Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
ปัจจัยทำนายความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะท้าย Factors Predicting Spiritual Well-being among Terminally Ill Patients with Breast Cancer
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะท้าย ได้แก่ การรับรู้ความรุนแรงของโรค ความหวัง การมองโลกในแง่ดี และแรงสนับสนุนทางสังคม วิธีการศึกษา: การทดสอบความสัมพันธ์เชิงทำนายมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะท้าย ที่แผนกผู้ป่วยนอกรังสีรักษาและแผนกผู้ป่วยนอกเคมีบำบัด โรงพยาบาลมะเร็ง-ชลบุรี คัดเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย 94 คน รวบรวามข้อมูลส่วนบุคคล และใช้แบบประเมินการรับรู้ความรุนแรงของโรค ความหวัง การมองโลกในแง่ดี แรงสนับสนุนทางสังคม และความผาสุกทางจิตวิญญาณ รวบรวามข้อมูลในเดือนมกราคมถึงเมษายน พ.ศ. 2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา: ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะท้ายมีความผาสุกทางจิตวิญญาณอยู่ในระดับปานกลาง (mean = 81.37 ± 13.57 คะแนน) ปัจจัยที่สามารถทำนายความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะท้ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การรับรู้ความรุนแรงของโรค (β = -0.655) ความหวัง (β = 0.387) และแรงสนับสนุนทางสังคม (β = 0.249) (P-value < 0.001 ทั้งหมด) โดยสามารถร่วมกันทำนายความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะท้ายได้ร้อยละ 55.1 (R2= 0.551, F3,93 = 36.745, P-value < 0.001) การมองโลกในแง่ดีไม่สามารถทำนายความผาสุกทางจิตวิญญาณ สรุป: พยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพสามารถใช้ผลการวิจัยครั้งนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบเพื่อเสริมสร้างความผาสุกทางจิตวิญญาณให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะท้าย โดยการเสริมสร้าง ความหวัง การสนับสนุนทางสังคม และการให้ข้อมูลที่เหมาะสมเกี่ยวกับความรุนแรงของโรคนี้
คำสำคัญ: ความผาสุกทางจิตวิญญาณ; การรับรู้ความรุนแรงของโรค; ความหวัง;การมองโลกในแง่ดี; การสนับสนุนทางสังคม
Abstract
Objective: To determine factors influencing spiritual well-being including perceived severity of the disease, hope, optimism, and social support. Method: This predictive correlation research was conducted in terminally ill patients with breast cancer who received treatment at the radiotherapy outpatient department and the chemotherapy outpatient department, Chonburi Cancer Hospital. 94 participants were recruited by simple random sampling. Six 6 questionnaires were used to assess demographic characteristics, perceived severity of the disease, hope, optimism, social support, and spiritual well- being, from January to April 2022. Stepwise multiple regression was used to test the associations. Results: Spiritual well-being was at a moderate level (mean = 81.37 ± 13.57 points). Severity of the disease (β = -0.655), hope (β = 0.387) and social support (β = 0.249,) jointly predicted spiritual well–being (P-value < 0.001 for all) with 55.1% of the variance of spiritual well-being explained (R2 = 0.551, F3,93 = 36.745, P-value < 0.001). Optimism did not influence spiritual well-being. Conclusion: Nurses and health professional could apply the results as a baseline information to develop intervention to enhance spiritual well-being of terminally ill patients with breast cancer through promoting hope, and social support through information regarding severity of the disease.
