Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    ผลของสารสกัดหยาบจากดอกถั่งเช่าสีทองต่อการยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์

    Get PDF
    Effects of Crude Extract in Stroma of Cordyceps militaris for Human Enteropathogenic Bacterial Inhibition   Pornpan Ruttanasutja and Samart Taikhao   รับบทความ: 15 มกราคม 2567; แก้ไขบทความ: 20 เมษายน 2567; ยอมรับตีพิมพ์: 23 เมษายน 2567; ตีพิมพ์ออนไลน์: 16 พฤษภาคม 2567   บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสารสกัดหยาบจากดอกของถั่งเช่าสีทอง (Cordyceps militaris) ต่อการยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ โดยสกัดสารจากดอกของ C. militaris อบแห้งด้วยเอทานอลความเข้มข้นร้อยละ 99.8 และนำไปวิเคราะห์ปริมาณสารคอร์ไดเซปินและอะดีโนซีนด้วยเครื่องโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง ผลการทดลองพบว่ามีปริมาณสารคอร์ไดเซปินและสารอะดีโนซีนในสารสกัดหยาบเท่ากับ 2,588.60±58.68 และ 33.70±3.03 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ เมื่อนำสารที่ได้ไปทดสอบการยับยั้งแบคทีเรียก่อโรค จำนวน 11 ชนิดได้แก่ Escherichai coli  Enterobacter aerogenes  Klebsiella pneumoniae  Proteus vulgaris  Pseudo-monas aeruginosa  Salmonella Typhi  Sal. Typhimurium  Shigella dysenteriae  Bacillus cereus  B. subtilis และ Staphylococcus aureus ด้วยวิธี paper disc diffusion method พบว่าสามารถยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคได้ 9 ชนิด (คิดเป็นร้อยละ 81.81) และให้วงใสการยับยั้งที่มีขนาด 10.06±0.04 – 13.67±1.97 มิลลิเมตร เมื่อทดสอบปริมาณความเข้มข้นน้อยที่สุดของสารต่อการยับยั้ง (MIC) และ ปริมาณความเข้มข้นน้อยที่สุดที่มีผลต่อการฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรค (MBC) พบว่าแบคทีเรียแกรมลบ E. coli  Ent. aerogenes  Pro. vulgaris  Sal. Typhi  Sal. Typhimurium และ Shi. dysenteriae มีค่า MIC และ MBC เท่ากันที่ความเข้มข้น 100 และ 200 ppm ตามลำดับ ส่วนแบคทีเรีย K. pneumoniae มีค่า MIC และ MBC ที่ความเข้มข้น 1,000 และ 2,000 ppm ตามลำดับ  และแบคทีเรีย Ps. aeruginosa มีค่า MIC และ MBC ที่ความเข้มข้น 200 และ 400 ppm ตามลำดับ ทั้งนี้แบคทีเรียแกรมบวก S. aureus มีผลของค่า MIC และ MBC ที่ความเข้มข้น 500 และ 600 ppm ตามลำดับ จากผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการศึกษาเพิ่มเติมสำหรับการนำไปใช้ในการป้องกันการเกิดโรคในระบบทางเดินอาหารอันมีสาเหตุมาจากจุลินทรีย์ดังกล่าวได้ คำสำคัญ:  คอร์ไดเซปิน  ถั่งเช่าสีทอง  แบคทีเรียก่อโรค  สารยับยั้งแบคทีเรีย  โรคทางเดินอาหาร   Abstract The objective of this research was to study the crude extract from the stroma of Cordyceps militaris, which was tested for its inhibition of enteropathogenic bacteria. The crude extract was obtained from the dry stroma of C. militaris with 99.8% ethanol solvent. Cordycepin and adenosine were analyzed by high–performance liquid chromatography. The results showed that the cordycepin and adenosine concentrations in the crude extract were 2,588.60±58.68 and 33.70±3.03 mg/kg, respectively. Then, the crude extract was tested for the inhibition of 11 bacterial pathogen, including Escherichai coli, Enterobacter aerogenes, Klebsiella pneumoniae, Proteus vulgaris, Pseudomonas aeruginosa, Salmonella Typhi, Sal. Typhimurium, Shigella dy-senteriae, Bacillus cereus, B. subtilis and Staphylococcus aureus using the paper disc diffusion method. It exhibited antimicrobial activity against only 9 bacterial pathogens (81.81%) with halo zone sizes ranging from 10.06±0.04 – 13.67±1.97 mm. However, the minimum inhibitory concen-tration (MIC) and minimum bactericidal concentration (MBC) tests showed that Gram–negative bacteria such as E. coli, Ent. aerogenes, Pro. vulgaris, Sal. Typhi, Sal. Typhimurium and Shi. dysenteriae had the same MIC and MBC values at concentrations of 100 and 200 ppm, re-spectively. K. pneumoniae had MIC and MBC values at concentrations of 1,000 and 2,000 ppm, respectively. Ps. aeruginosa exhibited MIC and MBC values at concentrations of 200 and 400 ppm, respectively.  Finally, Gram–positive bacteria such as S. aureus had the MIC and MBC at concentrations of 500 and 600 ppm, respectively. The results of this study can be used as preliminary information for the prevention of gastrointestinal disease caused by such microorganisms. Keywords:  Cordycepin, Cordyceps militaris, Bacterial pathogen, Antimicrobial, Gastrointestinal diseas

    กระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารการศึกษาแห่งอนาคต : A new paradigm for future education administration

    Get PDF
    บทคัดย่อ               บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารการศึกษาแห่งอนาคต เพื่อเสนอแนวทางในการบริหารการสถานศึกษาเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของสถานศึกษาสู่เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นในดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ผลสืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และโลกยุคดิจิทัล (Digital Era) ซึ่งเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาที่มีความก้าวหน้า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกสถานที่และเวลา สังคมต่างมีส่วนรับรู้ และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสถานศึกษาจึงเป็นเหตุผลให้กระบวนทัศน์การบริหารแบบเดิมมีการปรับเปลี่ยน และมีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติภารกิจ ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ มีส่วนร่วมในการเป็นผู้พัฒนานโยบายมากขึ้น ยอมรับและให้ความสำคัญกับความขัดแย้ง (conflict) ถือว่าเป็นธรรมชาติและสิ่งจำเป็น เน้นการมีส่วนร่วม (Participation) ในการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ จุดมุ่งหมาย ตลอดจนแผนงานโครงการ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมร่วม (Shared  Culture) และสนับสนุนเทคโนโลยีการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีทักษะและความรู้ในเรื่องของระบบสารสนเทศ (Information System) เพื่อการบริหารและการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ของสถานศึกษาโดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาบริหารจัดการในการปฏิบัติภารกิจ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการจัดการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมรองรับทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคต Abstract            This article aims to present a new paradigm in education administration of the future. To propose guidelines for managing educational institutions in order to drive the educational institution's mission towards the goal of developing the quality of students to have the rnecessary skills for living in the 21st century as a result of the COVID-19 outbreak situation. And the Digital Era, which is  era of rapid change. Progressive education Learning can happen at any place and time. Different societies are aware of it. And participate in the management of educational institutions This is the reason why the traditional management paradigm has been changed. And have flexibility in carrying out missions that focuses on results rather than processes Educatiornal institution administrators must change the paradigm. Participate more in policy development. Accept and value conflict as natural and necessary. Focus on participation (Participation) in determining the vision, mission, aims and plans of the project. that will lead to practice In order to promote shared culture and support educational management technology that has hig

    ความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงของการสบฟันผิดปกติกับ ประสิทธิภาพการบดเคี้ยว: Relationships between Malocclusion Severity and Masticatory Performance

