Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
Editorial note, table of content and instructions for authors
In this last issue of volume 19, the Journal has been proudly presenting five studies. The disciplines and issues of these research papers were somewhat diverse from applied laboratory work, to clinical practice both for pharmacy and nursing.
In this challenging endeavor of the Thai Pharmaceutical and Health Science Journal, we are hopeful to better the quality of the articles published. We urge more submissions from international research community, regional and global. We would like to thank in advance for any prospective submissions.
Editor-in-Chie
ผลการจัดการเรียนรู้ที่เน้นแบบจำลองเรื่องเคมีไฟฟ้าที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย
Effects of Model–Centered Instructional Sequence in Electrochemistry on Scientific Reasoning Abilities of Upper Secondary Students
Thitirat Deesamer and Parinda Limpanont Promratana
รับบทความ: 26 เมษายน 2567; แก้ไขบทความ: 23 กรกฎาคม 2567; ยอมรับตีพิมพ์: 28 กรกฎาคม 2567; ตีพิมพ์ออนไลน์: 25 ธันวาคม 2567
บทคัดย่อ
ความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของนักเรียนในกระบวนการแก้ปัญหาและการอภิปรายทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในเป้าหมายของการศึกษาวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ซึ่งการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นแบบจำลองเทียบกับเกณฑ์ และ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างจัดการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นแบบจำลองและแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างจัดการเรียนรู้จากแบบบันทึกกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่าหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นแบบจำลองเรื่องเคมีไฟฟ้า นักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 44.74 คะแนน (ร้อยละ 71.02) แต่ไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 69 อย่างมีนัย-สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยองค์ประกอบที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การสร้างสมมติฐาน และการประเมินหลักฐาน ตามลำดับ และระหว่างจัดการเรียนรู้ที่เน้นแบบจำลองเรื่องเคมีไฟฟ้า นักเรียนกลุ่มที่มีคะแนนสูง กลุ่มคะแนนค่อนข้างสูง และกลุ่มคะแนนปานกลาง พบการเปลี่ยนแปลงการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ในแต่ละองค์ประกอบมีพัฒนาการดีขึ้นในการจัดการเรียนรู้ครั้งที่ 2 4 และ 5 ตามลำดับ
คำสำคัญ: การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นแบบจำลอง เคมีไฟฟ้า
Abstract
Scientific reasoning ability is crucial for students’ learning in problem–solving and scientific discussion. It is also a part of the current science education goals. The purposes of this study were to 1) compare the scores of students’ scientific reasoning abilities after learning through model–centered instructional sequence (MIS) compared to the criteria, and 2) investigate changes in scientific reasoning abilities during learning through MIS. The target group was 39 Grade–11 students at a senior secondary school. The research tools were the MIS lesson plans and a scientific reasoning ability test. In addition, activity sheets were used to analyze changes in scientific reasoning during learning activities. The results showed that after learning through MIS in electrochemistry, most students had a relatively high level of scientific reasoning ability. The average score was 44.74 points (71.02%). However, the average score was not statistically higher than the criterion score set at 69%. The components with the highest average scores were hypothesis generation and evidence evaluation, respectively. Students in the high, relatively high, and moderate score groups had shown progressive improvements in their scientific reasoning abilities during the second, fourth, and fifth sessions of the MIS in electrochemistry, respectively.
Keywords: Scientific reasoning, Model–centered instructional sequence (MIS), Electrochemistr
การศึกษาเปรียบเทียบนโยบายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุช่วงการระบาดโควิด 19 ของไทย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์: A Comparative Study of Health Policies on the Elderly during COVID-19 Pandemic of Thailand, Japan and Singapore
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบนโยบายด้านสุขภาพผู้สูงอายุช่วงการระบาดโควิด 19 ของประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเน้นด้านสุขภาพจิตและการส่งเสริมการรับวัคซีนโควิด 19 ของไทย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษของหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ และสามารถสืบค้นผ่านทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับนโยบายด้านสุขภาพจิตและการเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด 19 ของผู้สูงอายุช่วงการระบาดโควิด 19 ระหว่างพ.ศ. 2563-2565 ของทั้ง 3 ประเทศ ผลการวิจัยพบว่า นโยบายด้านสุขภาพจิตช่วงการแพร่ระบาดโควิด 19 ของผู้สูงอายุของทั้ง 3 ประเทศมีความแตกต่างกัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ต่างจังหวัด และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) กรุงเทพมหานคร ของไทยใช้วิธีการการลงเยี่ยมบ้าน และการสื่อสารทางโทรศัพท์ ภายใต้แนวคิด “ลดอารมณ์ลบ เพิ่มอารมณ์บวก” เพื่อให้ผู้สูงอายุคลายความกังวล และเกิดความสบายใจมากขึ้น ในขณะที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์กำหนดแนวทางการดูแลสุขภาพจิตสำหรับผู้สูงอายุผ่านการจัดโครงการหรือกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุแบบออนไลน์และรายการโทรทัศน์ สำหรับการเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด 19 ของผู้สูงอายุชาวไทย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ได้ระบุกลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญลำดับแรกได้รับวัคซีนโควิด 19 ไม่มีค่าใช้จ่าย และได้รับการฉีดเข็มกระตุ้น
(This research aims to study and compare health policies for the elderly during the COVID-19 pandemic in Thailand, Japan, and Singapore by focusing on mental health and promoting COVID-19 vaccination. This research employs a qualitative methodology using a document search on the internet in Thai and English of responsible government agencies from 2020 to 2022.
The research shows that the mental health policies during the COVID-19 pandemic for the elderly in the three countries are different. Village health volunteers (VHVs) in provincial areas and public health volunteers (PHVs) in Bangkok Metropolitan Administration (BMA) of Thailand use the method of home visits and telephone communication under the concept of “reducing negative emotions, increasing positive mood” to relieve the elderly's stress and become more comfortable. Meanwhile, Japan and Singapore set mental healthcare programs or activities for the elderly online and on television. As a part of the COVID-19 vaccination, the elderly of these three countries were prioritized as the first target group to receive the COVID-19 vaccine at no cost and received constant stimulating injections.
การเข้าถึงบริการทันตกรรมของเด็กนักเรียนประถมศึกษาในจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันตกของประเทศไทย: Access to Dental Services Among Elementary School Students in a Province in The Western Region of Thailand
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการทันตกรรมของเด็กประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 ในจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันตก
วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวางนี้เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดผู้ตอบ ตอบด้วยตนเองกับผู้ปกครองเด็กชั้น ป.1-6 จำนวน 734 คน ในปีการศึกษา 2565 ระยะเวลา 23 มกราคม ถึง 20 มีนาคม พ.ศ. 2566 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติไคสแควร์ การทดสอบของฟิชเชอร์ และการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05
ผลการศึกษา: พบเด็กจำนวน 437 คน (ร้อยละ 59.5) ได้รับบริการทันตกรรมใน 1 ปีที่ผ่านมา เขตชนบท มีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 64.8 รองลงมาคือเขตชายแดนและเขตเมือง ร้อยละ 60.0 และ 47.8 ตามลำดับ ปัจจัยที่ มีความสัมพันธ์กับการรับบริการทันตกรรมคือเขตโรงเรียน โดยเขตชนบทได้รับบริการทันตกรรมใน 1 ปีที่ผ่านมา มากกว่าเขตเมืองเป็น 2 เท่า (adjusted OR = 2.05, 95% CI 1.28-3.28, p = 0.003) การรับรู้ความรุนแรงของ อาการของบุตรหลานในระดับที่ต้องหยุดเรียน (adjusted OR = 2.56, 95% CI 1.36-4.81, p = 0.004) การรับรู้ว่า บุตรหลานมีอาการในช่องปาก ยกเว้นฟันโยก (adjusted OR = 1.64, 95% CI 1.10-2.45, p = 0.016)
สรุป: เด็กในโรงเรียนเขตชนบทมีสัดส่วนการรับบริการทันตกรรมเป็น 2 เท่าของเขตเมือง รองลงมาคือ เขตชายแดน และเขตเมืองมีสัดส่วนน้อยที่สุด ข้อเสนอแนะ ควรพัฒนาระบบบริการทันตกรรมให้ครอบคลุมและ สอดคล้องกับความต้องการของเด็กในแต่ละพื้นที่
Abstract
Objective: This study aimed to investigate factors associated with dental service utilization among grade 1-6 elementary school children in Ratchaburi province.
Materials and methods: This cross-sectional analytical study collected data using selfadministered questionnaires from 734 parents of grade 1-6 students in the 2022 academic year, from January 23 to March 20, 2023. Data was analyzed using chi-square test, Fisher’s exact test and multiple logistic regression. The level of significance was fixed at p < 0.05.
Results: The study showed that 437 students (59.5%) received dental services in the past year. Rural areas had the highest proportion at 64.8%, followed by border areas (60.0%) and urban areas (47.8%). Factors associated with dental services received were school area, with rural areas twice as likely to have received services than urban areas in the past year (adjusted OR = 2.05, 95% CI 1.28-3.28, p = 0.003), parent’s perception of the severity of their child’s oral health problem; school absence for dental care (adjusted OR = 2.56, 95% CI 1.36-4.81, p = 0.004), and parent’s perception of their child’s oral health problems except tooth mobility (adjusted OR = 1.64, 95% CI 1.10-2.45, p = 0.016).
Conclusions: Children in rural school areas had twice the dental service utilization rate compared to urban areas, followed by border areas, while urban areas had the lowest rate. Recommendations include developing oral health care systems that comprehensively meet the needs of children in each area
ปัจจัยที่มีผลต่อการพิมพ์รากฟันเทียมแบบดิจิทัลโดยใช้สแกนบอดี้ ร่วมกับเครื่องสแกนในช่องปาก: การทบทวนวรรณกรรม: Factors Affecting Accuracy of Digital Dental Implant Impression Using Scanbody and intraoral Scanner: Review Literature
สแกนบอดี้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต่อเข้ากับส่วนรากฟันเทียมที่ฝังลงในกระดูกโดยใช้งานร่วมกับเครื่องสแกน ในช่องปากเพื่อการพิมพ์รากฟันเทียมแบบดิจิทัล การศึกษาถึงความแม่นยำของการพิมพ์รากฟันเทียมแบบดิจิทัล นิยมศึกษาจากความแม่นยำของสแกนบอดี้ซึ่งเป็นตัวถ่ายทอดตำแหน่งและมุมของรากฟันเทียม จากการทบทวน วรรณกรรมพบว่า การออกแบบ วัสดุที่ใช้ทำสแกนบอดี้ ชนิดของเครื่องสแกนในช่องปาก ระบบซอฟต์แวร์ ระดับ ความสูง ความเอียง ระยะห่าง และตำแหน่งของรากฟันเทียม สภาวะแวดล้อมในการสแกนรวมถึงผู้สแกนมีผลต่อ ความแม่นยำในการพิมพ์รากฟันเทียมแบบดิจิทัล บทความปริทัศน์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกล่าวถึงวิธีการพิมพ์ รากฟันเทียมแบบดิจิทัลโดยการใช้สแกนบอดี้ร่วมกับเครื่องสแกนในช่องปาก และปัจจัยที่ส่งผลต่อความแม่นยำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้งานทางคลินิกต่อไป
Abstract:
A scanbody is a device attached to a dental implant fixture and is used in conjunction with an intraoral scanner for digital implant impressions. Studies that investigate the accuracy of digital implant impression often focus on the position of the scanbody, which represents the position and angulation of the implant fixture. Literature reviews indicate that factors such as the design and materials of the scanbody, types of intraoral scanners, software system, the level, inclination, distance, and position of dental implants, the scanning environment, and the operator’s skill can affect the accuracy of digital dental implant impressions. The objective of this review article is to provide an overview of method for digital dental implant impression using scanbody and intraoral scanner, as well as to discuss the factors that can impact accuracy, for further advancements in clinical applications
การพัฒนารูปแบบความร่วมมือในการแก้ปัญหาการลักลอบขนยาเสพติด ตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย: Developing a Cooperation Model in Solving the Problem of Drug Trafficking along the Thai-Malaysian Border
บทความนี้มุ่งนําาเสนอรูปแบบความร่วมมือในการแก้ปัญหาการลักลอบขนยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร (Document Analysis) ที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) จากการมีส่วนได้ส่วนเสียในกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดําาเนินงานด้านการแก้ปัญหาการลักลอบขนยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย - มาเลเซีย เพื่อนําามาวิเคราะห์และสร้างข้อสรุปผลการศึกษาและจัดทําาข้อเสนอแนวทางการสร้างความร่วมมือในการแก้ปัญหาการลักลอบขนยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย - มาเลเซียที่เหมาะสมและเป็นรูปธรรม โดยจากผลการศึกษาพบว่า การดําาเนินงานด้านการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย - มาเลเซียของหน่วยงานภายในประเทศมีลักษณะเป็นเครือข่ายระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายนโยบาย เพื่อมุ่งสร้างกลไกการแก้ปัญหาการลักลอบขนยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย - มาเลเซียอย่างเป็นระบบ ภายใต้การจัดการกระบวนการนโยบายสาธารณะในเชิงเครือข่าย ตั้งแต่การกําาหนดเป้าหมายในเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน การจัดตั้งคณะทําางาน การจัดการทรัพยากรในการดําาเนินงาน การกําาหนดความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ พร้อมทั้งผลักดันให้มีการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นระหว่างหน่วยงาน รวมทั้งการพัฒนาความรู้และทักษะเจ้าหน้าที่ภาครัฐภายในเครือข่ายอย่างสมํา่าเสมอและต่อเนื่อง สําาหรับความร่วมมือภายใต้กรอบระหว่างประเทศ ควรกําาหนดแนวทางความร่วมมือทั้งในระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น บนพื้นฐานของข้อมูลเกี่ยวกับกรอบนโยบายภายในประเทศ และกลไกการดําาเนินงานด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดของแต่ละประเทศ สําาหรับความร่วมมือในระดับปฏิบัติการ ควรอยู่บนพื้นฐานของการจัดการเครือข่ายสาธารณะ ทั้งการกําาหนดเป้าหมายร่วมกันจากข้อมูลสถานการณ์ปัญหาและบริบทแวดล้อมในการทําางานของหน่วยงานทั้งสองประเทศ ตลอดจนกําาหนดส่วนงานและขอบเขตการดําาเนินงานที่สามารถสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยปฏิบัติในระดับพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อนําาไปสู่การจัดกลไกความร่วมมือย่อยระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรร
ทัศนคติในการจัดการความเสี่ยงองค์กรของผู้ปฏิบัติงานในภาคธุรกิจการบิน หลังสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 : Attitudes to Risk Management of Staff in the Aviation Sector after the COVID-19 Pandemic
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงมุมมองของผู้ปฏิบัติงานในภาคธุรกิจการบิน ในระดับปฏิบัติการ ผู้บริหารระดับกลาง และผู้บริหารระดับสูง ต่อปัจจัยความเสี่ยง รวมถึงการนําาความรู้ในด้านการจัดการองค์กรและการสื่อสารที่มีประสิทธิผล ไปใช้ในการพัฒนาการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน อีกทั้งยังต้องการกระตุ้นเตือนให้ผู้ปฏิบัติงานมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ และเก็บข้อมูลจากพนักงานที่ปฏิบัติงานในภาคธุรกิจการบิน โดยใช้แบบสอบถามจําานวน 400 ตัวอย่าง และวิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยพหุคูณ การศึกษาพบว่า ทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานภาคธุรกิจการบินมีความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยง โดยมีการวางแผนการจัดการความเสี่ยงทั้งในการปฏิบัติงานและในชีวิตประจําาวันรวมถึงมีความเข้าใจในประเภทความเสี่ยงและสามารถระบุความเสี่ยงได้ว่า ความเสี่ยงนั้นส่งผลต่อการปฏิบัติงาน โดยมีความเข้าใจด้านความปลอดภัยในการทําางานจากภายในองค์กร (Internal Hazzard Risk) มากที่สุด แต่มีความสามารถในการระบุและประเมินความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) น้อยที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเข้าใจในการจัดการองค์กรค่อนข้างมาก โดยให้ความสําาคัญกับการวางแผนและการกําาหนดขั้นตอนในการทําางาน และให้ความสําาคัญกับการสื่อสารที่มีประสิทธิผลมากที่สุด นอกจากนี้ยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ผู้บริหารควรมีการสื่อสารสองทางที่ชัดเจนเข้าใจง่าย และเข้าถึงพนักงานทุกคน ผลการวิเคราะห์ระบุว่า ความเข้าใจในประเภทความเสี่ยงของผู้ปฏิบัติงาน ความเข้าใจในด้านการจัดการองค์กรและการสื่อสารที่มีประสิทธิผลมีความสัมพันธ์ ส่งผลต่อการนําาความรู้ไปใช้การพัฒนาการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภา
อิทธิพลของภาวะผู้นำส่งเสริมสุขภาพ การคิดเชิงบวก ความไว้วางใจ และการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนที่มีผลต่อคุณภาพโรงเรียน สังกัดเขตพื้นที่มัธยมศึกษาจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน: The Influence of Healthy Leadership, Positive Thinking, Trust and Change management of School Administrators affecting School Quality under the Secondary Educational Service Area Office in the Southern Provinces Andaman Coast.
