Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง Predicting Factors of Quality of Life among Cancer Patients Receiving Palliative Care

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง และการทำนายคุณภาพชีวิตโดยความหวัง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และความทุกข์ทรมานจากอาการต่อคุณภาพชีวิต วิธีการศึกษา: การวิจัยทดสอบความสัมพันธ์เชิงทำนาย เลือกตัวอย่างโดยการสุ่มแบบเป็นระบบต่อผู้ที่รับบริการ ณ โรงพยาบาลมะเร็งแห่งหนึ่งจำนวน 119 คน ใช้แบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิต ความหวัง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และความทุกข์ทรมานจากอาการ วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษา: คุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (mean = 66.4, SD= 15.1) ตัวแปรความหวัง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และความทุกข์ทรมานจากอาการร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 68.5 (R2= 0.685) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value <0.001) สรุป: สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองโดยสร้างโปรแกรมหรือกิจกรรมที่มีผลต่อความหวัง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและความทุกข์ทรมานจากอาการ คำสำคัญ: คุณภาพชีวิต, ผู้ป่วยโรคมะเร็ง, การดูแลแบบประคับประคอง Abstract Objective: To determine quality of life among cancer patients receiving palliative care and examine association between quality of life with predictive factors including hope, self-esteem and symptom distress. Methods: In this predictive correlational study, 119 cancer patients receiving palliative care at a cancer hospital were selected by systematic sampling. Functional Assessment of Cancer Therapy General-FACT-G, Herth Hope Index, Rosenberg Self-Esteem Scale and Symptom Distress Scale were used to collect data. Associations were tested using Pearson’s product-moment correlation coefficient and multiple regression analysis. Results: Quality of life was at a moderate level (mean = 66.4, SD= 15.1). Hope, self-esteem and symptom distress significantly predicted 68.5% of variance of quality of life (R2 = 0.685, P-value < 0.001). Conclusion: Quality of life of cancer patients receiving palliative care could be enhanced through improving hope, self-esteem, and symptom distress by means of activities or program. Keywords: quality of life, cancer patients, palliative car

    รายงานผู้ป่วย: ค่า INR (International Normalized Ratio) ที่เปลี่ยนแปลงไปในผู้ป่วยที่เปลี่ยนสูตรยาต้านไวรัสจาก efavirenz based เป็น dolutegravir based และได้รับยา warfarin Case Report: International Normalized Ratio (INR) Changed in Patient Receiving Warfarin after Switching from Efavirenz to Dolutegravir Based Antiretroviral Therapy

    Get PDF
    บทคัดย่อ   แนวทางการตรวจวินิจฉัย รักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศไทยปี พ.ศ. 2564/2565 แนะนำการใช้ยาสูตรแรกด้วยยาต้านไวรัสชนิดที่ 3 คือ ยา dolutegravir เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงในการกดไวรัสในกระแสเลือดและเกิดเชื้อดื้อยายากทดแทนการใช้ยา efavirenz ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารเหนี่ยวนำเอนไซม์และสารยับยั้งเอนไซม์ไซโตโครมพี 450 ทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ใช้ยา warfarin ซึ่งเป็นยาที่มีช่วงการรักษาแคบและอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง จากรายงานกรณีศึกษาทั้ง 2 รายที่ได้รับยา warfarin เพื่อรักษาและป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน มีการเปลี่ยนการใช้ยา efavirenz เป็นยา dolutegravir พบว่า INR มีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นผลลัพธ์ของปฏิกิริยาระหว่างยาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ยาต้านไวรัส ดังนั้นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านการใช้ยา efavirenz เป็นยา dolutegravir ควรต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงและเกิดความปลอดภัยจากการใช้ยาอย่างสูงสุด คำสำคัญ: ยาต้านไวรัส, ยาวอร์ฟาริน, ปฏิกิริยาระหว่างยา, เอฟฟาไวเร็นซ์, โดลูเทกราเวียร์  Abstract Thailand National Guidelines on HIV/AIDS Diagnosis, Treatment and Prevention in 2021/2022 recommended an initial antiretroviral (ARV) regimen for HIV-infected patients in combination with dolutegravir, a third active ARV drug, instead of efavirenz. Because dolutegravir has high efficacy in virological suppression and high genetic barrier to resistance whereas efavirenz is an enzyme inducer and enzyme inhibitor for cytochrome P450 that can cause drug-drug interaction, especially in patients who are on warfarin. Warfarin is a narrow therapeutic index drug so serious adverse drug events may occurr. Two patients used warfarin for preventing and treating venous thromboembolism. ARV regimens were switched from EFV-to DTG-based regimen. As a result of drug-drug interaction from transition to new ARV regimen, INR was increased. Healthcare professionals should closely monitor INR after transitioning from EFV-to DTG-based regimen. Keywords: antiretroviral medication, warfarin, drug-drug interaction, efavirenz, dolutegravi

    การจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2: CONFLICT MANAGEMENT AFFECTING THE FFECTIVENESS OF EDUCATIONAL INSTITUTIONS UNDER NAKHON SAWAN PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2

    Get PDF
    บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2, 2) ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2, 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา                            สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 และ4) สร้างสมการพยากรณ์                        ของการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถทำนายประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน                 ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 จำนวน 310 คน                  ซึ่งได้มาจากการเปิดตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ตามแนวคิดของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan,1970: 607-610 อ้างถึงในบุญชม ศรีสะอาด, 2543: 58) [1] จากนั้นทำการสุ่มตัวอย่างแบบ                   แบ่งชั้นและการกำหนดสัดส่วน (Stratified Random Sampling) ตามขนาดของสถานศึกษาและ                           ทำการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างครบตามจำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถาม ระหว่าง 0.60 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่น 0.993 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1. การจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 ในภาพรวม                        อยู่ในระดับมาก 3. การจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 5 ด้านมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2                        ในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสหสัมพันธ์ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง         4. การจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาสามารถร่วมกันพยากรณ์ตัวแปรตามได้ทั้งหมด                   5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการยอมให้ (X5) ด้านการประนีประนอม (X3) ด้านการร่วมมือ (X2)                             ด้านการเอาชนะ (X1) ด้านการหลีกเลี่ยง (X4) ตามลำดับ โดยมีประสิทธิภาพในการพยากรณ์เท่ากับ ร้อยละ 42.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  Abstract The purposes of thesis were 1) to conflict management of administrators in educational institutions under Nakhon Sawan Primary Educational Service Area office 2,                         2) to study the effectiveness of educational institutions under Nakhonsawan Primary Educational Service Area Office 2, 3) to studies the relationship between conflict management of administrators and effectiveness of educational institutions under Nakhonsawan Primary Educational Service Area Office 2 and 4) to create predictions from conflict management of administrators affecting the effectiveness of educational institutions under Nakhon Sawan Primary Educational Service Area office 2. The sample group was 310 teachers under Nakhonsawan Primary Educational Service Area Office 2. Which was derived from opening the sample size table, according to the concept of Krejcie and Morgan (Krejcie and Morgan, 1970: 607-610 referred to in Boonchom Srisaard, 2000: 58), then stratified random sampling and proportional sampling were performed according to Size of the school and simple random sampling (Simple Random Sampling) to obtain a complete sample of 310 people.                                  The research tool was a 5-level rating scale questionnaire; IOC was between 0.60 - 1.00 and α = 0.993 Data were analyzed in terms of means, standard deviation, Pearson,s Product Moment Correlation Coefficient; r and Stepwise Multiple Regression Analysis. The results was found that: 1. The overall of conflict management of administrators in educational institutions under Nakhon Sawan Primary Educational Service Area office 2 were at a high level.                           2. The overall of the effectiveness of educational institutions under Nakhonsawan Primary Educational Service Area Office 2 were at a high level. 3. The conflict management of administrators and effectiveness of educational institutions under Nakhonsawan Primary Educational Service Area Office 2 was a moderate positive relationship significantly at 0.01 level. 4. The conflict management of administrators of can predict dependent variables in all 5 areas, namely, allowing (X5), compromising (X3), cooperation (X2), overcoming (X1), and avoid (X4), respectively, with a forecast efficiency of 42.00 percent, with a statistically significant .01 level. Create a forecast equation as follows

    การศึกษาแนวทางการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนในฐานะชุมชน แห่งการเรียนรู้: กรณีศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดสระแก้ว: The Study of Guidelines for Developing a School Learning Community: Case Study of Small Schools in Sa Kaeo Province

    Get PDF
                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาครูและสถานศึกษาโดยใช้แนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้กับโรงเรียนขนาดเล็กในเขตจังหวัดสระแก้ว กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยคือผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาโรงเรียนและครูตามรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพและแนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ ผู้บริหารในสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาสระแก้ว ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนในโรงเรียน ได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์สรุปความ ผลการวิจัย พบว่า แนวทางในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ต้องดำเนินการตามปรัชญา 3 ประการ คือ ปรัชญาความเป็นสาธารณะ ปรัชญาของระบอบประชาธิปไตย และปรัชญาของความเป็นเลิศ ซึ่งโรงเรียนต้องมีการออกแบบการดำเนินงานตามแนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ คือ 1) การสร้างวิสัยทัศน์ของโรงเรียนร่วมกัน 2) การรับฟังซึ่งกันและกัน และสร้างความเป็นกัลยาณมิตร ระหว่างผู้บริหาร ครู และผู้เรียน 3) การสร้างความเป็นเพื่อนร่วมงานและชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ให้กับครู 4) การสร้างครูและผู้เรียนให้ใฝ่เรียนรู้และสนับสนุนให้เกิดการ เรียนรู้ตลอดชีวิต 5) การสนับสนุนให้ครูและผู้เรียนมีการทำงานร่วมกันแบบ ร่วมมือรวมพลังและเป็นประชาธิปไตย 6) การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของครู และผู้เรียน 7) การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดคุณภาพการศึกษาแก่ผู้เรียน และ 8) การเผยแพร่องค์ความรู้ของโรงเรียนทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่สำหรับชุมชน ซึ่งในการขับเคลื่อนโรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้ ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ การลดความเป็นส่วนตัวของครู การเพิ่มความสามารถของครู การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้เรียนและเป็นประโยชน

    การสร้างภาพลักษณ์ใหม่เกี่ยวกับผู้สูงอายุด้วยกระบวนการ การรับรู้ตราสินค้า: Reinventing a New Identity on the Elderly with a Brand Perception Process

    Get PDF
              ผลกระทบของผู้สูงอายุที่มากขึ้นและอัตราการเกิดของประชากรลดลง ส่งผลให้ทั่วโลกและประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมจะตามมา อาทิ เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาช้าลง งบประมาณสวัสดิการของรัฐด้านผู้สูงอายุมากขึ้นและการลดคุณค่าในตัวเองในการพัฒนาประเทศของผู้สูงอายุในปัจจุบันภาพลักษณ์ของผู้สูงอายุในทัศนะของคนรุ่นใหม่มีคุณค่าลดลงทั้งความสามารถและสติปัญญา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางจิตใจของผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก  ด้วยเหตุนี้ กระบวนการสร้างกระบวนการรับรู้ตราสินค้าจึงถูกประยุกต์ในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับผู้สูงอายุ เพราะถ้าผู้สูงอายุมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น จะยกระดับทั้งความสามารถในการพัฒนาประเทศและสร้างคุณค่าต่อตัวผู้สูงอายุเอง รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ชีวิตสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาในอนาคตอันใกล้นี้อย่างมีประสิทธิภา