Keywords: spiritual well-being; perceived severity of the disease; hope; optimism; social suppor
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาใหม่โดยการปรับปรุงตัวยาสำคัญเดิมและการใช้กลยุทธ์เชิงนวัตกรรม Development of New Drug Products by Repurposing of Non-New Chemical Entities and Using Innovative Strategies
บทคัดย่อ
การพัฒนาเภสัชภัณฑ์ประสบความท้าทายและปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น ตัวยาสำคัญมีค่าการละลายต่ำ การปลดปล่อยน้อย การดูดซึมต่ำ ชีวประสิทธิผลต่ำ และความไม่คงตัวของตัวยา ทำให้การออกสู่ตลาดของผลิตภัณฑ์ยาใหม่ช้าลง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาใหม่สามารถเร่งรัดได้และคุณภาพของเภสัชภัณฑ์ยังได้รับการประกันโดยการใช้วิธีการพัฒนาทางเภสัชกรรมที่เรียกว่า Enhanced Approach หรือการออกแบบด้านคุณภาพ การปรับปรุงตัวยาสำคัญเดิม เช่น การทำเป็นรูปแบบใหม่ของเภสัชภัณฑ์ ระบบการให้ยาแบบใหม่ ข้อบ่งใช้หรือวัตถุประสงค์ใหม่จากตัวยาสำคัญเดิมที่ได้รับการอนุมัติอยู่ก่อนแล้ว และการใช้กลยุทธ์เชิงนวัตกรรมที่มีนาโนเทคโนโลยีเป็นฐาน เช่น สูตรตำรับที่ประกอบด้วยผลึกนาโนหรือลิโพโซม สามารถใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาใหม่ได้ตามการขอขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่ประเภท 505(b)(2) ขององค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเภท Hybrid ขององค์การยาแห่งสหภาพยุโรป ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการวิจัย พัฒนา และอนุมัติสั้นกว่า สามารถลดความเสี่ยงจากการล้มเหลวของการพัฒนาเภสัชภัณฑ์ และใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า กลยุทธ์ที่ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาใหม่จะต้องดำเนินการตามข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อให้มั่นใจว่าเภสัชภัณฑ์มีความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และคุณภาพ
คำสำคัญ: การปรับปรุงตัวยาสำคัญเดิม; การพัฒนายาใหม่; การพัฒนาทางเภสัชกรรม; การขอขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่ประเภท 505(b)(2)
Abstract
Development of pharmaceutical products has been encountering several challenges and issues such as poor solubility, inadequate release, low absorption, low bioavailability, and instability of the drugs, and thus their go-to-market launches have been delayed. A new drug product development can be expedited, and its quality can be assured by utilizing the enhanced or quality by design approach. Drug repurposing (such as new dosage form, delivery system, or indication) from already approved non-new chemical entities and nanotechnology-based innovative strategies (such as nanocrystal or liposome formulations) can also be used to develop new pharmaceutical products through the US FDA 505(b)(2) new drug application pathway or the EMA Hybrid application process which take a shorter timeline, decrease failure risks, and cost less. All strategies employed in new drug product development should fulfill the regulatory requirements to ensure its safety, efficacy, and quality.
Keywords: drug repurposing; new drug development, pharmaceutical development; US FDA 505(b)(2) New Drug Applicatio
การศึกษาการย่อยสลายทางชีวภาพของยางธรรมชาติดัดแปรเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการของเสียจากยางธรรมชาติ
Study on Biodegradation of Modified Natural Rubber to Serve as Guidelines for Natural Rubber Waste Management
Phetdaphat Boonsuk
รับบทความ: 23 ตุลาคม 2566; แก้ไขบทความ: 8 เมษายน 2567; ยอมรับตีพิมพ์: 8 เมษายน 2567; ตีพิมพ์ออนไลน์: 10 พฤษภาคม 2567
บทคัดย่อ
ยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติมีการผลิตและการใช้เพิ่มขึ้นในทุกวัน ก่อให้ เกิดปัญหาในการจัดการของเสียจากยางธรรมชาติ เนื่องจากการย่อยสลายทางชีวภาพเกิดขึ้นได้ยาก งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นดัดแปรยางธรรมชาติโดยนำยางธรรมชาติ (NR) กราฟต์แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (CST) ที่มีสัดส่วน CST 50 phr (NR–g–CST 50 phr) เพื่อศึกษาการย่อยสลายทางชีวภาพและเปรียบ-เทียบกับแป้งมันสำปะหลังดัดแปรร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก (CST) ยางธรรมชาติผสมกับแป้งมันสำปะ-หลังดัดแปรที่มีสัดส่วน CST 50 phr (พอลิเมอร์ผสม NR/CST 50 phr) ยางธรรมชาติกราฟต์กับแป้งมันสำปะหลังดัดแปรที่มีสัดส่วน CST 50 phr และผสมกลีเซอรอลร้อยละ 3 โดยน้ำหนัก (พอลิเมอร์ผสม NS–GE) ยางพรีวัลคาไนซ์ผสมกับแป้งมันสำปะหลังดัดแปรที่มีสัดส่วน CST 50 phr (พอลิเมอร์ผสม PR/CST 50 phr) ยางธรรมชาติร้อยละ 30 DRC (NR 30% DRC) ยางพรีวัลคาไนซ์ร้อยละ 30 DRC (PR 30% DRC) และถุงมือยาง โดยนำแผ่นฟิล์มตัวอย่างฝังกลบในดินธรรมชาติ พบว่า แผ่น ฟิล์ม CST ย่อยสลายทางชีวภาพได้ประมาณร้อยละ 97 โดยน้ำหนัก ใน 8 สัปดาห์ แผ่นฟิล์ม NR–g–CST 50 phr ย่อยสลายทางชีวภาพได้หมดใน 12 สัปดาห์ แผ่นฟิล์ม NS–GE NR/CST 50 phr PR/ CST 50 phr PR 30% DRC NR 30% DRC และถุงมือยาง ย่อยสลายทางชีวภาพได้ประมาณร้อยละ 54 53 52 38 32 และ 24 โดยน้ำหนักใน 24 สัปดาห์ ตามลำดับ การศึกษาลักษณะทางกายภาพและโครงสร้างเคมีก่อนและหลังการฝังดิน พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการย่อยสลายทางชีวภาพ ดังนั้นการดัดแปรยางธรรมชาติโดยนำยางธรรมชาติกราฟต์แป้งมันสำปะหลังดัดแปรที่มีสัดส่วน CST 50 phr สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนายางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติให้สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ และเป็นแนวทางในการจัดการของเสียจากยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติในสิ่งแวดล้อมต่อไป
คำสำคัญ: การย่อยสลายทางชีวภาพ ยางธรรมชาติ แป้งมันสำปะหลัง การดัดแปรโครงสร้าง ยางธรรมชาติย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
Abstract
Natural rubber and its products have been produced and used increasingly every day. This has caused waste management problem because biodegradation is difficult to occur. Therefore, this research focused on the modification of natural rubber with grafted natural rubber with modified cassava starch at the ratio of 50 phr (NR–g–CST 50 phr) for study on biodegradation by compare with modified cassava starch 10% by weight (CST), natural rubber blended with modified cassava starch at the ratio of 50 phr (NR/CST 50 phr), natural rubber grafted with modified cassava starch at the ratio of 50 phr and glycerol 3% by weight (NS–GE), pre–vulcanized rubber blended with modified cassava starch at the ratio of 50 phr (PR/CST 50 phr), natural rubber 30% DRC (NR 30% DRC), pre–vulcanized rubber 30% DRC (PR 30% DRC) and rubber gloves which buried in natural soil. It was found that the CST film was biodegraded about 97 wt% within 8 weeks. The NR–g–CST 50 phr film was completely biodegraded within 12 weeks. The NS–GE, NR/CST 50 phr, PR/CST 50 phr, PR 30% DRC, NR 30% DRC and rubber gloves films were biodegraded about 54 wt%, 53 wt% 52 wt%, 38 wt%, 32 wt% and 24 wt% within 24 weeks, respectively. From the study of physical appearance and chemical structures before and after burial, it was found that there were changes related to biodegradation. Therefore, NR modification by grafting modified CST at the ratio of 50 phr can be applied as guideline for the development of biodegradable NR and its products and for the waste management of NR and its products in the environment in the future.
Keywords: Biodegradation, Natural rubber, Cassava starch, Structure modification, Biodegradable natural rubbe
IMPACTS AND ADAPTATION FROM THE MERGER BETWEEN BANGCHAK CORPORATION PUBLIC COMPANY LIMITED AND ESSO (THAILAND) PUBLIC COMPANY LIMITED. A CASE STUDY OF BANGCHAK AND ESSO GAS STATION ENTREPRENEUR IN NAKHON SI THAMMARAT, SONGKHLA, AND PHATTHALUNG PROVINCES: ผลกระทบและการปรับตัวจากการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กรณีศึกษาผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากและเอสโซในจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง
This research aims to 1) Study the business impacts of Bangchak and ESSO gas station operators from the merger between Bangchak Corporation Public Company Limited and ESSO (Thailand) Public Company Limited and 2) Study methods for adjustments from business impacts on Bangchak and ESSO gas stations from the merger between Bangchak Corporation Public Company Limited and ESSO (Thailand) Public Company Limited. The key informants are the operators of Bangchak and ESSO gas stations located in Nakhon Si Thammarat, Songkhla, and Phatthalung provinces and less than 20 kilometers apart. There are a total of 16 key informants. The research instrument is a semi-interview structure. Data analysis used thematic methods and triangulated data. The results of the data analysis found that Bangchak gas station operators were not affected by the merger but operators of ESSO gas stations have been affected, especially as customers do not have confidence in the efficiency of the fuel. The adjustment of Bangchak operators will focus on giving importance to better service. As for ESSO operators, they use methods to reduce costs, create employees with potential, use of promotions, pay attention to better service, and improve the landscape to make it more usabl
การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มบีซีจี: Academic Management for Developing STEM-BCG Learning
บทคัดย่อ
การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มบีซีจีนับเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบสะเต็มศึกษาเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายให้ผู้เรียนเป็นนักแก้ปัญหาและนวัตกร ซึ่งปัจจุบันมีการขับเคลื่อนในการปรับเปลี่ยนให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยเชื่อมโยงกับสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยการนำแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจีมาบูรณาการ ผู้เขียนได้สังเคราะห์แนวทางบริหารงานวิชาการอันเป็นการดำเนินงานที่ตอบสนองต่อการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคบานี่เวิร์ล ผู้บริหารโรงเรียนจำเป็นต้องอาศัยการบริหารวิชาการที่มีประสิทธิภาพอย่างเป็นเชิงรุก ในการดำเนินงานที่จะนำพาให้บรรลุวัตถุประสงค์และภารกิจการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มบีซีจีได้เป็น 4 ประการ ได้แก่ ) การจัดการเรียนรู้ 2) การพัฒนาหลักสูตร 3) การพัฒนานวัตกรรม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ และ4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้บริหารงานวิชาการพัฒนา การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มบีซีจีเป็นผู้ที่ได้นำเอาความรู้ ความคิด วิธีการ หรือสิ่งใหม่ ๆ มาใช้มาปรับปรุง การจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพมากขึ้น สอดคล้องกับการจัดการศึกษาใหม่ในยุคการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21
Abstract
Academic management for developing STEM-BCG learning is regarded as a teaching and learning approach based on STEM education. It is a learning management approach that aims for students to be problem solvers and innovators. Currently, there is a drive to change to cover all dimensions by linking with bioeconomy, circular economy and the green economy by integrating the concept of the BCG economy, The author has synthesized an academic management approach which is an operation that responds to educational management for learners to achieve desirable learning outcomes amid the changes of the Bunny World era. School administrators need to rely on effective academic management in a proactive manner that will lead them to achieve the objectives and missions of academic administration in order to develop learning management according to the STEM BCG approach for 4 aspects: 1) learning management 2) curriculum development 3) development of innovation, media and learning resources, and 4) measurement and evaluation of learning outcomes. In order for academic administration to develop learning management according to the STEM BCG approach, encourage people to bring knowledge, ideas, methods, or new things to improve. For more quality learning management, This is in line with the new education management in the 21st century learnin
การบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นสถานศึกษาแห่งนวัตกรรม: The administration of school towards innovative school
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นสถานศึกษาแห่งนวัตกรรม การพัฒนาประเทศไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามนโยบาย Thailand 4.0 โดยมีกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประชาคมโลก (sustainable development goals: SDGs) องค์การต่างๆ จึงได้มีการปรับตัวไปสู่การสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ เช่นเดียวกับสถานศึกษาที่ผู้บริหารจะต้องสนับสนุน ส่งเสริมบุคลากรให้มีความสามารถและเข้าใจในนวัตกรรม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สถานศึกษาต่างๆ จะต้องพัฒนาเชิงนวัตกรรมในองค์กร ซึ่งผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มีการสร้างพัฒนา หรือนำนวัตกรรมมาใช้กับการศึกษาก็คือผู้นำหรือผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถใช้นวัตกรรมในการนำองค์การอย่างมีประสิทธิภาพ มีการปรับตัวและพัฒนาวัฒนธรรมในสถานศึกษา โดยการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นสถานศึกษาแห่งนวัตกรรม มี 4 ขั้นตอน คือ 1. การวางแผน 2. การอำนวยการ 3. การประสานงาน 4. การรายงานและการประเมินผลงาน เพื่อให้เป็นสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมที่มุ่งสร้างค่านิยมใหม่ๆ ของสถานศึกษาที่เอื้อต่อการเพิ่มขีดความสามารถ ส่งเสริมให้บุคลากรมีความกล้าคิด กล้าลงมือปฏิบัติ มีการสนับสนุนความรู้ในการสร้างนวัตกรรมในสถานศึกษา และสร้างพื้นฐานในการเป็นสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมให้กับบุคลากรจากการจัดการความรู้ ส่งเสริม สนับสนุนบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถสู่การเป็นนวัตกรที่ดี ดังนั้นความท้าทายในการพัฒนาประเทศส่วนหนึ่งคือ การยกระดับขีดความสามารถทางนวัตกรรมของสถานศึกษา โดยการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมให้พร้อมต่อการพัฒนาประเทศไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”
Abstract
This article aims to present the management of educational institutions towards becoming innovative educational institutions, contributing to the country's "stability, prosperity, and sustainability" in alignment with Thailand's 4.0 policy, a 20-year national strategic framework, and the National Economic and Social Development Plan. This guidance supports the nation's development in accordance with the sustainable development goals (SDGs) of the global community. Various organizations are, therefore, adjusting their strategies to foster innovation and generate new knowledge. Executives must actively support and promote personnel to acquire the skills and understanding of innovation. Hence, it is imperative that educational institutions invest in innovative development. They play a pivotal role in driving development and implementing innovation in education. Educational institution administrators, as leaders, must effectively utilize innovation to facilitate cultural adaptation and development within these institutions. To guide educational institutions towards becoming innovative, four key steps are identified : planning, administration, coordination, and reporting and evaluation. The goal is to transform educational institutions into centers of innovation, fostering new educational values that enhance the capabilities of their personnel. This approach encourages individuals to think boldly, take action, and acquire the knowledge necessary to innovate effectively. Thus, part of the challenge in developing the country lies in enhancing the innovation capacity of educational institutions through effective management, making them prepared to contribute to the country's "stability, prosperity, and sustainability.
กองบรรณาธิการ ว.ทันต.มศว ปีที่ 17 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) พ.ศ. 2567: Editorial Board, SWU Dent J. Volume 17 No.1 (January-June) 2024
บทบรรณาธิการ:...สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒฉบับนี้ เป็นฉบับปี พุทธศักราช 2567 เล่มที่ 1 ครับ ทางทีมบรรณาธิการยังคงความตั้งใจในการคัดสรรบทความวิจัยและบทวิทยาการ ที่มีคุณภาพเช่นเดิมเพื่อผู้อ่านทุก ๆ ท่านนะครับ ในฐานะตัวแทนของกองบรรณาธิการ ผมขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ทุกท่านที่ได้เสียสละเวลาในการพิจารณาบทความให้คงคุณภาพในเกณฑ์มาตรฐานมาโดยตลอด ขอขอบพระคุณผู้นิพนธ์ทุกท่านที่ไว้วางใจให้วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นช่องทางในการเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ ๆ สู่สังคม และขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านอีกครั้งนะครับ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านเพลิดเพลินไปกับความรู้ใหม่ ๆ ที่อยู่ในวารสารฉบับนี้ของเราครับ
ในช่วงวันที่ 6–8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 องค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (อ.บ.ท.ท.) กำหนดให้คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยสาขาทันตแพทยศาสตร์ ระดับนานาชาติ ครั้งที่ 20 ขึ้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ตัวผมเองได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน โดยเฉพาะในส่วนของการประกวดและนำเสนอผลงานวิจัย พบว่ามีความน่าสนใจอย่างยิ่งในหัวข้อวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสังคมทันตแพทย์ของพวกเรา ทั้งนี้ครั้งถัดไปในปีพุทธศักราช 2567 คณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมองค์ผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยครั้งที่ 21 ซึ่งจะจัดขึ้นที่อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีหัวข้อหลักในงานประชุมครั้งนี้คือ “Towards the Future of Dentistry: More Personalization and Greater Success” แน่นอนว่าทางทีมงานฝ่ายวิจัย คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการประกวดและการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพดังเช่นในทุกครั้งที่ผ่านมา จึงใคร่ขอให้ทุกท่านรอติดตามผลงานวิจัยใหม่ ๆ ของสาขาทันตแพทย์ที่จะเกิดขึ้นในงานประชุมที่สำคัญของพวกเรา โดยประกาศกำหนดการอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเว็บไซต์ของคณะฯ ครับ
อนึ่งทางทีมบรรณาธิการฯ กำลังจะเข้าสู่การประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 (2568-2572) ซึ่งต้องส่งเล่มวารสารเข้าสู่การประเมินโดยศูนย์ดัชนีการอ้างอิงสารสารไทย ในช่วงเดือนเมษายน ปีพุทธศักราช 2567 นี้ ทางกองบรรณาธิการฯ จะพยายามทำอย่างดีที่สุดเพื่อรักษาคุณภาพของวารสารของเราให้อยู่ที่ระดับ TCI กลุ่มที่ 1 เช่นเดิมครับ ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านช่วยเป็นกำลังใจให้กับทางทีมงานด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
สุดท้ายนี้ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงวารสารนี้จะทำการเผยแพร่พอดี ผมขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุข สมหวังในทุกประการ และมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดไปครับ แล้วพบกันอีกครั้งในวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒฉบับปีพุทธศักราช 2567 เล่มที่ 2 ครับ
ผศ.ดร.ทพ.ชัชพันธุ์ อุดมพัฒนากรบรรณาธิการวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโร
ผลของการบ้วนปากหลังการแปรงฟันในการลดแผ่นคราบชีวภาพ: The Effect of Post-Brushing Rinsing on Reducing Dental Biofilm
วัตถุประสงค์: ศึกษาผลของการบ้วนปากหลังการแปรงฟันต่อการลดแผ่นคราบชีวภาพ
วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: ผู้เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 36 คน จะได้รับการอบรมเรื่องการแปรงฟัน การขูดหินน้ำลายและขัดฟันในการนัดครั้งที่ 1 งดการทำความสะอาดช่องปากใด ๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนวันนัดครั้งที่ 2 แล้วให้แปรงฟันตามวิธีที่จับฉลากได้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 วิธีการ คือ การแปรงฟันแบบไม่บ้วนปาก และการแปรงฟันแล้วบ้วนปาก ตรวจดัชนีคราบจุลินทรีย์ทันที และหลังจากผ่านไป 5 นาที ขูดหินน้ำลายและขัดฟันงดการทำความสะอาดช่องปากใด ๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนวันนัดครั้งที่ 3 แล้วทำการศึกษาเช่นเดียวกับการนัดครั้งที่ 2
