Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    การศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล: The study of Assessment of the Needs and Guidelines for the 21st Century Teachers’ Digital Skills Development under the Secondary Educational Service Area Office in Bangkok Metropolis

    Get PDF
               การวิจัยนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำแนกตามสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่  ผู้บริหารและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 6 เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 405 คน สุ่มแบบหลายขั้นตอน ( Multi-stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ  คุณภาพเครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่น 0.9070 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean ) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Window วิเคราะห์ข้อมูลความต้องการจำเป็น (Need Assessment) ด้วยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (Mean) ระหว่างสภาพปัจจุบัน (Degree of success-D) และความต้องการในการพัฒนา (Importance-I)  ด้วย Modified Priority Needs Index ( PNI Modified) การวิเคราะห์เนื้อหาผลการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ             ผลการวิจัย พบว่า 1) ครูมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 ในระดับสูง ทั้ง 6 ด้าน  เรียงลำดับความต้องการเป็นจากมากไปหาน้อย   โดยด้านที่มีค่าความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านทักษะพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมากที่สุด  รองลงมาคือ ด้านทักษะการประยุกต์ใช้สื่อดิจิทัลสำเร็จรูปในการจัดการเรียนรู้ ด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงาน  ด้านทักษะการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย  ด้านทักษะการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social media) และด้านทักษะการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้และปัญญาประดิษฐ์(AI) ตามลำดับ 2) ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนา จำแนกตามเขตพื้นที่การศึกษา โดยเปรียบเทียบจากค่าดัชนีความต้องการจำเป็นพบว่า ทุกเขตพื้นที่การศึกษามีความต้องการในระดับสูงทุกเขต โดยครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นมากที่สุด 3) แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูที่เหมาะสมคือ สถานศึกษาจัดพัฒนาเป็นการเฉพาะ โดยกระบวนการพัฒนา ได้แก่ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ  ส่งเสริมให้ครูทดลองใช้เครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆ ในห้องเรียน ประสบการณ์จริงในการปรับใช้เทคโนโลยี ส่งเสริมให้ครูทำวิจัยแก้ปัญหาการเรียนรู้ในชั้นเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ สร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศดิจิทัลภายในสถานศึกษ

    ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลสถานศึกษา: DIGITAL TRANSFORMATION LEADERSHIP OF ADMINISTRATORS AFFECTING TO SCHOOL EFFECTIVENESS

    Get PDF
              การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ประสิทธิผลสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงการทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลสถานศึกษา 4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 361 คน ซึ่งได้มาจากตารางกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซีและมอร์แกน (Krejcie & Morgan. 1970: 608) นำไปสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยกําหนดให้ขนาดสถานศึกษาเป็นชั้น จากนั้นนําไปสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ .60 ถึง 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) ประสิทธิผลสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r = 0.90) แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลสถานศึกษาในระดับสูง 4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อประสิทธิผลสถานศึกษา ได้ร้อยละ 81.10 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0

    แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4: The Developmental Guidelines for the Positive Power Leadership of School Administrators under Khon Kaen Primary Educational Service Area Office 4

    Get PDF
              การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหารสถานศึกษา 2) สร้างแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหารสถานศึกษา 3) ประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 จำนวนทั้งสิ้น 316 คน และใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ Stratified Random Sampling เครื่องมือที่ใช้เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ โดยแบบสอบถามทั้งฉบับมีค่าความเชื่อมั่น 0.97 แสดงว่าแบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นสูง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์กับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X ̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ค่าความต้องการจำเป็น (Priority Needs Index : PNI) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ประเมินแนวทางภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4  โดยประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของของภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้หลักการสนทนาเชิงบวก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้หลักการสนทนาเชิงบวก มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด การจัดลำดับความต้องการจำเป็นเรียงตามลำดับ ดังนี้ 1) การสนทนาเชิงบวก 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 3) การให้คุณค่ากับผลงาน 4ป การใช้หลักการสนทนาเชิงบวก   2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำพลังบวกสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาผลการวิจัยพบว่า มีแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำพลังบวกสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาทั้งหมด 4 ด้าน 20 แนวทาง   3. ประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหาร พบว่า ด้านการคิดเชิงบวก มีโอกาสมากที่สุดจำนวน 5 แนวทาง ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ มีโอกาสมากที่สุดจำนวน 5 แนวทาง ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นด้านการให้คุณค่ากับผลงาน มีโอกาสมากที่สุดจำนวน 5 แนวทาง ด้านการใช้หลักการสนทนาเชิงบวก มีโอกาสมากที่สุดจำนวน 5 แนวทา

    แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2: GUIDELINES TO PROMOTE THE DIGITAL LEADERSHIP OF SCHOOLS’ ADMINISTRATOR IN SMALL SCHOOL UNDER PHRAE PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREAR OFFICE 2

    Get PDF
              การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 และศึกษาแนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 โดยมีการดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 จำนวน 234 คน  โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยการเปิดตาราง เครจซี่และมอร์แกน จำแนกเป็น ผู้บริหาร 44 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง และครู 190 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบ แบ่งชั้น ตามสัดส่วนของครูในโรงเรียนแต่ละโรงเรียน จากทั้งหมด 78 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.976 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางการส่งเสริมภาวะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ได้มาโดย  การเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า               1.ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัล อยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ อยู่ในระดับมาก             2.แนวทางการส่งเสริมภาวะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 พบว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 ควรส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้บริหารสถานศึกษา  มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการจัดอบรม แลกเปลี่ยนการเรียนรู้  และมีการนิเทศ ติดตามการใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการบริหารสถานศึกษาให้มีประสิทธิภา

    ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้าและการติดอินเทอร์เน็ตในนิสิตปริญญาตรี Relationships between Depression and Internet Addiction among Undergraduate Students

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินระดับภาวะซึมเศร้าและการติดอินเทอร์เน็ต และทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้าและการติดอินเทอร์เน็ตในนิสิตระดับปริญญาตรี วิธีการศึกษา: การศึกษาเชิงพรรณนาทำในนิสิตปริญญาตรีจำนวน 470 คนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกของประเทศไทย ได้ตัวอย่างโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดภาวะซึมเศร้า (CES-D) และแบบวัดการติดอินเทอร์เน็ต เก็บข้อมูลช่วงพฤศจิกายน 2565  ถึงมกราคม 2566 ทดสอบทางสถิติโดยใช้การทดสอบทีและสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลาง (mean = 23.60 คะแนน) และการติดอินเทอร์เน็ตระดับปานกลาง (mean = 65.26 คะแนน) คะแนนภาวะซึมเศร้าระหว่างนิสิตชายและหญิงและระหว่างนิสิตที่มีลักษณะครอบครัวแบบเดี่ยวและแบบขยายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พบว่าภาวะซึมเศร้าและการติดอินเทอร์เน็ตสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีด้านอารมณ์เศร้า อาการทางกาย และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ยกเว้นด้านอารมณ์ด้านบวกที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการติดอินเทอร์เน็ต สรุป: ภาวะซึมเศร้าโดยเฉพาะด้านอารมณ์เศร้า อาการทางกาย และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสัมพันธ์กับภาวะติดอินเทอร์เน็ต ควรจัดโปรแกรมเพื่อส่งเสริมให้นิสิตมีการกำกับตัวเองที่เหมาะสมและการปรับตัวต่อใช้อินเทอร์เน็ต รวมถึงการส่งเสริมการคิดทางบวกและการสนับสนุนทางอารมณ์อย่างทันท่วงทีเพื่อลดแนวโน้มการติดอินเทอร์เน็ตในนิสิต คําสําคัญ: โรคซึมเศร้า; นิสิตระดับปริญญตรี; การติดอินเทอร์เน็ต  Abstract Objective: To assess the level of depression and Internet addiction and correlations between depression and Internet addiction among undergraduate students. Methods: This descriptive study was conducted among the 470 undergraduate students at one particular university located in the eastern part of Thailand recruited by multi-stage cluster random sampling. The questionnaire collected demographic characteristics and assessed depression (CES-D) and Internet addiction from November 2022 to January 2023. The data were analyzed using independent t-tests and Pearson’s correlation analysis. Results: The participants had moderate depressive symptoms (mean = 23.60 points) and moderate Internet addiction (mean = 65.26 points). Depression scores were significantly different between men and women and nuclear and extended family structures. Depression had a significantly positive correlation with Internet addiction. Most subscales of depression including depressed affect, somatic activity, and interpersonal relations, except for positive affect, were significantly correlated with Internet addiction. Conclusion: Depression especially depressed affect, somatic activity, and interpersonal relations were correlated with Internet addiction. Program to help students to have self-control and adjustment toward Internet use and to have more positive thinking and timely emotional support should be offered to decrease the propensity toward Internet dependence among these students. Keywords: depression; undergraduate students; internet addictio

