Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    รูปแบบการทำนิพนธ์ต้นฉบับ (Online)

    No full text

    EDITOR'S NOTE

    No full text
    Editor's not

    ผลการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านคุณธรรม จริยธรรม ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏในยุควิถีใหม่: An Analysis of Changes in Morality and Ethics of Rajabhat University’s Students in New Normal Era

    Get PDF
                      การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักศึกษา เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของระดับคุณธรรม จริยธรรมของนักศึกษา และเพื่อศึกษาบทบาทในการพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษา จําานวน 573 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ สอบถามข้อมูลทั่วไป สอบถามสําาหรับวัดระดับคุณธรรม จริยธรรมที่ควรเฝ้าระวัง และสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซํา้า และการวิเคราะห์ล้อมกรอบข้อมูล สรุปผลการวิจัยปรากฏผลดังนี้1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลระดับคุณธรรม จริยธรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 และเดือนตุลาคม 2563 พบว่า1.1 ค่าเฉลี่ยของตัวบ่งชี้ความซื่อสัตย์สุจริตมีค่าเท่ากับ 3.25 และ 3.25 คะแนน ตามลําาดับการวัดความแปรปรวนทั้ง 2 ครั้งพบว่า การวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 และตุลาคม 2563 มีความแปรปรวนเท่ากันทั้ง 2 ครั้ง (C.V.(%) = .17)1.2 ค่าเฉลี่ยของตัวบ่งชี้ความมีสติสัมปชัญญะมีค่าเท่ากับ 3.00 และ 2.99 คะแนน ตามลําาดับ การวัดความแปรปรวนทั้ง 2 ครั้งพบว่า การวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 และตุลาคม 2563 มีความแปรปรวนเท่ากันทั้ง 2 ครั้งมีค่าใกล้เคียงกัน (C.V.(%) = .13, .14)1.3 ค่าเฉลี่ยของตัวบ่งชี้ความรับผิดชอบมีค่าเท่ากับ 3.38 และ 3.38 คะแนน ตามลําาดับ จากการวัดความแปรปรวนทั้ง 2 ครั้งพบว่า การวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 และตุลาคม 2563 มีความแปรปรวนทั้ง 2 ครั้งใกล้เคียงกัน (C.V.(%) = .45, .47) 1.4 ค่าเฉลี่ยของตัวบ่งชี้วัดความยุติธรรมมีค่าเท่ากับ 3.41 และ 3.41 คะแนน ตามลําาดับ การวัดความแปรปรวนทั้ง 2 ครั้งพบว่า การวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 และตุลาคม 2563 มีความแปรปรวนเท่ากันทั้ง 2 ครั้งใกล้เคียงกัน (C.V.(%) = .17, .18)1.5 ค่าเฉลี่ยของตัวบ่งชี้ความขยันหมั่นเพียรมีค่าเท่ากับ 3.12 และ 3.12 คะแนน ตามลําาดับการวัดความแปรปรวนทั้ง 2 ครั้งพบว่า การวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 และตุลาคม 2563 มีความแปรปรวนเท่ากัน (C.V.(%) = .47)1.6 ค่าเฉลี่ยของตัวบ่งชี้ความมีวินัยมีค่าเท่ากับ 3.34 และ 3.36 คะแนน ตามลําาดับ การวัดความแปรปรวนทั้ง 2 ครั้ง พบว่าการวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 และตุลาคม 2563 มีความแปรปรวนใกล้เคียงกัน (C.V.(%) = .44, .45)1.7 ค่าเฉลี่ยของตัวบ่งชี้ความอดทนมีค่าเท่ากับ 3.15 และ 3.14 คะแนน ตามลําาดับ การวัดความแปรปรวนทั้ง 2 ครั้งพบว่า การวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 และตุลาคม 2563 มีความแปรปรวนสูงสุดใกล้เคียงกันคือ (C.V.(%) = .45, .47)2. แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงตัวบ่งชี้คุณธรรม จริยธรรมทั้ง 7 ตัวเป็นเส้นตรง และมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงค่าเฉลี่ยเป็นดังนี้2.1 ตัวบ่งชี้ที่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเท่าเดิมคือ ความรับผิดชอบ2.2 ตัวบ่งที่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นคือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความขยันหมั่นเพียรและความมีวินัย2.3 ตัวบ่งชี้ที่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงลดลงจากเดิมคือ ความมีสติสัมปชัญญะ ความยุติธรรม และความอดทน3. ผลการวิเคราะห์บทบาทในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในระดับตนเอง ระดับครอบครัวและระดับสังคมพบว่า ค่าความถี่และร้อยละเรียงตามลําาดับความสําาคัญของบทบาทในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในระดับตนเองมากที่สุดคือ การอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่คิดเป็นร้อยละ 47.295 รองลงมาคือ การเข้าไปศึกษาในอินเทอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 20.26

    แนวทางในการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์: Guidelines for History Instruction

    Get PDF
             วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาหนึ่งในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมซึ่งมีเป้าหมาย ที่สำคัญคือการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในมิติต่าง ๆ โดยแนวทางการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีต่างมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ (1) การเสริมสร้าง ความทรงจำส่วนรวม (enhancing collective memory) เป็นการส่งเสริมให้เป็นพลเมืองที่รู้รากเหง้า เห็นถึงความสำคัญของมรดกชาติ (2) การสอนระเบียบวิธี (disciplinary) เป็นการสอนให้เป็นพลเมือง ที่ได้รับการพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ และ (3) การสอนด้วยแนวคิดหลังสมัยใหม่ (postmodern) เป็นการสอนให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ สามารถตั้งคำถามและตรวจสอบที่มาของข้อมูล เรียนรู้ที่จะเห็นถึง ความจริงแตกต่างและการอยู่ร่วมกันในความแตกต่าง หากครูพิจารณาพัฒนาการของนักเรียนให้ สอดคล้องกับเป้าหมายของพลเมืองในแต่ละมิติจะทำ ให้ครูสามารถเลือกแนวทางการจัดการเรียนการ สอนที่เหมาะสมให้แก่นักเรียนได

    การศึกษาหาองค์ประกอบของโปรแกรมประยุกต์เสริมสร้างศักยภาพ การบริหารวิสาหกิจชุมชนเชิงนวัตกรรมของชุมชนผู้ผลิตวัตถุดิบ ในห่วงโซ่อุปทานของกิจการเพื่อสังคม: Development Applications Program to EnhanceInnovation Management for Community’s Suppliers of Raw Materials in Supply Chains of Social Enterprise

    Get PDF
               การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาหาองค์ประกอบของโปรแกรมประยุกต์เสริมสร้าง ศักยภาพการบริหารวิสาหกิจชุมชนเชิงนวัตกรรมของชุมชนผู้ผลิตวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานของกิจการ เพื่อสังคมโดยที่เป็นการ รวบรวมข้อมูลแบบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดย การสัมภาษณ์เชิงลึก และ การวิจัยอนาคต (Ethnographic Delphi Futures Research: EDFR) ซึ่งเป็นการศึกษาเพื่อหาองค์ประกอบของโปรแกรมประยุกต์เสริมสร้างศักยภาพการบริหารวิสาหกิจ ชุมชนเชิงนวัตกรรมของชุมชนผู้ผลิตวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานของกิจการเพื่อสังคมให้กับวิสาหกิจ ชุมชน โดยการวิจัยนี้ได้ประยุกต์เทคนิคเชิงปริมาณประเมินกลยุทธ์ตามคะแนน Cohen’s Kappa เพื่อการศึกษาหาองค์ประกอบของโปรแกรมประยุกต์เสริมสร้างศักยภาพการบริหารวิสาหกิจชุมชน เชิงนวัตกรรมของชุมชนผู้ผลิตวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานของกิจการเพื่อสังคม และ วิสาหกิจชุมชนผู้ ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งเป็น ชุมชนผู้ผลิต วัตถุดิบสมุนไพรให้กับกิจการเพื่อสังคม มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบที่จะนำ ไปพัฒนาโปรแกรมประยุกต์หรือแอฟพริเคชั่นเสริม สร้างศักยภาพวิสาหกิจชุมชนไปสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชนเชิงนวัตกรรม มีจำ นวน 6 องค์ประกอบหลัก คือ การเงินหรือเงินทุน (Money) กำลังคนหรือสมาชิก (Man) อุปกรณ์หรือเครื่องจักร (Machine) การจัดการ (Management) การแบ่งปัน (Sharing) และ การให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ผลการวิเคราะห์โปรแกรมเสริมสร้างศักยภาพวิสาหกิจชุมชนไปสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชนเชิงนวัตกรรม วิเคราะห์สถิติค่า Cohen’s Kappa มีระดับความสอดคล้องในระดับดีคือ โปรแกรมใช้ได้ตาม วัตถุประสงค์ อีกทั้งนวัตกรรมแพลตฟอร์มเป็นเรื่องที่ใหม่กับชุมชนโดยที่สมาชิกในชุมชนส่วนใหญ่ เป็นวัยกลางคน ดังนั้นต้องออกแบบกระบวนการการใช้งานให้เข้าใจและเข้าถึงง่าย แต่ที่สำคัญที่สุด นวัตกรรมแพลตฟอร์มที่ได้จัดทำขึ้นมาต้องสามารถตอบจุดประสงค์ แก้ปัญหา หรือ พัฒนาชุมชนได้ โดยนำ องค์ประกอบแนวคิดทฤษฎีทางการจัดการมาอยู่เบื้องหลังโดยที่ปรัชญาที่อยู่เบื้องหลัง นวัตกรรมแพลตฟอร์มนี้คือระบบการจัดการที่จะมาตอบโจทย์ในทุกห่วงโซ่อุปทานของชุมชนผู้ผลิต วัตถุดิ

    ผลการใช้ชุดกิจกรรมศิลปะบำบัดเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติก

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองกลุ่มเล็ก โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมศิลปะบำบัดที่ช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติก และเพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกก่อน ระหว่าง และหลังการใช้ชุดกิจกรรมศิลปะบำบัด กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ เด็กออทิสติก อายุ 8-10 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยและมีหนังสือรับรองจากแพทย์ว่าอยู่ในภาวะออทิซึม (Autism) และมีความบกพร่องทางด้านทักษะทางสังคม ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในห้องเรียนคู่ขนาน โรงเรียนบ้านสะบารัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมศิลปะบำบัด 2) แผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) 3) แบบสังเกตและบันทึกพฤติกรรมทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติก 4) แบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 5) กล้องบันทึกภาพ และ VDO ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ Single Subject Design รูปแบบ A – B – A แบบสลับกลับ 3 ระยะ วิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมเพื่อหาความเที่ยงระหว่างผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย โดยหาค่าความเชื่อมั่นระหว่างผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย (IOR) หาค่าความเชื่อมั่นระหว่างผู้สังเกตมีค่าตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไปจึงจะถือว่าเชื่อถือได้ และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของกลุ่มและการสัมภาษณ์ผู้ปกครองกลุ่มเป้าหมาย และเกณฑ์การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมศิลปะบำบัดในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ไว้ 75/75  (E1/E2) ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะบำบัดที่ช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติก ในครั้งนี้ จำนวน 4 ชุด ดังนี้ กิจกรรมการใช้สี กิจกรรมฉีกปะ กิจกรรมภาพพิมพ์ กิจกรรมมัดย้อมมัดใจ  ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมศิลปะบำบัดที่ช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกมีคะแนนเฉลี่ยรวมระหว่างใช้ชุดกิจกรรม (E1) คือ 78.6 และคะแนนเฉลี่ยรวมหลังใช้ชุดกิจกรรม (E2) คือ 76.3  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หลังจากใช้ชุดกิจกรรมศิลปะบำบัด เด็กออทิสติกทั้ง 3 คน มีการพัฒนาที่ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบทักษะทางสังคมพบว่า ระยะทดลองใช้ชุดกิจกรรมและระยะติดตามผลเด็กออทิสติกทั้ง 3 คน มีทักษะทางสังคมสูงขึ้นกว่าระยะเส้นฐาน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว

    กองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิ

    No full text

    ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานบุคคล ของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ: THE RELATIONSHIP BETWEEN TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP AND PERSONNEL MANAGEMENT OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER THE SAMUT PRAKAN SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE

    Get PDF
              การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 2) การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ  3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ประจำปีการศึกษา 2565 จำนวน 330 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามแบบมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ อยู่ในระดับมาก  2) การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ อยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0

    Molecular cloning and tissue expression analysis of tumor necrosis factor (TNF) gene from Macrobrachium rosenbergii in response to pathogen infections

    Get PDF
    Tumor necrosis factor (TNF) is a cytokine that plays essential roles in various physiological pathways, including inflammation and immune responses to microbial infections. Therefore, in this study, we isolated and characterized the full-length TNF gene in Macrobrachium rosenbergii (MrTNF) and investigated the expression of MrTNF against Aeromonas hydrophila and Macrobrachium rosenbergii nodavirus (MrNV) infections. The full-length cDNA of MrTNF had 1830 base pairs (bp), consisting of a 5’ untranslated region (5’-UTR) of 396 bp and a 3’-UTR of 54 bp. MrTNF contained an open reading frame (ORF) of 1380 bp, encoding 459 amino acid residues. The structural analysis of MrTNF revealed a transmembrane domain from positions 21 to 43 and a conserved TNF domain from positions 324 to 446. The MrTNF protein exhibited a high identity of 91.88% compared with MnTNF from Macrobrachium nipponense. The phylogenetic tree analysis revealed that MrTNF was closely related to MnTNF from M. nipponense. The expression level of MrTNF mRNA in healthy prawns exhibited high expression in the intestine, muscle, and stomach. MrTNF was significantly up-regulated in hemocytes, muscle, intestine, and stomach upon A. hydrophila infection. Furthermore, MrTNF in muscle, gills, and hepatopancreas was significantly up-regulated upon MrNV challenge. Molecular docking study indicated that MrTNF may interact with the protruding (P)-domain of MrNV triggering a response in the innate immune system of prawns after viral infection. These findings suggest that MrTNF plays a crucial role in the innate immune system of freshwater crustaceans, particularly in response to Gram-negative bacteria and viral infections

    Evaluation of Rhinacanthus nasutus for Utilizing as Sebum-controlled Facial Toner

    Get PDF
    Rhinacanthus nasutus has been officially registered as traditional herbal medicine since 2011 as a tincture form of medication. It has properties in treating skin diseases caused by fungus, ringworm, and athlete's foot. The major bioactive compounds in R. nasutus are rhinacanthins. For cosmetics, R. nasutus extract (RNE) has been formulated as shampoos, soap bars, and liquid soaps. However, facial toner with RNE has not yet been found. Therefore, an objective of this study is to develop a sebum-controlled facial toner containing RNE. The total tannin content was studied and compared using Folin-Ciocalteu colorimetric assay. The astringent test was studied on hemoglobin precipitation. RNE showed astringent activity at AC50 by 1.06 ± 0.08 mg/mL while tannic acid as standard showed astringent activity at AC50 by 0.03 ± 0.00 mg/mL. Cytotoxic effect against human fibroblasts was evaluated with sulforhodamine B assay, and the result showed that RNE was safe in a concentration range between 0.001 to 1.0 mg/mL. In the development of toner, RNE was selected at concentration level of 0.20 %w/w, based on cell survival and astringent activity. At this concentration, it had astringent activity at 58.04% cell survival rate at 73.04%. Stability of formulated toners were evaluated by 6 heating-cooling cycles. The results showed that all formulas had an appropriate stability profile. The result from this study suggested that in order to formulate an efficient sebum-controlled toner containing RNE, other plant extracts with high astringent potency should be further combined. Further studies on R. nasutus herb such as anti-collagenase and anti-tyrosinase activities should be considered to confirm the potential of using RNE as cosmetic products

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