Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
การบริหารคุณภาพการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่: THE QUALITY MANAGEMENT TO NEW NORMAL TEACHING
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารคุณภาพของการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) ของการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและครู ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ เครื่องมือ คือ การสัมภาษณ์เชิงลึกและแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อตรวจสอบกำหนดและยืนยันการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารคุณภาพของการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
ผลการวิจัยพบว่า การปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารคุณภาพของการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ดังนี้ 1) การวางแผนเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ 1.1) สถานศึกษามีการวางแผนปรับเปลี่ยนการพัฒนาคุณภาพหลักสูตรของสถานศึกษา โดยการกำหนดมาตรฐาน เป้าหมายและสร้างแพลตฟอร์มของโรงเรียน ให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ 1.2) สถานศึกษาวางแผนปรับเปลี่ยนปฏิทินการจัดการเรียนรู้ ตารางสอนและแผนการสอนให้ยืดหยุ่นเหมาะสมการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ที่หลากหลาย 1.3) สถานศึกษามีการวางแผนส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาครู ด้านสื่ออุปกรณ์หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทักษะและความรู้ในการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ 1.4) สถานศึกษาวางแผนปรับเปลี่ยนการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ 2) การดำเนินการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ 2.1) สถานศึกษาดำเนินการปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย 2.2) ผู้บริหารหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการปรับเปลี่ยนการนิเทศ แนะนำ กำกับ ติดตาม ตรวจสอบกระบวนการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ 3) การติดตามประเมินผลการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ 3.1) สถานศึกษาติดตามการปรับเปลี่ยนการวัดประเมินผล ครูและนักเรียน พร้อมดูแลช่วยเหลือนักเรียน 4) การดำเนินการปรับปรุงแก้ไขการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ 4.1) สถานศึกษาเป็นผู้นำในการสร้างทัศนคติที่ดีร่วมกันของทุกฝ่าย ฝ่ายบริหารและครูร่วมดำเนินการแก้ไขผลที่เกิดขึ้นที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งค้นหาสาเหตุและวิธีการที่จะปรับปรุงระบบการทำงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้น ผ่านงานวิจัยในชั้นเรียนและชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ผลวิจัยการการบริหารคุณภาพของการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สามารถนำไปใช้พัฒนาการบริหารคุณภาพการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป
Abstract
The purpose of this study is to study the modification of the quality management process of New Normal Teaching Management for schools under the authority of the Bangkok Primary Educational Service Area Office. The key informants of this research were administrators and teachers. There were in-depth interviews and focus groups. The tools were in-depth interview forms and question-based focus group discussion. The data analysis analyzed the content for verification to determine and confirm the modification of the quality management process of New Normal Teaching Management for schools Under Bangkok Primary Educational Service Area Office.
The findings revealed that the Modification of the Quality Management Process of New Normal Teaching Management for Schools under the authority of schools under the authority of the Bangkok Primary Educational Service Area Office. The data were analyzed by analyzing the content and summarizing the modification process of the quality management process of the New Normal Teaching Management : (1) planning of the New Normal Teaching (1.1) schools modified the curriculum and then educational institutions changed the curriculum, determined standards and targets, built a school platform to be flexible, and suitable for New Normal Teaching Management; (1.2) to modify the Academic Calendar, timetable, and flexible lesson plans, which were suitable for New Normal Teaching Management. To conduct a variety of New Normal Teaching Management techniques; (1.3) to promote, support and develop teachers in terms of media, equipment or factors about skills and knowledge of New Normal Teaching Management; (1.4) to modify information technology systems in New Normal Teaching Management; (2) Do of the New Normal Teaching (2.1) modify the methods of operation of New Normal Teaching Management by using a variety of learning management methods; (2.2) administrators or representative persons to supervise, recommend, and verify the process of New Normal Teaching Management; (3) check of the New Normal Teaching (3.1) to modify the evaluation of teachers and students. The teachers are ready to help students: (4) acts of the New Normal Teaching (4.1) all parties create a good attitude together along with finding ways to improve the system for better development through Classroom Action Research and Professional Learning Community. The research findings of the quality management process of New Normal Teaching Management for schools under the authority of the Bangkok Primary Educational Service Area Office can be used to develop the quality management process of New Normal Teaching Management in the future
