Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
Strategic Management for Tourism, Hospitality and Events
หลังจากที่ภัยคุกคามประชากรโลกที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วง 3 ปีระหว่าง ค.ศ. 2020-2022 ได้ลดน้อยลงมาอยู่ในระดับที่การใช้ชีวิตของผู้คนในโลกเริ่มกลับมาเป็นปกติ ทั้งในเชิงการใช้ชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ในเชิงเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมการบริการและการขนส่ง ซึ่งถือว่าเป็นภาคส่วนได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาจากรายได้ที่ลดลงอย่างมาก อันเป็นผลจากนโยบายในการควบคุมการเดินทางทั้งภายในและระหว่างประเทศ รวมถึงกิจกรรมที่จะทำให้เกิดการรวมตัวของคนเป็นจำนวนมาก เช่น ในกรณีของธุรกิจโรงแรมและที่พัก ธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจการเดินทางและการขนส่ง เป็นต้น และแม้ในปัจจุบันสถานการณ์ในภาพรวมของโลกเริ่มคลี่คลายไปในแนวทางบวกด้วยนวัตกรรมด้านสุขภาพ เช่น วัคซีนหรือยาต้านไวรัส ที่ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตหรือผู้ป่วยอาการหนักมีจำนวนลดลง ประกอบกับทัศนคติของผู้คนที่มีต่อโรคเองได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน สะท้อนได้จากนโยบายสาธารณสุขในหลายประเทศที่ปรับให้โรคไวรัสโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นเพื่อให้การดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนเริ่มกลับเข้าสู่สถาวะปกติได
การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารกิจกรรมของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะอารมณ์และสังคม: A STUDY NECESSARY NEEDS FOR THE DEVELOPMENT OF BUSINESS ADMINISTRATION OF PRIVATE SCHOOL STUDENTS IN BANGKOK BASED ON THE CONCEPT OF SOCIAL AND EMOTIONAL SKILLS
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึ่งประสงค์ ในการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะอารมณ์และสังคม 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารกิจการของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะอารมณ์และสังคม ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย โรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนใจกรุงเทพมหานครจำนวนทั้งสิ้น 82 โรงเรียน โดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลแต่ละโรงเรียนประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือหัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียน ครูผู้สอน จำนวน 328 คน โดยเป็นแบบสอบถามความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะอารมณ์และสังคมเป็นมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ผลการวิจัย พบว่า ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานคร ตามขอบข่ายการบริหารกิจการนักเรียน พบว่า ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะอารมณ์และสังคม โดยภาพรวม คือ (PNI modified 0.18) การประเมินผลการดำเนินงานกิจการนักเรียน มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI modified 0.21) รองลงมาคือ การดำเนินงานกิจการนักเรียน (PNI modified 0.19) และ การส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด (PNI modified 0.15) การศึกษาจะเป็นประโยชน์ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครต่อไป
Abstract
This research has two main objectives. Firstly, it aims to examine the current state and desired conditions of school management in private secondary schools in Bangkok, based on the concepts of social and emotional skills. Secondly, it intends to investigate the necessary requirements for the development of school management practices in these schools, again focusing on the concepts of social and emotional skills. The research involves 82 selected private secondary schools in Bangkok, with a total of 328 participants including school administrators, deputy directors, heads of student affairs, and teachers. A questionnaire survey using a 5-point rating scale was employed to assess the necessary requirements for school management development. The findings reveal that the highest necessary requirement is the evaluation of student operations, followed by student affairs operations. On the other hand, the promotion of democracy in schools is identified as having the lowest necessary requirement. This study will provide valuable insights for school administrators, teachers, and stakeholders involved in the management of private secondary schools in Bangkok in the future
กองบรรณาธิการ (Editorial Board) ว.ทันต.มศว ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) พ.ศ. 2566
บทบรรณาธิการสวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ สำหรับวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ฉบับที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2566 นี้ ทางกองบรรณาธิการได้คัดสรรผลงานทางวิชาการที่หลากหลายและมีคุณภาพมาเผยแพร่เช่นเดิมครับ อันประกอบไปด้วยบทวิทยาการจำนวน 9 บทความ ครอบคลุมสาขาปริทันตวิทยา ศัลยศาสตร์ช่องปาก ทันตกรรมชุมชนทันตกรรมสำหรับเด็ก ทันตกรรมบูรณะและทันตกรรมประดิษฐ์ และชีววิทยาช่องปาก และบทความปริทัศน์ จำนวน 2 บทความ ในสาขาทันตกรรมจัดฟัน และสาขาชีววิทยาช่องปากครับ