    No full text
    วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบดเคี้ยวระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่มีการสบฟันปกติและกลุ่มตัวอย่างที่มีการสบฟันผิดปกติที่ระดับแตกต่างกัน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงของการสบฟันผิดปกติกับประสิทธิภาพการบดเคี้ยว วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 18 ราย ได้แก่ กลุ่มที่มีการสบฟันปกติ(ค่าดัชนีพาร์ ≤ 10 ), กลุ่มที่มีการสบฟันผิดปกติในระดับน้อยถึงปานกลาง (ค่าดัชนีพาร์ 11-29) และกลุ่มที่มีการสบฟันผิดปกติในระดับมาก (ค่าดัชนีพาร์ ≥ 30 ) ประเมินประสิทธิภาพการบดเคี้ยวโดยการวิเคราะห์ขนาดอนุภาคกลางของอาหารเทียมด้วยวิธีการกรองสารผ่านตะแกรงหลายขนาด เปรียบเทียบความแตกต่างของประสิทธิภาพการบดเคี้ยวระหว่าง 3 กลุ่มด้วยสถิติ One-way ANOVA และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงการสบฟันผิดปกติกับประสิทธิภาพการบดเคี้ยวโดยใช้สถิติเพียร์สัน ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (p < 0.05) ผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มการสบฟันปกติมีประสิทธิภาพการบดเคี้ยวสูงที่สุด และกลุ่มที่มีการสบฟันผิดปกติในระดับมากมีประสิทธิภาพการบดเคี้ยวต่ำที่สุด ค่าเฉลี่ยของประสิทธิภาพการบดเคี้ยวระหว่าง3 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.013) โดยกลุ่มที่มีการสบฟันผิดปกติในระดับมากมีประสิทธิภาพการบดเคี้ยวต่ำกว่ากลุ่มการสบฟันปกติและกลุ่มสบฟันผิดปกติเล็กน้อยถึงปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงของการสบฟันผิดปกติกับประสิทธิภาพการบดเคี้ยวมีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง (r = 0.418) และการสบฟันหลังมีความสัมพันธ์ต่อประสิทธิภาพการบดเคี้ยวมากที่สุด เมื่อเทียบกับพารามิเตอร์ของดัชนีพาร์ตัวอื่น ได้แก่ ระยะเหลื่อมแนวราบ ระยะเหลื่อมแนวดิ่งและระยะการเบี่ยงเบนของแนวกลางฟัน สรุป: ความรุนแรงของการสบฟันผิดปกติซึ่งประเมินโดยใช้ดัชนีพาร์มีผลต่อประสิทธิภาพการบดเคี้ยวเมื่อการสบฟันผิดปกติมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวมีแนวโน้มลดลง   Objective: To compare masticatory performance among normal occlusion and two different malocclusion severity groups, and to assess correlations between malocclusion severity and masticatory performance. Materials and Methods: Fifty-four subjects were divided into 3 groups; normal occlusion group (PAR score ≤ 10), mild to moderate malocclusion group (PAR score 11-29) and severe malocclusion group (PAR score ≥ 30). Masticatory performance was evaluated by analysis of median particle size of artificial food obtained with a multiple sieve method. Statistical significant was evaluated with One-way ANOVA test, and the correlation between malocclusion severity and masticatory performance assessed using Pearson’s correlation at p < 0.05. Results: The results showed the highest masticatory performance was found in normal occlusion group whereas the lowest performance was found in severe malocclusion group. Significant differences in masticatory performance (P = 0.013) were detected among 3 different groups. Multiple comparisons showed significant differences in severe malocclusion group with normal occlusion group and mild to moderate malocclusion group. Correlation between malocclusion severity and masticatory performance (r = 0.418) was moderate. The most correlation parameters of PAR index that effect to masticatory performance was buccal occlusion compare to overjet, overbite and midline discrepancy. Conclusions: Malocclusion severity determined by PAR index effects masticatory performance. Higher malocclusion severity resulted in lower masticatory performance

    ปัจจัยจูงใจในการทำ งานของพนักงานมหาวิทยาลัยสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว: Job Motivation Factors of Employees of SavannakhetUniversity Lao’s People Democratic Republic

