Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เวลาพาเพลิน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลาพาเพลิน ของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลาพาเพลิน ของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ที่สอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เวลาพาเพลิน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 คน ในภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนพิชัยพัฒนา สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เวลาพาเพลิน (2) แผนการจัดการเรียนรู้ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีความเชื่อเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ เท่ากับ 0.73 และ (4) แบบวัดความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลาพาเพลิน ของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 (2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลาพาเพลิน ของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 14.88 และคะแนนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 20.75 มีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยเท่ากับ 5.88 และมีดัชนีประสิทธิผลเฉลี่ยเท่ากับ 0.388 หรือคิดเป็นร้อยละ 38.80 (3) นักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษมีความพึงพอใจต่อการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เวลาพาเพลิน ความพึงพอใจอยู่ในระดับมา

    มาตรการป้องกันปัญหาความรุนแรงชองนักเรียนอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล: Preventive Measures Against Violence Problems among Vocational Students in Bangkok and Metropolitan Regions

    Get PDF
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหามาตรการป้องกันปัญหาความรุนแรงในนักเรียนอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยศึกษาจากสภาพปัญหาการใช้ความรุนแรงในอดีตถึงปัจจุบันเพื่อทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาการใช้ความรุนแรง โดยศึกษาจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เจ้าหน้าที่ภาคประชาสังคม และกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษาที่มีประสบการณ์ตรง เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่าปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในนักเรียนอาชีวศึกษานั้นเกิดขึ้นมาจากหลายองค์ประกอบด้วยกัน เริ่มต้นจากครอบครัวในการเลี้ยงดูอบรมบ่มนิสัยและให้เวลาใส่ใจกับบุตรหลานซึ่งจะเป็นสิ่งที่หล่อหลอมพฤติกรรม อุปนิสัย ให้นักเรียนอาชีวศึกษามีสภาพจิตใจที่สมบูรณ์ซึ่งถ้าหากนักเรียนอาชีวะไม่ได้รับการเอาใจใส่เลี้ยงดูมาอย่างดีแล้วยังได้ซึมซับความรุนแรงของคนในครอบครัว จะส่งผลให้กลายเป็นนักเรียนอาชีวะที่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาสภาพวัฒนธรรมไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนที่เป็นสังคมที่รักลูกไม่เท่ากันก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่นักเรียนอาชีวะเก็บเป็นปมชีวิตซึ่งนำมาสู่การใช้ความรุนแรงและด้วยสภาพสังคมที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วก็ส่งผลถึงอารมณ์ พฤติกรรมของนักเรียนอาชีวะในยุคปัจจุบันที่มีอารมณ์ร้อนหงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น และที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือกลุ่มรุ่นพี่ที่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อนักเรียนอาชีวะกลุ่มนี้ ในการปลูกฝังค่านิยมที่ผิดเดิมๆ จนทําให้นักเรียนอาชีวะที่มีปัญหามารวมตัวกันจนเกิดการใช้ความรุนแรงในที่สุดโดยมาตรการการป้องกันปัญหาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นคือ มาตรการ 1 ตําารวจ 1 โรงเรียน มาตรการสุ่มตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่ตํารวจ มาตรการเข้าวัดปฏิบัติธรรม มาตรการห้ามเข้าใกล้เส้นทางเสี่ยง มาตรการสลายกลุ่มรุ่นพี่นอกจากนี้ ยังพบว่า แท้จริงแล้วนักเรียนอาชีวะทุกคนต้องการมีชีวิตที่ดี มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบแต่เมื่อตนเองเกิดมาในครอบครัวที่มีการดํารงชีวิตที่ยากลําาบากเอื้อต่อการกระทําผิด การใช้ความรุนแรงของนักเรียนอาชีวะเหล่านี้จะเลือกวิธีแก้ปัญหาโดยการใช้ความรุนแรงเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคมของตนเอง หากแต่ถ้าสังคมรอบข้างนักเรียนเหล่านี้ตระหนักถึงปัญหาก็สามารถร่วมกันแก้ไขให้นักเรียนอาชีวะเหล่านี้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาเป็นนักเรียนอาชีวะที่มีคุณภาพเหมือนเดิ

    การพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการวางแผนการใช้ที่ดินโดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ: Development of the Decision Support Systemfor Land Use Planning by Geoinformation Technology