    ความเครียดของบิดามารดาและปัจจัยอิทธิพลในมารดาที่มีบุตรเข้ารับการรักษาครั้งแรกที่โรงพยาบาลด้วยโรคปอดบวม: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง Parenting Stress and Its Factors among Mothers Having Infants with Pneumonia Hospitalized for the First Time: A Cross-sectional Study

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินระดับความเครียดของมารดาที่มีบุตรทารกป่วยด้วยโรคปอดอักเสบ โดยใช้โมเดลความเครียดในการเลี้ยงดูบุตรของบิดามารดา และตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับตัวแปรที่เลือก (ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การรับรู้ความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางสังคม ความวิตกกังวล ความรุนแรงของความเจ็บป่วยของทารก) วิธีการศึกษา: การวิจัยสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายจำนวน 200 คน เป็นมารดาที่ดูแลบุตรทารกที่ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลครั้งแรก จากแผนกกุมารเวชกรรม ของโรงพยาบาลที่ 2 มหาวิทยาลัยเหวินโจว ประเทศจีน รวบรวมข้อมูลในช่วงกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน 2564 โดยรวบรวมข้อมูลทั่วไป และใช้แบบสอบถามประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพของบิดามารดาชาวจีน การสนับสนุนทางสังคม ความวิตกกังวลด้วยตนเอง ดัชนีความเครียดในการเป็นบิดามารดา (แบบสั้น-15) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติเพียร์สันและการถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา: คะแนนเฉลี่ยความเครียดในการเป็นบิดามารดาเท่ากับ 34.94 ± 8.81 คะแนน ปัจจัยความวิตกกังวล (β = 0.284, P-value < 0.001) ความรอบรู้ด้านสุขภาพของบิดามารดา (β = -0.192, P-value < 0.05) และการสนับสนุนทางสังคม (β = -0.175, P-value < 0.05) ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความเครียดในการเป็นบิดามารดา ได้ร้อยละ18.8 (P-value < 0.05) สรุป: ความเครียดในการเป็นบิดามารดาของมารดากลุ่มนี้ต่ำกว่าค่ามัธยฐาน ความรอบรู้ด้านสุขภาพของบิดามารดาและการสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเครียดของการเป็นบิดามารดา ส่วนความวิตกกังวลเป็นเพิ่มความเครียด สามารถนำปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดความเครียดของมารดาที่ทารกป่วยด้วยโรคปอดอักเสบ คำสำคัญ: ความเครียดของการเป็นบิดามารดา; ปอดอักเสบ; มารดา; ทารก Abstract Objective: To evaluate the level of parenting stress among mothers of infants with pneumonia based on Parenting Stress Model and to examine its relationship with selected variables (health literacy, self-efficacy, social support, anxiety, the Severity of infants’ illness). Methods: Simple random sampling technique was applied to recruit 200 participants who took care of their children with pneumonia, hospitalized at the first time from the pediatric department of the Second Affiliated Hospital of Wenzhou Medical University in Wenzhou, China from July to November 2021. Research instruments included demographic record form, Chinese Parental Health Literacy Questionnaire, Tool of Parenting Self-efficacy, Social Support scale, Self-rating Anxiety Scale, and the Parenting Stress Index-Short-15 Form. Data was using Pearson correlation and multiple regression analysis. Results: The mean score of parenting stress was 34.94 ±  8.81 points. Anxiety (β = 0.284, P-value < 0.001), parental health literacy (β = -0.192, P-value < 0.05), and social support (β = -0.175, P-value < 0.05). together significantly explained 18.8% of variance in parenting stress (P-value < 0.05). Conclusion: Parental stress of mothers was lower than the median. Parental health literacy and social support are important factors for reducing parenting stress, while anxiety is a risk factor for increasing parenting stress. Clinical medical staff can help mothers of children with pneumonia reduce parental stress by intervening these factors. Keywords: parenting stress; pneumonia; mother; infan

    วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด Influenza Vaccination in Patients with Cardiovascular Diseases

    Get PDF
    บทคัดย่อ โรคไข้หวัดใหญ่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แล้วสามารถก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนและผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ทางคลินิกได้ ปัจจุบันการป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามแนวทางของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกาและกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย แนะนำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจในทุกรายฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เป็นการป้องกันในระดับทุติยภูมิ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต การเข้ารักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิต วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย มีทั้งแบบ 3 สายพันธุ์และ 4 สายพันธุ์ ซึ่งสามารถบริหารยาได้ทั้งแบบขนาดปกติ (บรรจุเชื้อ 15 ไมโครกรัมของ hemagglutinin ต่อสายพันธุ์) ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป และขนาดสูง (บรรจุเชื้อ 60 ไมโครกรัมของ hemagglutinin ต่อสายพันธุ์) สำหรับผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป ผลทางคลินิกพบว่าขนาดยาที่แตกต่างกันมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงการเกิดเหตุการณ์ชนิดรุนแรงจากสาเหตุหัวใจและหลอดเลือด การเข้าโรงพยาบาลจากโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงการเสียชีวิตไม่แตกต่างกัน แต่วัคซีนขนาดสูงสามารถลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากไข้หวัดใหญ่หรือปอดอักเสบและช่วยลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวมได้ดีกว่าขนาดปกติ คำสำคัญ: โรคไข้หวัดใหญ่; ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด; วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ Abstract Influenza infection is a leading cause of morbidity and mortality worldwide. Especially for patients with cardiovascular disease, when infected with influenza virus, they face severe complications and negative outcomes. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) and Thailand Department of Disease Control highly recommend patients with cardiovascular disease as a high-risk group to receive annual influenza vaccination as secondary prevention. This vaccination is to lower a risk of cardiovascular events and stroke in the future, hospitalization, and mortality. In Thailand, the influenza vaccine is an inactivated vaccine which has trivalent and quadrivalent. It can be administered both at a standard dose (15 micrograms of hemagglutinin per strain) at 6 months of age and older, and at a high dose (60 micrograms of hemagglutinin per strain) for people 65 years old and older. Clinical studies showed that different doses of inactivated influenza vaccine did not differ in reducing major adverse cardiovascular events (MACE), cardiovascular hospitalizations and cardiovascular mortality. However, the high dose resulted in lower events of hospitalization for influenza or pneumonia and all-cause mortality than the standard dose.  Keywords: influenza infection; patients with cardiovascular disease; influenza vaccin

    ปัจจัยทำนายสุขภาวะทางจิตใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจ ด้วยอำนาจของความเครียด ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของชีวิต การมีสติ และการสนับสนุนทางสังคม Factors Predicting Psychological Well-Being of the Elderly with Coronary Artery Disease based on the Power of Stress, Resilience, Mindfulness, and Social Support

