Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโรงเรียนองค์กรนวัตกรรมของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา : FACTORS ON THE SUCCESS OF INNOVATIVE ORGANIZATION IN SECONDARY SCHOOLS
บทคัดย่อ
บทความเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโรงเรียนองค์กรนวัตกรรมของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ แนวคิดจากการศึกษาเอกสาร งานวิจัย แนวคิดทฤษฎีของนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยความสำเร็จของโรงเรียนองค์กรนวัตกรรม ท่ามกลางบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยมุ่งเน้นในบริบทของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา เนื่องจากเป็นระดับการศึกษาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในอนาคต ซึ่งพบว่า การที่สถานศึกษาจะเป็นโรงเรียนองค์กรนวัตกรรมได้นั้น มีองค์ประกอบสำคัญที่เป็นปัจจัยความสำเร็จ 6 ประการ ที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนให้โรงเรียนมัธยมศึกษาเกิดการสร้างนวัตกรรมการศึกษาที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการและยกระดับคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีขึ้นประกอบด้วย คือ 1) โครงสร้างองค์กร 2) วิสัยทัศน์ 3) การพัฒนานักนวัตกรรม 4) วัฒนธรรมและค่านิยมร่วมในองค์การ 5) การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ และ 6) บรรยากาศนวัตกรรม
Abstract
Factors on the Success of Innovative organization in Secondary School is the article that aimed to present the results of synthetic analysis, concepts from studies, papers, research papers, theoretical concepts of both Thai and foreign scholars. Those were related to the elements that are the success factors of schools of innovative organizations beyond
the changing context. This study focuses on the context of secondary school level that so important for the development of human resources in the future. The study was found that The factors affecting the success of innovative organization are respectively comprised of 1) Proper Organizational Structure 2) Vision 3) Innovator Development 4) Culture and shared values in the organization 5) Effective Teamwork and 6) Innovative Atmosphere
ภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา: THE EMPATHETIC LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER THE SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE CHACHOENGSAO
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ปีการศึกษา 2565 จำนวน 306 คน โดยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของโคเฮน จากนั้นสุ่มแบบชั้นภูมิโดยใช้สหวิทยาเขตของโรงเรียนเป็นชั้นภูมิ แล้วเทียบสัดส่วนด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 40 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่
ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา พบว่า ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ครูที่มีวิทยฐานะต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทราโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และครูที่มีประสบการณ์ทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะ ผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านการรู้จักส่งเสริมผู้อื่น ไม่พบความแตกต่าง
Abstract
The purpose of this research was to study and compare the empathetic leadership of school administrators from the point of view of teachers. Under the Secondary Educational Service Area Office Chachoengsao. The sample group used in this research were 306 teachers under the Secondary Educational Service Area Office Chachoengsao, academic year 2022, with a total of 306 teachers. The size of the sample was determined using Cohen's ready-made table. Then, stratified random sampling using school inter-campus as strata. Then compare the proportions by simple sampling. The instrument used for data collection was a questionnaire on empathetic leadership of school administrators, comprising 40 items, with a 5-point rating scale. The reliability was 0.98. The statistics used in data analysis were frequency, percentage, mean, standard deviation. T test one-way analysis of variance and pairwise comparison by Cheffe's method.
