Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
การพัฒนาข้อเสนอแนะการออกใบอนุญาตขายยาออนไลน์ เป็นกฎระเบียบของสํา นักงานคณะกรรมการอาหารและ ยาเพื่อรองรับการตลาดดิจิทัล: The Development of Licensing Recommendation on Online Pharmacies as FDA Regulation for Supporting the Digital Market
บทความนี้มุ่งนำเสนอการศึกษารูปแบบกลไกและการควบคุมกำกับของรัฐเกี่ยวกับการขายยาออนไลน์ เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับร้านขายยาออนไลน์ โดยใช้การสืบค้นและทบทวนข้อมูลอย่างเป็นระบบจากงานวิจัยและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนากฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้รองรับการเติบโตของการตลาดดิจิทัล นอกจากนี้ผลการวิจัยที่ได้ยังสามารถนำไปพัฒนาการกำกับดูแลของรัฐต่อการตลาดดิจิทัลผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ฐานรากของประเทศไทยต่อไปได้ ผลการวิเคราะห์วรรณกรรมอย่างเป็นระบบจากที่ผ่านเกณฑ์ 13 บทความพบรูปแบบกลไกการควบคุมกำกับของรัฐเกี่ยวกับการขายยาออนไลน์ ทั้งด้านกฎหมายการขายยาออนไลน์ กลไกการควบคุมนอกเหนือจากกฎหมาย และปัญหาที่พบในการขายยาออนไลน์ จึงนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอแนะการออกใบอนุญาตขายยาออนไลน์ที่ระบุเงื่อนไขการเปิดขายยาออนไลน์ ผลการวิจัยสามารถนำไปร่างกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการขายยาออนไลน์ และยังนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนากฎระเบียบเพื่อควบคุมกำกับการขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรออนไลน์ในประเทศไทยต่อไ
กองบรรณาธิการ
ที่ปรึกษา
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
(ศาสตราจารย์ ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร)
บรรณาธิการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ
บรรณาธิการจัดการ
ผู้่ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ
กองบรรณาธิการ
ศาสตราจารย์ ดร.วรรณทิพา รอดแรงค้า / สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ศาสตราจารย์ ดร.อรินทิพย์ ธรรมชัยพิเนต / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.กานต์ตะรัตน์ วุฒิเสลา / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงเดือน สุวรรณจินดา / มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รองศาสตราจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
รองศาสตราจารย์ ดร.พัดตาวัน นาใจแก้ว / มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี ลีกิจวัฒนะ / สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาภัค ศรียาภัย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี สุภาษร /มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.สุระ วุฒิพรหม / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวรัตน์ จันทะโร / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รองศาสตราจารย์ ดร.โสภณ บุญลือ / มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รองศาสตราจารย์ ดร.อภิเดช แสงดี / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
รองศาสตราจารย์พเยาว์ ยินดีสุข / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา นุกูลธรรม / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญ เพียซ้าย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญจิต เหมะวิบูลย์ /มหาวิทยาลัยนเรศวร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทิมา ปิยะพงษ์ / มหาวิทยาลัยบูรพา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุมพต พุ่มศรีภานนท์ / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐ์ ดิษเจริญ / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง / มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทัศนียา ร. นพรัตน์แจ่มจำรัส / มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภากร ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยรัตน์ ดรบัณฑิต / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เยาวนิตย์ ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒินันท์ รักษาจิตร์ / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ แก่นทอง / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนิษฐาน ศรีนวล / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อโนชา หมั่นภักดี / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณ ชาญชัยเชาว์วิวัฒน์ / มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
อาจารย์ ดร.กานต์ยุพา จิตติวัฒนา / มหาวิทยาลัยมหิดล
อาจารย์ ดร.ธีรวัฒนา ภาระมาตย์ / มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร.สมบัติ คงวิทยา /กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คุณวรรณวิมล เมฆบุญส่งลาภ / ศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Prof. Dr. Wee Tiong Seah / Melbourne Graduate School of Education, The University of Melbourne 234 Queensberry Street Victoria 3010, Australia
Dr. Bin Hong /China Institute of Medical Biotechnology, Chinese Academy of Medical Sciences and Peking Union Medical College, Taintanxili #1, Beijing 100050, China
Dr. Vandna Rai / National Research Centre on Plant Biotechnology, Indian Agriculture Research Institute, New Delhi 110012, India
ฝ่ายศิลป์และภาพ
นายสัญญา พาลุน
ฝ่ายจัดการและเลขานุการ
นางชลรดา สารทสมั
Effect of Different Mechanical Properties of Core Build-up Materials on the Root Furcation of A Severely damaged Primary Molar: A Finite Element Analysis
Objectives: To assess the von Mises stress and stress distribution pattern on the root furcation of a severely damaged primary molar restored with different core build-up materials and stainlesssteel crown (SSC).