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายสุขภาวะทางจิตใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยอำนาจของความเครียด ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของชีวิต การมีสติ และการสนับสนุนทางสังคม วิธีการศึกษา: การวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจที่เข้ารับการตรวจตามนัด ณ คลินิกผู้ป่วยนอกอายุรกรรมโรคหัวใจ โรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่ง 138 คน คัดกรองด้วยแบบทดสอบสมรรถภาพสมองของไทยที่คะแนนมากกว่า 23 คะแนน ใช้วิธีการสุ่มตามความสะดวก เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล สุขภาวะทางจิตใจ การรับรู้ความเครียด ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของชีวิต การมีสติ และการสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์โดยใช้สถิติถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าทั้งหมด ผลการวิจัย: พบว่าความเครียด ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของชีวิต การมีสติ และการสนับสนุนทางสังคม สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของสุขภาวะทางจิตใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจได้ร้อยละ 42 โดยความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของชีวิต การมีสติ และการสนับสนุนทางสังคมสามารถทำนายสุขภาวะทางจิตใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.24, 0.33 และ 0.23 ตามลำดับ P-value < 0.01 ทั้งหมด) ปัจจัยที่ทำนายได้ดีที่สุด คือ การมีสติ สรุป: ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของชีวิต การมีสติ และการสนับสนุนทางสังคม สามารถทำนายสุขภาวะทางจิตใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจได้ บุคลากรด้านสุขภาพควรนำข้อมูลนี้ไปพัฒนาโปรแกรมหรือนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตใจให้ผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจต่อไป คำสำคัญ: สุขภาวะทางจิตใจ; ผู้สูงอายุ; โรคหลอดเลือดหัวใจ Abstract Objective: To examine factors predicting psychological well-being (PWB) of the elderly with coronary artery disease based on the power of stress, resilience, mindfulness, and social support. Methods: A cross-sectional study recruited 138 elderly patients with coronary artery disease followed up at the cardiology outpatient clinic of a tertiary-care hospital in Thailand and had a Thai Mental State Examination score higher than 23 points. A convenience sampling method was used to recruit participants. Participants were interviewed for Personal Information Questionnaire, Ryff’s Scales of Psychological Well-Being, Thai Perceived Stress Scale, Connor-Davidson Resilience Scale, Philadelphia Mindfulness Scale, and Personal Resource Questionnaire 2000. Associations were tested using multiple linear regression with the enter method. Results: Stress, resilience, mindfulness, and social support accounted for 42% of the variance of in explaining PWB. Resilience, mindfulness, and social support were predictors of PWB (β = 0.24, 0.33, and 0.23, respectively, P-value < 0.01 for all) and mindfulness was the strongest predictor. Conclusion: Resilience, mindfulness, and social support were predictors of PWB among the elderly with coronary artery disease. Health care providers could use these findings to develop programs or innovations to enhance PWB of the elderly with coronary artery disease. Keywords: psychological well-being; the elderly; coronary artery diseas

    บทบาทภาครัฐที่พึงประสงค์ต่อชมรมผู้สูงอายุไทย: The Desirable Public Sector Roles for Thai Elderly Club