กองบรรณาธิการ
เจ้าของ : ภาควิชาอุตสาหกรรมศึกษาคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
114 สุขุมวิท 23 เขตวัฒนากรุงเทพฯ 10110
พิมพ์ที่ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดสินทวีกิจพริ้นติ้งนครปฐม
ที่ปรึกษา : คณบดีคณะศึกษาศาสตร์
รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ฝ่ายวิชาการ
หัวหน้าภาควิชาอุตสาหกรรมศึกษา
บรรณาธิการ : ผศ. ดร. ปวัฒวงศ์ บำรุงขันท์
กองบรรณาธิการ : อ. ดร. ไพรัช วงศ์ยุทธไกร (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)
ศ. ว่าที่ร้อยโท ดร.พิชัย สดภิบาล (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง)
รศ. ดร. กัญญา กำศิริพิมาน (ข้าราชการบำนาญมหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ผศ. ดร. ธีรพล เทพหัสดินณอยุธยา (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง)
รศ. ดร.ธนรัตน์ แต้วัฒนา (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
ผศ. ดร. สุวัฒน์ อัจฉริยนนท์ (ข้าราชการบำนาญมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม)
อ. ดร.ชมพูนุท สุขหวาน (มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา)
อ. ดร.สมชาย หมื่นสายญาติ (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง)
อ. ดร. อุปวิทย์ สุวคันธกุล (ข้าราชการบำนาญมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)
อ. ดร. อัมพร กุญชรรัตน์ (ข้าราชการบำนาญมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)
อ. ดร. โอภาส สุขหวาน (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)
ฝ่ายจัดการ อ. ดร. โอภาส สุขหวาน
การติดต่อกองบรรณาธิการภาควิชาอุตสาหกรรมศึกษาคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
114 สุขุมวิท 23 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนากรุงเทพฯ 10110
โทร. 0-2649-5000 ต่อ 15287, 15443 โทรสาร 0-2260-0124
e-mail: [email protected], [email protected]
ส่งบทความออนไลน์ http://ejournals.swu.ac.th/index.php/jinded
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ของวัยแรงงาน ช่วงสถานการณ์การระบาดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและเขตพื้นที่บริการมหาวิทยาลัยบูรพา Factors Influencing Health Behaviors for COVID-19 Prevention among Work-Force Age Individuals during Pandemic Situation in Eastern Economic Corridor and Burapha University Service Area
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 และอิทธิพลของปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมตามแบบจำลองการวางแผนส่งเสริมสุขภาพ (PRECEDE-PROCEED MODEL) ต่อพฤติกรรมป้องกันโรคฯ ของวัยแรงงาน วิธีการศึกษา: การวิจัยแบบทดสอบความสัมพันธ์เชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนวัยแรงงานที่พำนักอยู่ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกและและเขตพื้นที่บริการมหาวิทยาลัยบูรพา ช่วงการระบาดของโควิด -19 ระหว่างพฤศจิกายนถึงธันวาคม พ.ศ. 2564 จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจำนวน 235 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 และ 10 ปัจจัยที่อาจมีอิทธิพล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ในระดับสูงโดยคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละ 84.18 ของคะแนนสูงสุดที่เป็นไปได้ ซึ่งการรับรู้สมรรถนะในการป้องกันโรคโควิด-19 (β = 0.312, P-value < 0.001) ทัศนคติต่อมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 (β = 0.271, P-value < 0.001) ความรู้เกี่ยวกับโรคและการป้องกันโรคโควิด-19 (β = 0.144, P-value < 0.05) และการเข้าถึงบริการสุขภาพ (β = 0.133, P-value < 0.05) เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ร่วมทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ได้ร้อยละ 37.4 (R2 = 0.374, P-value < 0.05) สรุป: สามารถใช้ผลการศึกษาพัฒนากิจกรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันโรคโควิด-19 แก่กลุ่มวัยแรงงาน โดยมุ่งเน้นกิจกรรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถะแห่งตน ทัศนคติการยอมรับมาตรการป้องกันโรค การให้ความรู้ในการป้องกันการสัมผัสเชื้อ รวมทั้งการเอื้อให้เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้รวดเร็ว
คำสำคัญ: พฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19, วัยแรงงาน, สถานการณ์การระบาดของโควิด-19
Abstract
Objective: To study health behavior for COVID-19 prevention and the influence of predisposing, enabling, and reinforcing factors according to the PRECEDE-PROCEED MODEL on the behaviors among individuals with work-force age. Method: This predictive correlational study had 235 work-force age participants in the Eastern region and Burapha University service area during the COVID-19 pandemic between November and December 2021. Participants were selected through a multi-stage random sampling. The questionnaire assessed the behavior and its 10 influencing factors. Stepwise multiple linear regression was employed to test the associations. Results: The participants had a high level of health behavior for COVID-19 prevention (mean score of 84.18% of the possible total score). Perceived self-efficacy in COVID-19 prevention (β = 0.312, P-value < 0.001), attitude towards COVID-19 preventive measures (β = 0.271, P-value < 0.001), knowledge of COVID-19 and its prevention (β = 0.144, P-value < 0.05), and access to health services (β = 0.133, P-value < 0.05) were statistically significant predictors and could predict the behavior by 37.4% (R2 = 0.374, P-value < 0.05). Conclusion: Findings could be used to develop activities promoting health behaviors for COVID-19 prevention among this work-force age by enhancing COVID-19 prevention self-efficacy, positive attitude towards COVID-19 preventive measures, knowledge about exposure prevention, and access to health service.
