Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
ปัจจัยเสริมสร้างการปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน ของร้านขายยาแผนปัจจุบัน จังหวัดฉะเชิงเทรา Factors Enhancing Performance on Good Pharmacy Practice of Modern Drugstores in Chachoengsao Province
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยเสริมสร้างการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่ดีของเภสัชกรรมชุมชน (good pharmacy practice; GPP) ของร้านยาในจังหวัดฉะเชิงเทรา วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงสำรวจรวบรวมข้อมูลจากร้านยา 110 ร้าน จากทั้งหมด 166 ร้านใน จ.ฉะเชิงเทรา โดยการสุ่มตามสะดวก ดำเนินการสำรวจในช่วง 25 มีนาคม ถึง 25 พฤษภาคม 2565 โดยส่งแบบสอบถามประเมินข้อมูลทางประชากรศาสตร์ของร้านและเภสัชกรผู้ตอบคำถาม และแบบประเมินการรับรู้ความสามารถแห่งตนในการปฏิบัติตาม GPP 5 ด้านไปทางไปรษณีย์ ส่วนคะแนนผลการประเมินการปฏิบัติตาม GPP ได้มาจากการประเมินร้านยาในปี 2064 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Somer’s d และ binary logistic regression ผลการศึกษา: จาก 110 ร้าน พบปัจจัยร้านยา 3 ด้าน คือ จำนวนปีที่ขายยา ช่วงที่ขึ้นทะเบียน (ก่อนหรือหลัง 25 มิย. 2557) การอบรมร้านยาตาม GPP และการรับรู้ความสามารถแห่งตนในการปฏิบัติตาม GPP ด้านสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร การควบคุมคุณภาพยา และบริการเภสัชกรรมชุมชน (รวม 8 ปัจจัย) สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการปฏิบัติตาม GPP และทั้ง 8 ปัจจัยทำนายผลการปฏิบัติได้ร้อยละ 71.1 (R2 = 0.711) โดยร้านยาที่รับรู้ความสามารถตนเองด้านอุปกรณ์ในระดับสูงมีโอกาสที่ผลการปฏิบัติสูงเป็น 14.4 เท่าของร้านที่รับรู้ต่ำ (adj. OR = 14.36) ร้านที่ขึ้นทะเบียนหลัง 25 มิย. 2557 มีโอกาสเป็น 7.5 เท่าของร้านที่ขึ้นทะเบียนก่อน 25 มิย. 2557 (adj. OR = 7.53) และร้านที่เคยเข้าอบรม GPP มีโอกาสเป็น 6.2 เท่าของร้านที่ไม่เคย (adj. OR = 6.24) สรุป: ร้านยาที่รับรู้ความสามารถตนเองด้านอุปกรณ์ในระดับสูง ที่ขึ้นทะเบียนหลัง 25 มิถุนายน 2557 และเคยเข้าอบรม GPP สัมพันธ์กับการมีผลการปฏิบัติตาม GPP ในระดับสูง ควรเน้นให้ร้านที่ขึ้นทะเบียนก่อน 25 มิถุนายน 2557 และไม่เคยเข้ารับการอบรมให้ได้เข้ารับการอบรม
คำสำคัญ: ร้านขายยาแผนปัจจุบัน, ร้านยาชุมชน, วิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน, ปัจจัยเสริมสร้าง
Abstract
Objective: To determine enhancing factors of performance on good pharmacy practice (GPP) of modern drugstores in Chachoengsao, Thailand. Method: In this survey study, 110 out of 166 drugstores in Chachoengsao participated through convenience sampling with mailed questionnaire from March 25 to May 25, 2022. The mailed questionnaire asked for demographic characteristics of drugstores and practicing pharmacists and perceived self-efficacy to 5 aspects of GPP. Scores of performances on GPP were from the 2021 annual assessment on drugstores 2021. Data were analyzed using Somer’s d and binary logistic regression. Results: Of these 110 drugstores, 3 drugstore factors (i.e., number of years in operation, duration of getting the license [before or after June 25, 2014], and history of attending the GPP training) and 5 aspects of perceived self-efficacy on GPP (i.e., place, devices, personnel, quality control, and community pharmacy service) were significantly associated with performance on GPP. These 8 factors predicted 71.1% of the performance (R2 = 0.711). Drugstores with high-level device-related perceived self-efficacy, license after June 25, 2014, and a history of attending GPP training were 14.4, 7.5, and 6.2 times of having high GPP performance when compared with their counterparts, respectively (adj. OR = 14.36, 7.53, and 6.24, respectively). Conclusion: Drugstores with high-level device-related perceived self-efficacy, license after June 25, 2014, and a history of attending GPP training were more likely to have high GPP performance. Drugstores with license before June 25, 2014, and no GPP training should be encouraged to attend GPP training.
