ขาดมาตรการควบคุมการปฏิบัติให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ขาดการติดตามผลและการประเมินความรู้ความเข้าใจในการนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ (Causes of Accidents) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยงของพนักงาน 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหาร หัวหน้างาน และพนักงานหรือผู้ปฏิบัติงาน ตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนด เพื่อระบุปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยทางจิตวิทยาพนักงานมีทัศนคติเชิงลบด้านความปลอดภัยทำให้ส่งผลต่อปัจจัยทางด้านพฤติกรรมที่พนักงานแสดงออกเป็นการกระทำที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางด้านสถานการณ์ที่ขาดกระบวนการทวนสอบการปฏิบัติตามหน้าที่ที่รับมอบหมาย ละเลยเพิกเฉยการกำกับดูแลตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากการศึกษาเสนอแนะให้ปรับปรุง 3 ปัจจัยหลักโดยการขับเคลื่อนจากพนักงาน 3 กลุ่มตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนด ได้แก่ ได้แก่ 1) ปัจจัยทางจิตวิทยา จัดอบรมการเรียนรู้ทำความเข้าใจความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของพนักงานแต่ละระดับเพื่อเสริมสร้างความรู้และทัศนคติด้านความปลอดภัย มีการทบทวนประเมินความเสี่ยงให้เป็นปัจจุบันและสื่อสารความเสี่ยงในการทำงานให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ รวมถึงพนักงานจ้างเหมาแรงงาน 2) ปัจจัยทางด้านพฤติกรรม แสดงออกถึงความตระหนักเรื่องความปลอดภัยโดยสามารถสั่งหยุดงานเมื่อพบการกระทำหรือสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ปฏิบัติงานตามขั้นตอนคู่มือการทำงานและมีการทวนสอบการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด รวมถึงพนักงานจ้างเหมาแรงงาน 3) ปัจจัยทางด้านสถานการณ์ กำหนดแผนในการทบทวนและปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแลงานของพนักงานทุกระดับ กำหนดคุณสมบัติผู้ที่ต้องทำประเมินความเสี่ยงรวมถึงการตรวจสอบเชิงคุณภาพของรายงานประเมินความเสี่ยง เพิ่มช่องทางการเสนอแนะหรือความเห็นการดำเนินงานด้านความปลอดภัยหรือระเบียบด้านความปลอดภัยและผลการปรับปรุงและสามารถติดตามผลได้เพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อการปฏิบัติ พิจารณาบทลงโทษทางวินัยผู้ที่ฝ่าฝืนระเบียบความปลอดภัย รวมถึงพนักงานจ้างเหมาแรงงา

    Eco-tourism and nature-based tourism development plan for Thung Prong Thong at Ban Samae Phu Community, Klaeng District, Rayong

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพกายภาพ วิถีชีวิต สังคม เศรษฐกิจของพื้นที่ทุ่งโปร่งทอง เขตชุมชนบ้านแสมภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง 2) ประเมินสภาพแวดล้อมในการพัฒนาการท่องเที่ยวของพื้นที่ทุ่งโปร่งทอง เขตชุมชนบ้านแสมภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง 3) เสนอแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและธรรมชาติของทุ่งโปร่งทองเขตชุมชนบ้านแสมภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้ การสัมภาษณ์บุคลากรหน่อยงานภาครัฐ ประธานชุมชนบ้านแสมภู่ และนักท่องเที่ยว ในการดำเนินกิจกรรมหลัก มาเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยนำหลักมาทำการวิเคราะห์ (SWOT Analysis) เข้ามาช่วยในการจัดทำแผนครั้งนี้พบว่าชุมชนบ้านแสมภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ตำบลที่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จักเท่าที่ควร การจะพัฒนาให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวจำเป็นที่จะต้องใช้คน งบประมาณ สถานที่และสื่อการประชาสัมพันธ์ที่ค่อนข้างมาก แต่เนื่องด้วยภายในตำบลประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก จึงขาด แรงงานและขาดการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้นำปัญหาดังกล่าวมาทำการวิเคราะห์ TOWS Matrix จากปัจจัยในเช่นสภาพกายภาพ วิถีชีวิต สังคม เศรษฐกิจของพื้นที่อำเภอแกลง แหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้เชิงนิเวศ เป็นต้น ปัจจัยภายนอก เช่น เงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ทันสมัยจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น แล้วนำผลการวิเคราะห์ผลการกำหนดกลยุทธ์ด้วยทฤษฎี (TOWS Matrix) มาพิจารณาจัดทำแนวทาง 4 ด้านกล่าวคือ ด้านกลยุทธ์เชิงรุก , กลยุทธ์เชิงแก้ไข , กลยุทธ์เชิงป้องกันและกลยุทธ์เชิงรับ เพื่อนำไปสู่แผนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและธรรมชาติของทุ่งโปร่งทองเขตชุมชนบ้านแสมภู่ จังหวัดระยอ

    การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา โรงงานอุตสาหกรรมเหล็กแห่งหนึ่งในประเทศไทย

    No full text
    การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566ภาคอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูงใน กระบวนการผลิตทำให้มีปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และมี โอกาสสูงที่ทางหน่วยงานภาครัฐจะออกกฎหมายเพื่อมาควบคุมปริมาณการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ ทั้งนี้จึงได้ทำการศึกษาโรงงานผลิตเหล็ก แห่งหนึ่งภายในประเทศไทยเพื่อศึกษาและวิเคราะห์แหล่งปล่อยก๊าซเรือน กระจกที่มีนัยสำคัญ จากผลการศึกษาพบว่า ในปี พ.ศ.2564 อันเนื่องมาจากใน ปีดังกล่าวเป็นปีที่มี ยอดการผลิตสูงที่สุดโดยมีการผลิตเหล็กรูปพรรณรีดร้อนจำนวน 696,882 ตัน โดยทางบริษัทฯได้เริ่มดำเนินการประเมินปริมาณการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน ประเภทที่ 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงของ องค์กร และประเภทที่ 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้ พลังงาน โดยผลการประเมิน โรงงานแห่งนี้มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ เกิดขึ้นจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร สำหรับปีฐาน พ.ศ. 2564 จำนวน 189,265 tCo2eq (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

    0

    full texts

    3,872

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    NIDA (National Institute of Development Administration): Wisdom Repository / สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