Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
กองบรรณาธิการ
ที่ปรึกษา
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
(ศาสตราจารย์ ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร)
บรรณาธิการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ
บรรณาธิการจัดการ
ผู้่ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ
กองบรรณาธิการ
ศาสตราจารย์ ดร.วรรณทิพา รอดแรงค้า / สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ศาสตราจารย์ ดร.อรินทิพย์ ธรรมชัยพิเนต / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.กานต์ตะรัตน์ วุฒิเสลา / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงเดือน พินสุวรรณ์ / มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รองศาสตราจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
รองศาสตราจารย์ ดร.พัดตาวัน นาใจแก้ว / มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี ลีกิจวัฒนะ / สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาภัค ศรียาภัย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี สุภาษร /มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.สุระ วุฒิพรหม / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวรัตน์ จันทะโร / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รองศาสตราจารย์ ดร.โสภณ บุญลือ / มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รองศาสตราจารย์ ดร.อภิเดช แสงดี / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
รองศาสตราจารย์พเยาว์ ยินดีสุข / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา นุกูลธรรม / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญ เพียซ้าย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญจิต เหมะวิบูลย์ /มหาวิทยาลัยนเรศวร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทิมา ปิยะพงษ์ / มหาวิทยาลัยบูรพา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุมพต พุ่มศรีภานนท์ / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐ์ ดิษเจริญ / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง / มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทัศนียา ร. นพรัตน์แจ่มจำรัส / มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภากร ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยรัตน์ ดรบัณฑิต / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เยาวนิตย์ ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒินันท์ รักษาจิตร์ / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ แก่นทอง / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนิษฐาน ศรีนวล / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อโนชา หมั่นภักดี / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณ ชาญชัยเชาว์วิวัฒน์ / มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
อาจารย์ ดร.กานต์ยุพา จิตติวัฒนา / มหาวิทยาลัยมหิดล
อาจารย์ ดร.ธีรวัฒนา ภาระมาตย์ / มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร.สมบัติ คงวิทยา /กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คุณวรรณวิมล เมฆบุญส่งลาภ / ศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Prof. Dr. Wee Tiong Seah / Melbourne Graduate School of Education, The University of Melbourne 234 Queensberry Street Victoria 3010, Australia
Dr. Bin Hong /China Institute of Medical Biotechnology, Chinese Academy of Medical Sciences and Peking Union Medical College, Taintanxili #1, Beijing 100050, China
Dr. Vandna Rai / National Research Centre on Plant Biotechnology, Indian Agriculture Research Institute, New Delhi 110012, India
ฝ่ายศิลป์และภาพ
นายสัญญา พาลุน
ฝ่ายจัดการและเลขานุการ
นางชลรดา สารทสมั
แบบจำลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความภักดีในการใช้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งของผู้บริโภค Gen Y ในเขตกรุงเทพมหานคร
การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์และขนาดอิทธิพลระหว่างคุณภาพการบริการ การรับรู้คุณค่าตราสินค้า และความภักดีในการใช้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งของผู้บริโภค GEN Y ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้บริโภค GEN Y ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่ใช้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งแบบเป็นสมาชิกและเสียค่าบริการ จำนวน 260 คน ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัย พบว่า แบบจำลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความภักดีในการใช้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งของผู้บริโภค GEN Y ในเขตกรุงเทพมหานคร สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยค่าดัชนีทุกตัวผ่านเกณฑ์การพิจารณา ประกอบด้วย ค่า Chi-Square เท่ากับ 33.228 ค่า df เท่ากับ 26 ค่า Chi-Square/df เท่ากับ 1.278 ค่า P-Value เท่ากับ 0.156 ค่า GFI เท่ากับ 0.976 ค่า AGFI เท่ากับ 0.949 ค่า CFI เท่ากับ 0.993 ค่า RMR เท่ากับ 0.007 และค่า RMSEA เท่ากับ 0.033 ตัวแปรทั้งหมดในแบบจำลองสามารถอธิบายความภักดีในการใช้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งได้ร้อยละ 58.4 โดยคุณภาพการบริการมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกกับการรับรู้คุณค่าตราสินค้า คุณภาพการบริการมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกกับความภักดี การรับรู้คุณค่าตราสินค้ามีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกกับความภักดี และคุณภาพการบริการมีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกกับความภักดี โดยผ่านตัวแปรการรับรู้คุณค่าตราสินค้
