Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    ดัชนีผู้แต่ง (Author Index)

    Get PDF

    ถ้อยแถลงบรรณาธิการ

    Get PDF
         วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้ เป็นวารสารวิชาการที่ดำเนินการจัดทำโดยสถาบันวิจัยพัฒนาและสาธิตการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และงานวิจัยทางด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ การจัดการศึกษา นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนนำเสนอแนวคิดในศาสตร์ต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันกับการส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย และงานวิจัยที่มีคุณภาพจากนักวิชาการ นักวิจัย หรือนิสิต นักศึกษา      วารสารฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย คือ คณะที่ปรึกษาวารสาร คณะทำงานวารสารฯ กองบรรณาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกที่กรุณาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขบทความให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์มากขึ้น ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้      กองบรรณาธิการฯ หวังว่าวารสารฯ ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ทางวิชาการสำหรับผู้อ่านทุกท่าน ถ้าท่านใดมีความประสงค์ส่งบทความเพื่อเผยแพร่ กองบรรณาธิการยินดีรับตีพิมพ์ โดยต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอก และหากท่านมีข้อเสนอแนะประการใด กองบรรณาธิการยินดีน้อมรับคำแนะนำเพื่อจะได้นำไปปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพวารสารฯ ให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นต่อไ

    การวางแผนการกระจายพัสดุไปรษณีย์ในจังหวัดนนทบุรีด้วยวิธีการแบบกลุ่มอนุภาค (VEHICLE ROUTING OF PARCEL POST DISTRIBUTION IN NONTHABURI USING PARTICLE SWARM OPTIMIZATION)

    Get PDF
    งานวิจัยนี้ได้ประยุกต์วิธีการแบบกลุ่มอนุภาคร่วมกับชั้นตอนปรับปรุงประสิทธิภาพคำตอบ ประกอบด้วย วิธีการสลับตำแหน่ง และวิธีการสลับคู่ตำแหน่งในการวางแผนการจัดเส้นทางการกระจายพัสดุของบริษัทไปรษณีย์ไทยของจังหวัดนนทบุรี โดยในงานวิจัยนี้ได้ทดสอบพารามิเตอร์ที่เหมาะสมกับอัลกอริทึมที่นำเสนอ ประกอบด้วย แฟกเตอร์เร่งความเร็วสำหรับตำแหน่งที่ดีที่สุดท้องถิ่นเท่ากับ 2 แฟกเตอร์เร่งความเร็วสำหรับตำแหน่งที่ดีที่สุดสากลเท่ากับ 4 และน้ำหนักอินเนอร์เทียเท่ากับ 0.9 จากผลการวิจัยพบว่า อัลกอริทึมที่นำเสนอสามารถคำนวณเส้นทางที่สั้นที่สุดได้เท่ากับ 76.1 กิโลเมตร ใช้เวลาในการประมวล 2.20 วินาที นอกจากนั้นงานวิจัยนี้ยังได้ทดสอบประสิทธิภาพของอัลกอริทึมที่นำเสนอกับรูปแบบปัญหามาตรฐาน จำนวน 10 ปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาการเดินทางของพนักงานขาย และได้เปรียบเทียบค่าคำตอบ ประกอบด้วย ปัญหาของงานวิจัย รูปแบบปัญหา Ulysses16 และ Ulysses22 กับวิธีการเพื่อนบ้านใกล้ที่สุด ผลการทดลองพบว่า อัลกอริทึมที่นำเสนอสามารถค้นหาคำตอบได้ทุกรูปแบบปัญหามาตรฐาน โดยรูปแบบปัญหา eil51 เป็นรูปแบบปัญหาที่ให้คำตอบที่คลาดเคลื่อนมากที่สุดซึ่งเท่ากับ 2.34 เปอร์เซ็นต์ และอัลกอริทึมที่นำเสนอสามารถค้นหาคำตอบได้ดีกว่าวิธีการเพื่อนบ้านใกล้ที่สุด คำสำคัญ: วิธีการแบบกลุ่มอนุภาค  ปัญหาการเดินทางของพนักงานขาย  รูปแบบปัญหามาตรฐาน  การกระจายพัสดุ  ไปรษณีย์ไทย The research applied the Particle Swarm Optimization along with Local Search including Swap and 2-opt to plan the route arrangement of parcel post distribution of Thailand Post in Nonthaburi. The research tested appropriate parameters for the proposed algorithm including acceleration factor for local best position equal to 2, acceleration factors for global best position equal to 4 and inertia weight equal to 0.9. The results showed that the proposed algorithm could calculate shortest route is equal to 76.1 kilometers using 2.20 seconds. In addition, the research also tested the performance of algorithm which was proposed with 10 benchmark problems which was travelling salesman problem and compared the solutions including the research problem, ulysses16 and ulysses22 with the Nearest Neighbor Algorithm. It appeared that the algorithm which was proposed could search solutions all benchmark problems. The eil51 problem had the highest error deviation equal to 2.34 percent and could search all solutions better than Nearest Neighbor Algorithm. Keywords: Particle swarm optimization, Traveling salesman problem, Benchmark problem, Parcel post distribution, Thailand pos