The results showed that : (1)The teachers opinions about the empathetic leadership of school administrators under the Secondary Educational Service Area Office Chachoengsao in the overall and dimension were at the high level. (2) Comparison of teachers' opinions on empathetic leadership of school administrators under the Secondary Educational Service Area Office Chachoengsao, classified by level of education, academic standing and work experience. The results can be summarized as follows. Teachers with different level of education opinion on the empathetic leadership of school administrators under the Secondary Educational Service Area Office Chachoengsao Overall and each aspect were a statistically significantly different at .05. Teachers with different academic standing opinion on the empathetic leadership of school administrators under the Secondary Educational Service Area Office Chachoengsao Overall and each aspect found that were not different. Teachers with different work experience There are opinions about the humanistic leadership of school administrators under the Secondary Educational Service Area Office Chachoengsao The overall and each aspect are different. There was a statistical significance at the .05 level, except for developing others. no difference found
อิทธิพลของสารทึบแสงต่อการปิดสีของเซอร์โคเนียชนิดโปร่งแสงที่ความหนาต่างๆกัน: Effect of Opaquer on Masking Ability of Translucent Zirconia with Different Thickness
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอิทธิพลของความหนาที่แตกต่างกันของเซอร์โคเนียชนิดโปร่งแสง และการใช้สารทึบแสงที่มีต่อการปิดสีของโลหะพื้นหลัง
วิธีการทดลอง: เตรียมแผ่นโลหะไร้สนิมจำนวน 42 ชิ้น (ความหนา 1 มิลลิเมตร และเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 มิลลิเมตร) แบ่งแผ่นโลหะไร้สนิมเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่ทาสารทึบแสง และไม่ทาสารทึบแสง หลังจากนั้นนำ แผ่นเซอร์โคเนียโปร่งแสงชนิด ไฟว์วาย-ทีซีพี ที่มีความหนาเซอร์โคเนีย 1.0, 1.5, 2.0 มิลลิเมตร มายึดกับแผ่น โละไร้สนิมด้วยเรซินซีเมนต์ชนิดโปร่งแสง ทำให้ได้กลุ่มการทดลองเป็น 6 กลุ่ม (n = 7) โดยมีแผ่นเซอร์โคเนีย ความหนา 2 มิลลิเมตร ยึดเรซินซีเมนต์เข้ากับพื้นหลังแผ่นอะคริลิกสี A2 เป็นกลุ่มควบคุม แล้วนำไปประเมิน ความสามารถในการปิดสีโลหะพื้นหลัง โดยประเมินค่าความแตกต่างสีด้วยเครื่องวัดสี ทำการบันทึกค่าสีในแต่ละ กลุ่ม แล้วนำค่าที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบ 2 ทางและการทดสอบของ ทูกี้ เอชเอสดี (ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05)
ผลการทดลอง: เมื่อเปรียบเทียบค่าความต่างสีในกลุ่มที่ไม่ทาสารทึบแสงพบว่าทุกกลุ่มความหนาของ เซอร์โคเนียมีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p > 0.05) แต่เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มที่ทาสารทึบแสง พบว่า ที่ความหนา 1 มิลลิเมตร มีค่าความต่างสีแตกต่างกับอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และในกลุ่มความหนา 1 มิลลิเมตร พบว่ากลุ่มที่ทาสารทึบแสงและไม่ทาสารทึบแสงมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ค่าความ แตกต่างของสีจากทุกกลุ่มการทดลองมีค่ามากกว่าระดับความแตกต่างของสีที่ยอมรับได้ทางคลินิก
สรุปผลการทดลอง: เซอร์โคเนียชนิดโปร่งแสงที่ความหนา 1 มิลลิเมตร ที่ใช้ร่วมกับสารทึบแสงมีความ สามารถในการปิดสีโลหะพื้นหลังแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามเซอร์โคเนียใน ทุกความหนาในการทดลองนี้ไม่สามารถปิดสีของพื้นหลังได้ ถึงแม้ว่าจะมีการทาหรือไม่ทาสารทึบแสง
[Objective: To evaluate the effect of translucent zirconia thickness and application of opaquer on the ability to mask metal substructure
Materials and methods: 42 stainless steel plates (15 mm diameter, 1 mm thickness) were prepared and half of them were painted with opaquer and remaining were left with no opaquer. Zirconia disks (5Y-TZP) with different thickness (1.0, 1.5 and 2.0 mm) were cemented to stainless steel plates using translucent resin cement. Thus, specimens were divided into 6 groups (n = 7). A2-mm-thick zirconia disk was cemented on the A2 shade acrylic substrate to serve as a control. Masking ability was performed by evaluating color difference using spectrophotometer. Statistical significant difference was detected by Two-way ANOVA and Tukey HSD (significance level of 0.05).
Results: In group of no opaquer applied, there was no color difference among zirconia with different thickness. In group with opaquer applied, the 1.0-mm-zirconia group thickness showed a significant difference in color differences compared to group of 1.5 mm (p = 0.02) and 2 mm (p = 0.033). All experimental groups showed higher values of color different compared to a clinical acceptable value.
Conclusion: The zirconia thickness of 1 mm with application of opaquer showed a significant difference in color differences compared to others. However, every thickness of zirconia used in this study exhibited poor masking ability regardless of application of opaquer.
