Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    Comfort Women: การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน และความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์: Comfort Women: Human Rights Movement and Japan’s Relations with Indonesia and the Philippines

    Get PDF
                บทความนี้ศึกษาเรื่องของ comfort women ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ในประเด็นการจัดตั้งสถานีผ่อนคลาย การจัดเกณฑ์สตรี รวมถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของญี่ปุ่นและมุมมองด้านสิทธิมนุษยชน โดยศึกษาผ่านเอกสารและข้อมูลประวัติศาสตร์บอกเล่า ผลการศึกษาพบว่า การที่เรื่องราวของ comfort women เงียบหายไปเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เป็นเพราะการเมืองโลกตึงเครียดจากภาวะสงครามเย็น และสถานการณ์การเมืองภายในของประเทศที่เกี่ยวข้อง  ทั้งการต่อสู้เพื่อเอกราชและการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ เรื่องของหญิงบริการได้รับการเปิดเผยมากขึ้นในทศวรรษ 1990  เพราะมีกระแสสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรีในระดับสากล ทำให้มีการเรียกร้องความยุติธรรมและการเยียวยาให้แก่สตรีเหล่านี้ จนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของญี่ปุ่นกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เรื่องราวของหญิงบริการชาวอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ได้รับการบันทึกและเผยแพร่ให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง เพื่อให้สตรีเหล่านี้ได้รับความยุติธรรม ให้สังคมตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน และต่อต้านการกระทำรุนแรงต่อสตรี ตลอดจนให้ประวัติศาสตร์ได้ถูกบันทึกไว้อย่างตรงไปตรงมาเพื่อเป็นบทเรียน

    ความเป็นมา

    Get PDF
         ด้วยสถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีนโยบายสนับสนุนการเผยแพร่บทความวิชาการ และผลงานวิจัย องค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านการศึกษาของบุคลากรทางการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ จึงได้จัดทำ วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้ (Journal of Research for Learning Reform) ขึ้น เป็นวารสารสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัย (Research article) บทความวิชาการ (Academic article) บทความปริทัศน์ (Review article) หรือบทความวิจารณ์หนังสือ (Book review) ครอบคลุมเนื้อหาด้านการศึกษา ด้านหลักสูตรและการสอน ด้านการจัดการเรียนรู้ เทคโนโลยีศึกษา และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เปิดรับบทความทั้งบทความภาษาไทยและบทความภาษาอังกฤษ โดยลักษณะของบทความที่จะนำเสนอเพื่อขอลงตีพิมพ์ในวารสารนี้จะต้องมีสาระที่น่าสนใจ เป็นงานที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ทันสมัย และต้องเป็นงานที่ไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อ

    ปัจจัยที่มีผลต่อการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์เรื่องเพศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี Factors Affecting Online Sexual Media Literacy among Senior High School Students in Mueang District, Chanthaburi Province