    Editorial Note

    Get PDF
    In this first issue of volume 17, the Journal has been proudly presenting five studies. The disciplines and issues of these research papers were somewhat diverse from applied laboratory work, to clinical practice both for pharmacy and nursing.In this challenging endeavor of the Thai Pharmaceutical and Health Science Journal, we are hopeful to better the quality of the articles published. We urge more submissions from international research community, regional and global. We would like to thank in advance for any prospective submissions. Editor-in-Chie

    รูปแบบโมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้ป่วยสูงอายุโรคความดันโลหิตสูง เพื่อจัดการเกี่ยวกับการดูแลตนเอง Descriptive Model of a Self-care Mobile Application for Elderly Patients with Hypertension

    Get PDF
    วัตถุประสงค์: เพื่ออธิบายรูปแบบโมบายแอพพลิเคชั่นที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงในการดูแลตนเองตามปัญหาด้านความรู้และพฤติกรรม จากมุมมองของผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้พัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่น วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเห็นหน้ากันกับผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่มซึ่งเก็บข้อมูลในช่วง 1 เมษายน  – 31 ธันวาคม 2563 ผลการศึกษา: ผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 25 คน เป็นผู้ป่วยสูงอายุโรคความดันโลหิตสูง 14 คน บุคลากรทางการแพทย์ 7 คนและผู้พัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่น 4 คน จากปัญหาด้านความรู้และพฤติกรรมที่พบ สามารถจัดตามมองค์ประกอบหลักดังนี้ 1) ด้านโครงสร้างหลักของเมนู ได้แก่ ความรู้เรื่องโรค การแปลผลค่าความดัน ความรู้เรื่องยา และการจัดการเกี่ยวกับยาที่ผู้ป่วยได้รับ การเตือนกินยา การเตือนวันนัด ช่องทางติดต่อโรงพยาบาล ข้อมูลผู้ป่วย พิกัดสถานพยาบาล ปุ่มกดเรียกรถพยาบาล และการวัดความเค็มของอาหาร 2) ด้านการออกแบบสื่อสาร สีที่สบายตา ตัวหนังสือขนาดใหญ่ ข้อความสั้นกระชับ มีเสียงหรือวีดิโอ และ 3) ด้านแรงจูงใจในการใช้งาน เน้นถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับ มีคำแนะนำของแพทย์ และไม่มีค่าใช้จ่าย สรุป: พบองค์ประกอบของรูปแบบโมบายแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยให้การออกแบบเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาที่ตรงกับความต้องการเกี่ยวกับความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย ตามเป้าหมายการดูแลผู้ป่วยตามแนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในปัจจุบัน คำสำคัญ: การดูแลตนเอง, ผู้สูงอายุ, โรคความดันโลหิตสูง, โมบายแอพส์, ความต้องการของผู้ป่วย, การผสานมุมมอง, การออกแบบเฉพาะObjective: To create a descriptive model for a mobile phone application that addresses the knowledge problems and behavioral needs of elderly patients in self-care with hypertension with emerging viewpoints of patients, medical personnel and mobile application developers. Methods: This qualitative study used semi-structured, face-to-face, in-depth interviews with three groups of key informants. Data collection was conducted between 1 April and 31 December 2020. Results: A total of 25 key informants were 14 elderly patients, 7 medical personnel, and 4 mobile application developers. Three core components emerged from the informants. First, Main Menu Structures included knowledge about hypertension, blood pressure interpretation, medication management and daily reminder, doctor’s appointment reminder, hospital contact channels, patient information, hospital location, emergency call button, and measurement of sodium in food. Second, Design of Mobile Application included eye comfort colors, large text size, short and concise messages including voice or video. Third, Motivation to Use Mobile Application included benefits for the use, doctors’ suggestions, and free-of-charge use. Conclusion: Important components for designing application that addresses hypertensive patients’ knowledge and behavior on self-care based on the present hypertension management guideline were found. Keywords: self-care, mobile applications,elderly, hypertension, patient’s needs, merging viewpoints, custom-designe

    Editorial note, table of content and instructions for authors

    No full text
    ในฉบับ-บทบรรณาธิการ Editorial Note   In this third issue of volume 17, the Journal has been proudly presenting 11 studies. The disciplines and issues of these research papers were somewhat diverse from applied laboratory work, to clinical practice both for pharmacy and nursing. In this challenging endeavor of the Thai Pharmaceutical and Health Science Journal, we are hopeful to better the quality of the articles published. We urge more submissions from international research community, regional and global. We would like to thank in advance for any prospective submissions.                                                                                       Editor-in-Chie

    การพัฒนางานอาคารสถานที่เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้และรองรับการบริหารจัดการ การอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก

    Get PDF
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความคิดเห็นการพัฒนางานอาคารสถานที่เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้และรองรับการบริหารจัดการการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก          4 ด้าน คือ ด้านการวางแผนการใช้อาคารสถานที่  ด้านการซ่อมแซมบำรุงรักษาอาคารสถานที่ ด้านการควบคุม       ดูแลอาคารสถานที่  และด้านการประเมินผลการใช้อาคารสถานที่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัย      การอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประกอบด้วยครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 58 คน และนักเรียนนักศึกษา จำนวน 400 คน  รวมกลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  458  คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ และแบบมาตราส่วนประมาณค่า การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป โดยคิดค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก เกี่ยวกับการพัฒนางานอาคารสถานที่เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้และรองรับ           การบริหารจัดการการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี  ทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการซ่อมแซมบำรุงรักษาอาคารสถานที่ ค่าเฉลี่ย 4.087 ด้านการควบคุมดูแลอาคารสถานที่ ค่าเฉลี่ย 3.793 ด้านการประเมินผลการใช้อาคารสถานที่ ค่าเฉลี่ย 3.734  และด้านการวางแผนการใช้อาคารสถานที่ ค่าเฉลี่ย 3.592

    พัฒนาชุดกิจกรรมเสริมทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ เรื่อง ไฟฟ้าสถิต เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

    Get PDF
    การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ เรื่อง ไฟฟ้าสถิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง ไฟฟ้าสถิต โดยใช้ชุดกิจกรรมเสริมทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ ให้มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง ไฟฟ้าสถิต โดยใช้ชุดกิจกรรมเสริมทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยการเก็บข้อมูลของนักเรียน ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน จากนั้นนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ด้วยสถิติ จากการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมเสริมทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ เรื่อง ไฟฟ้าสถิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 86.4/85.0 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยชุดกิจกรรมเสริมทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ เรื่อง ไฟฟ้าสถิต ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 12.8 คิดเป็นร้อยละ 85.33 ของคะแนนเต็ม และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.19 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมเสริมทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ เรื่อง ไฟฟ้าสถิต โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.5

    การเปรียบเทียบการคิดเชิงคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ Akita Action ร่วมกับแนวคิดการวัดและ ประเมินผลแบบทดสอบอัตนัยประยุกต์ กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ Akita Action ร่วมกับแนวคิดการวัดและประเมินผลแบบทดสอบอัตนัยประยุกต์ 2) เปรียบเทียบการคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ Akita Action ร่วมกับแนวคิดการวัดและประเมินผลแบบทดสอบอัตนัยประยุกต์ กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) จำนวน 2 ห้องเรียน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ Akita Action ร่วมกับแนวคิดการวัดและประเมินผลแบบทดสอบอัตนัยประยุกต์ จำนวน 8 แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน 8 แผนการเรียนรู้ 3) แบบวัดการคิดเชิงคณิตศาสตร์ จำนวน 3 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 มีค่าความยากง่ายในช่วง 0.59 – 0.63  ค่าอำนาจจำแนกในช่วง 0.36 – 0.38 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t -test for dependent sample และ t - test for independent sample  ผลการวิจัยพบว่า 1)  การคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ Akita Action ร่วมกับการวัดและประเมินผลแบบทดสอบอัตนัยประยุกต์สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) การคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ Akita Action ร่วมกับการวัดและประเมินผลแบบทดสอบอัตนัยประยุกต์สูงกว่าหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0

    การพัฒนาโปรแกรมออกแบบลายผ้าเพื่อการสร้างสรรค์และสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย

    Get PDF
    Development of Textile Design Program for Creating and Continuation of Thai Fabric Wisdom   Chusak Yathongchai and Wilairat Yathongchai   รับบทความ: 9 กุมภาพันธ์ 2565; แก้ไขบทความ: 6 กรกฎาคม 2565; ยอมรับตีพิมพ์: 12 กรกฎาคม 2565; ตีพิมพ์ออนไลน์: 14 พฤศจิกายน 2565   บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาการใช้งานโปรแกรมในการออกแบบลายผ้า ที่พัฒนาขึ้นตามวงจรการพัฒนาระบบ บนแนวคิดการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ด้วย Microsoft Visual Studio C#.NET ที่มีเครื่องมือช่วยในการออกแบบลายผ้าด้วยวิธีการสร้างลายด้วยมือเปล่า และการสืบค้นจากฐานข้อมูล ผลการวิจัยพบว่าโปรแกรมมีการทำงานหลัก 2 ส่วนคือ ส่วนสร้างและแก้ไขลายผ้า ที่มีฟังก์ชันการทำงานในการสร้าง แก้ไข คัดลอกลาย การนำรูปภาพรวมถึงลายเดิมมาสร้างเป็นลายใหม่ และส่วนแสดงภาพจำลองของผ้า ที่แสดงภาพจำลองผ้าตามลายที่ออกแบบ สีเส้นยืน จำนวนเส้นพุ่งที่ต้องการ และมีเครื่องมือพิมพ์ลายสำหรับใช้ประกอบการมัดหมี่ ย้อมสี และทอผ้าออกทางเครื่องพิมพ์ จากการทดสอบการใช้โปรแกรมกับกลุ่มทอผ้าจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า 1) ผลการออกแบบลาย สมาชิกสามารถสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ได้อย่างไม่จำกัด และสามารถนำลายผ้าเดิมของชุมชนมาทำการแกะลายและบันทึกไว้ในรูปไฟล์ดิจิทัลได้ มีผลการประเมินคุณภาพการออกแบบลายโดยผู้เชี่ยวชาญ ในความถูกต้องของจำนวนลำ ความถูกต้องของตำแหน่งลาย ขนาดของลาย และลักษณะของโครงสร้าง/รูปทรงของลายมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนสีสันของลายเป็นไปตามที่ออกแบบมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก และ 2) ผู้ใช้มีความพึงพอใจในการใช้งานโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งในส่วนแสดงผลและพิมพ์ลายผ้า ส่วนออกแบบลายผ้า และภาพรวมการออกแบบโปรแกรม คำสำคัญ:  โปรแกรมออกแบบลายผ้า  การสร้างสรรค์ลายผ้าไทย  การสืบสานลายผ้าไทย  ภูมิปัญญาผ้าไทย   Abstract             This research aimed to develop and study the Textile Design program to design fabric patterns. The program has been developed according to the system development life cycle based on the concept of object–oriented programming using the Microsoft visual studio C#. NET. It has the tools to design fabric patterns with freehand editing and findings in databases. The results showed that the program had two major parts: 1) creating and editing pattern part, it had the functions to create, edit, copy, and import images, including the original patterns to create a new one; and 2) the part of fabric simulation image preview, it displayed fabric simulation images according to the designed patterns, warp colors, and number of wefts that were required. It also included a tool to print the patterns for tying, dyeing, and weaving processes. From testing the use of the program by the weaving groups in Buriram, the findings were as follows: 1) the pattern design results: the members could create an unlimited number of new designs. They could also copy the original patterns of their community and save them as digital files. The quality assessment results of the pattern designs by the experts in the accuracies of thread count, pattern position, size of the patterns, and characteristics of the pattern structures/shapes were at the highest level. The results of similarity evaluation between the fabric pattern colors and the designed colors were at a high level; and 2) the users were satisfied with the use of the program at the highest level in the pattern display and print part, the pattern design part, and the overall program design. Keywords:  Fabric pattern design program, Creation of Thai fabric pattern, The continuation of Thai fabric pattern, Thai fabric wisdo

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