งานวิจัยเรื่องอิทธิพลของภาวะผู้นำส่งเสริมสุขภาพ การคิดเชิงบวก ความไว้วางใจ และการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนที่มีผลต่อคุณภาพโรงเรียน สังกัดเขตพื้นที่มัธยมศึกษาจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อ ศึกษาภาวะผู้นำส่งเสริมสุขภาพ การคิดเชิงบวก ความไว้วางใจ และการบริหารการเปลี่ยนแปลง และคุณภาพโรงเรียน สังกัดเขตพื้นที่มัธยมศึกษาจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน และศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำส่งเสริมสุขภาพ การคิดเชิงบวก ความไว้วางใจ และการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อคุณภาพโรงเรียน สังกัดเขตพื้นที่มัธยมศึกษาจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูจำนวน 351 คน ได้มาจากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และนำไปสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi Stage Random sampling เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแนวคิดของ ลิเคิร์ต มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ 0.60 -1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามของภาวะผู้นำส่งเสริมสุขภาพมีค่าเท่ากับ .93 การคิดเชิงบวก มีค่าเท่ากับ .91 ความไว้วางใจมีค่าเท่ากับ .88 การบริหารการเปลี่ยนแปลงมีค่าเท่ากับ .93 และคุณภาพโรงเรียนมีค่าเท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เส้นทาง (Path Analysis) ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ระดับของภาวะผู้นำส่งเสริมสุขภาพ การคิดเชิงบวก ความไว้วางใจ การบริหารการเปลี่ยนแปลงและคุณภาพโรงเรียนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย พบว่าการคิดเชิงบวกมีค่าเฉลี่ยระดับมากเป็นลำดับแรก รองลงมา ได้แก่ ความไว้วางใจ คุณภาพโรงเรียน การบริหารการเปลี่ยนแปลง และภาวะผู้นำส่งเสริมสุขภาพ ตามลำดับ และ 2) ตัวแปรที่มีผลต่อคุณภาพโรงเรียน สังกัดเขตพื้นที่มัธยมศึกษาจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน โดยเรียงลำดับจากการมีอิทธิพลโดยรวมจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ได้แก่ การบริหารการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำส่งเสริมสุขภาพ การคิดเชิงบวก และความไว้วางใจ โดยที่การบริหารการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำส่งเสริมสุขภาพ และความไว้วางใจ ส่งผลทางตรงต่อคุณภาพโรงเรียน สำหรับการคิดเชิงบวก ภาวะผู้นำส่งเสริมสุขภาพ และความไว้วางใจ ส่งผลทางอ้อมต่อคุณภาพโรงเรีย
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1: THE ROLE OF SCHOOL ADMINISTRATORS IN PROMOTING CLASSROOM RESEARCH IN SCHOOLS UNDER THE SARABURI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE1
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 และเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ที่มีต่อการส่งเสริมการวิจัย จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนใน สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 จำนวน 302 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบตัวแปรโดยใช้สถิติ t-test และ F-test ผลการวิจัย พบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมมีการปฏิบัติในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับ ได้แก่ ด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน รองลงมา คือ ด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการยอมรับนับถือครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน ด้านการส่งเสริมความสำเร็จงานวิจัยในชั้นเรียน และด้านการมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน ส่วนการเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนจำแนกตามตำแหน่ง และประสบการณ์ในการทำงานมีความเห็นไม่แตกต่างกัน และเมื่อจำแนกตามขนาดสถานศึกษามีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0
ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์คอลลาจีเนส อีลาสเตส ไฮยาลูโรนิเดส และฤทธิ์ต้านออกซิแดนซ์ ของสารสกัดดอกเข็มสีเหลือง Collagenase, Elastase, Hyaluronidase Inhibitory and Antioxidant Activities of Yellow Ixora coccinea L. Flowers Extract
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส เอนไซม์คอลลาจีเนส เอนไซม์อีลาสเตส และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปริมาณรวมของสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แอนโทไซยานิน และแคโรทีนอยด์ในสารสกัดดอกเข็มสีเหลือง วิธีการศึกษา: นำดอกเข็มสีเหลืองมาบดเป็นผงและสกัดด้วยเอทานอล 80% ระเหยด้วยเครื่องระเหยสารสุญญากาศแบบหมุน ทดสอบฤทธิ์ลดเลือนริ้วรอยโดยศึกษาฤทธิ์ยับยั้ง 1) เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส 2) คอลลาจีเนสและอีลาสเตส และ 3) อนุมูลอิสระ ด้วยวิธี 1) colorimetric 2) spectrophotometric และ 3) free radical scavenging assay ต่อ DPPH, ABTS, and superoxide anion ทั้งหมดใช้เควอเซตินเป็นสารควบคุมเชิงบวก (รายงานเป็นค่า IC50) วิเคราะห์ปริมาณรวมของสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แอนโทไซยานิน และแคโรทีนอยด์ ผลการศึกษา: สารสกัดดอกเข็มสีเหลืองมีค่า IC50 ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส เอนไซม์คอลลาจีเนส และเอนไซม์อีลาสเตสเท่ากับ 608.38 ± 216.71, 556.94 ± 15.75 และ 287.70 ± 17.29 µg/ml ตามลำดับ ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ (IC50) ด้วย free radical scavenging assay โดยใช้ DPPH, ABTS, superoxide anion เท่ากับ 73.80 ± 5.58, 27.86 ± 3.41 และ 86.55 ± 4.69 µg/ml ตามลำดับ ใน 1 g มีปริมาณฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แอนโทไซยานิน และแคโรทีนอยด์เป็นค่าเทียบเท่าของกรดแกลลิก เควอเซติน ไซยานิดิน และเบต้าแคโรทีนเท่ากับ 11.49 ± 4.06 mg, 277.38 ± 5.10 mg, 63.71 ± 0.70 mg และ 74.89 ± 0.72 mg ตามลำดับ สรุป: สารสกัดดอกเข็มสีเหลืองมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อีลาสเตสเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส เอนไซม์คอลลาจีเนส และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พฤกษเคมีในสารสกัดดอกเข็มสีเหลืองพบว่ามีปริมาณของสารกลุ่มฟลาโวนอยด์เป็นองค์ประกอบมากที่สุด และมีปริมาณแคโรทีนอยด์ แอนโทไซยานิน และฟีนอลิกรองลงมา
คำสำคัญ: สารสกัดดอกเข็มสีเหลือง; ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส; ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์คอลลาจีเนส; ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อีลาสเตส; ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ; ฟีนอลิก; ฟลาโวนอยด์; แอนโทไซยานิน; แคโรทีนอยด์
Abstract
Objective: To investigate hyaluronidase, collagenase, and elastase inhibitory activities and antioxidation and the total phytochemicals contents including phenolic, flavonoid, anthocyanin, and carotenoid of yellow Ixora coccinea L. flower extract. Methods: Yellow I. coccinea flower was collected, dried under hot air oven at 50°C until dryness, pulverized to powder and macerated in 80% ethanol. The ethanolic extract was evaporated until dryness with a rotary evaporator. The inhibitory activity of the extract on 1) hyaluronidase, 2) collagenase and elastase, and 3) free radicals was investigated by 1) colorimetric method, 2) spectrophotometric method, and 3) free radical scavenging assay (for DPPH, ABST, and superoxide anion), respectively. Quercetin was used as a positive control. The total phenolics, flavonoids, anthocyanins and carotenoids contents were analyzed. Results: Yellow I. coccinea flower extract exhibited anti-hyaluronidase, anti-collagenase, and anti-elastase activities at IC50 values of 608.38 ± 216.71, 556.94 ± 15.75 and 287.70 ± 17.29 µg/ml, respectively. The antioxidant activities (IC50) by free radical scavenging assay of DPPH, ABTS, and superoxide anion were 73.80 ± 5.58, 27.86 ± 3.41, and 86.55 ± 4.69 µg/ml, respectively. The total contents of phenolics, flavonoids, anthocyanins, and carotenoids in 1 g of the extract as equivalence of gallic acid, quercetin, cyanidin, and b-carotene were 11.49 ± 4.06, 277.38 ± 5.10, 63.71 ± 0.70, and 74.89 ± 0.72 mg. respectively. Conclusion: Yellow I. coccinea flower extract expressed anti-elastase, anti-hyaluronidase, anti-collagenase, and antioxidant activities. Total flavonoids content was the highest phytochemical contents found in the extract, followed by total carotenoid, total anthocyanin and total phenolic contents.
Keywords: yellow Ixora coccinea L. flower extract; anti-hyaluronidase; anti-collagenase; anti-elastase; antioxidant; phenolics; flavonoids; anthocyanins; carotenoid