Materials and Methods: The finite element analysis was used to investigate stresses induced in the tooth structures included a sound primary molar and severely damaged primary molars restored with four different core-build up materials, including flowable composite core build-up, bulkfill resin composite, RMGIC and nano-RMGIC. The maximum von Mises stress was used to representthe internal load induced in the model.
Results: Overall maximum von Mises stresses was the highest in the sound tooth. However, when focusing on apico-cervical aspect, all restored primary molars showed higher maximum von Mises stress than the sound tooth. The stress distribution pattern of each group was similar, except for the nano-RMGIC group that showed high stress concentrated at the tooth furcation and the buccal aspect of the root furcation. From the ratio of its tensile strength and the maximum von Mises stress, the nano-RMGIC possessed the highest fracture resistance, followed by bulk-fill composite, RMGIC and flowable composite core group, respectively.
Discussion: Although nano-RMGIC possessed the highest fracture resistance, it showed an unfavorable stress distribution pattern, which caused high stress at the root furcation. The bulk-fill composite possessed not only high fracture resistance but also favorable stress distribution.
Conclusion: The present study introduces crucial information that could lead to an alternative treatment for severely damaged primary molar. Our findings recommend bulk-fill composite as a potential core build-up material.
> ว.ทันต.มศว ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 หน้า 62-77.
> SWU Dent J. 2023;16(1): 62-77
ผลของความหนาของเซรามิกกลุ่มลิเทียมไดซิลิเกต สีของซีเมนต์ และวัสดุทำหลักยึดรากเทียมต่อสีของชิ้นงานบูรณะ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสีลิเทียมไดซิลิเกตชนิดโปร่งแสงปานกลางหลังบูรณะบนวัสดุทำหลักยึดรากเทียม ร่วมกับเรซินซีเมนต์
วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: แบ่งกลุ่มเซรามิก (ความหนา 1.00, 1.50, 2.00 และ 2.50 มิลลิเมตร) วัสดุ หลักยึดรากเทียม (ไทเทเนียม เซอร์โคเนีย ไทเทียมที่ผ่านกระบวนการอะโนไดซ์ 40, 50, 60 และ 70 โวลต์) และซีเมนต์เนกซัสทรี (สีขาว สีขาวทึบ และสีเหลือง) กลุ่มละ 7 ชิ้น โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย วางชิ้นเซรามิกบนวัสดุทำหลักยึดรากเทียม โดยมีซีเมนต์คั่นกลาง วัดสีด้วยเครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ บันทึกค่าด้วยระบบซีไออี และคำนวณค่าความแตกต่างของสี การวิเคราะห์ทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนและทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยวิธีทดสอบทูกี (α = .05)
ผลการทดลอง: ปัจจัยทดสอบทั้งหมดมีผลต่อค่าความแตกต่างของสีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าความ แตกต่างของสีที่น้อยที่สุดคือเซรามิกหนา 2.50 มิลลิเมตรบนเซอร์โคเนียร่วมกับซีเมนต์สีขาวทึบและสีเหลือง(1.41 ± 0.07 และ 1.36 ± 0.13 ตามลำดับ) และไทเทเนียมร่วมกับซีเมนต์สีขาว (2.03 ± 0.16)
สรุป: เซอร์โคเนียและไทเทเนียมที่ผ่านกระบวนการอะโนไดซ์ 50 โวลต์สามารถปิดสีหลักยึดรากเทียมเมื่อ บูรณะด้วยเซรามิกหนาตั้งแต่ 1.50 มิลลิเมตรร่วมกับซีเมนต์เนกซัส ทรีสีขาว สีขาวทึบและสีเหลืองให้ค่าความแตกต่างของสีในระดับน้อยกว่า 5.50
> ว.ทันต.มศว ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 หน้า 148-163.
