Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    ข่าวการถึงแก่กรรม (Obituary)

    Get PDF
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ (พ.ศ. 2515-2566) ในวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน 2566 เวลา 8.30 น. สิริอายุ 51 ปี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ (ครูโอเล่) อาศัยอยู่ที่บ้านพักและจากไปอย่างสงบด้วยอาการระบบทางเดินทางหายใจล้มเหลวและหัวใจวายเฉียบพลัน ครูโอเล่เป็นแบบอย่างที่ดีของการผลิตครูวิทยาศาสตร์ทั่วไป ตลอดระยะเวลาในการทำงานครูโอเล่ให้ความทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจเพื่อพัฒนาลูกศิษย์ เมื่อปี พ.ศ. 2551 ได้ร่วมกันดำริเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างสองภาควิชา คือ ภาควิชาชีววิทยาและภาควิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป โดยมีส่วนร่วมในการจัดตั้งหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Research Unit on Science, Technology, Environment for Learning: STEL) ครูโอเล่เป็นผู้สนใจในด้านการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แม้จะไม่ได้จบมาทางด้านนี้โดยตรง และริเริ่มจัดการบริการวิชาการต่าง ๆ ให้กับโรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา เคยดำรงตำแหน่งบริการเป็น ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนิสิต รองคณบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนิสิต และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเสนอให้มีการจัดทำวารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (JSTEL) ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการจัดการ (managing director) มาตลอดระยะเวลาดำเนินการวารสาร 14 ปี นอกจากนี้ยังช่วยจัดหาทุนสนับสนุนการดำเนินการวารสารฯ ร่วมกันอาจารย์ภายในหน่วยวิจัยมาโดยตลอด ในช่วงท้ายก่อนการถึงแก่กรรม ครูโอเล่เป็นประธานหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มีความร่วมมือกับนิสิต อาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย และอาจารย์ต่างมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาวงการวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตรศึกษาให้กว้างขวางมากขึ้น การจากไปของครูโอเล่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่วารสารฯ ยังไม่ปิดเล่มที่ 14 ฉบับที่ 2 เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม การทำงานวารสารฯ ก็ต้องดำเนินการต่อไปโดยไม่สามารถหยุดดำเนินการได้ แต่สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งกองบรรณาธิการได้พูดคุยกันไว้ก่อนครูโอเล่จะจากไป คือ การปรับเปลี่ยนและหยุดตีพิมพ์รูปเล่มวารสารฯ ให้คงเหลือแต่เฉพาะแบบออนไลน์เท่านั้น ไม่ว่าจะในด้านการผลิตครู การเข้าสังคม การทำงานมหาวิทยาลัยเด็ก การทำงานร่วมในหน่วยวิจัย และการบริการวิชาการ ครูโอเล่มักเป็นแบบอย่างที่ดีกับนิสิตและเพื่อนร่วมงานเสมอ ในนามของหัวหน้าหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ และหัวหน้ากองบรรณาธิการวารสารฯ ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยกับการจากไปของครูโอเล่ ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติสากล ข่าวการถึงแก่กรรมของผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยวิจัยและบรรณาธิการจัดการสามารถแถลงให้ผู้รู้จัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ (ครูโอเล่) ทราบ และร่วมไว้อาลัยกับการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างไม่มีวันหวนกลับ บุคลากรที่อยู่ข้างหลังจะได้สานต่องานที่ครูโอเล่ดำเนินการค้างไว้ รวมถึงวารสารฯ ก็ยังคงดำเนินการต่อไป หัวหน้ากองบรรณาธิการวารสาร JSTE

    CONJOINT ANALYSIS IN THE DECISION-MAKING FOR CHOOSING CAFE IN BANGKOK METROPOLIS: การวิเคราะห์ร่วมในการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านกาแฟ ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร

    No full text
    The purpose of this research is to study the important factors that influence consumers' decision-making in choosing a cafe in the Bangkok Metropolitan area, and to compare the demographic characteristics and lifestyle patterns that affect the choice. This research was conducted using multiple methods. Part 1 Qualitative Research; Key information regarding who has used a cafe in the Bangkok Metropolitan area at least once, totaling 21 people. There were divided into three different age groups, then put through semi-structured online interviews. The data from these interviews was analyzed and concluded. Part 2: Quantitative Research; data was collected through questionnaires from a sample group of 200 cafe customers within the Bangkok Metropolitan area. The statistic used in the data analysis were: conjoint analysis, descriptive statistics and inferential statistics. The research findings indicate that the sample groups ranked the importance of decision-making factors for choosing cafe in the following order: convenient location for traveling to the cafe, cafe decoration, availability of parking space near the cafe, advertising, and taste of the coffee. The hypothesis testing results reveal the following: 1) Consumers of different genders gave unequal importance to taste of coffee and cafe decoration. Whereas, consumers whose ages, education level and average monthly income were different all gave unequal importance to cafe decoration, and availability of parking space near the cafe. Furthermore, Consumers of differing occupations gave unequal importance to the taste of coffee, advertising and availability of parking space near the cafe. 2) Consumers with different frequencies of service usage gave unequal importance to the advertising. 3) Customers with differing lifestyles and opinions gave unequal importance to the cafe decoration and availability of parking space. This study demonstrates the overall preference scores and the ranking of decision-making factors among consumers. Therefore, the research data will enable business owners to identify the importance of each factor that influence consumers' decision-making in choosing cafe and develop strategies accordingly. This information can be used to improve and enhance their businesses in the future

    การพัฒนาทักษะการอ่านคำด้วยวิธีการกำหนดรหัสสีร่วมกับการใช้รูปภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

    Get PDF
    นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จะมีความยากลำบากในการอ่าน การจำเสียงพยัญชนะและสระ ขาดทักษะการสะกดคำและมีความจำกัดในการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ อ่านออกเสียงผิด อ่านข้ามคำ อ่านสลับตัวอักษร เกิดจากความผิดปกติของสมองหรือระบบประสาทส่วนกลางจึงส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อนำวิธีการกำหนดรหัสสีร่วมกับการใช้รูปภาพมาพัฒนาทักษะการอ่านคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลองในแบบรายกรณีศึกษาได้คัดเลือกนักเรียนที่มีความบกพร่องด้านการอ่าน จำนวน 1 ราย ผู้วิจัยเป็นผู้ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ ดำเนินการ และติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบทักษะการอ่านคำ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ คะแนนเพิ่มสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า หลังจากการเรียนรู้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการอ่านคำได้ดีขึ้น ในช่วงเวลาของการเรียนรู้ 4 สัปดาห์ นักเรียนพัฒนาความสามารถในการอ่านคำจากระดับต้นไปสู่ระดับปานกลางได้ รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ในการอภิปรายผ

    ผลของโปรแกรมฝึกสติร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อพัฒนาหน้าที่บริหารจัดการของสมอง และลดภาวะสมาธิสั้นในเด็กสมาธิสั้น

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมฝึกสติร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อพัฒนาหน้าที่บริหารจัดการของสมองและลดภาวะสมาธิสั้นในเด็กสมาธิสั้น กลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กสมาธิสั้นอายุ 7-8 ปี จำนวน 5 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์ว่าเป็นเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น ไม่มีโรคอื่นร่วม ไม่ได้รับการบำบัดด้วยกิจกรรมอื่น ได้รับการรักษาด้วยยาสมาธิสั้น ซึ่งได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองในการสมัครใจเข้าร่วมการวิจัย ดำเนินการทดลองเป็นแบบศึกษากลุ่มเดียว วัดก่อน หลัง และระยะติดตามหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบประเมินหน้าที่บริหารจัดการของสมอง ฉบับภาษาไทยสำหรับเด็กสมาธิสั้น 2) แบบประเมินพฤติกรรมอาการสมาธิสั้น 3) โปรแกรมฝึกสติร่วมกับบอร์ดเกมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น กลุ่มเป้าหมายได้รับโปรแกรมฝึกสติร่วมกับบอร์ดเกม สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที รวมทั้งหมด 12 ครั้งเป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานและข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสังเกตพฤติกรรมตั้งแต่เริ่มการวิจัยจนสิ้นสุดการวิจัย ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับโปรแกรมฝึกสติร่วมกับบอร์ดเกม มีหน้าที่บริหารจัดการของสมองด้านการยั้งคิด การควบคุมอารมณ์ และการยืดหยุ่น หลังการทดลองและระยะติดตามผลดีกว่าก่อนการทดลอง และมีพฤติกรรมอาการขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง/ขาดความยับยั้งชั่งใจ และดื้อ ต่อต้าน ลดลง &nbsp

    ผลของสารสกัดแทนนินจากเปลือก Garcinia mangostana L. และ คลอเฮกซิดีนในการยับยั้งการเจริญของเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์

    Get PDF
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ของสารสกัดแทนนินจากเปลือกมังคุด เปรียบเทียบกับคลอเฮกซิดีนกลูโคเนตร้อยละ 0.12 วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: สกัดสารแทนนินจากเปลือกมังคุดโดยใช้เอทานอลร้อยละ 95 แล้วนำมาศึกษา ชนิดด้วยวิธีทางเคมี หาปริมาณแทนนินด้วยวิธีวิเคราะห์เรเดียลดิฟฟิวชั่น จากนั้นทดสอบฤทธิ์การยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ด้วยสารแทนนินเข้มข้น 2, 4, 6, 8 และ 16 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และคลอเฮกซิดีนกลูโคเนต ร้อยละ 0.12 โดยวิธีดิสก์ดิฟฟิวชั่น ผลการศึกษา: สารสกัดจากเปลือกมังคุดเป็นสารคอนเดนส์แทนนิน ที่มีความเข้มข้น 18.69 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อนำสารสกัดแทนนินมาทดสอบพบฤทธิ์ของการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ซึ่งเพิ่มขึ้นตามปริมาณของสารแทนนิน โดยสารแทนนินเข้มข้น 16 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลให้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณยับยั้งเชื้อสูงที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 19.1 ± 0.9 มิลลิเมตร แต่ต่ำกว่าผลทดสอบที่ได้จากสารละลายคลอเฮกซิดีนกลูโคเนตร้อยละ 0.12 ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณยับยั้งเชื้อเท่ากับ 19.9 ± 1.2 มิลลิเมตร สรุป: สารสกัดแทนนินจากเปลือกมังคุดเข้มข้น 16 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ไม่ต่างจากผลการยับยั้งเชื้อของคลอเฮกซิดีนร้อยละ 0.12 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 > ว.ทันต.มศว ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 หน้า 89-101. > SWU Dent J. 2023;16(1): 89-101

    การเปรียบเทียบการใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์กับการวิเคราะห์ทางชีวกลศาสตร์ในห้องปฏิบัติการในการศัลยกรรมแก้ไขความผิดปกติของกระดูกขากรรไกร

    Get PDF
    การศัลยกรรมแก้ไขความผิดปกติของกระดูกขากรรไกร มีเทคนิคการศัลยกรรมตัดกระดูกที่หลากหลายและ พัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นทศวรรษ การทำให้เกิดผลสำเร็จของการรักษา จำเป็นต้องมีเทคนิคที่มีความถูกต้องสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายของบาดแผลและลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นภายหลังการรักษา ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ถูกนำมาใช้ในการศัลยกรรมช่องปากและกระดูกขากรรไกร เพื่อใช้ในการประเมินชีวกลศาสตร์บริเวณที่ทำการผ่าตัดกระดูกได้ ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์มีการใช้งานอย่างกว้างขวางสำหรับการประเมินความเค้นและความเครียดของแบบจำลองเสมือน เนื่องจากมีการใช้งานที่ง่ายและไม่เกิดการรุกรานต่อสิ่งทดลอง ในอีกมุมหนึ่งยังมีวิธีการวิเคราะห์ทางชีวกลศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งได้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรมและน่าเชื่อถือ แต่จะมีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาทำที่มากกว่า วัตถุประสงค์ของบทความปริทัศน์นี้ คือการทบทวนวรรณกรรมและอภิปรายระหว่างสองวิธีของการวิเคราะห์ทางกลศาสตร์ในการศัลยกรรมแก้ไขความผิดปกติของกระดูกขากรรไกรล่างโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเน้นถึงประโยชน์และข้อจำกัดระหว่างการใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์และการวิเคราะห์ชีวกลศาสตร์ในห้องปฏิบัติการในการศัลยกรรมแก้ไขความผิดปกติของกระดูกขากรรไกรได้ > ว.ทันต.มศว ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 หน้า 164-175. > SWU Dent J. 2023;16(1): 164-175

    โปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนดแบบเบ็ดเสร็จ ขณะรักษาตัวในโรงพยาบาล: การศึกษานำร่อง The Comprehensive Preterm Infant Developmental Care Program in Hospitalized Preterm Infants: A Pilot Study

    Get PDF
      Abs บทคัดย่อ   วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนดแบบเบ็ดเสร็จต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ปกครอง การเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านประสาทพฤติกรรมของทารกคลอดก่อนกำหนดขณะรักษาตัวในโรงพยาบาล วิธีการศึกษา: การศึกษานำร่องนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองเปรียบเทียบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังการทดลองและติดตามผล กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกโดยใช้เทคนิคการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เป็นผู้ปกครองและทารกคลอดก่อนกำหนดอายุครรภ์ 28 - 32 สัปดาห์ ที่รักษาตัวในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต โรงพยาบาลชลบุรี 10 ราย รวบรวมข้อมูล 4 สัปดาห์ โดยจัดกิจกรรมเป็นรายบุคคลใช้เวลา 1 สัปดาห์ จำนวน 4 ครั้งๆ ละ 60 - 90 นาที ครอบคลุมกิจกรรมทั้ง 6 ระยะ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบประเมินพัฒนาการด้านประสาทพฤติกรรมของทารก เครื่องชั่งน้ำหนัก เทปวัด และแบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงดูทารกของผู้ปกครอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการศึกษา: หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตน การเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านประสาทพฤติกรรมของทารกคลอดก่อนกำหนดระยะหลังการเข้าร่วมโปรแกรมและระยะติดตามผลเพิ่มขึ้นกว่าในระยะก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P-value < 0.01 กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในกิจกรรมของโปรแกรม สรุป: โปรแกรมการดูแลพัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนดแบบเบ็ดเสร็จมีความเป็นไปได้ที่จะนําทดสอบในการศึกษาหลัก โดยทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น คำสำคัญ: โปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการแบบเบ็ดเสร็จ, ทารกคลอดก่อนกำหนด, ประสาทพฤติกรรม, สมรรถนะแห่งตน tract Objective: To examine the feasibility of the comprehensive preterm infant developmental care program on parental self-efficacy, growth and neurobehavioral development of hospitalized preterm infants. Methods: This pilot study was a quasi-experimental design with a one-group comparison, pre-posttest, and follow-up. Ten parent-preterm infant dyads were recruited by using a simple random sampling technique. Preterm infants were born at a gestational age of between 28 – 32 weeks and were hospitalized in the NICU at Chon Buri Hospital, Muang district, Chon Buri province, Thailand. Data were collected for 4 weeks. The program was carried out at a hospital with individuals, which contained activities of one week’s duration, including six stages within four sessions. Each session lasted 60 - 90 minutes. Questionnaire consisted of the Neonatal Neurobehavioral Examination, a digital weight scale, a measuring tape, and the Perceived Maternal Parenting Self-Efficacy. Data were analyzed by using descriptive statistics and repeated measures ANOVA. Results: The scores of parental self-efficacy, preterm infant growth, and neurobehavioral development at post-test and follow-up were significantly higher than the pre-test (P-value < 0.01 for all). The parents were satisfied with the program’s activities. Conclusion: The comprehensive preterm infant developmental care program was feasible for further studies with a larger sample size. Keywords: comprehensive preterm infant developmental care program, preterm infants, neurobehavioral development, self-efficac

    แนวทางการนิเทศภายในเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในสถานศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในจังหวัดสระบุรี: AN INTERNAL SUPERVISION APPROACH TO ENHANCE LEARNING ACHIEVEMENT IN LARGE EDUCATIONAL INSTITUTIONS. UNDER THE JURISDICTION OF THE PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE IN SARABURI PROVINCE

    Get PDF
    บทคัดย่อ             บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้องการการนิเทศภายในสถานศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดสระบุรี และ เพื่อหาแนวทางในการการนิเทศภายในเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในสถานศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดสระบุรี ประชากรที่ใช้ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และ ครูผู้สอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 246 คนโดยใช้สูตรของยามาเน่  เครือมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ได้แก่การหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และ ค่า t-test Dependent การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยการวิเคราะห์เนื้อหาจากการจดบันทึก และการบันทึกเสียงของผู้ให้การสัมภาษณ์ โดยสรุปสาระสำคัญนำเสนอเป็นความเรียง             ผลการวิจัย พบว่า ความต้องการการนิเทศภายใน โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้แนวทางการนิเทศภายใน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01              การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ทั้ง 15 คน มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ควรมีจิตวิทยาในการจูงใจ ในการนิเทศ ไม่ควรนิเทศตามใจตน นิเทศโดยใช้กระบวนการ โดยยึดหลัก“ถูกที่” คือ “ถูกคน” และ“ถูกใจ” Abstract                     This research article aims to study the needs of supervision within large educational institutions under the Office of Primary Educational Service Area in Saraburi Province, and to find guidelines for internal supervision to enhance learning achievement in large educational institutions. Under the Office of Primary Educational Service Area in Saraburi Province The population used was school administrators group leader and teachers. The samples used in this study were 246 people using Yamane's formula. The research instrument was a 5-point scaled questionnaire. Statistics used were mean ( ) and standard deviation (S.D.) and t-test Dependent. Qualitative data analysis. from in-depth interviews by analyzing content from notes and audio recordings of interviewees In summary, the main points are presented in essays.                        The results of the research revealed that the overall and individual supervision needs were at high levels in all aspects. When comparing the learning achievement of students, it was found that the learning achievement of students before and after using the internal supervision approach. There was a statistically significant difference at the .01 level.      in-depth interview All 15 key informants agreed that There should be a psychology of motivation in supervision, not self-indulgent supervision. supervision using process By adhering to the principle of "right place", i.e. "right people" and "likes"

    ภาวะสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนิสิตทันตแพทย์: Mental Health and Related Factors in Undergraduate Dental Students

    No full text
    วัตถุประสงค์: ศึกษาภาวะสุขภาพจิตของนิสิตทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และศึกษาความสัมพันธ์กับปัจจัยส่วนบุคคล วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: วิจัยเชิงสำรวจในนิสิตทันตแพทย์ชั้นปีที่ 1-6 จำนวน 188 คนได้จากการสุ่มตัวอย่างแบ่งชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน ทำแบบสอบถามประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ปัจจัยส่วนบุคคล และแบบวัดประเมินสุขภาพทั่วไปฉบับภาษาไทย (Thai GHQ-30) เก็บข้อมูลหลังสอบกลางภาค ปีการศึกษา 2563 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ภาวะสุขภาพจิตกับปัจจัยส่วนบุคคลด้วยสถิติไคส-แควร์และการถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา: นิสิตมีภาวะสุขภาพจิตปกติร้อยละ 53.2 และมีแนวโน้มผิดปกติร้อยละ 46.8 ตัวแปรชั้นปีการศึกษา การแบ่งชั้นพรีคลินิกและคลินิก ความสัมพันธ์ในครอบครัว รายได้ของครอบครัว และปัญหาสุขภาพผู้ปกครอง สัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ตัวแปรทำนายภาวะสุขภาพจิต ได้แก่การแบ่งชั้นพรีคลินิกและคลินิก และปัญหาสุขภาพผู้ปกครอง นิสิตทันตแพทย์ชั้นคลินิกมีแนวโน้มภาวะสุขภาพจิตผิดปกติเป็น 3.36 เท่าของชั้นพรีคลินิก (p < 0.001) นิสิตที่ผู้ปกครองมีปัญหาสุขภาพ มีแนวโน้มสุขภาพจิตผิดปกติเป็น 4.5 เท่าของนิสิตที่ผู้ปกครองสุขภาพดี (p = 0.016) สรุป: จากการประเมินด้วย Thai GHQ-30 นิสิตทันตแพทย์มีภาวะสุขภาพจิตปกติร้อยละ 53.2 มีแนวโน้ม ผิดปกติร้อยละ 46.8 ตัวแปรทำนายแนวโน้มภาวะสุขภาพจิตผิดปกติ คือ การแบ่งชั้นพรีคลินิกและคลินิก และปัญหาสุขภาพผู้ปกครอง [Objective: To study the mental health status of dental students at Srinakharinwirot University and evaluate the relationship with personal factors. Materials and Methods: This survey research was done in 188 dental students studying in the 1st to 6th year of the undergraduate dental program. These students were recruited using proportionate stratified random sampling. All subjects completed the questionnaire comprising 2 parts: general information including personal factors and the the Thai General Health Questionnaire-30 (Thai GHQ-30) after mid-term examination in the academic year 2020. The relationship between the mental health status and personal data were analyzed using the chi-square test and logistic regression analysis. Result: 53.2% of all subjects had normal mental health status while others (46.8%) were prone to have abnormal mental health. College years, preclinical and clinical years stratification, family relationship, family income and parental health problems were significantly related with mental health status (p < 0.05). Logistic regression analysis showed preclinical and clinical years stratification and parental health problem could predict the mental health status. Clinical dental students were 3.36 times to have mental health disorders compared to pre-clinical dental students (p < 0.001) and students whose parents having health problems were 4.45 times to have mental health problem than those without parental health problem (p = 0.016). Conclusions: 53.2% of recruited dental students had normal mental health whereas 46.8% of them were prone to have abnormal mental health according to Thai GHQ-30. Factors that could predict the mental health were pre-clinic and clinical years stratification and parental health problems.]

    Review Articles: A Focus on Gene-Related Tooth Development

    Get PDF
    Human teeth are vertebrate-specific structures involving many genes interacting in their development, which can lead to anomalies occurring in the disturbance of these genes expression. There is little summarized knowledge of gene related tooth development, therefore, this article reviewed these genes during tooth development. Tooth development stages can be classified as initiation, proliferation and morphogenesis, cell differentiation, hard tissue genesis, and root formation. In the initiation stage of tooth development, there are LIM homobox genes such as Lhx6 and Lhx7 of activated mesenchymal cells at the oral region and Dlx1-7 develop at the inter-arch within the brachial region. Also, in this stage, Fgf8, Barx1, and Dlx2 are expressed proximally overlying the presumptive molar field. BMP4 regulates the expression of MSX1 and MSX 2 which are expressed distally overlying the presumptive incisor filed. The Lymphoid Enhancer-binding factor (Lef1) fromdental mesenchyme activates cell proliferation, morphogenesis, and cytodifferentiation until dentalpapilla and Sonic hedgehog (Shh) form. All of the proposed genes above cause tooth developmentin the oral cavity

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