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์เรื่องเพศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย วิธีการศึกษา: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายมีตัวอย่างเป็นนักเรียนชายและหญิงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งภาครัฐและเอกชน ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ด้วยการสุ่มอย่างง่ายจำนวน 194 คน รวบรวมข้อมูลระหว่างสิงหาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2564 โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล มารยาทในการใช้สื่อออนไลน์ ทัศนคติต่อการใช้สื่อออนไลน์เรื่องเพศ อิทธิพลของเพื่อนต่อการใช้สื่อออนไลน์เรื่องเพศ การเปิดรับข้อมูลข่าวสารออนไลน์เรื่องเพศ และการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์เรื่องเพศ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา: การรู้เท่าทันสื่อออนไลน์เรื่องเพศมีระดับปานกลาง (M = 3.33 ± 1.35) ทั้ง 4 ปัจจัยสามารถร่วมทำนายการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์เรื่องเพศ ได้แก่ อิทธิพลของเพื่อนต่อการใช้สื่อออนไลน์เรื่องเพศ (β = -0.240) มารยาทในการใช้สื่อออนไลน์ (β = 0.253) การเปิดรับข้อมูลข่าวสารออนไลน์เรื่องเพศ (β = -0.215) และทัศนคติต่อการใช้สื่อออนไลน์เรื่องเพศ (β = 0.186) โดยร่วมกันทำนายการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์เรื่องเพศได้ร้อยละ 27.3  (R2 = 0.273, P-value < 0.01) สรุป: อิทธิพลของเพื่อนต่อการใช้สื่อออนไลน์เรื่องเพศ มารยาทในการใช้สื่อออนไลน์ การเปิดรับข้อมูลข่าวสารออนไลน์เรื่องเพศ และทัศนคติต่อการใช้สื่อออนไลน์เรื่องเพศสามารถทำนายการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์เรื่องเพศในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย อาจใช้เป็นข้อมูลในส่งเสริมให้นักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์เรื่องเพศผ่านทางปัจจัยทั้งสี่ด้าน คำสำคัญ: การรู้เท่าทันสื่อออนไลน์เรื่องเพศ, นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  Abstract Objective: To identify factors affecting online sexual media literacy among senior high school students. Method: One hundred and ninety-four senior high school students in Muang district, Chanthaburi province were recruited using simple random sampling technique. Data were collected using questionnaires on demographic information, online media etiquette, attitude, peer influence, susceptibility, and online sexual media literacy. Stepwise multiple regression analysis was used to analyze associations. Results: The results revealed that online sexual media literacy of the participants were at a moderate level (M = 3.33 ± 1.35). The significant predictors of sexual media literacy of the participants were peer influence (β = -0.240), online media etiquette (β = 0.253), susceptibility (β = -0.215), and attitude (β = 0.186). These predictors could together explain 27.3 % of variance in sexual media literacy among senior high school students (R2 = 0.273, P-value < 0.01). Conclusion: Peer influence, online media etiquette, susceptibility and and attitude predicted online sexual media literacy among senior high school students. Findings could be useful in promoting online sexual media literacy though these factors. Keywords: online sexual media literacy, senior high school student

    ความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติของนิสิตพยาบาลไทยกับการเรียนพยาบาล ในช่วงการระบาดของโควิด-19: การศึกษาแบบผสมผสาน Knowledge, Attitude and Practice of Nursing Students in Their Study during the Covid-19 Pandemic: A Mixed Method Study

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของแนวคิดความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติ (KAP) ในนิสิตพยาบาลระดับปริญญาตรีเกี่ยวกับการรับรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 วิธีการศึกษา: การศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน รวบรวมข้อมูลในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2564 โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ ในนิสิตพยาบาลระดับปริญญาตรี (n = 161) ซึ่งแบบสอบถามได้รับการพัฒนาผ่านการทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมนหรือเพียร์สันระหว่างความรู้ (K) ทัศนคติ (A) และการปฏิบัติ (P) และลักษณะทางประชากรศาสตร์ สัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (n = 13) จนข้อมูลอิ่มตัว วิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัยเพื่ออธิบายผลการศึกษาจากแบบสอบถาม ผลการศึกษา: ความรู้สัมพันธ์กับทัศนคติ (rSpearman = 0.234, P-value < 0.01) แต่ความรู้ (K) ไม่สัมพันธ์กับการปฏิบัติ ทัศนคติสัมพันธ์เชิงลบกับการปฏิบัติ (rPearson = -0.207, P-value < 0.01) อายุ (rSpearman = 0.201, P-value < 0.05) และชั้นปีที่ศึกษา สัมพันธ์กับความรู้ (rSpearman = 0.234, P-value < 0.01) ที่อยู่อาศัยสัมพันธ์ผกผันกับการปฏิบัติ (rPearson = -0.190, P-value < 0.05) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบ 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ ไม่มีแหล่งที่เชื่อถือได้แหล่งเดียว (K) สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพจิตของนิสิต และนิสิตต้องตระหนักรู้ (A) และนิสิตได้ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสู่วิธีการเรียนรู้ และการปฏิบัติแบบใหม่ (P) สรุป: ความรู้เรื่อง COVID-19 สัมพันธ์กับทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่สัมพันธ์กับการปฏิบัติ ซึ่งอาจเป็นผลมาการเปลี่ยนจากสถานที่และการขึ้นฝึกปฏิบัติจริงในสถานพยาบาล เป็นการเรียนในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างกะทันหัน การสัมภาษณ์เชิงลึกพบ 5 ประเด็นเพื่อพัฒนาปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงการศึกษาของนิสิตพยาบาล คำสำคัญ: ความรู้, ทัศนคติ, การปฏิบัติ, นิสิตพยาบาลขั้นปริญญาตรี, โควิด-19, พยาบาลศึกษา ­­­­Abstract Objective: To describe an application of the correlation of knowledge, attitude, and practice (KAP) concepts amidst the COVID-19 pandemic among undergraduate nursing students on how they perceived and experienced it. Methods: A mixed method design was used at a university in Thailand, in 2021. An online questionnaire survey among undergraduate nursing student (n = 161) was done. The questionnaire was developed through literature review. Spearman and Pearson correlation coefficients were used as appropriate to test correlation among KAP and demographic characteristics. Semi-structured interview was done in 13 participants. Once the data saturated, inductive content-analysis was performed. Results: Knowledge was significantly, positively correlated with attitude (rSpearman = 0.234, P-value < 0.01) but not with practice. Attitude was significantly, negatively correlated with practice (rPearson = -0.207, P-value < 0.01). Age (rSpearman = 0.201, P-value < 0.05) and years of study (rSpearman = 0.234, P-value < 0.01) were significantly correlated with knowledge, whereas habitat was inversely correlated with practice (rPearson = -0.190, P-value < 0.05). The four categories namely no single trust source (K), negative impacts on the students’ mental health one must be aware of (A), adjustment to new ways of learning and doing (P) were revealed from interview data. Conclusions: Knowledge of COVID-19 during the provision of   nursing studies was significantly correlated with attitude, but not with practice. This could be because a sudden shift from onsite and clinical placement to online platform. Five transformed aspects of nursing studies amidst crisis includes new method to approach patient, safest practice guide, regularly updated course, varies online channels, and hybrid study. Keywords: knowledge, attitude, practice, undergraduate nursing-students, COVID-19, nursing studie