ในฐานะตัวแทนของกองบรรณาธิการฯ ผมขอขอบพระคุณผู้นิพนธ์ทุกท่านที่ได้มอบความไว้วางใจให้วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และผมขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้อุทิศและทุ่มเทแรงกายใจในการพิจารณาบทความทางวิชาการให้ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานครับ วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยังคงเปิดรับบทความทางวิชาการประเภทต่าง ๆ ทั้งบทความวิจัย บทความปริทัศน์ และรายงานผู้ป่วยที่น่าสนใจตลอดทั้งปีครับ จึงขอเชิญชวนผู้นิพนธ์ทุกท่านส่งบทความทางวิชาการมาได้ตามช่องทางที่ได้แนะนำไว้ในช่วงแรกของวิทยาสารครับ โดยวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เล่มปัจจุบันยังอยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 1 และฐาน ACI จนถึงปี2567 และในการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการไทยในฐานข้อมูล TCI ในรอบที่ 5 พ.ศ. 2568-2572 ที่กำลังจะถึงนี้ทางกองบรรณาธิการฯ มีความหวังและพยายามรักษาคุณภาพของวารสารให้อยู่ไม่ต่ำกว่า TCI กลุ่มที่ 1 เพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่องค์ความรู้ทางทันตกรรมที่มีคุณภาพให้แก่นักวิจัยชาวไทยต่อไปครับ
สุดท้ายนี้ผมขออำนวยพรให้กองบรรณาธิการทุกท่าน ท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นิพนธ์และผู้อ่านทุกท่าน มีแต่ความสุขกายสุขใจ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และคิดสมหวังในทุก ๆ สิ่งตามที่ท่านปรารถนาตลอดทั้งปีนี้ครับ แล้วพบกันอีกครั้งในฉบับที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2567 ครับ
/ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทันตแพทย์ ชัชพันธุ์ อุดมพัฒนากรบรรณาธิการวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโร
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดำเนินงานควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน Factors Influencing COVID - 19 Control Behaviors in the Community among Village Health Volunteers
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดำเนินงานควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมดังกล่าวของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน วิธีการศึกษา: การศึกษาหาความสัมพันธ์เชิงทำนายมีกลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในจังหวัดชลบุรี โดยการสุ่มอย่างง่ายจำนวน 150 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทางประชากรศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับโรคและการดำเนินงานควบคุมโรค การรับรู้ความรุนแรงต่อโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงจากการดำเนินงาน ทัศนคติต่อโรคและการดำเนินงาน การรับรู้นโยบายการดำเนินงาน การได้รับแรงจูงใจในการดำเนินงาน การได้รับสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินงาน และพฤติกรรมการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติสมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดำเนินงานควบคุมโรคติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชนโดยรวมในระดับสูงมาก (mean = 4.34 ± 0.75 จากคะแนนเต็ม 5) ปัจจัยที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการดำเนินงานควบคุมโรคมี 4 ปัจจัย ซึ่งปัจจัยนำ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโรคและการดำเนินงาน (β = 0.578) และการรับรู้โอกาสเสี่ยงจากการดำเนินงาน (β = 0.179) ปัจจัยเสริม ได้แก่ การได้รับสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ (β = 0.183) ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การรับรู้นโยบายควบคุมโรค (β = 0.148) โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมฯ ได้ร้อยละ 74.2 (R2 = 0.742, P-value < 0.001) สรุป: พฤติกรรมการดำเนินงานควบคุมโรคโควิด-19 ในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอยู่ในระดับสูงมาก ความรู้เกี่ยวกับโรคและการดำเนินงานควบคุมโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงจากการดำเนินงานควบคุมโรค การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ การรับรู้นโยบายการควบคุมโรคสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ
คำสำคัญ: ปัจจัย, การควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, โควิด-19, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
Abstract
Objective: To determine Covid-19 control behavior and identify factors influencing the behavior among village health volunteers. Methods: In this predictive correlational research, the sample was 150 village health volunteers in Chonburi province recruited using the simple random sampling technique. Questionnaires were used to gather data for demographic information, knowledge, perceived severity, perceived susceptibility, attitude, perceived policy, motivation and materials/devices support, and Covid-19 control behavior. Descriptive statistics and stepwise multiple regression analysis were used to analyze data. Results: The overall Covid-19 control behavior was at a very high level (mean = 4.34 ± 0.75 out of 5 points). The predisposing factors, i.e., knowledge (β = 0.578) and perceived risk of infection while working (β = 0.179), reinforcing factor, i.e., supports for materials and devices (β = 0.183) and enabling factor, i.e., perceived policy (β = 0.148) were able to predict the behavior with 74.2% variance explained (R2 = 0.742, P-value < 0.001). Conclusion: The Covid-19 control behavior in the community among village health volunteers was at a very high level. Knowledge, perceived susceptibility for infection, support of materials and devices, and perceived policy significantly predicted the behavior.
Keywords: factors, coronavirus 2019, Covid-19, control behavior, village health volunteer
รูปแบบการเรียนรู้และการรับรู้ความสามารถด้านการเรียนในนิสิตพยาบาล Learning Styles and Perceived Academic Self-Efficacy Among Nursing Students
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการเรียนรู้และการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนของนิสิตพยาบาล 2) เปรียบเทียบคะแนนรูปแบบการเรียนรู้และการรับรู้ความสามารถของตนฯ จำแนกตามชั้นปีและผลสัมฤทธิ์การเรียน 3) ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเรียนรู้กับการรับรู้ความสามารถของตนฯ วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบภาคตัดขวางมีตัวอย่างคือ นิสิตพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 1 - 4 อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปโดยการสุ่มตามสะดวกจำนวน 385 คน ใช้แบบสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล รูปแบบการเรียนรู้ 6 รูปแบบ ได้แก่ แบบอิสระ แบบหลีกเลี่ยง แบบร่วมมือ แบบพึ่งพา แบบแข่งขัน และแบบมีส่วนร่วม และการรับรู้ความสามารถแห่งตนด้านการเรียน ทดสอบความแตกต่างของคะแนนรูปแบบการเรียนรู้และการรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ ตามชั้นปีและระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย ANOVA และสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา: คะแนนเฉลี่ยของรูปแบบการเรียนรู้ทั้งหมดอยู่ในระดับปานกลาง โดยแบบมีส่วนร่วมมือคะแนนสูงสุด (mean = 3.66) ตามด้วยแบบร่วมมือ แบบพึ่งพา แบบอิสระ แบบหลีกเลี่ยง และแบบแข่งขัน (mean = 3.52, 3.38, 3.37, 2.95, และ 2.85 ตามลำดับ) การรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ อยู่ในระดับสูง (mean = 33.24) เมื่อจำแนกตามชั้นปีและผลสัมฤทธิ์การเรียนพบว่ารูปแบบการเรียนรู้ทั้งหมดยกเว้นแบบแข่งขันมีคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.01) และชั้นปีที่สูงมีแนวโน้มมีคะแนนรูปแบบการเรียนรู้ที่พึ่งประสงค์มากกว่า ส่วนคะแนนการรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญสถิติตามชั้นปีเท่านั้น โดยชั้นปีที่สูงกว่ามีการรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ สูงกว่า พบว่าคะแนนรูปแบบการเรียนรู้ 4 แบบสัมพันธ์กับการรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ (P-value < 0.01) ยกเว้นแบบพึ่งพิงและแข่งขัน สรุป: รูปแบบการเรียนรู้ที่พึงประสงค์และการรับรู้ความสามารถแห่งตนยังมีน้อยชั้นปีต้น ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อกระตุ้นรูปแบบการเรียนรู้ที่พึงประสงค์และการรับรู้ความสามารถแห่งตนด้านการเรียนของนิสิตพยาบาล
คำสำคัญ: รูปแบบการเรียนรู้, การรับรู้ความสามารถด้านการเรียนรู้, นิสิตพยาบาล
Abstract
Objectives: To 1) determine levels of learning style and perceived academic self-efficacy among nursing students, 2) compare scores of learning styles and perceived self-efficacy by year of study and academic achievement, and 3) test correlation between learning style and perceived self-efficacy. Method: This cross-sectional study had a sample of 385 nursing students studying in Nursing Bachelor's Program from years 1 – 4 who were 18 years old and over obtained by convenience sampling. A questionnaire was used to collect demographic characteristics, and to assess six learning styles (i.e., independent, avoidant, collaborative, dependent, competitive and participative styles) and perceived academic self-efficacy. Scores of learning styles and perceived self-efficacy by years of study and academic achievements were compared using ANOVA and Pearson’s correlation analysis. Results: Overall learning style score was at moderate level with the highest one of participative style (mean = 3.66), followed by collaborative, dependent, independent, avoidant, and competitive (mean = 3.52, 3.38, 3.37, 2.95, and 2.85, respectively). Perceived self-efficacy was at a high level (mean = 33.24). Participants with different years of study and academic achievements most learning styles except competitive one had significant differences in learning style scores (P-value < 0.01). Participants in higher year of study were more likely to have higher scores of desirable learning styles. Scores of perceived self-efficacy were significantly different by year of study where those in higher year had higher scores. Scores of 4 learning styles, except those of dependent and competitive styles, were significantly correlated with perceived self-efficacy (P-value < 0.01). Conclusion: Desirable learning styes and perceived academic self-efficacy were low in the early year of study. Learning activities should promote desirable learning styles and perceived academic self-efficacy among nursing students.
Keywords: learning styles, perceived academic self-efficacy, nursing students
แนวทางการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลไม้บ้านยาวี จังหวัดเพชรบูรณ์: Guideline for Developing Sustainable Community Enterprise: Case Study of Baanyave Processed Fruit Community Enterprise, Petchabun Province
งานวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลไม้บ้านยาวี ตำบลวังชมพู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และการสนทนากลุ่มกับสมาชิกวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลไม้บ้านยาวี จำนวน 32 คน ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืนในด้านต่างๆ ดังนี้ (1) ด้านการตลาดออนไลน์ในการ Liveสด ขายสินค้า (2) ด้านการผลิต วางแผนการลงทุนในการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มผลผลิต เช่นเครื่องอบพลังงานไฟฟ้า โดมพลังงานแสงอาฑิตย์ การพัฒนาการถนอมอาหารเพื่อยึดอายุเวลาในการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ของน้ำมะขามเข้มข้น มะขามแช่อิ่มอบแห้ง มะขามแช่อิ่มสด การวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้แก่ มะขามผงอัดก้อน น้ำมะขามเข็มข้น น้ำมะขามชงดื่ม (3) ด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะมะขามและผลไม้แปรรูปเพื่อถนอมอาหารป้องกันไม่ให้รสชาดและสีเปลี่ยน (4) การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์โอทอปจากระดับ 4 ดาว เป็น 5 ดาว การขอรับรองมาตรฐานฮาลาลเพื่อขยายตลาดกลุ่มคนอิสลาม (5) การบริหารจัดการกลุ่ม ต้องการพัฒนาสมาชิกให้มีความรู้ความสามารถในการผลิต การจดบันทึกทางด้านบัญชี นอกจากนี้วิสาหกิจชุมชนนี้มีความยั่งยืนเนื่องจากในการผลิตทางกลุ่มมีขั้นตอนในการรักษาสิ่งแวดล้อม การดำเนินการของกลุ่มสร้างรายได้ให้กับสมาชิก คนในชุมชน ช่วยเหลือชุมชน และมีผลกำไรจากการดำเนินงา
เจนเนอเรชันซีกับแนวปฏิบัติด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ภายหลังการแพร่ระบาดโควิด-19: Generation Z and Human Resource Management Practices in Post COVID-19 Pandemic
จากปัญหาการลาออกครั้งยิ่งใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแรงงานเจนเนอเรชันซี งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังการทำงานของแรงงานเจนเนอเรชันซีและแนวปฏิบัติด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ภายหลังสถานการณ์วิกฤต COVID-19 งานวิจัยเชิงสำรวจนี้เก็บข้อมูลเปรียบเทียบความคาดหวังการทำงานของแรงงานเจนเนอเรชันซีก่อนสถานการณ์ COVID-19 ปี พ.ศ.2563 จำนวน 345 คน กับข้อมูลเจนเนอเรชันซีระหว่างสถานการณ์ COVID-19 ปี พ.ศ.2564 จำนวน 275 คน ผลงานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า แรงงานเจนเนอเรชันซีที่ทำงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 กว่า 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มุมมองและความคาดหวังการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากก่อนสถานการณ์ COVID-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคาดหวังสถานะการทำงาน สภาพแวดล้อมการทำงาน และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเสียงสะท้อนของแรงงานเจนเนอเรชันซีกับประเด็นความคาดหวังดังกล่าวภายหลังจากสถานการณ์ COVID-19 ต้องการให้บริษัทปรับการทำงานแบบยืดหยุ่น ให้ออกแบบการทำงานได้ด้วยตนเองและสามารถเลือกโปรเจคการทำงานเองมากกว่าการรับมอบหมาย ตลอดจนต้องการให้บริษัทคำนึงคุณภาพชีวิตการทำงานตลอดจนความปลอดภัยพลานามัยและสุขภาพในการทำงาน เพื่อรักษาแรงงานเจนเนอเรชันซีให้ทำงานกับองค์กรในฐานะกลุ่มแรงงานที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิสรับชั
ถ้อยแถลงบรรณาธิการ
การเขียนบทความตีพิมพ์ โดยเฉพาะบทความวิจัย บทความวิชาการ นำไปใช้ในการขอตำแหน่งวิชาการทั้งในระดับอุดมศึกษาและการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ผู้นิพนธ์ต้องอ่านคำแนะนำ (guideline) ของวารสารฯ ที่ต้องการตีพิมพ์ให้ละเอียด ในวารสารฯ ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้มีแบบฟอร์มสำคัญที่ต้องใช้ซึ่งอยู่ด้านล่างของหน้าหลัก ได้แก่ Template ร่างนิพนธ์ต้นฉบับ แบบโอนลิขสิทธิ์การตีพิมพ์ และแบบชี้แจงร่างแก้ไขนิพนธ์ต้นฉบับ ซึ่งแบบฟอร์ม 2 แบบแรกใช้สำหรับส่งร่างนิพนธ์ต้นฉบับเพื่อเสนอขอตีพิมพ์ ส่วนแบบฟอร์มที่ 3 ต้องใช้สำหรับให้ผู้นิพนธ์ชี้แจงหลังจากแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ขอให้ผู้นิพนธ์ใช้แบบฟอร์มเหล่านี้ให้ถูกต้อง ไม่ต้องทำแบบฟอร์มเองเพื่อส่งมายังกองบรรณาธิการ ในระยะเวลาที่ผ่านมา กองบรรณาธิการปฏิเสธการตีพิมพ์หลายเรื่อง เนื่องจากไม่ส่งแบบฟอร์มตามข้อกำหนดของวารสารฯ อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการปฏิเสธการตีพิมพ์ คือ ไม่เข้าขอบข่ายของวารสารฯ ทางกองบรรณาธิการขอชี้แจงให้เข้าใจ ถ้าเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตรศึกษาหรือคณิตศาสตรศึกษา เช่น ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสอนภาษาอังกฤษ ก็ไม่เข้าขอบข่ายของวารสารฯ ดังนั้นควรเลือกวารสารที่เกี่ยวข้องกับภาษาเพื่อตีพิมพ์แทน
ผู้นิพนธ์มีคำถามเกี่ยวกับระยะเวลาในการได้รับใบตอบรับการตีพิมพ์ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการอ่านของผู้ทรงคุณวุฒิ ระยะเวลาในการแก้ไขของผู้นิพนธ์ และระยะเวลาในการตรวจสอบของกองบรรณาธิการ โดยกระบวนการปกติ หากผลประเมินเป็น minor revision อาจใช้เวลาประมาณ 2 เดือน แต่ถ้าผลประเมินเป็น major revision อาจใช้เวลานานถึง 4 เดือน แต่หากเปลี่ยนผู้ทรงคุณวุฒิ จะใช้ระยะเวลานานกว่าที่กำหนด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กองบรรณาธิการต้องตรวจสอบให้เข้มข้นมากที่สุด คือ เรื่องการคัดลอกผลงานทางวิชาการ หากระหว่างทางตรวจพบว่า มีผู้นิพนธ์ท่านใดตีพิมพ์บทความลักษณะเดียวกันกับเรื่องที่เสนอมาขอตีพิมพ์ในวารสารฯ จะได้รับการปฏิเสธการตีพิมพ์เช่น-กัน การออกใบตอบรับจะทำได้เมื่อกองบรรณาธิการตอบรับ (accepted) บทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารฯ เท่านั้น ไม่สามารถออกให้ก่อนได้
วารสารฯ ฉบับที่ท่านถืออยู่นี้ประกอบด้วยบทความวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ 6 เรื่อง และด้าน วิทยาศาสตรศึกษา 4 เรื่อง มีบทความวิทยาศาสตรศึกษา 1 เรื่องที่สามารถนำไปใช้ทำปฏิบัติการฟิสิกส์ในชั้นเรียนได้ สำหรับเรื่องใบรับรองจริยธรรมในมนุษย์ ทางกองบรรณาธิการได้แจ้งประกาศไว้บนเว็บไซต์แล้ว กรณีบทความวิจัยในชั้นเรียนระดับปริญญาตรี และบทความวิจัยสารนิพนธ์ อาจหย่อนเกณฑ์ตามประกาศได้ แต่สำหรับบทความวิจัยวิทยานิพนธ์และบทความวิจัยเพื่อขอตำแหน่งวิชาการ ยังคงต้องส่งใบรับรองจริยธรรมในมนุษย์อย่างเคร่งครัด หากผู้นิพนธ์สนใจเสนอร่างนิพนธ์ต้นฉบับเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร JSTEL กรุณาศึกษาข้อมูลวารสารฯ ให้ชัดเจนเพื่อลดระยะเวลาในกระบวนการตรวจสอบเพื่อตีพิมพ์และบทความที่ผ่านการพิจารณาจะมีคุณภาพที่ดี สามารถนำไปอ้างอิงเพื่อใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้
A STUDY ON THE INFLUENCES OF SERVICE MARKETING MIX AND SERVICE QUALITY ON CUSTOMER SATISFACTION OF HOTEL DE LADDA: การศึกษาส่วนประสมทางการตลาดบริการและคุณภาพการบริการที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของลูกค้า โรงแรม โฮเทล เดอ ลัดดา
This research aimed to study the influences of service marketing mix and service quality on customer satisfaction of Hotel de Ladda by employing quantitative research method to collect data in form of questionnaire from sample of 400 respondents who are the customers of Hotel de Ladda. Statisical techniques used to analyze data including of descriptive statistical analysis methods that are percentage, mean, and standard deviation as well as inferential statistical analysis that is regression analysis. Research results showed that service marketing mix including of product and service, price, and promotion had influence on customer satisfaction of Hotel de Ladda at significant level =.05. Also, service quality dimensions that were tangible, assurance, and reliability had influence on customer satisfaction of Hotel de Ladda at statistical significant =.000*, .003* and .013* respectively
ENTREPRENEURIAL KNOWLEDGE, ATTITUDE AND PRACTICE OF MARKETING AND BRAND BUILDING CONCEPTS: ความรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมของกลุ่มผู้ประกอบการ ที่มีต่อแนวคิดการตลาดและการสร้างแบรนด์
This research studied entrepreneurial knowledge, attitudes and the intention of entrepreneurs to implement marketing and brands concepts. Quantitative survey research was done for cross-sectional description with data collected by questionnaire. The population was 400 entrepreneurs working in Bangkok and other regions of Thailand. Data was statistically analyzed by percentage, mean, standard deviation, and inferentially by the Pearson product-moment correlation coefficient. Results were that samples had average scores for marketing concept and brand building knowledge of moderate level. Attitudinally, samples had positive attitudes in strong agreement at an average of 4.41. In terms of practice, samples group had high level intention to apply marketing and branding concepts to their businesses, with a mean of 4.52. In addition, marketing concept and branding knowledge was related to attitude at a significance level of .001 in all aspects, including entrepreneurial attitude toward marketing concepts and branding correlated with practice, in terms of intention to apply marketing concepts to businesses and brand buildin