    การออกแบบธุรกิจต้นแบบโรงเรียนสอนร้องเพลงที่จําแนก ตามความถนัดเพื่อตอบโจทย์ของผู้เรียนยุคใหม่: Prototype Business Model: A Singing School Classified by Aptitude to Meet the Needs of Modern Learners

    Get PDF
               การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างและการบริหารงานแผนธุรกิจที่นำไปสู่ความสำเร็จของโรงเรียนสอนร้องเพลงที่ประสบความสำเร็จ และเพื่อพัฒนาธุรกิจต้นแบบของโรงเรียนสอนร้องเพลงที่ตรงตามความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย โดยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) ผู้บริหารโรงเรียนสอนร้องเพลง 3 แห่ง และแจกแบบสอบถามบุคคลทั่วไปที่มีประสบการณ์และความต้องการในการเรียนร้องเพลง จำนวน 400 ชุด ผลการศึกษาพบว่า บุคคลทั่วไปที่มีประสบการณ์และความต้องการในการเรียนร้องเพลง มีจุดมุ่งหมายหลักของการมาเรียนร้องเพลงและเต้นรำ คือ ต้องการเป็นศิลปิน มีปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกสถาบันการเรียน คือ ครูผู้สอน มีปริมาณชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์อยู่ที่ 3 – 5 ชั่วโมง มีช่วงเวลาเรียนหลัก คือ ช่วงเสาร์อาทิตย์ และมีค่าใช้จ่ายการเรียนเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 5,001 – 10,000 บาท ความต้องการในแผนธุรกิจในโรงเรียนสอนร้องเพลงและเต้นรำ คือ ต้องการผู้สอนมีประสบการณ์และมีทักษะเฉพาะทางในระดับมากที่สุด รองลงมาคือต้องการให้สถาบันการสอนควรมีพื้นที่การจัดแสดงผลงานของลูกศิษย์และต้องการหลักสูตรหรือรูปแบบการสอนที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของสถาบันในระดับมาก ตามลำดับ Business Model Canvas สำหรับโรงเรียนสอนร้องเพลงของผู้เรียนยุคใหม่ ผลลัพธ์ดังนี้ 1) มีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือกลุ่มคนวัยประถมถึงมัธยมที่ชื่นชอบการร้องเพลงและเต้นรำ 2) คุณค่าของสถาบัน คือหลักสูตรจากบุคลากรที่มีศักยภาพและการสอนที่ครอบคลุมและหลากหลาย 3) ช่องทางการสื่อสารหลัก คือการใช้สื่อสังคมออนไลน์ 4) การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า มุ่งเน้นสร้างพื้นที่ในการแสดงออกของผู้เรียน เพื่อสร้างความผูกพันและการสนับสนุนระหว่างกัน 5) รายได้ของสถาบันมาจาก 2 ส่วน คือ รายได้จากการสอนและการทำโปรเจคกับพาร์ทเนอร์ 6) ทรัพยากรหลัก คือ ครูผู้สอน พนักงาน และอุปกรณ์การสอน 7) กิจกรรมหลัก คือหลักสูตรร้องเพลงและเต้นรำ 8) พันธมิตรหลัก คือ Collaboration ร่วมกับศิลปินค่ายต่างๆ หรือกลุ่มลูกศิษย์ และ 9) โครงสร้างต้นทุน ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายแบบ Fixed Cost และค่าใช้จ่ายส่วนการบริหารจัดกา