> SWU Dent J. 2023;16(1): 148-163
อุปกรณ์การวิเคราะห์บนกระดาษด้วยระบบของไหลจุลภาคสำหรับตรวจหายาปนปลอม ในสมุนไพรและอาหารเสริม Microfluidic Paper-based Analytic Device (µPAD) for Detection of Adulterated Drugs in Herbal and Dietary Supplements
บทคัดย่อ
อุปกรณ์การวิเคราะห์บนกระดาษด้วยระบบของไหลจุลภาคประดิษฐ์ขึ้นโดยการสร้างกระดาษให้มีลวดลายซึ่งประกอบด้วยช่องไหลที่มีคุณสมบัติชอบน้ำ (หรือบริเวณโซนทดสอบ) คั่นด้วยขอบเขตที่มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำเพื่อควบคุมทิศทางการไหล คุณสมบัติการซึมน้ำและความพรุนของกระดาษเอื้อให้ของไหลไหลผ่านไปตามช่องโดยอาศัยเพียงคะปิลลารีแอกชัน อุปกรณ์กระดาษที่มีการออกแบบอย่างเหมาะสมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานวิเคราะห์สาขาต่าง ๆ บทความนี้นำเสนอภาพรวมโดยสังเขปเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาอุปกรณ์การวิเคราะห์บนกระดาษ ครอบคลุมการเลือกชนิดกระดาษ วิธีการสร้างอุปกรณ์และเทคนิคการตรวจวัดสารที่นิยมใช้ เน้นตัวอย่างของการพัฒนาอุปกรณ์เพื่อตรวจหายาแผนปัจจุบันปนปลอมในสมุนไพรและอาหารเสริม อุปกรณ์กระดาษมีข้อดีหลายประการทั้งด้านความประหยัดของต้นทุน ใช้สารเคมีปริมาณน้อยที่ระดับจุลภาค เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความสะดวกในการใช้งานและความรวดเร็ว
คำสำคัญ: อุปกรณ์การวิเคราะห์บนกระดาษด้วยระบบของไหลจุลภาค, ยาปนปลอม, สมุนไพรและอาหารเสริม
Abstract
The microfluidic paper analytical device (µPAD) is fabricated by creating a patterned paper consisting of hydrophilic flow channels (or assay zones) separated by hydrophobic boundaries to control the flow direction. The wicking property and the porosity of paper facilitate the passive flow of fluids through the channel via capillary action. A well-designed µPAD can be applied in various analytical fields. This paper offers a brief review of the approaches for µPAD development, including the selection of paper types, design and fabrication method, and detection techniques commonly used, emphasizing the example of µPAD development for the detection of adulterated drugs in herbal and dietary supplements. Several advantages of µPAD are cost savings, the use of small amounts of reagent at the micro level, environmental friendliness, ease of use, and speed.