Key words: Health behaviors for COVID-19 prevention, work-force age, COVID-19 pandemic situatio
ปัจจัยองค์ประกอบด้านนวัตกรรมที่ส่งผลการปฏิบัติงาน ของบุคลากรสายสนับสนุน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล: Innovative Component Factors Affecting Job Performance of Supporting Staff Affiliated with the Institute of Molecular Biosciences, Mahidol University
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยองค์ประกอบด้านนวัตกรรมที่ส่งผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนของสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณและทำการวิเคราะห์ผลการถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ประชากรได้แก่บุคลากรสายสนับสนุนของสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 48 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ของนวัตกรรม ทัศนคติที่มีต่อการใช้นวัตกรรม การรับรู้ความยากง่ายในการนำนวัตกรรมมาใช้ การได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย และความคาดหวังจากประสิทธิภาพของนวัตกรรม เมื่อวิเคราะห์ผลการถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน เพื่อพยากรณ์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อองค์ประกอบด้านนวัตกรรม พบว่า มีตัวแปร 2 ตัวเท่านั้นที่สามารถใช้พยากรณ์ ได้แก่ ความคาดหวังจากประสิทธิภาพของนวัตกรรม มีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์เท่ากับ .930 (R2=.865) อธิบายความหมายได้ว่าสามารถใช้ทำนายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อองค์ประกอบด้านนวัตกรรม ได้ร้อยละ 93.0 เมื่อพิจารณาตามสมการพยากรณ์พบว่ามีความคาดหวังจากประสิทธิภาพของนวัตกรรมสูงแล้ว จะมีแนวโน้มส่งผลให้มีองค์ประกอบด้านนวัตกรรม สูงขึ้นด้ว
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับบุคลากรวัยทำงาน รองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ: The Development of Training Program for Working Adults on Risk and Disaster Management
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ และเพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับพัฒนาบุคลากรวัยทำงานรองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยนี้ คือ ผู้บริหารบริษัทเอกชนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีประสบการณ์ทำงานในด้านการบริหารเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี และมีส่วนรับผิดชอบการจัดการความเสี่ยงในองค์กร จากบริษัทเอกชนขนาดกลาง 3 ราย และขนาดใหญ่ 3 ราย รวมทั้งสิ้น 6 ราย ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ คือ การจัดการความเสี่ยง การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ ทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ คือ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ คุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ คือ ความกระตือรือร้น วิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล และความรอบคอบ ซึ่งใช้ข้อมูลความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับบุคลากรวัยทำงานรองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ โดยจะเป็นแนวทางสำหรับสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากรวัยทำงานต่อไ
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการทำงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์: The Relationship between Agile Leadership and Teachers Work Efficacy in Surin School under the Secondary Educational Service Area Office Surin.