    Get PDF
    งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประกอบด้วย (1) เพื่อศึกษาบทบาทภาครัฐที่พึงประสงค์ในทัศนะของชมรมผู้สูงอายุไทย และ (2) เพื่อศึกษาข้อเสนอเกี่ยวกับบทบาทภาครัฐที่พึงประสงค์ต่อผู้ชมรมสูงอายุไทยในทัศนะของภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุไทย เป็นงานวิจัยแบบผสม โดย การวิเคราะห์แบบสอบถาม สอบถามจากกลุ่มตัวอย่างคือประธานชมรมผู้สูงอายุของทุกภาคทั่วประเทศจำนวน 394 คน ระบุบทบาทภาครัฐที่พึงประสงค์ในทัศนะของชมรมผู้สูงอายุไทยตามความสอดคล้องกับบทบาทของภาครัฐจากสามแนวคิดหลักของรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ คือ แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ แนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่ และ แนวคิดธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่ ต่อชมรมผู้สูงอายุไทย ด้วยการแจกแจงความถี่และร้อยละ และ วิเคราะห์แบบสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ตัวแทนจากภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จำนวน 14 คน ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า      (1) บทบาทภาครัฐที่พึงประสงค์ในทัศนะของชมรมผู้สูงอายุไทยสอดคล้องกับบทบาทของภาครัฐตามแนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่มากที่สุดโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.06 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.31) และ (2)ข้อเสนอเกี่ยวกับบทบาทภาครัฐที่พึงประสงค์ต่อผู้ชมรมสูงอายุไทยในทัศนะของภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุไทย มีสามประการหลัก คือ  ภาครัฐควร  มีการบูรณาการการดำเนินงานการพัฒนาและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชมรมผู้สูงอายุร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  ภาครัฐควรเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหรือส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ และ ภาครัฐควรสนับสนุนให้ชมรมผู้สูงอายุสามารถดำเนินการด้วยตัวของชมรมผู้สูงอายุเองไปจนถึงการเป็นอีกหนึ่งองค์กรทางสังคมเพื่อสังคม ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ว่าข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่เช่นเดียวกันThis research has two objectives: 1) to study the desirable role of the public sector in the viewpoint of the Thai Elderly Club and 2) to study the proposal regarding the desirable role of public sector in Thai elderly clubs in the viewpoint of the public sector that is directly related to improvement of quality of life of Thai elderly. This is a mixed-method study. 394questionnaires were collected from the chairman of the elder’s club of every region across the country. They identified the desirable role of the public sector in the viewpoint of the Thai Elderly Club in accordance with the role of the public sector from the three main concepts of modern public administration: “New Public Management,” “New Public Service,” and “New Public Governance.” to Thai Elderly Club with frequency and percentage distribution.  Content analysis was conducted of interviews with 14 key informants who were representatives from the public sector who were directly involved in the improvement of quality of life of elderly. The results reveal that 1) the desirable public sector role in the viewpoint of the Thai Elderly Club was consistent with the role of the public sector under the concept of “New Public Service,” with a mean of 4.06 and a standard deviation of 0.31 and 2) There are three main proposals for the desirable public sector in Thai elderly clubs in the viewpoint of the public sector that is directly related to the improvement of the quality of life of the Thai elderly. The public sector should integrate the implementation of development and problem-solving with the elderly clubs of the public sector that are directly involved for maximum efficiency. The public sector should be one of the supporters or promote collaboration between different sectors in the development of the elderly club, and public sector should encourage the elderly club to be able to operate by themself to become another social organization for society. The proposal thus is also consistent with the concept of “New Public Service”

    แรงงานไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย: สถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรค และผลกระทบ: Thai Labors in Sabah and Sarawak, Malaysia: Situations, Problems and Obstacles and Effects

    Get PDF
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจสถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรค รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ของแรงงานไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ดำเนินการศึกษาโดยอาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยข้อมูลจากเอกสารและสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย แรงงานไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน นายหน้าและเครือข่ายองค์กรที่มิใช่รัฐ (NGO) ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคของแรงงานไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย อุปสรรคด้านภาษา ปัญหาที่เกิดจากนายจ้าง และปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย ปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้แรงงานไทยบางส่วนต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อน และไม่ได้รับความคุ้มครองขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ที่สำคัญ 3 ด้าน คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสุขภาพและความมั่นคงส่วนบุคคล ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยควรเร่งเจรจากับรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำแรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบและลดปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย รวมถึงการพิจารณาให้ระบบประกันสังคมของไทยสามารถให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือแรงงานไทยในต่างประเทศ             The purpose of the research is to study and understand the situation, problems and obstacles, including the effects on human security of Thai workers in Sabah and Sarawak, Malaysia. This qualitative research uses data collected from documents and interviews with key informants, including Thai workers in Sabah and Sarawak, Ministry of Labor officers, brokers, and NGO workers.             The research shows that the problems and challenges of Thai workers in Sabah and Sarawak, Malaysia are language barriers, problems caused by the employer, and illegal labor problems. These problems result in some Thai workers having to live in hiding and lack the basic protection which affects human security in three important areas: economic stability, health, and personal security. For this reason, the Thai government should discuss with the Malaysian government to consider the possibility of bringing these workers into the system and reducing illegal labor. Thai social security system should be incorporated to provide protection and assistance to Thai workers that go abroad

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