    Get PDF
              งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจในการทำงานของพนักงานมหาวิทยาลัยสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากพนักงานของมหาวิทยาลัย สะหวันนะเขตจำ นวน 150 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ Importance-Performance Analysis (IPA) ผลการวิจัยพบว่า พนักงานให้ความสำคัญต่อปัจจัยจูงใจในการทำ งานในภาพรวมทั้ง 2 ปัจจัย อยู่ในระดับมากโดยให้ความสำ คัญต่อกลุ่มปัจจัยสุขอนามัยในระดับมากที่สุด ซึ่งประกอบด้วย ด้านความมั่นคงในการทำ งาน ด้านการควบคุมดูแล ด้านการบริหารของมหาวิทยาลัย ความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล ด้านตำแหน่งงาน ด้านรายได้และสวัสดิการ และสภาพแวดล้อมในการทำ งาน ตามลำดับ ในด้านปัจจัยจูงใจในการทำ งานที่พนักงานมหาวิทยาลัยสะหวันนะเขตให้ความสำ คัญในระดับมาก ได้แก่ ด้านความก้าวหน้าในการทำ งาน ลักษณะของงานที่น่าสนใจ ด้านความรับผิดชอบ ด้านความ สำ เร็จในการทำ งาน และด้านการยอมรับ ตามลำดับ สำ หรับการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือIPA ของปัจจั

    การพัฒนาสมรรถนะการบริหารจัดการของผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ชุมชน ประเภทอาหารในจังหวัดเพชรบุรี: Management Competencies Development of FoodProcessing Community Entrepreneursin Phetchaburi Province

    Get PDF
                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะการบริหารจัดการของผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทอาหารในจังหวัดเพชรบุรี2) เพื่อสร้างหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะการบริหาร จัดการของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทอาหารในจังหวัดเพชรบุรีและ 3) เพื่อประเมิน หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะการบริหารจัดการของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทอาหารใน จังหวัดเพชรบุรีผู้วิจัยดำ เนินการโดยใช้การวิจัยและพัฒนาดังนี้ ขั้นตอนที่1 การศึกษาสมรรถนะการบริหารจัดการที่จำ เป็นในการพัฒนาผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ ชุมชนประเภทอาหารในจังหวัดเพชรบุรีใช้การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ ชุมชน จำ นวน 120 ราย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการมีสมรรถนะการ บริหารจัดการผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทอาหารในจังหวัดเพชรบุรีในภาพรวมระดับมาก เมื่อพิจารณา องค์ประกอบของสมรรถนะทั้ง 5 ด้านพบว่า สมรรถนะที่อยู่ในระดับมากได้แก่ ด้านการบริหารการ ผลิต ด้านการตลาด ด้านการจัดการ และด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ส่วนสมรรถนะด้านการเงิน และการบัญชีอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น ขั้นตอนที่ 2 การสร้างหลักสูตรสำ หรับพัฒนาสมรรถนะการบริหารจัดการของผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ชุมมชนประเภทอาหารในจังหวัดเพชรบุรีโดยสร้างหลักสูตรจากการศึกษาเชิงปริมาณใน ขั้นตอนที่ 1 นำ มาบูรณาการเนื้อหาสมรรถนะหลักทั้ง 5 ด้าน โดยกำ หนดเนื้อหาของหลักสูตรเป็

    ว่าด้วยการหาตัวตน: พิจารณ์โซเชียลมีเดียผ่านทัศนะของ ฌ็อง ฌาคส์ รุสโซ: The Quest of the Self: Social Media throughJ.J. Rousseau’s Eyes

    Get PDF
               ในยุคปัจจุบันโซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนนับล้าน และมีอิทธิพลทั้งด้านบวก และด้านลบต่อผู้ใช้จึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ควรค่าแก่การนำศึกษาอย่างรอบด้าน บทความนี้ พยายามศึกษาโซเชียลมีเดียด้วยการใช้มุมมองของนักปรัชญาที่ชื่อ ฌ็อง-ฌาคส์ รุสโซ ผู้ซึ่งเล็งเห็น ความซับซ้อนและปัญหาของสังคมสมัยใหม่มาตั้งแต่ในยุคสมัยของเขา ความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ ของรรุสโซอยู่ที่การที่เขาให้ความสนใจอย่างยิ่งกับตัวตนของปัจเจกบุคคล (self) ซึ่งนอกจากจะถือเป็น องค์ประกอบหลักของโลกโซเชียลมีเดียยังดูเป็นสิ่งที่ถูกกระทบหนักหนาที่สุดในปรากฏการณ์การเกิดขึ้น ของโซเชียลมีเดีย บทความนี้จะผสมผสานตัวบทของรุสโซและงานศึกษาทางสังคมศาสตร์เพื่อชี้ให้เห็น ความเชื่อมโยงระหว่างโลกทัศน์ของรุสโซและโลกเสมือนบนโซเชียลมีเดีย โดยจะเสนอว่าการสะท้อนคิด (self-reflection)และความตั้งมั่นในความจริงแท้(authenticity)ซึ่งเป็นแกนหลักในความคิดของรุสโซ เป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้ต้านอิทธิพลด้านลบของโซเชียลมีเดียและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทั้งระหว่างบุคคล และภายในตัวปัจเจกบุคคลเอง ทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไล

    บทบาทของยา Guselkumab ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนา Role of Guselkumab for the Treatment of Plaque Psoriasis

    Get PDF
    บทคัดย่อ   Guselkumab เป็นยารักษาโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนาระดับปานกลางถึงรุนแรงในผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ต้องได้รับการรักษาด้วย systemic therapy หรือ phototherapy ซึ่งเป็นยารายการแรกในกลุ่ม Interleukin-23 inhibitor ที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งในเอเชีย ยายังได้รับการอนุมัติให้รักษาโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินในระยะมีอาการ ยา guselkumab เป็น fully human immunoglobulin G1 lambda (IgG1λ) monoclonal antibody (mAb) มีกลไกการออกฤทธิ์โดยเลือกจับแบบเฉพาะเจาะจงและเหนียวแน่นที่ p19 subunit ของ IL-23 ทำให้ขัดขวางการจับกับ IL-23 receptor จึงไม่เกิดการส่งสัญญาณไปกระตุ้น cytokine cascades มีผลทำให้การหลั่งของ pro-inflammatory cytokines และ chemokines ลดลง ผลจากการศึกษาทางคลินิกในระยะที่ 3 จำนวน 4 การศึกษา ได้แก่ VOYAGE 1, VOYAGE 2, NAVIGATE และ ECLIPSE ที่ให้ยา guselkumab โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังขนาด 100 มิลลิกรัม ในสัปดาห์ที่ 0 สัปดาห์ที่ 4 และหลังจากนั้นทุกๆ 8 สัปดาห์ พบว่ายาสามารถลดความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนาระดับปานกลางถึงรุนแรงและมีผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระบวนการเมแทบอลิซึมหลักของยาเกิดผ่านทาง catabolic pathway จึงไม่ต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของตับหรือไตบกพร่อง อาการไม่พึงประสงค์ของยาที่พบได้บ่อย คือ การติดเชื้อ โดยเฉพาะการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน คำสำคัญ: กูเซลคูแมบ, เทร็มฟะยา, โมโนโคลนอลแอนติบอดี, โรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนา  Abstract Guselkumab is indicated for the treatment of adult patients (18 years of age or older) with moderate to severe plaque psoriasis who are candidates for systemic therapy or phototherapy. Guselkumab is the first in class Interleukin-23 inhibitor that has been approved in adults with moderate to severe plaque psoriasis in several countries, including the USA and EU. Guselkumab is also indicated for the treatment of adult patients with active psoriatic arthritis. Guselkumab is a fully human immunoglobulin G1 lambda (IgG1λ) monoclonal antibody (mAb) that inhibit the bioactivity of IL-23 by binding with specificity and high affinity to IL-23; it selectively binds to the p19 subunit of IL-23 and blocks its interaction with cell surface IL-23 receptor, subsequently blocking the activation of the IL-23-mediated signalling pathway and the releasing of pro-inflammatory cytokines and chemokines that play a role in plaque psoriasis. Relate to the results from the phase III of 4 following studies, VOYAGE 1, VOYAGE 2, NAVIGATE and ECLIPSE, patients that receive guselkumab 100 mg subcutaneously at weeks 0, 4 and every 8 weeks thereafter have significantly improved treatment outcomes. The recommended dose of guselkumab is 100 mg by subcutaneous injection at weeks 0 and 4, followed by a maintenance dose every 8 weeks. Guselkumab is mainly metabolised via catabolic pathways, no dose adjustment is needed for hepatic or renal impairment. The most common adverse drug reaction was upper respiratory tract infections. Keywords: guselkumab, tremfya, monoclonal antibody, plaque psoriasi

    สารบัญ

    Get PDF

    กการศึกษาระดับของและปัจจัยต่อความเชื่อมั่นแห่งตนในการทำเวชปฏิบัติ ทางการแพทย์แผนไทยประยุกต์ของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต Self-efficacy and Its Influencing Factors in the Practice of Applied Thai Traditional Medicine Among the Graduates of the Applied Thai Traditional Medicine Program

    No full text
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการรับรู้ความสามารถแห่งตนในเวชปฏิบัติการแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิธีการศึกษา: การศึกษาภาคตัดขวางมีตัวอย่างคือ แพทย์แผนไทยประยุกต์ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2552 – 2555 จำนวน 560 คน ประเมินโดยใช้แบบสอบถามลักษณะทางประชากรศาสตร์ การรับรู้ความความสามารถแห่งตนฯ ความยากในการปฏิบัติงานเวชปฏิบัติฯ สี่ด้าน (เวชกรรมแผนไทย หัตเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย และผดุงครรภ์แผนไทย) และปัจจัยทั้งสี่ด้านของความสามารถแห่งตนฯ (ประสบการณ์ตรง ประสบการณ์จากตัวแบบ การโน้มน้าวทางวาจา และสภาวะด้านร่างกายและอารมณ์) ทดสอบความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษา: คะแนนเฉลี่ยของการรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ โดยรวมเป็น 171.91 จาก 250 คะแนน คะแนนเฉลี่ยความยากเป็น 104.22 จาก 250 คะแนน พบว่าเวชกรรมแผนไทย หัตถเวชกรรมแผนไทย และ ผดุงครรภ์แผนไทย มีคะแนนปัจจัย “ประสบการณ์ตรง” สูงสุด ตามด้วย “การเห็นตัวแบบ” โดยมีคะแนนมากกว่า 90 (จาก 100 คะแนน) ทั้งสองปัจจัย พบว่าเกรดเฉลี่ย ระยะเวลาจากจบจนได้งาน และจำนวนแห่งที่ทำงานสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับคะแนนความเชื่อมั่นแห่งตนฯ ด้านเวชกรรมแผนไทย เภสัชกรรมไทย และเวชกรรมแผนไทย ตามลำดับ (P-value < 0.05 ทั้งหมด) ผู้ที่ไม่เลือกเรียนวิชาด้านเวชกรรมแผนไทย หัตถเวชกรรมแผนไทย เภสัชกรรมแผนไทย และผดุงครรภ์แผนไทยมีคะแนนความเชื่อมั่นแห่งตนฯ โดยรวมสูงกว่าผู้ที่เลือกเรียนวิชาในด้านนั้น (P-value = 0.04, 0.001, < 0.001 และ 0.001 ตามลำดับ) สรุป: นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์ควรเพิ่มความเชื่อมั่นแห่งตนต่อการปฏิบัติโดยเน้นการลงมือทำด้วยตนเอง รวมทั้งการใช้ตัวแบบ และคำพูดจูงใจ คำสำคัญ: ความเชื่อมั่นในความสามารถแห่งตน; แพทย์แผนไทยประยุกต์; การศึกษา; เวชปฏิบัติ Abstract Objective: To determine level of self-efficacy in practicing the Applied Thai Traditional Medicine (ATTM) and its influencing factors. Methods: This cross-sectional study had 560 graduates from 2009 to 2012 as participants. Data collection was carried out using questionnaires collecting general information and assessing self-efficacy in ATTM practice activities including Thai medicine (Tmed), Thai massage (Tmas), Thai pharmacy (Tpharm), and Thai midwifery (Tmid), practice difficulty, and factors influencing self-efficacy (i.e., mastery experience, vicarious experience, verbal persuasion, and physiological and affective states). Associations were tested using Pearson’s correlation coefficients and independent t-test. Results: Mean score of overall self-efficacy was 171.91 out of 250 points while that of practice difficulty was 104.22 out of 250 points. Tmed, Tmas, and Tmid had the highest scores of the factors “mastery experience” and “vicarious experience” (> 90 of the possible 100 points). Grade point average, duration of applying for job, and number of workplace were significantly correlated with self-efficacy in Tmed, Tpharm and Tmed, respectively (P-value < 0.05 for all). Participants not taking courses of Tmed, Tmas, Tpharm, and Tmid had overall self-efficacy scores higher than those taking the respective courses (P-value = 0.04, 0.001, < 0.001 and 0.001, respectively). Conclusion: Self-efficacy of tudents in ATTM could be enhanced by more actual training based on mastery experience, and vicarious experience and verbal persuasion. Keywords: self-efficacy; applied Thai traditional medicine; education; practice difficulty; clinical practic

    ปัจจัยทำนายความตั้งใจในการใช้ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี ของกลุ่มเยาวชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย จังหวัดชลบุรี Predictors of the Intention to Use Pre-exposure Prophylaxis among Young Men Who Have Sex with Men in Chonburi Province, Thailand

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความตั้งใจและปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายความตั้งใจในการใช้ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (PrEP) ของเยาวชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย วิธีการศึกษา: การศึกษาเชิงทำนายมีกลุ่มตัวอย่างคือเยาวชนชายอายุ  18 – 24 ปี จังหวัดชลบุรี จำนวน 293 คน สุ่มตัวอย่างแบบส่งต่อเป็นลูกโซ่ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ตอบด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ (Google form) ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับยา PrEP ทัศนคติต่อการใช้ยา PrEP การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงในการใช้ยา PrEP การรับรู้ความสามารถของตนเองในการใช้ยา PrEP และความตั้งใจในการใช้ยา PrEP ทดสอบความสัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา: เยาวชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายมีความตั้งใจในการใช้ยา PrEP โดยรวมในระดับสูง (คะแนนเฉลี่ย = 21.0 ± 6.30 จาก 30 คะแนน) พบว่าการใช้ถุงยางอนามัย (β = -0.218) การรับรู้ความสามารถของตนเอง (β = 0.149) จำนวนคู่นอน (β = 0.173) และทัศนคติต่อการใช้ยา PrEP (β = 0.130) ร่วมกันทำนายความตั้งใจในการใช้ยา PrEP ได้ร้อยละ 11.6 (adjusted R2 = 0.116) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุป: การใช้ถุงยางอนามัย การรับรู้ความสามารถของตนเอง จำนวนคู่นอน และทัศนคติต่อการใช้ยา PrEP ร่วมกันทำนายความตั้งใจในการใช้ยา PrEP ผลการศึกษอาจใช้เป็นแนวทางพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการใช้ยา PrEP ในกลุ่มเยาวชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ที่เน้นการสร้างทัศนคติที่ดีและการรับรู้ความสามารถของตนเอง และเน้นกลุ่มที่ใช้ถุงยางอนามัย คำสำคัญ: ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย; ความตั้งใจในการใช้ยา PrEP; การรับรู้ความสามารถของตนเอง; ทัศนคติ: ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี Abstract Objective: To identify level of the intention to use PrEP and associations with its influencing factors among Thai young men who have sex with men (MSM). Method: In this predictive research, participants were 293 Thai young MSM aged 18 - 24 years old in Chon Buri province. Respondent driven sampling technique was used to draw the sample. The research instrument was a self-report e-questionnaire on Google form. The questionnaires consisted of personal information, knowledge of PrEP, attitudes towards PrEP, normative beliefs of PrEP, and PrEP self-efficacy. The associations were tested using stepwise multiple regression analysis. Results: The intention to use PrEP was at a high level (mean score = 21.0 ± 6.30 out of 30 points). The predictors of intention to use PrEP were condom use (β= -0.218), PrEP self-efficacy (β = 0.149), number of sexual partners (β = .173) and attitudes towards PrEP (β = .130). Those factors explained 11.6% of the variance of the intention to use PrEP (adjusted R2 = 0.116, P-value < 0.05). Conclusion: The intention to use PrEP were associated with condom use, PrEP self-efficacy, number of sexual partners, and attitudes towards PrEP The results serve as a guideline for developing programs to promote the use of PrEP among young MSM focusing on enhancing attitudes towards PrEP and PrEP self-efficacy, and those who used condom. Keywords: men who have sex with men, intention to use PrEP, self-efficacy; attitude; pre-exposure prophylaxis drug

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