บทคัดย่อ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการทำงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบอไจล์กับประสิทธิภาพการทำงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างคือครูผู้สอนโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีการแข่งขันสูงจำนวนทั้งสิ้น 6 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จำนวน 160 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.982 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิภาพ การทำงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ โดยภาพรวมและรายด้าน ทุกด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการทำงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์มีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=.821 , p < .01)
AbstractThe aim of this survey was to determine 1) The level of Agile leadership among school administrators in Surin School, which is part of the Surin Secondary Educational Service Area Office. 2) The level of work efficacy of Surin School's teachers 3) The correlations between Agile leadership and teacher’s work efficacy. The sample included 283 teachers from Surin's highly competitive schools. The method applied was a questionnaire with five rating scales and a reliability of .982 Percentage, mean, standard deviation, and Peterson's Product Moment correlation Coefficient were used in the data analysis.The findings revealed that 1) Large school administrators' agile leadership, in overall, and in each aspect, was at a high level. 2) The aggregate and individual levels of teacher work effectiveness were high. 3) The association between Agile leadership and teacher work efficacy was favorable, with a high level of significance at the .01 (r=821, p < 0.1
การจัดการความเครียดของครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19: STRESS COPING OF SECONDARY SCHOOL TEACHERS DURING THE PANDEMIC OF CORONAVIRUS DISEASE 2019
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาผลกระทบจากการจัดการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 (2) เพื่อศึกษาการจัดการความเครียดของครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 (3) เพื่อเปรียบเทียบการจัดการความเครียดของครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 จำแนกตาม เพศ อายุ งานบ้านที่ต้องรับผิดชอบในครอบครัว ประสบการณ์อบรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ประสบการณ์ด้านการสอนออนไลน์ และวิทยฐานะ (4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลกระทบจากการจัดการเรียนการสอน กับการจัดการความเครียดของครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 365 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และOne-way ANOVA และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลกระทบจากการจัดการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านภาระงาน รองลงมา คือ ด้านความชำนาญในการใช้เทคโนโลยี ถัดมาคือ ด้านการเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการจัดการเรียนการสอน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านปัญหาเทคนิค (2) การจัดการความเครียดของครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2 ด้านเท่ากัน คือ ด้านกิจกรรมยามว่าง และด้านกิจกรรมการทำงานและการศึกษา ด้านรองลงมา คือ ด้านการสนับสนุนทางสังคม ถัดมาคือ ด้านการดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาวะ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านกิจกรรมทางจิตวิญญาณ (3) เพศ อายุ ระดับงานบ้านที่ต้องรับผิดชอบในครอบครัว ประสบการณ์อบรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ วิทยฐานะที่แตกต่างกันของครู มีการจัดการความเครียดในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ที่ไม่แตกต่างกัน แต่ประสบการณ์ด้านการสอนออนไลน์ของครูที่แตกต่างกันมีการจัดการความเครียดในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (4) ผลกระทบจากการจัดการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 มีความสัมพันธ์กับการจัดการความเครียดของครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ในทางบวกระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Abstract
The objectives of this research were (1) to study the impact of teaching management of teachers in secondary schools under the epidemic situation of COVID-19; (2) to study the stress management of teachers in secondary schools. Secondary schools under the COVID-19 epidemic situation (3) to compare the stress management of teachers in secondary schools under the COVID-19 epidemic, classified by gender, age, household chores that be responsible for the family Digital technology training experience Experience in online teaching and academic standing (4) to study the relationship between the impact of teaching and learning management. and the stress management of teachers in secondary schools under the epidemic situation of COVID-19. The sample group used in this research consisted of 365 teachers in educational institutions under the Bangkok Secondary Educational Service Area Office, Region 2. The instrument used for data collection was a 5-level estimation questionnaire. The statistics for data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test and one-way ANOVA, and Pearson's correlation coefficient.