Keywords: microfluidic paper-based analytic device (µPAD), adulterated drugs, herbal and dietary supplement
พัฒนาระบบผนังน้ำหมุนเวียนเพื่อลดการสะสมความร้อนภายในอาคาร
Development of Water Circulating Wall System to Reduce Heat Accumulation inside the Building
Sudniran Phetcharat, Rongarun Buntan and Pagornphat Budcha
รับบทความ: 6 พฤษภาคม 2565; แก้ไขบทความ: 8 กุมภาพันธ์ 2566; ยอมรับตีพิมพ์: 27 กุมภาพันธ์ 2566; ตีพิมพ์ออนไลน์: 10 มิถุนายน 2566
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบผนังน้ำหมุนเวียนในการลดการสะสมความร้อนภายในอาคาร โดยสร้างอาคารจำลองขนาด 60×60×80 ซม. ด้วยคอนกรีตมวลเบา ติดตั้งระบบน้ำหมุนเวียนด้วยการฝังท่อทองแดงเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 3/8 นิ้ว ในชั้นปูนฉาบของผนังภายนอก เปิดระบบน้ำหมุนเวียนเวลา 09:00–16:30 น. บันทึกอุณหภูมิตลอดทั้งวัน เปรียบเทียบอุณหภูมิกับผนังปกติ วิเคราะห์ด้วยการทดสอบแบบจับคู่ด้วยสถิติที คำนวณค่าการถ่ายเทความร้อน และวิเคราะห์ต้นทุนค่าก่อสร้างผนังกับการลดรายจ่ายค่าพลังงานไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศ ผลการวิจัย พบว่า การประยุกต์ใช้ระบบผนังน้ำหมุนเวียนช่วงเวลา 09:00–16:30 น. มีประสิทธิภาพในลดความร้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยลดอุณหภูมิเฉลี่ยที่ผิวผนังด้านในร้อยละ 3.69 ลดค่าการถ่ายเทความร้อนเฉลี่ยร้อยละ 32.43 ทั้งนี้ผนังน้ำหมุนเวียนมีต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.20 การสร้างอาคารที่ติดตั้งระบบผนังน้ำหมุนเวียนที่ผนังภายนอกในทิศทางที่รับแสงแดดมากที่สุด 1 ด้าน มีต้นทุนค่าก่อสร้างผนังเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.55 โดยผลประโยชน์จากการลดค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศร้อยละ 8.11 นอกจากนี้ ผนังน้ำหมุนเวียนยังช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่อาคารทำให้รู้สึกสบายได้โดยที่ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ
คำสำคัญ: ผนัง การถ่ายเทความร้อน ประหยัดพลังงาน ระบบน้ำหมุนเวียน
Abstract
The objective of this research was to assess the efficiency of the circulating water wall system in reducing heat accumulation inside the building. Model buildings size 60×60×80 cm. were built using aerated concrete. A circulating water system was installed on one side of the wall using a 3/8–inch copper pipe in the exterior plaster layer and solar–powered water pump. The circulating water system was operated during 09:00 a.m.–04:30 p.m. The temperature changes were recorded throughout the day and compared it with the conventional wall. Results were analyzed using paired t–test, the heat transfer was calculated, and the construction cost was analyzed against the benefits and cost reduction from electricity consumption from air conditioning found that the application of the water circulating wall during 09:00 a.m.–04:30 p.m. showed efficiency in reduction of heat transfer with a statistically significant level of 0.05.The average temperature at the inner wall was reduced by 3.69% and averaged heat transfer was reduced by 32.43%. The installation of the circulating water wall system had an increase of 34.20% in investment but installing a circulating water system wall only on the side which received the most sunlight will increase the construction cost by 8.55%. Meanwhile the benefit from the reduced cost of electricity consumption for air conditioning was calculated at 8.11% and the circulating water wall system will reduce the amount of heat transfer into the building providing comfortable atmosphere without air conditioning.