ยิ้มเห็นเหงือก: สาเหตุ การรักษา และการป้องกันการเกิดจากการ รักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
ยิ้มเห็นเหงือก คือ รอยยิ้มที่เห็นเหงือกบนมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อความสวยงามและความมั่นใจของผู้ป่วย สาเหตุของยิ้มเห็นเหงือกสามารถแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุหลัก คือ ปัจจัยของผู้ป่วยและปัจจัยจากการรักษาทันตกรรมจัดฟัน เช่น กลไกการดึงฟัน หรือการดึงยางระหว่างขากรรไกร การรักษายิ้มเห็นเหงือกสามารถทำได้โดยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร หรือการจัดฟันเพื่อแก้ไขหรืออำพรางยิ้มเห็นเหงือกด้วยเครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้แบบใสหรือเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่น ขึ้นอยู่กับสาเหตุของความผิดปกติและความคาดหวังของผลลัพธ์ในผู้ป่วยแต่ละรายการเคลื่อนฟันทางทันตกรรมจัดฟันโดยไม่มีการวางแผนที่ดีพอสามารถทำให้เกิดยิ้มเห็นเหงือกเพิ่มขึ้น เป็นผลให้ความสวยงามของใบหน้าไม่เป็นที่พึงประสงค์ ดังนั้นในบทความนี้จึงมีการกล่าวถึงสาเหตุและกลไกที่ทำให้เกิดภาวะเห็นเหงือกเพิ่มขึ้น รวมทั้งการป้องกันการเกิดยิ้มเห็นเหงือกจากการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
[Gummy smile is the smile showing excessive gingival display which has an effect on patients’ esthetics and self-confidence. Its etiology is divided into 2 major groups: patient factor and orthodontic treatment factor, such as improper mechanics of anterior teeth retraction or intermaxillary elastic traction. Gummy smile can be treated by either orthodontic treatment combined with orthognathic surgery or camouflage treatment such as clear aligner appliance or fixed appliance depending on the etiology and patients’ expectation. Unwell planned orthodontic tooth movement is able to increase gingival display at smile which aggravates facial esthetics. Therefore, the orthodontists should pay special attention to etiology and mechanics affecting the gingival display and the avoidance of gummy smile owing to orthodontic treatment.]
ความเป็นมา
ความเป็นมา
ด้วยภาควิชาอุตสาหกรรมศึกษาคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีนโยบายสนับสนุน การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านอุตสาหกรรมศึกษาในรูปแบบบทความวิชาการบทความวิจัยเพราะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความรู้แก่บุคลากรนักวิชาการรวมทั้งเป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติจึงได้จัดทำวารสารวิชาการอุตสาหกรรมศึกษากำหนดออกปีละ 2 ฉบับจัดทำเป็นฉบับราย 6 เดือนโดยฉบับที่ 1 ช่วงเดือน มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 ช่วงเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม
วัตถุประสงค์ของการจัดพิมพ์วารสาร
1. เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพของบุคลากรและ/หรือนักวิชาการทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย
2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ
3. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางวิชาการแก่บุคลากรทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย
การเผยแพร่ กองบรรณาธิการมอบวารสารให้แก่หอสมุดและหน่วยงานในสถาบันการศึกษาต่างๆ
เผยแพร่ออนไลน์ที่ URL : http://ejournals.swu.ac.th/index.php/jindedu/issue/archive
วารสารวิชาการอุตสาหกรรมศึกษารับตีพิมพ์บทความในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนทางอุตสาหกรรมศึกษาสิ่งแวดล้อมศึกษาที่สัมพันธ์กับอุตสาหกรรมอาชีวศึกษาเทคนิคศึกษาการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเทคโนโลยีทางการศึกษาการจัดการทางอุตสาหกรรมเทคนิคทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม
บทความทางวิชาการและวิจัยทุกเรื่องได้รับการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ทั้งจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยจำนวน 3 ท่าน/บทความโดยบทความภายในจะได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกทั้งสามท่านบทความภายนอกจะได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภายใน/ภายนอกทั้งนี้ผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่รับทราบว่าผลงานที่พิจารณาเป็นของผู้เขียนท่านใดและผู้เขียนจะไม่รับทราบว่าผู้ทรงคุณวุฒิท่านใดเป็นผู้พิจารณาเช่นกัน
บทความข้อความภาพประกอบและตารางประกอบที่ลงตีพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไปและไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
บทความจะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อนและไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารฉบับอื่นหากตรวจสอบพบว่ามีการตีพิมพ์ซ้ำซ้อนถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
บทความใดที่ผู้อ่านเห็นว่าได้มีการลอกเลียนหรือแอบอ้างโดยปราศจากการอ้างอิงหรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของผู้เขียนเองกรุณาแจ้งให้กองบรรณาธิการทราบจะเป็นพระคุณยิ่ง
กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์รับพิจารณาบทความจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และสัตว์ทดลองที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และสัตว์ทดลองเท่านั้น
บทความที่ส่งถึงกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ส่งคืนผู้เขีย
Generation of Monoclonal Antibodies against Major Capsid Protein (MCP) of Nervous Necrosis Virus (NNV)
Viral encephalopathy and retinopathy (VER), a serious disease that affects several species of fish all over the world, is caused by nervous necrosis virus (NNV). In this study, two monoclonal antibodies (MAbs), namely 5C1 and 5C4, were generated from a mouse immunized with recombinant major capsid protein (MCP) of red-spotted grouper nervous necrosis virus (RGNNV). These MAbs displayed immunoreactivity against MCP and culture fluid of NNV-infected E-11 cell culture tested by dot blotting. Western blot analysis against recombinant MCP and the culture fluid of E-11 cells infected with NNV revealed immunoreactivity at approximately 63 and 37 kDa, respectively. Isotyping test revealed that all the MAbs were IgG2a. According to immunohistochemistry analysis, the MAbs immunoreactivities staining were found in viral assembly sites in the cytoplasm of targeted tissues such as gills and eye of NNV-infected Asian sea bass. The MAbs did not display any cross-reactivity with the recombinant capsid proteins of other fish viruses, including the infectious spleen and kidney necrosis virus (ISKNV), scale drop disease virus (SDDV), tilapia lake virus (TiLV), or other bacterial species commonly found in diseased fish. The immunoreactivity was observed when the MAbs were used for NNV detection by dot blotting in NNV-infected fish as verified by RT-PCR. These results indicated that the MAbs were useful in the development of more specific rapid and simple diagnostic technique for NNV infection in the future
Investigating Wireless Sensor Kit for Horizontal Circular Motion Analysis
Circular motion is a challenging topic in physics education, primarily due to the multiple quantities involved, such as linear and angular quantities, as well as Newton's laws of motion. This often leads to confusion among students. In this study, we developed an experimental device for uniform circular motion using an ESP8266 microcontroller, an IR sensor, an accelerometer, and a gyroscope sensor. The device consists of a microcontroller, sensors, battery, and metal block, which are connected to a circular plate. The device wirelessly transmits data to a preferred display device. We investigated the relationship between centripetal acceleration, angular velocity, and the radius of motion. The results revealed a direct variation between centripetal acceleration and both angular velocity and moving radius, consistent with the centripetal acceleration equation. Additionally, this device is cost-effective and provides students with real-time physical data on circular motion, making it a valuable tool for classroom use, thereby enhancing students' educational experience
ผลของการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วย SWU-Moodle ในรายวิชาการพยาบาลมารดาและทารก และวิชาการผดุงครรภ์ต่อความรู้ ความพร้อม และความพึงพอใจต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ Effects of Self-directed Learning by the SWU-Moodle on Knowledge, Readiness and Satisfaction in Preparations for the Registered Nursing and Midwifery License Examination
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความรู้และความพร้อมในการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ก่อนและหลังการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วย online SWU-Moodle รายวิชาการพยาบาลมารดาทารก และวิชาการผดุงครรภ์ และประเมินความพึงพอใจต่อ SWU-Moodle วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบหนึ่งกลุ่มประเมินผลลัพธ์ก่อนและหลัง มีตัวอย่างเป็นนิสิตพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2563 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวน 57 คน เครื่องมือวิจัยคือ online SWU-Moodle ของสองรายวิชาดังกล่าวจำนวน 8 หน่วย ใช้เวลาเรียน 12 สัปดาห์ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความพร้อมในการสอบเพื่อขึ้นทะเบียนฯ และแบบประเมินความพึงพอใจ ใช้สถิติเชิงพรรณนา วิลคอกซัน การทดสอบ one-sample t test และการทดสอบไบโนเมียล ผลการศึกษา: คะแนนความรู้ และคะแนนความพร้อมหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.001 ทั้งคู่) คะแนนความพึงพอใจต่อ SWU-Moodle สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.001) สรุป: การเรียนรู้แบบนำตนเองด้วย online SWU-Moodle ในรายวิชาการพยาบาลมารดาทารกและวิชาการผดุงครรภ์สามารถเพิ่มความรู้และ ความพร้อมในการสอบขึ้นทะเบียน และผู้เรียนมีความพึงพอใจ ควรนำรูปแบบการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วย online SWU-Moodle ไปใช้ในการเรียนการสอนปกติ