The results showed that 1) The overall effect of teaching and learning management of teachers in secondary schools under the epidemic situation of COVID-19 was at a high level. When considering each aspect, it was found that the aspect with the highest average was the workload, followed by the expertise in using technology, followed by the increase in the cost of teaching and learning. The aspect with the least mean was the technical problem. 2) The overall level of teachers' stress management in secondary schools under the COVID-19 epidemic situation was at a high level. and when considering each aspect It was found that the side with the highest mean on both sides was the leisure activity aspect. and work and education activities, followed by social support, followed by healthy living. The aspect with the least mean was spiritual activity 3) gender, age, level of household chores in the family. Training experiences in using digital technology and different academic standings of teachers There was no difference in stress management in secondary schools under the COVID-19 epidemic situation. However, different teachers' online teaching experiences had significantly different levels of stress management in secondary schools under the COVID-19 epidemic situation at .05 and 4). The impact of teaching management of teachers in secondary schools under the COVID-19 epidemic situation is related to the stress management of teachers in secondary schools under the epidemic situation of coronavirus. -19 moderately positive statistically significant at the .05 level
การบริหารจัดการชั้นเรียนพิเศษที่มีประสิทธิผล: EFFECTIVENESS MANAGEMENT OF SPECIAL CLASSES
บทคัดย่อ
การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายซึ่งเป็นไปตามหลักการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยครูมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและชี้แนะแนวทาง เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ และส่งเสริมนักเรียนที่มีศักยภาพและความสามารถพิเศษเพิ่มมากขึ้น ตามความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน
องค์ประกอบของการบริหารจัดการชั้นเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิผล ประกอบด้วย 1) การจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนวิทยาศาสตร์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 2) ครูด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ที่มีคุณภาพ 3) หลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน 4) การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 5) วิธีการวัดผลและประเมินผลที่เสริมด้านวิทยาศาสตร์ 6) การคัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ 7) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารงานห้องเรียนพิเศษ และ8) การใช้สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีในห้องเรียนพิเศษด้านวิทยาศาสตร์
Abstract
It is suggested that science, mathematics, and technology - based instruction in special classroom provide students with various learning resources, which enhance their learning flexibility and lifelong learning. This could not exist without teachers as facilitators, guiding students in meaningful learning and promoting those who are gifted effectively in order to meet their needs, as well as parents’ and communities.
Elements of effectiveness management of special science classes include 1) setting supportive learning environment in special science classes, 2) well-equipped science and mathematics teachers, 3) supportive learning science and mathematics curriculum, 4) creating supportive learning atmosphere, 5) effective Science-based assessment and evaluation, 6) screening gifted students in science, 7) building strong networks in management of special classes, and 8) utilizing materials, innovations, and technology in special science classes
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความตั้งใจจดจ่อร่วมกับกีฬาเปตองในนักเรียนประถมศึกษาที่มีภาวะเสี่ยงสมาธิสั้น
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความตั้งใจจดจ่อร่วมกับกีฬา เปตองในนักเรียนชั้นประถมศึกษากลุ่มทดลองที่มีภาวะเสี่ยงสมาธิสั้นในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลองและ ระยะติดตามผล 2) เปรียบเทียบความตั้งใจจดจ่อของนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่มีภาวะเสี่ยงสมาธิสั้น ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ที่มีภาวะเสี่ยงสมาธิสั้นอายุ 10-12 ปี ได้มาด้วยวิธีการคัดกรองจากแบบคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น จำนวน 14 คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลอง 7 คน และกลุ่มควบคุม 7 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยประกอบด้วย 1) แบบทดสอบความตั้งใจ จดจ่อ และ 2) โปรแกรมเสริมสร้างความตั้งใจจดจ่อร่วมกับกีฬาเปตองที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความตั้งใจจดจ่อร่วมกับกีฬาเปตอง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ๆละ 3 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรมการเรียนตามปกติ แบ่งการทดลองออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และติดตามผล 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่มและหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่ม และทดสอบด้วยวิธีทดสอบรายคู่แบบบอนเฟอโรนี ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มทดลอง ที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความตั้งใจจดจ่อร่วมกับกีฬาเปตองในระยะหลังทดลองและระยะติดตามผลมีความตั้งใจจดจ่อสูงกว่าระยะก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) กลุ่มทดลอง มีความตั้งใจจดจ่อสูงกว่ากลุ่มควบคุมในระยะหลังทดลองและระยะติดตามผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0
รูปแบบและความสมเหตุผลการสั่งใช้ยากลุ่ม NSAIDs ในผู้ป่วยนอกที่เป็นโรคข้อเสื่อม ของโรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่ง Pattern and Rationality of NSAIDs Prescribing in Out-patients with Osteoarthritis of a Tertiary-care Hospital
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษารูปแบบและความสมเหตุผลของการสั่งใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs; NSAIDs) ในผู้ป่วยนอกที่เป็นโรคข้อเสื่อมของโรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่ง วิธีการศึกษา: ศึกษาข้อมูลใบสั่งยาย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2562 ประเมินรูปแบบการสั่งใช้ NSAIDs ตามตัวบ่งชี้ที่ปรับปรุงจากตัวบ่งชี้การใช้ยาขององค์การอนามัยโลก และประเมินความสมเหตุผลในการสั่งใช้ NSAIDs ตามแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล วิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา: จากใบสั่งยาของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม 2,466 ใบ พบการสั่งใช้ NSAIDs ร้อยละ 64.88 จำนวนรายการยาต่อใบสั่งยาเฉลี่ย 5.06 รายการ การสั่งใช้ NSAIDs ใช้ชื่อสามัญทางยาร้อยละ100 มีการสั่งใช้ NSAIDs ชนิดฉีดร้อยละ 10.97 NSAIDs ที่สั่งใช้เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติร้อยละ 75.58 มีการสั่งใช้ NSAIDs ร่วมกับยาป้องกันแผลในทางเดินอาหารร้อยละ 66.14 และ NSAIDs ที่สั่งใช้มากที่สุด คือ naproxen 250 mg tablet ส่วนความสมเหตุผลการสั่งใช้ยา พบการสั่งใช้ NSAIDs ยาวกว่า 2 สัปดาห์ต่อใบสั่งยาร้อยละ 47.69 สั่งใช้ selective Cox-2 inhibitors ในผู้ที่ไม่มีข้อบ่งใช้ร้อยละ 38.99 สั่งใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยที่มีระดับ eGFR น้อยกว่า 30 มล./นาที/1.73 ม.2 ร้อยละ 38.37 สั่งใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยที่ได้รับยา RAS blockade และระดับ eGFR น้อยกว่า 60 มล./นาที/1.73 ม.2 ร้อยละ 6.09 สั่งใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยเสี่ยงเลือดออกทางเดินอาหารระดับปานกลางร้อยละ 21.86 และระดับสูง 1 ราย สรุป: มีการสั่งใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมค่อนข้างมากโดยเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติน้อยกว่าที่กำหนดสำหรับโรงพยาบาลทั่วไป และสั่งใช้ยาด้วยชื่อสามัญทางยา สั่งยาที่ไม่เหมาะสมในเกือบทุกด้าน ควรจัดทำแนวทางส่งเสริมและกำกับการใช้ NSAIDs เพื่อการใช้ยาอย่างคุ้มค่าและปลอดภัย
คำสำคัญ: รูปแบบการสั่งใช้ยา, การใช้ยาสมเหตุผล, ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์, NSAIDs, โรคข้อเสื่อม
Abstract
Objective: To determine patterns and rationales of non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) prescribing in out-patients with osteoarthritis in a tertiary-care hospital. Method: This retrospective study examined prescriptions from October 1, 2018, to September 30, 2019. The pattern and rationale of NSAIDs prescribing were assessed based on modified World Health Organization's prescribing indicators and the guidelines of the hospital rational drug use, respectively. Descriptive statistics were used. Results: NSAIDs were prescribed in 64.88% of the 2,466 prescriptions of patients diagnosed with osteoarthritis. The average number of drug items per prescription was 5.06. NSAIDs were 100% prescribed by generic names. NSAIDs injections were prescribed in 10.97% of prescriptions. 75.58% of prescribed NSAIDs were on the national drug list. Prescriptions of NSAIDs with anti-ulcer drugs were 66.14%. The most common NSAIDs prescribed was naproxen 250 mg tablet. For rationality, NSAIDs were prescribed for longer than two weeks in 47.69% of prescriptions. Prescribing selective Cox-II inhibitors without indication were found in 38.99% of prescriptions. NSAIDs were prescribed to patients with an eGFR less than 30. mL/min/1.73 m² and patients who were receiving RAS blockade and had eGFR levels less than 60 mL/min/1.73 m² for 38.37% and 6.09%, respectively. NSAIDs were prescribed to 21.86% and one patient with moderate and high gastrointestinal bleeding risk, respectively. Conclusions: NSAIDs were prescribed with a relatively high proportion of prescription of osteoarthritis patients and certain Proportions of NSAIDs prescribed were lower than the national drug list mandate for tertiary hospitals. All were prescribed with generic names. Inappropriate prescribing were found in most aspects. Safe and economic NSAIDs rational use should be promoted.
Keywords: prescription patterns, rational drug use, non-steroidal anti-inflammatory drugs, NSAIDs, osteoarthriti