    การระบุความคลาดเคลื่อนในการสั่งยาโดยเภสัชกรคลินิกบนหอผู้ป่วยอายุรกรรม ณ โรงเรียนแพทย์ ประเทศไทย Identification of Prescription Errors by Clinical Pharmacists in Internal Medicine Wards of An Academic Hospital, Thailand

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อระบุความถี่ ชนิด และความรุนแรงของความคลาดเคลื่อนในการสั่งยาในหอผู้ป่วยอายุรกรรม วิธีการศึกษา: การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนาในผู้ป่วยที่รับการรักษา ณ หอผู้ป่วยอายุรกรรมชายและหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง ณ โรงเรียนแพทย์ จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เก็บข้อมูลจากบันทึกการบริบาลเภสัชกรรมโดยเภสัชกรคลินิก วิเคราะห์ชนิดและความรุนแรงของการเกิดความคลาดเคลื่อนในการสั่งยา นำเสนอเป็นความถี่และร้อยละ ผลการศึกษา: พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการบริบาลเภสัชกรรมเพื่อจัดการความคลาดเคลื่อนในการสั่งยาร้อยละ 12.4 (149 คนจาก 1,202 คน) เมื่อพิจารณาชนิดความคลาดเคลื่อนในการสั่งยาทั้งหมด 237 ครั้ง พบว่าชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ ไม่สั่งยาเดิมที่ผู้ป่วยสมควรได้รับจำนวน 75 ครั้ง (ร้อยละ 31.6) และความคลาดเคลื่อนในการเลือกขนาดยาหรืออัตราบริหาร 74 ครั้ง (ร้อยละ 31.2) ประเภทยาที่พบความคลาดเคลื่อนมากที่สุดคือ กลุ่มยาปฏิชีวนะ (ร้อยละ 24.5 หรือ 58 ครั้งจาก 237 ครั้ง) พบว่าร้อยละ 57 หรือ 136 ครั้งจาก 237 ครั้งมีความรุนแรงจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย  สรุป: ความคลาดเคลื่อนในการสั่งยาที่ตรวจพบโดยเภสัชกรคลินิกสามารถพบได้ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม ชนิดความคลาดเคลื่อนที่พบบ่อยที่สุดคือ การไม่สั่งยาเดิมที่ผู้ป่วยสมควรได้รับและความคลาดเคลื่อนในการเลือกขนาดยา ความรุนแรงของความคลาดเคลื่อนในการสั่งยาที่พบเป็นส่วนใหญ่ในการศึกษานี้คือ ไม่เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย คำสำคัญ: ความคลาดเคลื่อนทางยา, ความคลาดเคลื่อนในการสั่งยา, เภสัชกรคลินิก Abstract Objective: To determine frequencies, types and severities of prescription errors in internal medicine wards. Methods: This retrospective descriptive study was conducted in male and female internal medicine wards at an academic hospital in Chiangmai, Thailand, between June 1st and October 31st, 2019. Recorded pharmaceutical care services by ward-based clinical pharmacists were collected to determine the type and severity of prescription errors. Types and severities of prescription errors were determined and presented as frequencies and percentage. Results: There were 12.4% of patients (149 out of 1,202) requiring pharmacists’ intervention for prescription errors. Of 237 pharmacists’ interventions, the most frequent medication errors were 75 omission errors (31.6%) and 74 dosing errors (31.2%). The most common type of medication involving pharmacists’ interventions was antimicrobial agents (24.5%, 58 out of 237 interventions). 57% or 136 out of 237 interventions were categorized as causing no harm to the patients. Conclusion: Prescription errors identified by ward-based clinical pharmacists commonly occurred in internal medicine wards. The omission errors and dosing errors were mostly detected. The majority of errors in this study were categorized as causing no harm to the patients. Keywords: medication error, prescription error, clinical pharmacis