คำสำคัญ: การเรียนรู้แบบนำตนเอง, SWU-Moodle, การพยาบาลมารดาและทารก, การผดุงครรภ์, การสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์
Abstract
Objective: To compare scores of knowledge and readiness in preparing for the nursing and midwifery license examination before and after using the self-directed learning online SWU-Moodle of Maternal and Child Nursing and Midwifery subjects, and determine satisfaction on SWU-Moodle. Methods: This one-group pre-test-post-test pre-experimental study had 57 57 4th year nursing students in the academic year 2020, Srinakharinwirot University meeting eligibility criteria as participants. Research instruments were the SWU-Moodle of the two subjects, and questionnaires to measure knowledge, readiness and satisfaction in using SWU-Moodle. The data were analyzed by using descriptive statistics, Wilcoxon signed rank test, one-sample t test and binomial test. Results: Scores of knowledge and readiness at post-test were significantly higher than those at pre-test (P-value < 0.001 for both). Score of satisfaction at post-test was significantly higher than the criterion of 80% (P-value < 0.001). Conclusion: Self-directed learning with the SWU-Moodle of Maternal and Child Nursing and Midwifery increased knowledge and readiness for the license examination with satisfaction. SWU-Moodle learning platform should be used in regular class.
Keyword: self-directed learning, SWU-Moodle, maternal and child nursing, midwifery, nursing licensing examinatio
การสร้างบุญบารมีตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาสำหรับสังคมผู้สูงอายุ: Creating Merit on Dharma of Buddhism for the Elderly Society
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประกอบด้วย (1) เพื่อศึกษาความเข้าใจเรื่องการสร้างบุญบารมีของผู้สูงอายุในปัจจุบัน และ (2) เพื่อศึกษาข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการสร้างบุญบารมีสำหรับสังคมผู้สูงอายุ เป็นงานวิจัยแบบผสานวิธี โดย การวิเคราะห์แบบทดสอบปรนัยแบบถูกผิด และ การวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประธานชมรมผู้สูงอายุจากทุกภาคทั่วประเทศ จำนวน 386 คน และ ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ตัวแทนจากภาครัฐ พระสงฆ์ และ ประธานชมรมผู้สูงอายุ จำนวน 15 รูป/คน สำหรับการระบุความเข้าใจเรื่องการสร้างบุญบารมีของผู้สูงอายุในภาพรวมและแยกรายด้าน ประกอบด้วยด้าน ทาน ศีล และ ภาวนา จากค่าคะแนนความเข้าใจเรื่องการสร้างบุญบารมีของผู้สูงอายุในปัจจุบันในสามระดับ คือระดับน้อย ปานกลาง และมาก และด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อระบุข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการสร้างบุญบารมีสำหรับสังคมผู้สูงอายุ ผลการวิเคราะห์พบว่า 1) ผู้สูงอายุไทยในปัจจุบันมีความเข้าใจเรื่องการสร้างบุญบารมีในระดับปานกลาง ทั้งในภาพรวมและแยกรายด้าน 2) ข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการสร้างบุญบารมีสำหรับผู้สูงอายุ ข้อทาน ศีล และภาวนา สามารถสังเคราะห์ได้ว่าควรยึดหลักการบริหารงานอย่างมีคุณภาพ เริ่มจากการวางแผนด้วยการกำหนดกรอบหรือทิศทางการทำงานผ่านรูปแบบการบูรณาการกับภาคส่วนต่างๆ จากนั้นควรมีการนำแผนไปปฏิบัติผ่านการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายเน้นการดำเนินกิจกรรมที่สามารถปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน เป็นกิจกรรมที่ทำได้ด้วยตนเอง หรือทำได้กับคนภายในครอบครัว หรือกลุ่มผู้สูงอายุด้วยกัน ประการต่อมาควรมีการตรวจสอบ ด้วยการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมหรือสนับสนุนผ่านหลักของการถ่ายถอดประสบการณ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงในท้ายที่สุดต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ผ่านกิจกรรมการหารือร่วมกันเพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหารวมถึงการพัฒนากิจกรรม โดยควรมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการพัฒนากิจกรรม โครงการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบุญบารมีที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอาย