Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    Table of Content and Instructions for Authors

    No full text

    การพัฒนาแบบวัดความความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย: The Development of Geographic-Literacy Scale for Upper Secondary Education Student

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพแบบวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ 3) เพื่อพัฒนาเกณฑ์ปกติสำหรับการแปลความหมายคะแนนจากแบบวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ และ 4) เพื่อพัฒนาคู่มือการใช้แบบวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ตัวอย่างที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพและพัฒนาเกณฑ์ปกติของแบบวัด คือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน และนักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี ซึ่งเรียนครบทุกตัวชี้วัดสาระภูมิศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 17,876 คน ซึ่งผู้วิจัยสุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยวิธีการสุ่มแบบสองขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกทำการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของโรงเรียน แล้วจึงทำการสุ่มอย่างง่ายเพื่อให้ได้นักเรียนที่เป็นตัวแทนของกลุ่มประชากร ผลการวิจัยพบว่า แบบวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ที่พัฒนาขึ้น เป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ ประเภทปรนัยแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 60 ข้อ โดยมีการตรวจให้คะแนนแบบตอบถูกได้ 1 คะแนนและตอบผิดได้ 0 คะแนน ซึ่งวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ใน 3 องค์ประกอบ คือ ความสามารถทางภูมิศาสตร์ กระบวนการทางภูมิศาสตร์ และทักษะทางภูมิศาสตร์ คุณภาพของแบบวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ พบว่า คุณภาพรายข้อ ได้แก่ 1) ความตรงเชิงเนื้อหาของแบบวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับนิยามเชิงปฏิบัติการตั้งแต่ 0.60 – 1.00 หมายความว่าข้อคำถามมีความตรงเชิงเนื้อหา 2) ค่าความยากของข้อคำถามมีค่าตั้งแต่ 0.26 – 0.61 ซึ่งเป็นข้อคำถามที่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างยากถึงค่อนข้างง่าย 3) ค่าอำนาจจำแนกของข้อคำถามมีค่าตั้งแต่ 0.20 – 0.35 ซึ่งเป็นข้อคำถามที่อยู่ในเกณฑ์จำแนกได้ปานกลางถึงจำแนกได้ดีพอสมควร คุณภาพรายฉบับ ได้แก่ 1) ค่าความเที่ยงแบบวัดทั้งฉบับ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.909 ค่าความเที่ยงรายองค์ประกอบ ประกอบด้วย ความสามารถทางภูมิศาสตร์ กระบวนการทางภูมิศาสตร์ และทักษะทางภูมิศาสตร์ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.681, 0.806 และ 0.834 ตามลำดับ 2) การวิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้าง พบว่า แบบวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ที่มี 3 องค์ประกอบและ 15 ตัวบ่งชี้ มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งพิจารณาจากค่าสถิติ ไค-สแควร์ มีค่าเท่ากับ 104.39; df=86; p-value=0.09; /df=1.21; SRMR=0.04; RMSEA=0.03; GFI=0.96; AGFI=0.94 และ NFI=0.97 เกณฑ์ปกติของแบบวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ที่ใช้สำหรับการแปลผลแบบวัด มีคะแนนมาตรฐานทีปกติตั้งแต่ T28 – T80 และเกณฑ์ปกติรายองค์ประกอบ ในด้านความสามารถทางภูมิศาสตร์ ด้านกระบวนการทางภูมิศาสตร์ และด้านทักษะทางภูมิศาสตร์ มีคะแนนมาตรฐานทีปกติตั้งแต่ T31 – T74, T32 – T77 และ T30 – T77 ตามลำดับ ส่วนคู่มือการใช้แบบวัดความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์ มีความชัดเจน เหมาะสมต่อการนำไปใช้งาน และมีส่วนประกอบที่สำคัญอย่างครบถ้วน   The purpose of this research is as follows: 1) to develop the geographic literacy scale, 2) to validate the geographic literacy scale, 3) to establish the norms of the geographic literacy scale, and 4) to construct the manual of the geographic literacy scale. The sample used to check the quality and develop the measuring scale is 5 experts and high school students in the Nonthaburi Secondary Educational Service Area Office. 17,876 people had studied all indicators of geography at the high school level. The researcher randomized 400 people using a two-stage random sampling method. The first step was to randomly stratify according to the size of the school. Then simple randomization was performed to obtain students who were representative of the population. The results show that the developed geographic literacy scale comprised situational measurement. Each item is a multiple-choice question with 4 options, with a correct answer scoring 1 point and a wrong answer scoring 0 points. The scale measures geographic literacy in 3 components: geographical ability, geography processes, and geography skills. The quality of the geographic-literacy scale shows that 1) the content validity of the geographic-literacy scale has a consistency index between the question and the operational definition (IOC) between 0.60-1.00. This means that the questions are content valid 2) the difficulty of the questions is between 0.26–0.61 which means that the questions range from quite difficult to quite easy and 3) the discriminatory power of the questions is between 0.20–0.35 which means that the questions classification criteria are moderate to reasonably good. Each edition quality consists of 1) the reliability of the whole scale was 0.909. The reliability of the geographical ability component, geography processes component, and geography skills component were 0.681, 0.806, and 0.834, respectively. 2) construct validity analysis found that the geography intelligence measure has 3 components and 15 indicators. This is consistent with the empirical data. The chi-square value is 104.39; df=86; p-value=0.09; /df=1.21; SRMR=0.04; RMSEA=0.03; GFI=0.96; AGFI=0.94 and NFI=0.97. The norms for geographic literacy scale of T-Score used for the interpretation of normal measurement results were in the range of T28–T80.  Normal criteria for each component in the area of geographic ability, geographic process, and geographic skills are T31–T74, T32–T77, and T30–T77, respectively. The user manual for geographic literacy scale is clear, suitable for use, and contains all essential components

    การซึมผ่านของหมึกปากกาเคมีผ่านถุงพลาสติกใส่อาหาร

    Get PDF
    Permanent Ink Permeability through Plastic Bag for Food Packaging   Pongsakorn Lohasiriwat   รับบทความ: 6 กรกฎาคม 2566; แก้ไขบทความ: 17 มีนาคม 2567; ยอมรับตีพิมพ์: 30 มีนาคม 2567; ตีพิมพ์ออนไลน์: 3 พฤษภาคม 2567   บทคัดย่อ การซื้ออาหารพร้อมรับประทานในประเทศไทยเป็นสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไป บรรจุภัณฑ์ที่ผู้ขายเลือกใช้มีหลายรูปแบบและผลิตขึ้นจากวัสดุหลายชนิด เช่น พลาสติก กระดาษ กล่องโฟม ขวดแก้ว บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ ปัจจุบันยังพบว่า ผู้ขายนิยมใช้ปากกาเคมีในการเขียนรายละเอียดลงบนภาชนะบรรจุเพื่อบ่งบอกชนิดอาหาร ซึ่งหมึกปากกาเคมีเป็นสารเคมีที่ไม่เหมาะสมต่อการบริโภค และก่อให้เกิดโทษต่อสุขภาพได้ การศึกษาครั้งนี้ทดสอบความเป็นไปได้ของการซึมผ่านหมึกปากกาเคมี 4 ยี่ห้อ เมื่อเขียนลงบนบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติก 3 ประเภท ได้แก่ ถุงร้อนแบบขุ่น ถุงร้อนแบบใส และถุงเย็น โดยทดสอบถุงบรรจุน้ำร้อนเป็นเวลา 60 นาที ภายใต้สภาพการมีความชื้น และไม่มีความชื้น ผลการทดสอบพบว่า 1) ถุงพลาสติกเย็นก่อให้เกิดการซึมผ่านของหมึกปากกามากที่สุด ตามด้วยถุงร้อนแบบขุ่น ส่วนถุงร้อนแบบใสมีการซึมผ่านน้อยที่สุด 2) หากถุงเปียกเกิดการซึมผ่านของหมึกเคมีได้มากกว่าถุงแห้ง และ 3) ปากกาเคมีแต่ละยี่ห้อส่งผลต่อการซึมผ่านของหมึกแตกต่างกัน จากการศึกษาสรุปได้ว่า ผู้ขายควรหลีกเลี่ยงการใช้ปากกาเคมีเขียนลงบนบรรจุภัณฑ์อาหาร ระวังความเปียกชื้นภายนอกถุงโดยเช็ดแห้ง และควรเลือกใช้ถุงให้ถูกประเภท คำสำคัญ:  บรรจุภัณฑ์อาหาร  หมึกปากกาเคมี  การซึมผ่าน  ความชื้น   Abstract The ready–to–eat food is common in many regions of Thailand. There are various types of packaging that sellers has chosen from materials such as plastic, paper, foam box, glass bottle and packaging using natural materials. At present, many sellers still use permanent chemical markers to write on the food packages to identify the packed food. The permanent ink is a chemical which is unsuitable for consuming and can lead to health risks.  This study aimed to investigate the possibility of ink permeability under various conditions. Testing factors included four brands of blue ink permanent pens and three types of plastic bag, i.e., high–density polyethylene bag (HD), polypropylene bag (PP) and low–density polyethylene bag (PE). The testing was conducted with bags containing hot water for sixty minutes under with and without moisture outside the bag. The results revealed that 1) PE bag was the most permeability of the ink, following by HD bag. PP bag was the least ink permeability, 2) if the bag is wet outside (moisture condition), the ink diffusion had to be increased, and 3) each marker brand had different ink permeability. As results, it summarized to avoid using permanent markers to write on the hot food packages. The moisture outside the packaging is also awareness by wipe it out, and the bag types has been chosen correctly. Keywords:  Food packaging, Permanent ink, Permeability, Moistur

    หน้าปกใน

    No full text

    คุณภาพโรงเรียน : เป้าหมายสำคัญในการปฏิรูปโรงเรียนในยุคดิจิทัล: School Quality: Major Goals in school reform in the digital age

    Get PDF
    บทคัดย่อ            เป้าหมายสำคัญที่สุดของการปฏิรูปโรงเรียนคือการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้ได้มาตรฐานเพื่อให้ผู้ปกครอง และชุมชนยอมรับศรัทธา  คุณภาพโรงเรียนมีความสำคัญต่อการบริหารงานช่วยสร้างความ     เท่าเทียมทางศึกษานำไปสู่เป้าหมายการพัฒนามาตรฐานระดับสากล   ส่งเสริมชื่อเสียงของโรงเรียน ตอบสนองในการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง พัฒนาคุณภาพงานของครู และนักเรียนให้เกิดการเรียนรู้และบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย  พัฒนาระบบประกันคุณภาพงาน ทำให้การดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อคุณภาพของงาน  ส่งเสริมขวัญกำลังใจ  และสร้างความรักและความศรัทธาให้แก่ครูในการปฏิบัติงาน โดยองค์ประกอบสำคัญของคุณภาพโรงเรียนมี 5 ด้าน ได้แก่ 1) คุณภาพนักเรียน  2)คุณภาพครู  3) คุณภาพของสิ่งแวดล้อม 4) คุณภาพของหลักสูตรและการเรียนการสอน  และ5)การบริหารที่มีคุณภาพ Abstract The most important goal of school reform is to develop school quality to meet standards for parents and communities to gain acceptance and faith. School quality is important for administration which helps to create educational equality leading to the goal of developing international standards, promote the reputation of the school, responding to continuous professional development, improve the quality of work of teachers and students for learning and achieved the goal successfully. It also helps to develop a quality assurance system to run the operations more efficiently and affect the quality of work, promote morale and build love and faith for teachers in practice. The five key components of school quality are; 1) student quality 2) teacher quality 3) the quality of the environment 4) the quality of the curriculum and instruction; and 5) quality management

    การศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ตัวแบบร่วมกับการชี้แนะ เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกระดับปฐมวัย

    Get PDF
    การวิจัยครั้งเป็นการวจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกระดับปฐมวัย อายุ 5 ปี โดยใช้ตัวแบบร่วมกับการชี้แนะ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ตัวแบบร่วมกับการชี้แนะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมทักษะทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละของพฤติกรรมทักษะทางสังคม ผลการวิจัย พบว่า หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ตัวแบบร่วมกับการชี้แนะเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกระดับปฐมวัยมีทักษะทางสังคมทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ การรอคอย และการแบ่งปัน มีค่าร้อยละของทักษะทางสังคมเพิ่มมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู

    กองบรรณาธิการ

    Get PDF
    กองบรรณาธิกา

    ความสมนัยและความสัมพันธ์ระหว่างช่วงอายุ ความพึงพอใจในปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและความภักดีต่อตราสินค้าของผู้โดยสารสายการบินให้บริการเต็มรูปแบบ : The Correspondence Analysis and the Correlationbetween Generation, Satisfaction of Marketing Mix and Customer Loyalty: Full-Service Airlines

    Get PDF
                   บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการสายการบินให้บริการเต็มรูปแบบ 2) ศึกษาความภักดีต่อตราสินค้าของสายการบินให้บริการเต็มรูปแบบ 3) วิเคราะห์ความสมนัยระหว่างช่วงอายุของผู้โดยสารกับความพึงพอใจในปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ 4) วิเคราะห์ความสมนัยระหว่างช่วงอายุของผู้โดยสารกับความภักดีต่อสายการบิน และ 5) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการและความภักดีต่อตราสินค้าสายการบินให้บริการเต็มรูปแบบ โดยกลุ่มตัวอย่างคือผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินให้บริการเต็มรูปแบบ จําานวน 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบโควตา เครื่องมือการวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่และร้อยละ การวิเคราะห์การสมนัย และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้โดยสารสายการบินให้บริการเต็มรูปแบบมีความพึงพอใจในปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดเฉลี่ยในระดับมาก 2) ผู้โดยสารสายการบินให้บริการเต็มรูปแบบมีความภักดีต่อตราสินค้าในระดับมาก 3) ช่วงอายุมีความสมนัยกับความพึงพอใจในส่วนประสมทางการตลาดอย่างมีนัยสําาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) ช่วงอายุมีความสมนัยกับความภักดีต่อตราสินค้าอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 5) ความพึงพอใจในส่วนประสมทางการตลาดมีความสัมพันธ์กับความภักดีต่อตราสินค้าสายการบินให้บริการเต็มรูปแบบในทิศทางบวก ระดับตํา่าอย่างมีนัยสําาคัญทางสถิติที่ระดับ0.0

    รูปแบบการพัฒนาพัฒนาการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร : A Model on the Development of Effective Digital Technology Management in Schools under the Bangkok Metropolitan Administration

    Get PDF
              การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบรูปแบบการพัฒนาการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร และ 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ระเบียบวิธีวิจัยใช้แบบผสมผสาน ซึ่งใช้ทั้งวิธีการทำวิจัยเชิงปริมาณ และใช้วิธีการทำวิจัยเชิงคุณภาพ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีดิจิทัล จำนวน 9 คน เป็นผู้ให้ข้อมูลหลักโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างเป็นครูจำนวน 615 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จากโรงเรียน 205 โรงใช้แบบสอบถามความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะดิจิทัลของนักเรียน           ผลการวิจัยพบว่า 1.การวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่ามี 6 องค์ประกอบซึ่งโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วม ( =4.68, S.D.= 0.52) ด้านการมีภาวะผู้นำ ( =4.59, S.D.= 0.56) ด้านการพัฒนาบุคลากร ( =4.55, S.D.= 0.57) ด้านการบริหารจัดการ ( =4.53, S.D.= 0.64) ด้านการใช้หลักธรรมาภิบาล ( = 4.44, S.D.= 0.53) ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( =4.40, S.D.= 0.62) 2. การสร้างรูปแบบการพัฒนาบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร เริ่มโดยการใช้องค์ประกอบทั้งหกมาร่างรูปแบบ แล้วใช้ฉันทามติการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 9 คนที่พิจารณารูปแบบที่ร่างเพื่อตรวจสอบความเหมาะสม ประเด็นต่างๆ ปรับปรุงแก้ไข จนได้รูปแบบรูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครที่มีทั้ง 6 องค์ประกอบ 3. ผลการประเมินรูปแบบการพัฒนาบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขและไปทำการตรวจสอบ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และความคุ้มค่า พบว่า มีผลการประเมินทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุ

    การวิเคราะห์องค์ประกอบการเป็นองค์กรอัจฉริยะของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2: FACTOR ANALYSIS OF ORGANIZATIONS REGARDING INTELLIGENCE IN SCHOOL THE SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE BANGKOK 2

    Get PDF
              การวิจัยครั้งนี้มีความุม่งหมายเพื่อ (1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การเป็นองค์กรอัจฉริยะของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (2) เพื่อตรวจสอบความตรงของโมเดลการวัดองค์ประกอบการเป็นองค์กรอัจฉริยะของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ประชากร ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษในระดับดีเด่นและยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลการประกันคุณภาพภายใน จำนวน 8 โรงเรียน จำนวนครูทั้งสิ้น 958 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษ ในระดับดีเด่นและยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลการประกันคุณภาพภายใน จำนวน 300 คน กำหนดขนาดตัวอย่างตามแนวคิดของแฮร์และคณะ เครื่องมือการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Confirmatory Factor Analysis (CFA           ผลการวิจัยพบว่า1.องค์ประกอบการเป็นองค์กรอัจฉริยะของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ 2) การมีส่วนร่วม 3) การเปลี่ยนแปลงและการปรับตัว 4) แรงจูงใจในการทำงาน 5) โครงสร้างองค์กร 6) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  7) การเสริมสร้างประสิทธิภาพ และตัวบ่งชี้จำนวน 49 ตัวบ่งชี้ 2. โมเดลการวัดองค์ประกอบการเป็นองค์กรอัจฉริยะของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยมีค่า  = 946.76, df = 959, P-value=0.60469, RMSEA=0.000 &nbsp

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