    ผลของการฉายรังสีแกมมาต่อการยืดอายุการเก็บรักษาและคุณภาพของกล้วยหอมทอง

    Get PDF
    Effect of Gamma Irradiation on Shelf Life Extension and Quality of Gros Michel Banana (Musa acuminata) (AAA group)   Teerarat Chaemchaiyaporn and Pakorn Tangpong   รับบทความ: 20 พฤษภาคม 2565; แก้ไขบทความ: 1 พฤศจิกายน 2565; ยอมรับตีพิมพ์: 22 พฤศจิกายน 2565; ตีพิมพ์ออนไลน์: 9 มิถุนายน 2566   บทคัดย่อ กล้วยหอมทอง (Musa acuminata AAA group) เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ที่ส่งขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่มีปัญหาในการขนส่งโดยเฉพาะการขนส่งไปต่างประเทศที่ต้องใช้เวลานานอาจทำให้กล้วยหอมทองสุกก่อนไปถึงประเทศปลายทาง และการสุกของผลกล้วยในหวีเดียวกันอาจเกิดไม่สม่ำเสมอกัน จึงได้มีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับการใช้รังสีแกมมาในการยืดอายุการเก็บรักษาและการใช้สารกลุ่มเอทิลีนกระตุ้นการสุกของผลกล้วยหอมทองที่ผ่านการฉายรังสีแกมมา รวมทั้งผลที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมีของผลกล้วยหอมทองด้วย โดยใช้ผลกล้วยหอมทองอายุ 60 วันหลังการตัดหัวปลี พบว่า การใช้รังสีแกมมาปริมาณ 0.5, 1, 1.5 และ 2 กิโลเกรย์ (kGy) สามารถยืดอายุการสุกของกล้วยหอมทองได้ถึง 14 วัน เมื่อเก็บที่อุณหภูมิห้อง ผลกล้วยหอมทองที่ได้รับรังสีแกมมา 0.5 และ 1 กิโลเกรย์เมื่อสุกผลมีสีเหลืองตามปกติ แต่ที่ 1.5 และ 2 กิโลเกรย์ ผลกล้วยหอมทองจะมีรอยดำและสีคล้ำปรากฏที่เปลือกภายหลัง 6–9 วันหลังการฉายรังสี การฉายรังสีโดยเฉพาะที่อัตราสูงทำให้ค่าความแน่นเนื้อเพิ่มขึ้นแต่ความหวานและปริมาณกรดมาลิก ลดลง (รังสีที่อัตราต่ำทำให้ปริมาณแทนนินเพิ่มขึ้นแต่ที่อัตราสูงปริมาณแทนนินกลับต่ำลง) การบ่มผลกล้วยหอมทองที่ผ่านการฉายรังสีแกมมา 1 กิโลเกรย์และทิ้งไว้เป็นเวลา 7 วันด้วยอีทีฟอน 600 ppm (ทั้งจุ่มและพ่น) และแคลเซียมคาร์ไบด์ 3 g/0.0189 cm3 ทำให้ผลกล้วยหอมทองสุกในเวลา 3 วัน ผลกล้วยหอมทองมีสีเหลืองและมีความสว่างของสีเปลือกเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะการบ่มด้วยการจุ่มด้วยอีทีฟอนทำให้ค่าความสว่างของสีเปลือกเพิ่มขึ้นมากที่สุด แต่ค่าสีเขียวของทุกกรรมวิธีกลับลดลงเมื่อเทียบกับชุดควบคุม การบ่มทั้ง 3 กรรมวิธียังทำให้ความแน่นเนื้อและปริมาณแทนนินของผลกล้วยหอมทองลดลง แต่ทำให้ความหวานและปริมาณกรดมาลิกเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับชุดควบคุมเช่นเดียวกับการบ่มกล้วยหอมทองที่ไม่ได้ผ่านการฉายรังสี ดังนั้นการฉายรังสีแกมมาที่อัตราต่ำแก่ผลกล้วยหอมทองสามารถยืดอายุการสุกของกล้วยหอมทองได้โดยที่คุณภาพของผลไม่ได้รับผลกระทบ สามารถนำมาพัฒนาเพื่อใช้ในการขนส่งกล้วยหอมทองได้ คำสำคัญ:  กล้วยหอมทอง  อีทีฟอน  แคลเซียมคาร์ไบด์  รังสีแกมมา  การสุก   Abstract The Gros Michel banana (Musa acuminata) (AAA group) is one of Thailand’s critical economic fruits for export and domestic consumption. However, the major problem with banana exportation is that the fruit is frequently ripe before reaching the consumer during a long transportation. Moreover, the ripening of each fruit in the same hand is usually uneven. These pushed the researchers interested in studying the use of gamma–ray to delay fruit ripening and ethylene group hormones to activate banana ripening, including influences on physical and chemical change. The studies were performed using Gros Michel banana 60 days after cutting the male flower bud from the bunch. It was found that applying gamma–ray at 0.5, 1.0, 1.5, and 2.0 kilogray (kGy) to the Gros Michel banana at ambient temperature delayed the ripening of the fruit to 14 days. Furthermore, banana fruits treated with the lower dose of gamma-ray (0.5 and 1.0 kGy) showed standard yellow color after ripening. In contrast, those who received the higher dose (1.5 and 2.0 kGy) developed dark brown flecks on peels 6–9 days after irradiation. Gamma–ray, in this study, raised firmness value but diminished the sweetness and malic acid content of the banana fruits, particularly at high doses. To ripen banana fruits after irradiated with 1 kGy and left for 7 days at room temperature, it was encountered that both ethephon at 600 ppm (by dipping or spraying) and calcium carbide at 3 g/0.0189 m3 induced ripening of the fruits in 3 days afterward. In addition, the fruits had more elevated values of brightness and yellowness of peel color, especially the ethephon treatment without irradiation, while reduced in green compared to the control. Furthermore, the two ripening chemicals also rendered higher sweetness and malic acid content values. Nevertheless, bananas decreased firmness and tannin content in the fruit pulp of irradiated bananas, similar to those unirradiated in the former experiment. These indicated that ethephon and calcium carbide, at reasonable rates, could be employed to induce banana ripening. On the other hand, irradiation at 1 kGy could slow the ripening of Gros Michel banana for about 14 days without any effect on the fruit's qualities after ripening Keywords:  Gros Michel banana, Ethephon, Calicum carbide, Gamma–ray, Ripenin

    แนวคิดข้ามศาสตร์ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษา

    Get PDF
    Crosscutting Concepts Embedded in the STEM Activities   Kornkanok Lertdechapat and Atsawanonthapakorn Thanetweeraphat   รับบทความ: 4 กรกฎาคม 2565; แก้ไขบทความ: 27 ตุลาคม 2565; ยอมรับตีพิมพ์: 26 พฤศจิกายน 2565; คีพิมพ์ออนไลน์: 7 มิถุนายน 2566     บทคัดย่อ แนวคิดข้ามศาสตร์เป็นมิติหนึ่งของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเชื่อมโยงแนวคิดหลักและแนวปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อให้ปฏิบัติกิจกรรมสะเต็มได้อย่างเข้าใจและมีความหมาย อย่างไรก็ตามงานวิจัยที่นำเสนอความเข้าใจของครูก่อนประจำการเกี่ยวกับแนวคิดข้ามศาสตร์ในการออกแบบบทเรียนสะเต็มศึกษานั้นยังไม่ปรากฏมากนัก งานวิจัยนี้จึงมุ่งวิเคราะห์แนวคิดข้ามศาสตร์ที่ปรากฏในบทเรียนสะเต็มตามมุมมองของครูก่อนประจำการ แหล่งข้อมูลคือ แผนการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา 14 แผน ที่ออกแบบโดยครูก่อนประจำการ รวมทั้งสิ้น 14 กลุ่ม ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยการนับความถี่ของแนวคิดข้ามศาสตร์ที่ปรากฏในแผนการจัดการเรียนรู้ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับการวิเคราะห์อุปนัยเพื่ออธิบายลักษณะย่อยของแนวคิดข้ามศาสตร์ ผลการวิจัยสะท้อนว่า แม้ว่าแนวคิดข้ามศาสตร์ทั้ง 7 ประการจะมีความสัมพันธ์กัน แต่ครูก่อนประจำการมองแยกออกจากกัน แนวคิดข้ามศาสตร์ที่ระบุในแผนการจัดการเรียนรู้มากที่สุด คือ มาตราส่วน สัดส่วน และปริมาณ เนื่องจากครูก่อนประจำการคุ้นชินกับการออกแบบชิ้นงานโดยแสดงขนาด จำนวน หรือข้อมูลเชิงตัวเลข ส่วนแนวคิดข้ามศาสตร์ที่ไม่ปรากฏคือ แบบแผน อาจเนื่องมาจากครูก่อนประจำการอาจไม่เข้าใจลักษณะของแบบแผนที่ปรากฏอยู่ในบทเรียนสะเต็มที่ออกแบบ และมีประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดสะเต็มไม่มากพอที่จะระบุและขยายความรายละเอียดของแนวคิดข้ามศาสตร์ดังกล่าวในบทเรียนนั้น ๆ คำสำคัญ:  แนวคิดข้ามศาสตร์  สะเต็มศึกษา  ครูก่อนประจำการ   Abstract The dimension of crosscutting concepts (CCCs), one of the science learning dimensions, encourage students to meaningfully make the connection among the disciplinary core ideas, and the science and engineering practices to promote their understanding in STEM practices. However, there have been few previous research focus on preservice teachers’ understanding about CCCs for designing STEM lessons. Therefore, this research aims to analyze the CCCs which were embedded in the fourteen STEM lesson plans. Each lesson plan was designed by a group of preservice teachers. The data were analyzed by counting frequencies of CCCs which were explicitly addressed in all fourteen lesson plans. The researchers also employed content analysis and inductive analysis to analyze and explain sub-characteristics of the CCCs. The findings indicated that the CCCs which were addressed in the STEM lesson plans were considered as separated concepts although they were related to each other. The highest frequency of CCCs that showed across fourteen STEM lesson plan was Scale, Proportion, and Quantity, because the preservice teachers were accustomed to design products illustrated size, numbers, or figures. On the contrary, CCCs which were not addressed in any lesson plans were in Pattern, since the preservice teachers may not understand the characteristics of pattern in their own lesson, and they seem to have a little experience of STEM conceptions for specifying and elaborating more details about CCCs in their STEM lessons. Keywords:  Crosscutting concepts, STEM education, Preservice teacher

    ความแม่นตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมินของแบบสอบถามบัญชีสากล เพื่อการจำแนกการทำงาน ความพิการ และสุขภาพ สำหรับเด็กสมองพิการ ฉบับภาษาไทย

    Get PDF
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแม่นตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมินของแบบสอบถามบัญชีสากลเพื่อการจำแนกการทำงาน ความพิการ และสุขภาพ สำหรับเด็กสมองพิการ ฉบับภาษาไทย โดยเป็นการศึกษาทั้งแบบเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ประกอบด้วย 1) ใช้กระบวนการสำรวจเทคนิคเดลฟาย พัฒนาแบบสอบถามบัญชีสากลเพื่อการจำแนกการทำงาน ความพิการ และสุขภาพ สำหรับเด็กสมองพิการ ฉบับภาษาไทย และ 2) ผู้เชี่ยวชาญสหวิชาชีพ 5 ท่าน ทำการประเมินความเหมาะสมครบถ้วนของเนื้อหา ความแม่นตรง จากนั้นทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามบัญชีสากลเพื่อการจำแนกการทำงาน ความพิการ และสุขภาพ สำหรับเด็กสมองพิการ ฉบับภาษาไทย ในเด็กสมองพิการ 20 คน ผลการศึกษาพบว่า ได้แบบสอบถามบัญชีสากลเพื่อการจำแนกการทำงาน ความพิการ และสุขภาพ สำหรับเด็กสมองพิการ ฉบับภาษาไทย ที่มีหัวข้อคำถาม 25 ข้อ มีค่าความแม่นตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ และค่าความแม่นตรงเชิงเนื้อหารายข้อ มีค่าเท่ากับ 1 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และนำมาทดลองใช้ในเด็กสมองพิการชาย 10 คน เด็กสมองพิการหญิง 10 คน อายุ 7.85 ± 0.88 ปี พบว่า สถิติสหสัมพันธ์ภายในชั้น ในหมวดหมู่โครงสร้างร่างกายเท่ากับ 0.86 (95% CI: 0.79 - 0.93, p = 0.001) หมวดหมู่กิจกรรมและการมีส่วนร่วมเท่ากับ 0.86 (95% CI: 0.70 - 0.89, p = 0.001) และหมวดหมู่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเท่ากับ 0.8 (95% CI: 0.71 - 0.88, p = 0.001) ตามลำดับ โดยมีความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมินในระดับดี และ หมวดหมู่การทำงานของร่างกายเท่ากับ 1.00 (95% CI: 1.00 - 1.00, p = 0.001) โดยมีความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมินในระดับดีมาก สรุปการศึกษานี้ยืนยันความแม่นตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมินของแบบสอบถามบัญชีสากลเพื่อการจำแนกการทำงาน ความพิการ และสุขภาพ สำหรับเด็กสมองพิการ ฉบับภาษาไทย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างทีมสหวิชาชีพในการดูแลเด็กสมองพิการได้ดีขึ้

    คุณลักษณะผู้นำวิถีใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2: THE NEW NORMAL LEADERSHIP’S CHARACTERISTICS OF SCHOOL ADMINISTRATORS IN THE SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE BANGKOK 2

    Get PDF
    บทคัดย่อ          การศึกษาอิสระครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบคุณลักษณะผู้นำวิถีใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำแนกตามวุฒิการศึกษา ตำแหน่ง/วิทยฐานะ และสหวิทยาเขต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ปีการศึกษา 2565 โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการของโคเฮน (Cohen, 1988) โดยใช้วิธีการการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยแยกประชากรออกเป็นกลุ่มย่อย แล้วสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน จำนวน 365 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม (Questionnaire) มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.901 มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติการทดสอบ ค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One – way ANOVA) และเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่โดยวิธีการของเซฟเฟ่ (Scheffé’s method)             ผลการศึกษาพบว่า 1) คุณลักษณะผู้นำวิถีใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะผู้นำวิถีใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ดังนี้ 2.1) คุณลักษณะผู้นำวิถีใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ตามทัศนคติของครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 2.2) คุณลักษณะผู้นำวิถีใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ตามทัศนคติของครูที่มีตำแหน่ง/วิทยฐานะต่างกัน พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 2.3) คุณลักษณะผู้นำวิถีใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ตามทัศนคติของครูที่ปฏิบัติการสอนในสหวิทยาเขตต่างกัน พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 Abstract            The purpose of this Independent Study was to study and compare The New Normal leadership’s characteristics of school Administrators in the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 2, classified by educational background, position / academic standing and school group. The sample consisted of 365 teachers from 52 secondary schools he authority of the Secondary Educational Service Area Bangkok 2, in the 2022 recruited through stratified random sampling and simple random sampling method and considerate sample size through Cohen (Cohen, 1988) The instruments used for data collection were five point-rating scale questionnaires. The reliability of questionnaire was 0.901. The statistics used in this research were the mean, standard deviation, the t- test values and One Way ANOVA and Scheffé’s method of multiple comparison test. The results of this study were as follows: 1) The New Normal leadership’s characteristics of school Administrators in the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 2 as a whole and each aspect was at high level. 2) The results of the comparison of government teacher on The New Normal leadership’s characteristics of school Administrators in the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 2 were as follow; 2.1) Teachers with different in educational background had opinions differently on The New Normal leadership’s characteristics of school Administrators in the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 2 overall and in all aspects not different. 2.2) Teachers with different in position / academic standing had opinions differently on The New Normal leadership’s characteristics of school Administrators in the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 2 overall and in all aspects not different. 2.3) Teachers with different school group had opinions differently on The New Normal leadership’s characteristics of school Administrators in the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 2 overall and in all aspects at the .05 significance

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