Keywords: modern drugstore, community pharmacy, Good Pharmacy Practice, enhancement factors
การใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อมาตรฐานกระบวนการบริหารและการจัดการของโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท: THE EXERCISE POWER OF SCHOOL ADMINISTRATORS AFFECTING IN ADMINISTRATIVE AND MANAGEMENT OF PRIMARY SCHOOLS UNDER CHAINAT PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ผลการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อมาตรฐานกระบวนการบริหารและการจัดการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอนของโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท จำนวน 285 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและกำหนดสัดส่วนตามขนาดของสถานศึกษา โดยใช้เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่า IOC ระหว่าง 0.60 - 1.00 และมีค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเกี่ยวกับการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งเป็นตัวแปรต้นเท่ากับ 0.92 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามของตัวแปรตาม คือ มาตรฐานกระบวนการบริหารและการจัดการของโรงเรียน เท่ากับ 0.92 โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า
1. การใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ อำนาจตามกฎหมาย รองลงมา คือ อำนาจความเชี่ยวชาญ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ อำนาจการบังคับ
2. การปฏิบัติงานตามมาตรฐานกระบวนการบริหารและการจัดการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ จัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ รองลงมา คือ พัฒนาครูและบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ดำเนินงานพัฒนาวิชาการที่เน้นคุณภาพผู้เรียนรอบด้านตามหลักสูตรสถานศึกษาและทุกกลุ่มเป้าหมาย
3. การใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับมาตรฐานกระบวนการบริหารและการจัดการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาทในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงสุด คือ อำนาจการอ้างอิง (X4) (r = .766) ส่วนตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ต่ำสุด คือ อำนาจการให้รางวัล (X1) (r = .171)
การใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถพยากรณ์มาตรฐานกระบวนการบริหารและการจัดการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท มีจำนวน 5 ตัวแปร คือ อำนาจการอ้างอิง (X4) อำนาจการบังคับ (X2) อำนาจความเชี่ยวชาญ (X5) อำนาจตามกฎหมาย (X3) และอำนาจการให้รางวัล (X1) ที่ร่วมกันทำนายมาตรฐานกระบวนการบริหารและการจัดการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งตัวแปรทั้ง 5 ตัว สามารถอธิบายการผันแปรของมาตรฐานกระบวนการบริหารและการจัดการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ได้ร้อยละ 67.00 (R2 = 0.67)
สามารถเขียนสมการในรูปคะแนนดิบได้ดังต่อไปนี้
= 1.29 + 0.31 (X4) + 0.25(X2) + 0.09(X5) + 0.12(X3) + 0.04(X1)
เขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ได้ดังต่อไปนี้
= 0.44(Z4) + 0.28(Z2) + 0.14(Z5) + 0.19(Z3) + 0.08(Z1)
Abstract
The purposes of this research were to investigate and analyze to the exercise power of school administrators affecting in administrative and management of primary schools under Chainat Primary Educational Service Area Office. The sample was 285 teachers in primary schools under Chainat Primary Educational Service Area Office.It was obtained by stratified random sampling and proportional to the size of the school.The research instrument used in collecting the data were a five-point Likert scale questionnaire with content validity (IOC) range from 0.60 - 1.00 and reliability of independent varieable and dependent varieable at 0.92. Data were collected and analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation, Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient and Stepwise Multiple Regression Analysis. The results of the study revealed that:
The exercise power of the administrators of the primary schools under Chainat Primary Educational Service Area Office was at the high level in overall and individual aspects, legitimate power was the highest, expert power and coercive power was the lowest.
The administrative and management of primary schools under Chainat Primary Educational Service Area Office was at the high level and individual aspects, to provide a physical environment and social that conducive to quality learning management was the highest, secondary was the development of teachers and personnel to have professional expertise. Academic development operations with emphasis on the quality of the learners according to the school curriculum and target groups were the lowest.
The relation between the exercise power of the administrators of the schools and administrative and management of primary schools under Chainat Primary Educational Service Area Office found that was a positive correlation at a statistically significant at .01. The highest correlation coefficient variable was referent power (X4) (r = .766) and the lowest correlation coefficient variable was reward power (X1) (r = .171).
The exercise power of the administrators which can predict the administrative and management of primary schools under Chainat Primary Educational Service Area Office. There were 5 variables consisted of: referent power (X4), coercive Power (X2), expert power (X5), legitimate power (X3) and reward power (X1) which predicted to the administrative and management of primary schools under Chainat Primary Educational Service Area Office at a statistically significant at .05. These variables able to explain the variation of the administrative and management of primary schools under Chainat Primary Educational Service Area Office by 67.00 percent (R2 = 0.67).
The regression equation in raw scores was the following:
= 1.29 + 0.31 (X4) + 0.25(X2) + 0.09(X5) + 0.13(X3) - 0.04(X1)
The regression equation in standard scores was the following:
= 0.44(Z4) + 0.28(Z2) + 0.14(Z5) + 0.19(Z3) – 0.08(Z1
THE SERVICE MARKETING MIX THAT AFFECTING DECISION MAKING ON BUBBLE MILK TEA FROM FOOD TRUCK IN PAK NAM PRAN SUB-AREA, PRANBURI DISTRICT, PRACHUAB KHIRI KHAN PROVINCE: ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชานมไข่มุกจากร้านอาหารเคลื่อนที่ในตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
The objectives of this study were to 1) study the relationship between service marketing mix factors and the decision to purchase bubble milk tea from a food truck, 2) to extract sub-variables appropriate to service marketing mix factors in the Bubble Milk Tea business context from food trucks and 3) study the service marketing mix factors that affect the decision to purchase Bubble Milk Tea from a food truck. This research is quantitative research using Bubble Milk Tea consumers from food trucks in Pak Nam Pran Subdistrict. Pranburi District Prachuap Khiri Khan Province. Data from 400 samples were collect with questionnaire which passed the research instrument quality test, namely the content validity value was 0.97, and the Cronbach alpha confidence coefficient value was 0.91. Data were then used to analyze descriptive statistics such as frequency, percentage, mean, and standard deviation. And inferential statistics, include the Pearson correlation coefficient, exploratory factor analysis and multiple regression analysis. The research results found that majors of the sample were female, aged 20 - 30 years, and graduated with a bachelor's degree, most were employee of a private company, have an average monthly income of 10,001 - 20,000 baht and service marketing mix factors that affect the decision to purchase Bubble Milk Tea from a food truck in Pak Nam Pran Subdistrict. There are 4 factors of Pranburi District Prachuap Khiri Khan Province have: process, product, personnel, and physical characteristics. Statistically significant at the .05 level
กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพกลยุทธ์ การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) 3) ทดลองใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) 4) ประเมินผลการใช้กลยุทธ์ การบริหารจัดการเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือครู โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ปีการศึกษา 2565 จำนวน 64 คน ผู้ให้ข้อมูลในการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ มีจำนวน 15 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการตรวจสอบคุณภาพของกลยุทธ์มีจำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบรายงานผลสัมฤทธิ์ และแบบติดตาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) จากการวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมภายในโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกโดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการสร้างกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ และ ผลตรวจสอบคุณภาพกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) มีความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การทดลองใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ดำเนินการจำนวน 5 กลยุทธ์ ตลอดปีการศึกษา 2565 การดำเนินการเป็นไปตามแผนพัฒนาการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ผลการทดลองใช้ระดับการปฏิบัติทั้ง 5 กลยุทธ์ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลสัมฤทธิ์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 5 กลยุทธ์ ในภาพรวมสูงขึ้นทุกกลยุทธ์ คิดเป็นร้อยละ 96.49 4) การประเมินผลการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) 4.1) ผลการประเมินสมรรถนะของผู้เรียน จากการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) 4.1.1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ปีการศึกษา 2565 พบว่า จากผู้เรียน จำนวน 1,369 คน ที่ใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ในการจัดการเรียนการสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระดับดีเยี่ยม จำนวน 658 คน ร้อยละ 48.06 ระดับดีมาก จำนวน 262 คน ร้อยละ 19.13 ระดับดี จำนวน 194 คน ร้อยละ 14.17 และไม่มีผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ 4.1.2) ผลการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ปีการศึกษา 2565 เรื่องการตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ การแต่งกาย และกริยามารยาทอยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 1,369 คน ร้อยละ 100 ทุกประเด็นการประเมิน 4.2) ผลการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนของครูจากการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) จำนวน 15 เรื่อง ร้อยละ 100 4.3) ผลสัมฤทธิ์ด้านพัฒนาเครือข่ายการพัฒนาครูจากการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) มีเครือข่ายชุมชนแห่งการการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ครบถ้วนตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 9 เครือข่าย คิดเป็นร้อยละ 100 4.4) ผลการประเมินความพึงพอใจของครู ที่มีต่อการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุ
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชางานช่างของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชางานช่างของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งมีนักเรียน 19 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม จากนักเรียน 6 ห้องเรียน จำนวน 150 คน ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ดำเนินการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานโดยใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมโดยใช้โครงงานเป็นฐานในรายวิชางานช่าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และ t – test แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีทักษะความคิดสร้างสรรค์ตามองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วยความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม และความคิดละเอียดลออ ซึ่งเป็นผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในรายวิชางานช่างประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นให้ความรู้พื้นฐาน 2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ 3) ขั้นจัดกลุ่มร่วมมือ 4) ขั้นแสวงหาความรู้ 5) ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้ และ 6) ขั้นนำเสนอผลงาน จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้เรียนได้สืบค้นข้อมูล กำหนดประเด็นปัญหา วางแผน และออกแบบการคิดแก้ปัญหาในการทำงานร่วมกันในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ซึ่งสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้ โดยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .00 (p < .05
การศึกษาการสั่งใช้ยาRabeprazoleชนิดรับประทานในผู้ป่วยนอก ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา A Study of Oral Rabeprazole Prescription for Outpatient Treatment at Phra Nakhon Si Ayutthaya Hospital
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการสั่งใช้ยา rabeprazole ชนิดรับประทานทั้งข้อบ่งใช้และขนาดใช้เปรียเทียบกับที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (US FDA) หรือตามแนวเวชปฏิบัติของสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย (GAT) และศึกษามูลค่าทางการเงินของการสั่งใช้ยานี้ที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา วิธีการศึกษา: การศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวางโดยทบทวนเวชระเบียนย้อนหลังจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาลในผู้ที่รับบริการแผนกผู้ป่วยนอกที่ได้รับยา rabeprazole ชนิดรับประทาน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ถึง 30 กันยายน พ.ศ.2565 ผลการศึกษา: มีการสั่งใช้ยา rabeprazole ชนิดรับประทานทั้งหมด 3,062 ครั้ง คิดเป็นมูลค่า 5,671,302 บาท เป็นการสั่งใช้ในสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมากที่สุด (5,437,900 บาท) มีการสั่งใช้ยาที่ไม่เป็นไปตามข้อบ่งใช้และขนาดการรักษาที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ US FAD และตามแนวเวชปฏิบัติของ GAT จำนวน 2,526 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวม 4,751,888 บาท การสั่งใช้ยาที่ไม่เป็นไปตามข้อบ่งใช้ที่มีมูลค่ามากที่สุดได้แก่ แผลเพ็ปทิกจากยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (958,330 บาท) อาหารไม่ย่อย (906,912 บาท) และกระเพาะอาหารอักเสบ (266,184.50 บาท) สรุป: มีการสั่งใช้ยา rabeprazle ที่ไม่เหมาะสมอยู่มาก ควรกำหนดนโยบายและมาตรการกำกับควบคุมเพื่อให้สั่งใช้ยาอย่างสมเหตุผลสอดคล้องกับแนวทางของบัญชียาหลักแห่งชาติและนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข
คำสำคัญ: รูปแบบการสั่งใช้ยา, rabeprazole, ผู้ป่วยนอก, ข้อบ่งใช้, มูลค่ายา, การใช้ยาอย่างสมเหตุผล
Abstract
Objective: To determine prescribing pattern of rabeprazole both ndications and dosages according to those approved by the US FDA or recommended by the Gastroenterological Association of Thailand (GAT), and associated expenditures, in out-patient department of Phra Nakhon Si Ayutthaya Hospital. Method: In this cross-sectional descriptive study, retrospective, electronic database of out-patient medical records was used. Rabeprazole prescriptions from October 1, 2017, to September 30, 2022, were analyzed. Results: A total of 3,062 rabeprazole prescriptions were found with a cost of 5,437,900 Baht with the most expenditure for patients under the Civil Servant Medical Benefit Scheme (5,437,900 Baht). A total of 2,526 presciptions were with indications and dosage not approved by US FDA and not recommended by te GAT with an expenditure of 4,751,888 Baht. Indications most inappropriately prescribed were nonsteroidal anti-inflammatory drugs-induced peptic ulcer, functional dyspepsia, and gastritis with a total cost of 958,330, 906,912 and 266,184.50 Baht, respectively. Conclusion: A large portion of inaapropriate prescriptions of oral rabeprozaole were found. Policy and measures to monitor and control rabeprazole prescription should be implemented to promote rational drug use according te national list of essential drugs and the Ministry of Pubclic Health.
Keywords: prescribing pattern, rabeprazole, outpatients, indications, drug expenditure, rational drug use
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับคุณภาพผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1: THE RELATIONSHIP BETWEEN TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP AND STUDENT QUALITY UNDER CHACHOENGSAO PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 2) เพื่อศึกษาคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power เวอร์ชัน 3.1 ได้กลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มอย่างง่ายตามสัดส่วน คือ ข้าราชการครู อัตราจ้างในตำแหน่งครู หรือพนักงานราชการในตำแหน่งครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 138 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีความตรงเชิงเนื้อหา ค่า IOC เท่ากับ 0.98 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .985 ค่าความเชื่อมั่นของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เท่ากับ .967 และค่าความเชื่อมั่นของคุณภาพผู้เรียน เท่ากับ .960 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) คุณภาพผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับคุณภาพผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 (r=.830) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
Abstract
The purpose of this research were for 1) to study transformational leadership of school administrators under Chachoengsao Primary Educational Service Area Office 1. 2) To study the student quality under Chachoengsao Primary Educational Service Area Office 1. 3) To study the relationship between transformational leadership of school administrators and the student quality under Chachoengsao Primary Educational Service Area Office 1. The sample size was calculated by G*Power 3.1 version. A random sample of teachers consisted of 138 people in the academic year 2022. Data were collected with questionnaires developed by the researcher which content validity value (IOC) equals to 0.98. The reliability value of the whole questionnaire was .985 and the reliability value of the transformational leadership was .967 along with the reliability value of student quality equals to .960. Data were analyzed by percentage, mean (), standard deviation (S.D.) and Pearson's Product Moment Correlation.