THE IMPACT OF CELEBRITY ENDORSEMENT ON THE PURCHASE INTENTION OF MALAYSIAN CONSUMERS
In the twenty-first century, the media industry has grown rapidly. Several organizations throughout the globe have used celebrity endorsement as a key marketing tactic to induce consumers’ purchase decisions. This study explores the influence of celebrity endorsement on consumers’ purchase intention in Malaysia. The research constructs a model of the impacts of celebrity characteristics (i.e., attractiveness, familiarity, trustworthiness, and negative publicity) on Malaysian consumers’ purchase intention. Primary data are collected through an online questionnaire from Malaysian consumers. Particularly, 258 survey responses. Findings indicate that celebrity characteristics have a positive influence on the purchase intention of Malaysian consumers. Hence, it confirms that Malaysian consumers perceived the attractiveness of celebrities as a significant component in making a purchase decision. Furthermore, the results reveal that Malaysian consumers exhibited a positive attitude towards the firm’s products and services endorsed by the celebrity they are familiar with. The findings also highlight that the consumers viewed the company’s public image positively when a trustworthy celebrity supported the firm’s products and services. Similarly, negative publicity of celebrities dramatically influenced consumers’ purchase intention in Malaysia. Therefore, it suggests that practitioners can utilize celebrity endorsement to encourage consumer purchases.
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2.
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการ 2) เพื่อศึกษา ประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการ 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 จำนวน 234 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการ รวบรวมข้อมูลเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 23 ถึง 80 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผลการวิจัย พบว่า1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก2. ประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา3. ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวแปรที่ทำนายประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการได้แก่ด้านพฤติกรรม ด้านการเรียน( X ) มีค่าเท่ากับ 30 ด้านความเป็นผู้นำทางวิชาการ( X )มีค่าเท่ากับ 26 ด้านเจตคติต่อการเรียน ( X ) มี ค่าเท่ากับ 16 ด้านพฤติกรรมการบริหารด้านการเป็นผู้นำ ( X ) มีค่าเท่ากับ 16 มีความสัมพันธ์เท่ากับ 0.79 โดยมี ความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับสูง4. สมการณ์พยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการ ได้แก่ ปัจจัยด้านพฤติกรรมด้าน การเรียน( X )ด้านความเป็นผู้นำทางวิชาการ( X )ด้านเจตคติต่อการเรียน( X ) ด้านพฤติกรรมการบริหารด้านการเป็น ผู้นำ( X ) โดยมีอำนาจในการพยากรณ์ร้อยละ 63.10 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้สมการถดถอยู่ในรูปแบบ คะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ดังนี้F = 1.17 + 20 ( X ) + 25 ( X ) + 12 ( X ) + 13 ( X, )Z = 30 (Zg)+26 (Z,) +.16 (Z,) + :17 (Z2
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนตามความคิดเห็นของครูศึกษาเฉพาะกรณี: โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ ายประถม) และโรงเรียนส่วนขยายองครักษ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนตามความคิดเห็นของครู ศึกษาเฉพาะกรณี : โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) และโรงเรียนส่วนขยาย องครักษ์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) และครูโรงเรียนส่วนขยาย องครักษ์จำนวน 129 คน เลือกโดยการสุ่มตัวอย่าง แบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามจำนวน 52 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item - Objection Congnience) ระหว่าง 0.50-1.00 และค่าความเชื่อมั่นโดยเท่ากับ 968 นอกจากนั้นใช้แบบสัมภาษณ์ เครื่องมือทั้ง 2 ชนิด ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองผลการวิจัยพบว่า1. ครูโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายประถม) และโรงเรียนส่วนขยายองครักษ์ มีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 9 ด้าน ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายพฤติกรรมการแสดงออกในระดับมากที่สุด คือ การเข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน กิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือด้านอยู่อย่างพอเพียงเห็นด้วยอยู่ในระดับปานกลาง คือ การวางแผนการใช้เงิน การจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเองในแต่ละวัน การเก็บเงินหรือฝากเงิน ทุกเดือนอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และเมื่อสิ่งของเครื่องใช้ชำรุดก็จะซ่อมแซมด้วยตนเอง2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายประถม) และโรงเรียนส่วนขยาย องครักษ์ ที่มีสถานภาพต่างกัน พบว่า ครูหญิงเห็นด้วยมากกว่าครูชาย สำหรับคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ของนักเรียน ในด้านความซื่อสัตย์ ด้านมีวินัย ด้านในใฝ่เรียน และด้านรักความเป็นไทย ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความเห็นไม่ต่างกัน ครูที่มีประสบการณ์ในการสอนมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เห็นด้วยมากกว่าครูที่มีประสบการณ์ในการสอน น้อยกว่า 10 ปี เกือบทุกคุณลักษณะ ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-4 เห็นด้วยมากกว่าครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 3. จากการสัมภาษณ์สรุปได้ว่า การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน ทั้ง 9 ด้าน จะต้องบูรณาการในแผนการสอนทุกรายวิชา การจัดกิจกรรม Home Room การให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม และการติดตามผลการประเมินคุณลักษณะแต่ละด้านอย่างสม่ำเสม
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์กับการบริหารงานสัมพันธ์ชุมชนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์กับการบริหารงานความสัมพันธ์ชุมชนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ ครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จำนวน 65 คน ซึ่งได้มาโดยมีวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .983 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ด้านการมีความคิดเชิงกลยุทธ์อย่างสร้างสรรค์ ด้านการตัดสินใจ และด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม ตามลำดับ 2) การบริหารงานสัมพันธ์ชุมชนของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการสร้างและพัฒนาความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ ด้านการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกหรือองค์กรท้องถิ่น และด้านการให้บริการแก่ชุมชน ตามลำดับ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์กับการบริหารงานความสัมพันธ์ชุมชน มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารด้านการมีความคิดเชิงกลยุทธ์อย่างสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์สูงสุดกับการบริการงานความสัมพันธ์ชุมช
การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของเครือข่ายสถานศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและเปรียบเทียบระดับการรับรู้ของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของเครือข่ายสถานศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จำแนกตามระดับการศึกษา ระดับวิทยฐานะ และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ปีการศึกษา 2564 จำนวน 333 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างจากการเปิดตารางสำเร็จรูปของ Cohen และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้การวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อ ที่มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.32 – 0.70 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.938 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว
ผลการวิจัย พบว่า (1) ระดับการรับรู้ของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของเครือข่ายสถานศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (2) ผลการเปรียบเทียบระดับการรับรู้ของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของเครือข่ายสถานศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จำแนกตามระดับการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน (3) ผลการเปรียบเทียบระดับการรับรู้ของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของเครือข่ายสถานศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จำแนกตามระดับวิทยฐานะ โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณารายด้าน พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ใน 3 ด้าน คือ ด้านการจัดองค์การ ด้านการประสานงาน และด้านการประเมินผลและการปรับปรุงงาน และ (4) ผลการเปรียบเทียบระดับการรับรู้ของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของเครือข่ายสถานศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกั
ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟของครูในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับภาวะหมดไฟของครู ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (2) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร 3) ความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร ลักษณะงาน ลักษณะองค์กร และบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบของครู กับภาวะหมดไฟของครู และ (4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร ลักษณะงาน ลักษณะองค์กร และบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบของครู ที่สามารถพยากรณ์ภาวะหมดไฟของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 357 คน โดยกำหนดตามตารางเครจซี่และมอร์แกน จากนั้นสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดของโรงเรียนเป็นชั้น และสุ่มแบบง่าย โดยจับสลากตามสัดส่วนของขนาดโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามระหว่าง 0.60-1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .913 โดยได้ค่าความเชื่อมั่นของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร เท่ากับ .954 ค่าความเชื่อมั่นของลักษณะงานและลักษณะองค์กร เท่ากับ .861 ค่าความเชื่อมั่นของบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบของครูเท่ากับ .908 และค่าความเชื่อมั่นของภาวะหมดไฟของครูเท่ากับ .928 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสมการถดถอยพหุคูณแบบวิธีการคัดเลือกเข้า ผลการวิจัย พบว่า (1) ระดับภาวะหมดไฟของครูโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความเหนื่อยล้าทางกาย ด้านความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ด้านทัศนคติเชิงลบต่อบุคคลรอบข้าง และด้านลดทอนศักยภาพตนเอง (2) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านผู้นำแบบจริยธรรมอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง และด้านผู้นำแบบแลกเปลี่ยน อยู่ในระดับปานกลาง (3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร ลักษณะงาน ลักษณะองค์กร และลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = .306 ลักษณะงานมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = .408 ลักษณะองค์กรมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = .433 และบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = .473 และ (4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร ลักษณะงาน ลักษณะองค์กร และลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบส่งผลต่อภาวะหมดไฟของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทั้ง 4 ปัจจัยร่วมกันพยากรณ์ภาวะหมดไฟของครูได้ร้อยละ 37.10 โดยปัจจัยบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ มีอำนาจการพยากรณ์สูงสุด รองลงมาได้แก่ ลักษณะองค์กร ลักษณะงาน และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร ตามลำดับ
 
การพัฒนาครูการศึกษาพิเศษด้านกระบวนการให้บริการเปลี่ยนผ่านแก่นักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาของครูการศึกษาพิเศษด้านกระบวนการให้บริการเปลี่ยนผ่าน 2) พัฒนาครูการศึกษาพิเศษด้านกระบวนการให้บริการเปลี่ยนผ่าน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูการศึกษาพิเศษด้านกระบวนการให้บริการเปลี่ยนผ่าน ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด ดำเนินการ 4 ขั้นตอน จำนวน 2 วงรอบ คือ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากร จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถามความรู้ความเข้าใจ แบบนิเทศติดตาม และแบบประเมินความพึงพอใจ ค่าความเชื่อมั่น .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูการศึกษาพิเศษยังขาดองค์ความรู้ เจตคติ การวิเคราะห์ผู้เรียน การออกแบบการเปลี่ยนผ่าน ความเข้าใจในเครื่องมือและแบบฟอร์ม การนำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิบัติ การประเมินแผนการเปลี่ยนผ่าน การดำเนินการติดตามผู้เรียนภายหลังการเปลี่ยนผ่าน และทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ 2) การพัฒนาครูการศึกษาพิเศษด้านกระบวนการให้บริการเปลี่ยนผ่าน ดำเนินการโดยจัดสนทนากลุ่ม วางแผนการดำเนินการ สอบถามความรู้ความเข้าใจ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ มอบหมายงานนำไปสู่การปฏิบัติจริง นิเทศติดตามและสะท้อนผลการปฏิบัติงานตามกระบวนการให้บริการเปลี่ยนผ่าน และ 3) ผลการประเมินความรู้ ความเข้าใจกระบวนการให้บริการเปลี่ยนผ่าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ผลการดำเนินงานตามกระบวนการเปลี่ยนผ่าน จากการนิเทศติดตาม พบว่าขั้นการเตรียมการ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ขั้นการดำเนินงานและ ขั้นการนิเทศ ติดตามประเมินผล มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก คำสำคัญ : การพัฒนาครูการศึกษาพิเศษ, กระบวนการให้บริการเปลี่ยนผ่าน ABSTRACT The objectives of this study were 1) to study the problems of special education teachers in the transition process 2) to develop the special education teachers in transition process, and 3) to evaluate the development of the special education teachers in transition process of Surat Thani Special Education Center. This study was an action research based on Kemmis and McTaggart’s model consisting of four steps, including planning, action, observation, and reflection, and it was carried out for two cycles. The target group consisted of 32 participants including government teachers and personnel. Data were collected by a focus group discussion, a cognitive questionnaire, a supervision and monitoring form, and a satisfaction questionnaire with the reliability of .97. The data were analyzed by mean and standard deviation. The research findings were as follows 1) The teachers lacked of knowledge, attitudes, learners analysis, transition design, understanding of tools and forms, implementation of transition plans, evaluation of transition plans, follow-up actions for learners after the transition, and effective communication skills. 2)The development of the teachers in transition process was conducted by the focus group discussion, the preparation of action plans, the request for understanding, the organization of workshops, the task assignment leading to actions, the supervision, the monitoring, and the reflection on the performance of the transition process. 3) The cognition evaluation on the transition process was in a high level. According to the transition process based on the supervision and monitoring, it revealed that the performance in the preparation stage was in a high level. Moreover, the performance in both the operation stage and the supervision and monitoring stage were in the highest level. The satisfaction evaluation overall was in a high level. Keywords: Development of Special Education Teachers, Transition Process