ผลการศึกษา: แบ่งกลุ่มที่แปรงฟันแบบไม่บ้วนปากและกลุ่มที่แปรงฟันแล้วบ้วนปาก ทั้ง 2 กลุ่ม มีข้อมูล 3 ชุด ชุดที่ 1 ก่อนการแปรงฟัน ชุดที่ 2 หลังการแปรงฟันทันที ชุดที่ 3 หลังการแปรงฟัน 5 นาที ในแต่ละชุดประกอบไปด้วย ด้านแก้ม ด้านลิ้น ฟันหน้า ฟันหลัง ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งหมดของด้านนั้น ๆ ขอบเหงือก และด้านประชิด พบว่าดัชนีคราบจุลินทรีย์ของ 2 กลุ่ม มีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่แตกต่างกันทั้งสองกลุ่มในทุกด้าน ยกเว้นด้านประชิดเมื่อวัดผลหลังแปรงฟันทันที และเมื่อเวลาผ่านไปไว้ 5 นาที คราบจุลินทรีย์ด้านประชิดลดลงอีก จนเกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับค่าเริ่มต้น พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่บริเวณขอบเหงือกของฟันหน้า ณ เวลาทันทีและ 5 นาทีหลังจากแปรงฟันแบบไม่บ้วนปากเมื่อเทียบกับแบบบ้วนปาก ที่ p-value < 0.05
สรุป: การแปรงฟันลดคราบจุลินทรีย์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การบ้วนปากหลังการแปรงฟันไม่ช่วยลดคราบจุลินทรีย์ที่ยึดกับผิวฟัน
Objective: To study the effects of brushing with rinsing on reducing dental biofilm.
Materials and Methods: Thirty-six participants received training on toothbrushing, supragingival scaling, and tooth polishing during the first appointment. They were instructed to refrain from any oral hygiene care for 24 hours before the second appointment. For the second visit, each participant brushed their teeth according to the drawing method which is toothbrushing without rinsing and with rinsing. The plaque index was recorded immediately, after five minutes and tooth prophylaxis was accomplished right after. Prior to the third visit, 24 hours without oral hygiene care and the same procedure as the second visit was followed.
Results: The study included two groups: toothbrushing without rinsing and toothbrushing with rinsing. Both groups provided data for three sets: Set 1 pre-brushing, Set 2 immediately post-brushing, and Set 3 post-5-minute brushing. Each set was done on buccal, lingual, anterior, posterior which is composed of total area of that aspect, marginal and proximal area. Statistical analysis revealed a significant reduction in dental plaque indices for both groups, with no significant differences observed between the two groups in all aspects except for the gingival margin immediately post-brushing. However, after a 5-minute interval, dental plaque on the gingival margin significantly decreased, demonstrating a statistically significant difference when compared to the baseline values. Notably, there were statistically significant differences at the gingival margin of the anterior teeth immediately and 5 minutes after toothbrushing when comparing rinsing without rinsing with a p-value < 0.05.
Conclusion: Toothbrushing significantly reduces dental plaque, but rinsing after toothbrushing does not contribute to a further reduction in plaque adhering to tooth surfaces
การขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาในสังคมไทย
บทความวิชาการ เรื่อง การขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาในสังคมไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การนำนโยบายของ SDGs มาใช้ขับเคลื่อนประเทศไทย โดยมุ่งเป้าไปที่การวิเคราะห์การพัฒนาด้านการศึกษา ที่ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนที่เป็นเด็กปฐมวัยและนักเรียนประถมศึกษา ควบคู่ไปกับการพัฒนานักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพและมีศักยภาพเพียงพอในการประกอบอาชีพในอนาคต เป็นที่น่าสนใจว่าในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงพื้นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “ระบบ” การดำเนินงานเชิงนโยบาย จึงควรให้ความสำคัญกับปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และผลกระทบ อันจะนำไปสู่การสร้างระบบการกำกับ ติดตาม และประเมินผลเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งต่อการดำเนินงานเชิงพื้นที่ระดับจังหวัด ให้เกิดการสร้าง “กลไก” การทำงานเชิงพื้นที่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการศึกษา ให้บรรลุตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด อันจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะหรือแนวทางที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาของ SDGs ให้เข็มแข็งโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลั