Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
แนวทางการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะสำหรับ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของประเทศไทย
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของประเทศไทย โดยพิจารณาถึงองค์ประกอบและลักษณะสำคัญของการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ ซึ่งการวัดและประเมินผลการเรียนรู้มีองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ การประเมินเพื่อการเรียนรู้ การประเมินขณะเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ การบริหารหลักสูตรฐานสมรรถนะจะหมายความถึงการกำหนดนโยบายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยสถาบันการศึกษาต้องมีระบบและกลไกในการพัฒนาหลักสูตร การวัดและประเมินผล รวมถึงการประกันคุณภาพการศึกษาที่ชัดเจน เนื้อหาในบทความนี้กล่าวถึงประเด็นสำหรับการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย 1) องค์ประกอบและลักษณะสำคัญของการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ 2) แนวทางการวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะและประสิทธิภาพของการวัดผลการศึกษาด้วยระบบการศึกษาฐานสมรรถนะ และ 3) แนวทางการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะและสมรรถนะผู้เรียน ตามลำดับ อีกทั้งยังได้ระบุรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะไว้อย่างชัดเจน สถาบันการศึกษามีบทบาทในการกำกับติดตามการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามที่กำหนดอย่างมีคุณภาพ อีกทั้งผู้สอนต้องทำหน้าที่จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รวมถึงออกแบบการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ที่อิงสมรรถนะตามที่กำหนด ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาประเทศไทยต่อไ
คำแนะนำสำหรับผู้เขียนและการเตรียมต้นฉบับบทความ
คำแนะนำสำหรับผู้เขียนและการเตรียมต้นฉบับบทควา
ปัญหาและข้อเสนอแนะในการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: Problem Statements and Proposed Solutions for the Enforcement of Personal Data Protection Act B.E. 2562
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมถึงจัดทำข้อเสนอแนะ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าสิทธิความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูลจะไม่ถูกละเมิดโดยมิชอบ จึงมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เพื่อใช้กำกับดูแลผู้ที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเกิดความเชื่อมั่นว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนที่ถูกเก็บรวบรวมไปจะมีมาตรฐานการคุ้มครองความปลอดภัยที่เพียงพอภายใต้หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดีเนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองส่วนบุคคลยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประชาชนชาวไทย จึงอาจทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากทั้งต่อผู้มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและต่อสังคมไทย และอาจนำมาซึ่งปัญหาหลายประการเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในแง่ความพร้อมของผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ในการปรับใช้และตีความตัวบทกฎหมาย ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมาย ในบทความนี้ผู้วิจัยจึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาตามที่ได้กล่าวไป ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอะแนะ ได้แก่ การเสนอให้หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลออกมาตรการการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในเชิงป้องกัน (Preventive measures) การกำหนดขอบเขตการใช้ฐานการประมวลผลข้อมูลตามกฎหมาย รวมถึงการพิจารณาทบทวนกฎหมายเพื่อปรับปรุงและการตรากฎหมายลำดับรองเป็นระย
Assessment of Smile Line and Attractiveness in a Group of Thai University Students
Objectives: To determine the prevalence of smile line in a group of Thai university students and to evaluate the attractiveness of smile line combined with tooth shape.
Materials and Methods: Four hundred university students (159 males and 241 females, ages 20-30 years old) voluntarily participated in the study. Maximum smile photographs were taken from each participant. Smile line was classified as low, average, high and very high smile line. Gingival display of the high smile line group was measured by using a 2-mm diameter reference dot which was placed on the middle of the labial surface of the right maxillary central incisor. All participants were enquired to rate the attractiveness score of twelve photographs which represented smile lines combined with tooth shapes.
Results: Most of participants exhibited average smile line (57.50%), followed by high (34.25%) and low smile line (8.25%), respectively. The highest proportions were average smile line for both male and female, 63.52% and 53.53%, respectively. The proportions of smile line types between male and female were statistically significant difference (p < 0.05). Among 12 smile types, rating score of average smile line with square tooth shape received statistically significant highest score from other smile types (p < 0.05). Whereas, all three bottom scores were square, ovoid and triangle tooth shape in low smile line.
Conclusions: The average smile line was the most frequently observed in both genders. The average smile line in combined with square tooth shape was scored as the most attractive.
> ว.ทันต.มศว ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 หน้า 11-22.
> SWU Dent J. 2023;16(1): 11-22.
การตั้งตำรับและประเมินสารหล่อลื่นในช่องปากที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักสำหรับงานทันตกรรมผู้สูงอายุ
วัตถุประสงค์: เพื่อตั้งตำรับและประเมินคุณสมบัติของสารหล่อลื่นในช่องปากที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก
วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: ตั้งตำรับสารหล่อลื่นจากน้ำปราศจากไอออน สารก่อเนื้อเจล และสารเพิ่มความชุ่มชื้น ประเมินคุณสมบัติโดยเปรียบเทียบค่าความหนืดจากเครื่องวัดความหนืดบรุคฟิลด์ชนิดโคนและแผ่นเรียบ ใช้สถิติ Kruskal-Wallis test และ Mann-Whitney U Test เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าความหนืดและความเข้มข้นของสารไฮดรอกซีโพรพิลเมทิลเซลลูโลในสารรูปเจลและเพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกายภาพกับเควายเจลลี่
ผลการทดลอง: ค่าความหนืดของสารรูปเจลมีค่าเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของสารก่อเนื้อเจล โดยที่สารรูปเจลสูตรที่ 3 (2.8% ไฮดรอกซีโพรพิลเมทิลเซลลูโลส) มีความหนืดมากที่สุด สารรูปเจลสูตรที่ 2 (2.7% ไฮดรอกซีโพรพิลเมทิลเซลลูโลส) มีความหนืดรองลงมาซึ่งมีค่าความหนืดใกล้เคียงกับเควายเจลลี่ (KY® jelly) และสารรูปเจลสูตรที่ 1 (2.6% ไฮดรอกซีโพรพิลเมทิลเซลลูโลส) มีความหนืดน้อยที่สุด โดยความหนืดของสารทุกสูตรที่ 25 องศาเซลเซียส มีค่ามากกว่าที่ 37 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ค่าความหนืดของสารทุกสูตรมีแนวโน้มลดลงที่เวลา 1 เดือนและ 3 เดือน ภายหลังการผสม
สรุป: สารรูปเจลสูตรที่ 2 มีโอกาสพัฒนาต่อเพื่อใช้สำหรับการทำหัตถการในผู้สูงอายุ เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพและความหนืดใกล้เคียงกับสารหล่อลื่นเควายเจลลี่และคาดว่ามีความเหมาะสมในการใช้ในช่องปากมากที่สุด
> ว.ทันต.มศว ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 หน้า 37-49.
> SWU Dent J. 2023;16(1): 37-49
Superconductivity and Structural of the New Er358 Materials
The Er358 superconductor was synthesized via the standard solid-state reaction method and demonstrated an average onset critical temperature of 95.48 K and an offset critical temperature of 89.70 K. Its crystal structure was classified into two groups: superconducting and non-superconducting compounds, possessing orthorhombic structures corresponding to the Pmmm and Pbnm space groups, respectively. The ratio of superconducting to non-superconducting compounds was 1:2, and their respective lattice parameters were a=3.8248 Å, b=3.8770 Å, c=31.666 Å, and a=7.1006 Å, b=12.139 Å, c=5.6418 Å. The samples exhibited smooth and dense surfaces, and their element distribution was analyzed via EDX mapping. The Cu2+/Cu3+ ratio was 0.0527, and the oxygen content deficiency was 0.300. The oxygen content was determined to be 17.7 using iodometric titration. Additionally, two endothermic peaks were observed in the heat reaction at 935°C and 1,050°C
การสำรวจกล้วยไม้ป่าบริเวณพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
A Survey of Orchids at Omkoi District, Chiang Mai Province
Tipsuda Tangtragoon, Yaowanit Tarachai, Perada Keawthongprakum, Wipawee Nilapaka and Khomsan Sritan
รับบทความ: 19 พฤษภาคม 2565; แก้ไขบทความ: 2 ธันวาคม 2565; ยอมรับตีพิมพ์: 5 มกราคม 2566; ตีพิมพ์ออนไลน์: 4 มิถุนายน 2566
บทคัดย่อ
การสำรวจกล้วยไม้บริเวณพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 ถึงมกราคม 2564 พบจำนวน 3 วงศ์ย่อย คือ วงศ์ย่อย Cypripedioideae จำนวน 1 ชนิด วงศ์ย่อย Orchidoideae จำนวน 6 สกุล 7 ชนิด และ วงศ์ย่อย Epidendroideae จำนวน 36 สกุล 110 ชนิด รวม 118 ชนิด และไม่สามารถจำแนกชนิดได้ 6 สกุล คือ สกุล Chiloschista, Cymbidium, Habenaria, Oberonia, Porpax และ Thrixspermum โดยสกุลที่พบมากที่สุด คือ สกุล Dendrobium จำนวน 31 ชนิด ตามด้วยสกุล Bulbophyllum 21 ชนิด สกุล Cleisostoma, Cymbidium, Luisia และ Thrixspermum จำนวน 4 ชนิด สกุล Aerides, Coelogyne, Pinalia และ Vanda จำนวน 3 ชนิด สกุล Chiloschista, Eulophia, Geodorum, Habenaria และ Pholidota จำนวน 2 ชนิด และอีก 28 สกุลที่สำรวจพบสกุลละ 1 ชนิด คือ สกุล Acriopsis, Anoectochilus, Calanthe, Callostylis, Cephalanthera, Crepidium, Diploprora, Eriodes, Gastrochilus, Hetaeria, Holcoglossum, Mycaranthes, Nervilia, Oberonia, Odontochilus, Ornithochilus, Paphiopedilum, Peristylus, Phalaenopsis, Polystachya, Porpax, Rhynchostylis, Staurochilus, Tainia, Thunia, Trichotosia, Uncifera และ Zeuxine
คำสำคัญ: การจัดจำแนก การตรวจสอบรายชื่อ อำเภออมก๋อย กล้วยไม้ การสำรวจ
Abstract
A survey of wild orchids was conducted at Omkoi District, Chiang Mai Province during May, 2020 – January, 2021. A hundred and eighteen species in 3 subfamilies: Cypripedioideae (1 species), Orchidoideae (7 species of 6 genera) and Epidendroideae (110 species of 36 genera) were recorded. One species in each genera: Chiloschista, Cymbidium, Habenaria, Oberonia, Porpax and two species in the genus Thrixspermum could not be identified. The highest species number is found in the genus Dendrobium (31 species) followed by Bulbophyllum (21 species), Four genera (Cleisostoma, Cymbidium, Luisia and Thrixspermum) each with 4 species, 4 genera (Aerides, Coelogyne, Pinalia and Vanda) each with 3 species, 5 genera (Chiloschista, Eulophia, Geodorum, Habenaria and Pholidota) each with 2 species, and 28 genera (Acriopsis, Anoectochilus, Calanthe, Callostylis, Cephalanthera, Crepidium, Diploprora, Eriodes, Gastrochilus, Hetaeria, Holcoglossum, Mycaranthes, Nervilia, Oberonia, Odontochilus, Ornithochilus, Paphiopedilum, Peristylus, Phalaenopsis, Polystachya, Porpax, Rhynchostylis, Staurochilus, Tainia, Thunia, Trichotosia, Uncifera and Zeuxine) each with 1 species are found, respectively.
Keywords: Classification, Identification, Omkoi district, Orchids, Surve
การพัฒนาความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานร่วมกับภาพเคลื่อนไหวที่สร้างขึ้น
Development of Scientific Modeling on Factors Affecting Rate of a Chemical Reaction Using Based Inquiry Combining with Created Animations
Wanida Charoen and Arunee Sangsuwan
รับบทความ: 20 ตุลาคม 2565; แก้ไขบทความ: 19 กุมภาพันธ์ 2566; ยอมรับตีพิมพ์: 27 กุมภาพันธ์ 2566; ตีพิมพ์ออนไลน์: 28 พฤษภาคม 2566
บทคัดย่อ
การเรียนรู้และเข้าใจแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์เป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาเคมี เนื่องจากเนื้อหาวิชาเคมีส่วนใหญ่ค่อนข้างซับซ้อนยากต่อการทำความเข้าใจ หากนักเรียนเข้าใจแบบจำลองและสามารถสร้างแบบจำลองได้จะสามารถเข้าใจเนื้อหาวิชาเคมีได้ง่ายขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานร่วมกับภาพเคลื่อนไหวที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) ภาพเคลื่อนไหว 3) แบบวัดการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ 4) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 5) อนุทิน การศึกษาในครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ จากการวิจัยพบว่าก่อนเรียนนักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับควรปรับปรุง หลังการจัดการเรียนรู้นักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีมาก กิจกรรมการเรียนรู้ช่วยพัฒนาความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้ดียิ่งขึ้นในทุกองค์ประกอบ และภาพเคลื่อนไหวที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสามารถช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจพฤติกรรมของสารในระดับโมเลกุลมากขึ้น
คำสำคัญ: แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ภาพเคลื่อนไหว
Abstract
Learning and understanding scientific models are the heart of learning science, especially in chemistry, since most of the chemistry content is quite complicated to understand. If students understand modeling and create modeling, it will be easier to understand the chemistry content. The purpose of this research was to develop students’ construction scientific model ability. The target group was 30 grade–11 students. Research instruments were composed of: 1) lesson plans, 2) animations, 3) scientific model ability tests of factors effecting chemical reaction rate, 4) interview and 5) reflection notes. This study was qualitative research to examine students’ ability to create scientific modeling before and after learning. According to the research, it was found that before studying, the students’ ability to create science models was at an improved level. After the learning process, the students were able to create scientific models at an excellent level. The results showed that the quest for knowledge using model–based learning together with animation improved students’ ability to create scientific models in all aspects, and the animations created by the researcher can encourage students to understand the behavior of substances at the molecular level and reaction rates.
Keywords: Scientific modeling, Factors affecting chemical reaction rate, Animation
กองบรรณาธิการ
ที่ปรึกษา
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
(ศาสตราจารย์ ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร)
บรรณาธิการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ
บรรณาธิการจัดการ
ผู้่ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ แก่นทอง
กองบรรณาธิการ
ศาสตราจารย์ ดร.วรรณทิพา รอดแรงค้า / สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ศาสตราจารย์ ดร.อรินทิพย์ ธรรมชัยพิเนต / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.กานต์ตะรัตน์ วุฒิเสลา / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงเดือน สุวรรณจินดา / มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รองศาสตราจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
รองศาสตราจารย์ ดร.พัดตาวัน นาใจแก้ว / มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี ลีกิจวัฒนะ / สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาภัค ศรียาภัย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี สุภาษร /มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.สุระ วุฒิพรหม / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวรัตน์ จันทะโร / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รองศาสตราจารย์ ดร.โสภณ บุญลือ / มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รองศาสตราจารย์ ดร.อภิเดช แสงดี / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
รองศาสตราจารย์พเยาว์ ยินดีสุข / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา นุกูลธรรม / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญ เพียซ้าย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญจิต เหมะวิบูลย์ /มหาวิทยาลัยนเรศวร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทิมา ปิยะพงษ์ / มหาวิทยาลัยบูรพา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุมพต พุ่มศรีภานนท์ / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐ์ ดิษเจริญ / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง / มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทัศนียา ร. นพรัตน์แจ่มจำรัส / มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภากร ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยรัตน์ ดรบัณฑิต / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เยาวนิตย์ ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒินันท์ รักษาจิตร์ / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนิษฐาน ศรีนวล / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อโนชา หมั่นภักดี / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณ ชาญชัยเชาว์วิวัฒน์ / มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
อาจารย์ ดร.กานต์ยุพา จิตติวัฒนา / มหาวิทยาลัยมหิดล
อาจารย์ ดร.ธีรวัฒนา ภาระมาตย์ / มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร.สมบัติ คงวิทยา /กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คุณวรรณวิมล เมฆบุญส่งลาภ / ศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Prof. Dr. Wee Tiong Seah / Melbourne Graduate School of Education, The University of Melbourne 234 Queensberry Street Victoria 3010, Australia
Dr. Bin Hong /China Institute of Medical Biotechnology, Chinese Academy of Medical Sciences and Peking Union Medical College, Taintanxili #1, Beijing 100050, China
Dr. Vandna Rai / National Research Centre on Plant Biotechnology, Indian Agriculture Research Institute, New Delhi 110012, India
ฝ่ายศิลป์และภาพ
นายสัญญา พาลุน
ฝ่ายจัดการและเลขานุการ
นางชลรดา สารทสมั