    ผลของโปรแกรมการฝึกโยคะต่อความรู้สึกอยากแอลกอฮอล์และความเครียดของผู้ติดแอลกอฮอล์ที่รับการรักษาแบบผู้ป่วยในระยะบำบัดด้วยยา: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มเปรียบเทียบ Effects of Yoga Training Program on Alcohol Craving and Stress among Persons with Alcohol Dependence Receiving Inpatient Detoxification Treatment: A Randomized Controlled Trial

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมฝึกโยคะต่อ 1) คะแนนความรู้สึกอยากแอลกอฮอล์และความเครียดก่อนและหลังการทดลอง ทั้งกลุ่มที่ฝึกโยคะและกลุ่มที่รักษาด้วยยาอย่างเดียว 2) ความแตกต่างของคะแนนความรู้สึกอยากแอลกอฮอล์และคะแนนความเครียดก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มที่ฝึกโยคะกับกลุ่มที่รักษาด้วยยาอย่างเดียว วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม มีผู้ติดแอลกอฮอล์ที่รับการรักษาแบบผู้ป่วยในระยะบำบัดด้วยยาที่สถาบันบำบัดและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนีซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์และจับคู่ด้วยคะแนนความรู้สึกอยากแอลกอฮอล์และจำนวนครั้งที่เข้ารับการบำบัดสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) โปรแกรมฝึกโยคะ 10 สัปดาห์ 2) แบบประเมินความรู้สึกอยากแอลกอฮอล์ 3) แบบประเมินความเครียด 4) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วย paired t test และ independent t test ผลการศึกษา: คะแนนเฉลี่ยความรู้สึกอยากแอลกอฮอล์ และคะแนนความเครียดก่อนและหลังการทดลองในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P-value < 0.05 ทั้งคู่) ในขณะที่ไม่มีนัยสำคัญในกลุ่มควบคุม ผลต่างคะแนนเฉลี่ยของความรู้สึกอยากแอลกอฮอล์และความเครียดในกลุ่มทดลองล้วนต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.05 ทั้งคู่) สรุป: การฝึกโยคะทำให้คะแนนความรู้สึกอยากแอลกอฮอล์และความเครียดลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาอย่างเดียว ควรนำโปรแกรมโยคะนี้ไปฝึกในกลุ่มคนไข้ติดแอลกอฮอล์ในระยะที่รักษาด้วยยาต่อไป คำสำคัญ: โปรแกรมการฝึกโยคะ, ความรู้สึกอยากแอลกอฮอล์, ความเครียด, ผู้ติดแอลกอฮอล์ Abstract Objective: To compare 1) scores of alcohol craving and stress before and after yoga program in patients receiving yoga (test group) and those receiving medications only (control group), and 2) changes in scores of alcohol craving and stress between the test and control groups. Methods: In this randomized controlled trial, participants were alcohol addicts hospitalized for detoxification treatment in medical wards of Princess Mother National Institute on Drug Abuse Treatment, Thailand. They met the inclusion criteria and were match-paired randomized on alcohol craving score and number of previous addiction therapy to the test ad control groups (30 each). Research instruments consisted of 1) 10-week yoga training program, 2) Alcohol Craving Questionnaire-Revised (ACQ-R), 3) Thai version of 10-Item Perceived Stress Scale [T-PSS-10], and 4) demographics data collection form. Scores were compared using paired t test and independent test. Results: Scores of alcohol craving and stress in the test group before and after the intervention were significantly different (P-value < 0.05, for both) while no significant differences were not found in the control group. Changes in scores of alcohol craving and stress between the test and control groups were significant (P-value < 0.05, for both). Conclusion: Yoga practice alleviated alcohol craving and stress. It should be used in regular alcohol addicts hospitalized for detoxification with medications.   Keywords: yoga training program, alcohol craving, stress, persons with alcohol dependence

    ถ้อยแถลงบรรณาธิการ

    Get PDF
    วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ที่ท่านได้รับฉบับตีพิมพ์ (hard copy) ฉบับนี้จะออกเป็นฉบับสุดท้าย และจะดำเนินการวารสารฉบับออนไลน์ (online journal) ทางเดียว โดยเริ่มตั้งแต่เล่ม 15 ฉบับ 1 (มกราคม–มิถุนายน 2567) เป็นต้นไป จึงเรียนมาเพื่อทราบ การดำเนินการตีพิมพ์ใด ๆ ยังคงเหมือนเดิม และจะมีการปรับเปลี่ยนบรรณาธิการจัดการ จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ (ถึงแก่กรรม) เป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ แก่นทอง แทน อย่างไรก็ตาม การตีพิมพ์บทความในวารสารฯ ยังคงไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ เหมือนเดิม และการตรวจบทความยังคงเข้มข้น และให้ความสำคัญกับงานวิชาการที่ดี มีคุณภาพ โดยเฉพาะงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จะได้รับการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ในวารสารฯ โดยยังคงขอบข่ายของวารสารเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ   วารสารฯ ฉบับที่ท่านถืออยู่นี้ประกอบด้วยบทความวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ 2 เรื่อง และด้าน วิทยาศาสตรศึกษา 6 เรื่อง และบทความวิชาการด้านวิทยาศาสตรศึกษา 1 เรื่อง การนำเสนอข้อมูลใด ๆ เพื่อตีพิมพ์แม้จะเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ แต่ลิขสิทธิ์ของบทความในวารสารฯ เป็นของหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม หากผู้อ่านท่านใด นำไปใช้อ้างอิงในเชิงวิชาการ ไม่จำเป็นต้นขอลิขสิทธิ์การเผยแพร่มายังกองบรรณาธิการ (แต่ต้องอ้างอิงที่มาให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ) เว้นแต่มีการร้องขอจากหน่วยงานเพื่อกิจการใด ๆ เช่น การขอตำแหน่งวิชาการ ให้ผู้นิพนธ์ทำบันทึกขอลิขสิทธิ์ของภาพหรือเนื้อหาที่จะนำไปใช้เผยแพร่ มายังบรรณาธิการเพื่อพิจารณาตอบเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป   ขอเชิญชวนให้ผู้นิพนธ์ที่สนใจนำเสนอร่างนิพนธ์ต้นฉบับมาตีพิมพ์ในวารสารฯ อ่านขอบข่าย ทำความเข้าใจกับรูปแบบ การอ้างอิง และเอกสารที่ต้องนำส่งมาเพื่อเสนอขอรับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ เพื่อให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์และรวดเร็วในการตรวจสอบเบื้องต้น และขอให้ตรวจการคัดลอกการตีพิมพ์เบื้องต้นมาก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับบทความของตนเองและผู้อื่นที่ตีพิมพ์มาก่อนหน้า ขอแก้เรื่องแบบนิพนธ์ต้นฉบับ หากผู้นิพนธ์เป็นคนไทยต้องทำตามข้อกำหนดที่เขียนไว้ทุกประการ เว้นแต่ผู้นิพนธ์ที่เป็นชาวต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องมีชื่อผู้นิพนธ์ สถานที่ติดต่อ และบทคัดย่อภาษาไทย ส่งมาด้วย การพิจารณาบทความยังคงต้องให้ความเข้มข้นกับการทำงานเน้นระเบียบวิธีวิจัย ผลการศึกษา การอภิปรายและสรุปผล รวมถึงความนำที่สอดคล้องกับงานวิจัยโดยย่อ ในฉบับถัด ๆ ไป หากมีการเขียนบทนำ ยาวมาก จะได้รับการปฏิเสธการตีพิมพ์เพื่อให้กลับไปแก้ไขก่อนนำเสนอตีพิมพ์ใหม่ต่อไป   ขอบพระคุณผู้อ่านทบทวนบทความ (reviewers) ทุกท่านที่ให้ความสำคัญ ใส่ใจและให้ข้อเสนอแนะที่มีคุณค่า ทำให้บทความทุกเรื่องออกมีคุณภาพ น่าอ่าน และเข้าถึงผู้อ่านในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในโรงเรียนทั้งครูและนักเรียน นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไป และหวังว่าจะได้รับความเมตตาในการช่วยเหลือให้วงวิชาการด้านนี้กว้างขวางและมีคุณภาพต่อไ

    แนวโน้มการใช้อะมัลกัมและความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการลดการใช้อะมัลกัมของทันตแพทย์ในโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    Get PDF
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาแนวโน้มการใช้อะมัลกัมในโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเพื่อทราบถึงความคิดเห็นของทันตแพทย์ผู้ปฏิบัติงานต่อการลดการใช้หรือเลิกใช้อะมัลกัม วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: ส่วนที่ 1 เป็นการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังจากแฟ้มประวัติผู้ป่วยที่ได้รับ การอุดฟันระหว่างปี พ.ศ. 2557-2561 ในระบบเวชระเบียน บันทึกความถี่และร้อยละของการใช้วัสดุอุดฟันชนิดต่าง ๆ ส่วนที่ 2 เป็นการสอบถามทันตแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน เกี่ยวกับการใช้อะมัลกัมหรือวัสดุอุดฟันชนิดอื่น ๆ และความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการลดการใช้อะมัลกัม ผลการทดลอง: พบการลดลงของการใช้อะมัลกัมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฟันน้ำนมและฟันแท้ โดยพบการ ใช้วัสดุอุดฟันอะมัลกัมคิดเป็นร้อยละ 19.07, 18.71, 15.11, 12.85 และ 11.95 ในช่วงปี พ.ศ. 2557-2561 ตามลำดับ จากแบบสอบถามพบว่าทันตแพทย์ส่วนใหญ่ยังคงใช้อะมัลกัม แม้จะรายงานการใช้ที่ลดลง แต่ก็มีความคิดเห็นว่าวัสดุอะมัลกัมยังคงมีความจำเป็น ในกรณีไม่สามารถควบคุมความชื้นได้ การมีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายและกรณีผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุสูง สรุป: ในระหว่างปี พ.ศ. 2557-2561 โรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ มีแนวโน้มการใช้อะมัลกัมลดลง ทันตแพทย์ส่วนใหญ่รายงานการลดการใช้อะมัลกัม แต่ยังคงเห็นว่าอะมัลกัมมีความจำเป็นในบางกรณี > ว.ทันต.มศว ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 หน้า 102-117. > SWU Dent J. 2023;16(1): 102-117.

    ทัศนคติในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุที่ศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ จังหวัดชลบุรี (ATTITUDE TOWARDS VACCINATION IN AGING AT ELDERLY HEALTHCARE CENTER, CHONBURI)