Keywords: Wall, Heat transfer, Energy saving, Circulating water syste
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างแรงจูงใจ และพัฒนาทักษะการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยแอพพลิเคชั่น LineTM ในวัยรุ่นตอนต้น Effects of A LineTM Application to Promote Information-Motivation-Behavioral Skills for Alcohol Drinking Prevention among Thai Early Adolescents
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างแรงจูงใจ และพัฒนาทักษะการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยแอพพลิเคชั่น LineTM ในวัยรุ่นตอนต้น วิธีการศึกษา: การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนการทดลอง หลังการทดลองเสร็จทันที และระยะติดตามผล 6 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชายและหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและเป็นกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 26 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ ด้วยกิจกรรมผ่านแอพพลิเคชั่น Line 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ รวบรวมข้อมูลด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามทัศนคติต่อการหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการปฏิเสธการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความตั้งใจในการไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วิเคราะห์ข้อมูล t-test และ Repeated Measure ANOVA ผลการศึกษา: ในระยะหลังการทดลองเสร็จทันทีและระยะติดตามผล 6 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อการหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการปฏิเสธการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และความตั้งใจในการไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุป: การให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง และการสร้างแรงจูงใจทั้งส่วนบุคคลและทางสังคมที่ฝังรากลึกพอ ร่วมกับการพัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการสามารถเพิ่มคะแนนทัศนคติ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความตั้งใจในการไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่นตอนต้น
คำสำคัญ: แนวคิดการให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างแรงจูงใจ และพัฒนาทักษะ, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, แอพพลิเคชั่น LineTM, วัยรุ่นตอนต้น
Abstract
Objective: To examine effects of an Information-Motivation-Behavioral Skills (IMB) for alcohol drinking prevention by LineTM application among early adolescents. Method: This was a quasi-experimental study with control group and pretest, posttest and 6-week follow-up measures. The participants were 52 male and female grade 6 primary school students randomized to either the experimental or control group (26 each). The experimental group received the 4-week IMB for alcohol drinking prevention program by Line application. Data were collected using questionnaires for personal data, drinking refusal attitudes, perceived drinking refusal self-efficacy and drinking refusal intention. Data were analyzed using t-test and Repeated Measure ANOVA. Results: At post-test and follow-up, the experimental group had the higher scores of drinking refusal attitudes, perceived drinking refusal self-efficacy and drinking refusal intention compared with those at baseline and those of the control group. Conclusion: Providing the specific information, embedded personal and social motivation, and skill development that meet the needs could increase drinking refusal attitudes, perceived drinking refusal self-efficacy and drinking refusal intention for early adolescents.
Keywords: Information-Motivation-Behavioral Skill program, alcohol drinking, application LineTM, early adolescent
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กับสมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1: RELATIONSHIP BETWEEN DIGITAL ERA LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS AND CORE COMPETENCY OF TEACHERS UNDER THE SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE BANGKOK 1
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 2) เพื่อศึกษาสมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power เวอร์ชั่น 3.1 ได้กลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มอย่างง่าย ตามสัดส่วนให้ครบตามจำนวน คือข้าราชการครู ปีการศึกษา 2565 จำนวน 138 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .980 และมีค่าความเชื่อมั่นของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาเท่ากับ .969 ค่าความเชื่อมั่นของสมรรถนะหลักของครู เท่ากับ .958 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ด้านการเป็นผู้ใช้งานดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล ด้านการคิดสร้างสรรค์ และด้านการมีวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยียุคดิจิทัล 2) สมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 อยู่ในระดับมากทั้ง 3 สมรรถนะ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ สมรรถนะการทำงานเป็นทีม สมรรถนะการบริการที่ดี และสมรรถนะการพัฒนาตนเอง 3) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงและระดับค่อนข้างสูงกับสมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตามลำดับ คือ สมรรถนะด้านการบริการที่ดี (r =.849) สมรรถนะด้านการพัฒนาตนเอง (r =.730) และสมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีม (r =.683) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
Abstract
The purposes of this research were for 1) to study leadership in the digital era of school administrators, under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1. 2) to study the core competencies of teachers under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1. 3) to study the relationship between the digital leadership of school administrators and teachers' core competencies, under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1. The sample size was determined by using the G*Power version 3.1 program by getting a sample group from simple random sampling according to the proportion of 138 government school teachers in academic year 2022. The tool used to collect data was a questionnaire. The reliability value of the whole questionnaire was .980 and the reliability value of the executive digital leadership was .969 The reliability value of teachers’ core competency equals to .958 The strategic used in data analysis were percentage, mean (), standard deviation (S.D.) and Pearson’s Product Moment Correlation.
The results of the research found that 1) Digital leadership of the school administrators was at the high level in the overall such as in the aspect of being a fluent digital user, creating a learning culture in the digital world, creativity and having a technology vision in digital era 2) teachers’ core competencies under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1 results were at a high level in three competencies by ordering the average from the highest to the lowest. Namely: teamwork performance, good service performance and self-development performance 3) the digital leadership of the school administrators had relatively high and quite high positive correlation with teachers’ core competencies under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1. Were good service performance (r=.849), self-development competencies (r=.730) and teamwork performance (r=.683) had a statistically significant at the .01 level