The results of the research found that 1) The results of the analysis of the transformational leadership data of school administrators Overall, it's at a high level. 2) The results of the data analysis on the student quality Overall, it's at a high level. 3) The relationship between the transformational leadership of school administrators and student quality under Chanthaburi Primary Educational Service Area Office 1, was a high level of positive correlation (r=.830) statistically significant at the .01 level
ปัจจัยลักษณะองค์การและปัจจัยภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล: ORGANIZATIONAL CHARACTERISTICS AND DIGITAL LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS AFFECTING THE EFFECTIVENESS OF SECONDARY SCHOOLS UNDER THE SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE RATCHABURI IN DIGITAL ERA
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ระดับของลักษณะองค์การ และระดับของประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของลักษณะองค์การกับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล 4) ศึกษาลักษณะองค์การและภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล 5) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ข้าราชการครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรี ปีการศึกษา 2565 จำนวน 262 คน โดยกำหนดตามตารางเครจซี่มอร์แกนโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติวิเคราะห์ค่าความสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และ สถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบวิธีการคัดเลือกเข้า สำหรับงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ศึกษานิเทศก์ และผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 5 ท่าน โดยวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง มีการจัดกระทำและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษา พบว่า 1) ประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านความร่วมมือ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียน ปัจจัยลักษณะองค์การ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านเทคโนโลยี และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านโครงสร้างองค์การ และปัจจัยภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างภาพลักษณ์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความผูกพันและการเรียนรู้ของผู้เรียน 2) ปัจจัยภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรี มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล ในทางบวกระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ปัจจัยลักษณะองค์การ มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล ในทางบวกระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ปัจจัยลักษณะองค์การและปัจจัยภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล โดยปัจจัยภาวะผู้นำดิจิทัลด้านการพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพ การสร้างโอกาส จริยธรรมผู้บริหารยุคดิจิทัล และปัจจัยลักษณะองค์การด้านโครงสร้างองค์การและเทคโนโลยีสามารถพยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) แนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรีในยุคดิจิทัล คือ ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมีวิสัยทัศน์และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงมีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดีขึ้น ควรมีการสนับสนุนงบประมาณ และทรัพยากรอย่างเพียงพอ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและโรงเรียน นอกจากนี้การสนับสนุนให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล หรือสนับสนุนให้บุคลากรพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะเป็นสิ่งที่ทำให้โรงเรียนสามารถพัฒนาการดำเนินงานของสถานศึกษาไปได้ และเกิดประสิทธิผลของโรงเรียนในยุคดิจิทัลได้
Abstract
The objectives of this research were as follows : (1) to study digital leadership, organizational characteristics and effectiveness among secondary school administrators; (2) to study the relationship between the digital leadership and the effectiveness of secondary schools under the authority of the Secondary Educational Service Area Office in Ratchaburi in the digital era; (3) to study the organizational characteristics and effectiveness of secondary schools; (4) to study the effects of digital leadership and the effectiveness of secondary schools; (5) to study the effects of organizational characteristics and effectiveness of secondary schools; and (6) to study guidelines for developing effectiveness. The sample was 262 people, selected by multi-stage random sampling. The research instrument was a five-point rating scale questionnaire and analyzed with descriptive statistics, Pearson Product Moment Correlation Coefficient and Multiple Regression Analysis-Enter Method. In the qualitative research, there were semi-structured interviews, five people were selected. The findings were as follows: (1) the effectiveness of the secondary school was at a high level. The highest average value was cooperation, learning achievement and adjustment. The lowest average value was digital citizenship and the organizational characteristics were very high. The highest average value was technology. The lowest average value was organizational structure. The level of digital leadership was at a very high level. The highest average value branding. The lowest average value was learner engagement; (2) digital leadership was moderately related, with a statistical significance of .05.; (3) organizational characteristics and effectiveness of secondary schools were moderately related with a statistical significance of .05.; (4) organizational characteristics and the digital leadership of secondary school administrators affect effectiveness and in aspect of structure, technology, perfectional development, creating opportunity and ethics in the digital era predicted effectiveness with a statistical significance of .05.; (5) guidelines for the effectiveness of secondary schools included vision, technology skills and creative thinking. The budget and related resources was consistent. The support of technology or educational personnel development are required