    Get PDF
    การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติต่อการได้รับวัคซีนในผู้สูงอายุที่ศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุโดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2563 - เดือนสิงหาคม 2563 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือผู้สูงอายุที่มารับบริการที่ศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ จำนวน 150 คน โดยใช้การเลือกตัวอย่างตามสะดวก (Convenience Sampling) ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้มารับบริการเอง เป็นเพศหญิงอายุระหว่าง 61-70 ปี มีสถานภาพสมรส การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพข้าราชการบำนาญ มีสิทธิการรักษาประเภทสิทธิเงินสด ได้รับข้อมูลวัคซีนผ่านทางเพื่อน/คนรู้จัก มีโรคประจำตัว 1 โรค และสำหรับทัศนคติการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุ พบว่าทัศนคติที่มีผลต่อการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุมากที่สุด คือ การรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนที่ฉีดอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ซึ่งภาพรวมของการวิเคราะห์ข้อมูลทัศนคติการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุอยู่ในระดับ 3.64 จัดอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือความมั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีนค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.32 และสุดท้ายการรับรู้ว่าการฉีดวัคซีนช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นโดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คำสำคัญ: วัคซีน  ผู้สูงอายุ  การส่งเสริมสุขภาพ  ทัศนคติ This research aimed to study attitudes towards Vaccination in aging at Elderly Healthcare Center during May 2020 to August 2020. The Sample groups used in this study consisted of 150 people selected by Convenience Sampling at Elderly Healthcare center. The study shows that most of the respondent are self-service, female, 61-70 years old, have marital status, graduated with a bachelor’s degree, retried government official, have the cash right, and have recommended or advice vaccination through friends. Have 1 chronic disease. It was found that the most attitude affecting vaccination in aging was complete and accurate information about vaccine injections. In aging at level 3.64, rated at a high level this was followed by confidence in the effectiveness of the vaccine, the mean of 4.32, and finally, the awareness that vaccination improved the health was statistically significant at 0.05. Keywords: Vaccine, Elderly, Health promotion, Attitude

    Factors Associated with Compliance with the Good Pharmacy Practice Criteria among the Certified Quality Community Pharmacies in Chonburi Province, Thailand

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ คะแนน GPP และประเภทร้านยาต่อปัจจัยค้ำจุนและปัจจัยจูงใจ และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการปฏิบัติตามเกณฑ์การประเมินและรับรองคุณภาพร้านยา00 ของร้านยาที่ผ่านการตรวจ GPP ในจังหวัดชลบุรี วิธีการศึกษา: การวิจัยนี้สำรวจตัวอย่างจำนวน 280586958 แห่งด้วยแบบสอบถาม ซึ่งแบ่งตามสัดส่วนและใช้การสุ่มแบบเป็นระบบ (systematic  sampling) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา และสถิติเชิงอนุมานได้แก่ Fisher's Exact test และ Pearson’s Product Moment correlation coefficient ผลการศึกษา: พบว่าคะแนน GPP สัมพันธ์กับปัจจัยค้ำจุนและปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติตามเกณฑ์การประเมินและรับรองคุณภาพร้านยา (P-value <  0.05) ปัจจัยค้ำจุนและปัจจัยจูงใจสัมพันธ์ทางบวกต่อการปฏิบัติตามเกณฑ์การประเมินและรับรองคุณภาพร้านยาอย่างมีนัยสำคัญ (r = 0.673 และ 0.614 ตามลำดับ, P-value < 0.05 ทั้งคู่) สรุป: คะแนน GPP สัมพันธ์กับปัจจัยค้ำจุนและปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุนและปัจจัยจูงใจสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามเกณฑ์การประเมินและรับรองคุณภาพร้านยา ฉะนั้นควรเริ่มจากการพัฒนาคะแนน GPP ของร้านยา รวมถึงส่งเสริมปัจจัยค้ำจุนและปัจจัยจูงใจของร้านยา ซึ่งจะทำให้ร้านยามีแนวโน้มที่จะพัฒนาสู่ร้านยาคุณภาพมากยิ่งขึ้น คำสำคัญ: ปัจจัย, การปฏิบัติ, เกณฑ์ร้านยาคุณภาพ, GPPAbstract Objective: To study the correlation between fundamental factors, including Good Pharmacy Practice (GPP) score and pharmacy type, supporting factors and motivating factors among Chonburi pharmacies passing the GPP assessment. Factors related to compliance with assessment and accreditation criteria was also examined. Method: The study surveyed a sample of 280 0pharmacies using a proportinonal, systematic sampling. The data were analyzed using descriptive statistics, Fisher's exact test, and Pearson correlation coefficient. Results: The GPP score was positively related to supporting factors and motivating factors (P-value < 0.05). Supporting and motivating factors were positively related to assessment and accreditation criteria (r = 0.673 and 0.614, respectively, P-value < 0.05 for both). Conclusion: The GPP score was positively related to supporting factors and motivating factors. Ssupporting and motivating factors were positively related to assessment and accreditation criteria. High GPP scores could promote supporting and motivating factors of pharmacies. Consequently, the quality of pharmacies could be further improved. Keywords: factors, practice, criteria of pharmacy accreditation, good pharmacy practic

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