    Get PDF
                 การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศที่ใช้สนับสนุนการตัดสินใจในการวางแผนการใช้ที่ดินผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยได้จัดทําฐานข้อมูลจากชั้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ มีพื้นที่จังหวัดชลบุรีเป็นกรณีศึกษา การประยุกต์ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ประกอบด้วย (1) กรณีวิเคราะห์ข้อจํากัดและเงื่อนไขในในการใช้ที่ดิน (2) กรณีแนวทางการใช้ที่ดินและอนุรักษ์ที่เหมาะสมเพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและ (3) กรณีวิเคราะห์เพื่อกําหนดแนวทางเลือกสนับสนุนการตัดสินใจในการใช้ที่ดินที่เกิดประโยชน์สูงสุด โดยผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือในการวิเคราะห์พื้นที่โดยใช้การให้บริการชุดเครื่องมือสําหรับวิเคราะห์ข้อมูลแผนที่ผ่านระบบเครือข่าย(Geo-processing Service) ของ ArcGIS for Server ติดตั้งบนเครื่องแม่ข่ายในส่วนฐานข้อมูล ซึ่งจัดเก็บฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relation Database) รวมของระบบกลาง ซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยเครื่องแม่ข่ายที่ติดตั้งแอพพลิเคชั่น (Application) ที่พัฒนาขึ้น พร้อมทั้งให้บริการเว็บเซอร์วิส (Web Services)และ Really Simply Syndication (RSS) ทั้งหมดของระบบ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงระบบงานได้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser

    Evaluation of Biological Activities and Cytotoxicity of Microporus vernicipes PW17-173 and Microporus xanthopus PP17-16 Mushroom Extracts for Natural Cosmetics Applications

    Get PDF
    Mushroom extracts, known for their rich content of bioactive compounds such as polysaccharides, phenolic acids, vitamins, and minerals, are increasingly recognized for their potential as cosmeceuticals. This study evaluated Microporus vernicipes PW17-173 and Microporus xanthopus PP17-16, collected from northeastern Thailand. The mushrooms were cultured in yeast malt broth, and four extracts were prepared using ethanol and ethyl acetate: culture broth ethyl acetate (BA), culture broth ethanol (BE), mycelium ethyl acetate (MA), and mycelium ethanol (ME). These extracts were assessed for antioxidant, anti-tyrosinase, and anti-inflammatory activities. The BA extracts from both species exhibited the highest antioxidant activity, followed by the ME and BE extracts. Anti-tyrosinase assays revealed low IC50 values for BA extracts, with M. vernicipes showing 0.591±0.013 mg/mL and M. xanthopus 0.335±0.055 mg/mL. In anti-inflammatory tests, all extracts from M. vernicipes demonstrated lower IC50 values compared to those from M. xanthopus. Cytotoxicity assays on human keratinocyte (HaCaT) cells indicated that the BA and ME extracts caused 50% cell damage at concentrations above 250 µg/mL, while BE extracts exhibited similar toxicity at concentrations above 250 µg/mL for M. vernicipes and 63 µg/mL for M. xanthopus. These findings suggest that Microporus species offer promising potential for cosmetic formulations due to their potent antioxidant, anti-tyrosinase, and anti-inflammatory properties

    ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันไข้เลือดออกในมารดาที่มีลูกน้อยกว่าห้าคน ในหมู่บ้านโคโมโร ดิลี ติมอร์-เลสเต Factors Related to Dengue Prevention Behaviors Among Mothers of Under Five Children in Comoro Village, Dili Timor-Leste

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมป้องกันโรคไข้เลือดออกและความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับปัจจัยที่อาจมีผลต่อพฤติกรรม ในมารดาที่มีบุตรไม่เกินห้าคน วิธีการศึกษา: การศึกษาความสัมพันธ์ในมารดา 240 คนที่มีลูกน้อยกว่าห้าคน ในหมู่บ้านโคโมโร ดิลี ติมอร์-เลสเต เลือกโดยการสุ่มแบบกลุ่มอย่างง่าย เครื่องมือมีแบบบันทึกลักษณะทางประชากรศาสตร์ แบบประเมิน 1) ความรู้เกี่ยวกับไข้เลือดออก, การรับรู้โอกาสเกิดโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค, การรับรู้ประโยชน์, การรับรู้อุปสรรค, ความเชื่อมั่นแห่งตน และพฤติกรรมป้องกันโรคไข้เลือดออก ทดสอบความสัมพันธ์ด้วยค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา: มากกว่าครึ่งของมารดามีพฤติกรรมป้องกันโรคไข้เลือดออกระดับต่ำ (53%) พบว่าความรู้เกี่ยวกับไข้เลือดออก (r = .206, p < .01), การรับรู้ความรุนแรงของโรค (r = .172, p < .01), การรับรู้ประโยชน์ (r = .196, p < .01) และ ความเชื่อมั่นแห่งตน (r = .209, p < .01) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันไข้เลือดออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การรับรู้โอกาสเกิดโรค (r = -.056, p > .05) และการรับรู้อุปสรรค (r = .013, p > .05) ไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมป้องกันไข้เลือดออก สรุป: ผลการศึกษาชี้แนะว่าความจำเป็นต้องเพิ่มพฤติกรรมป้องกันไข้เลือดออกในมารดาที่มีบุตรน้อยกว่าห้าคน   คำสำคัญ: พฤติกรรมป้องกันโรคไข้เลือดออก; ความรู้เกี่ยวกับไข้เลือดออก, การรับรู้โอกาสเกิดโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค, การรับรู้ประโยชน์, การรับรู้อุปสรรค, ความเชื่อมั่นแห่งตน Objective: To describe dengue prevention behaviors among mothers of under five children and to examine factors associated with dengue prevention behaviors among mothers of under five children. Methods: This correlation study was conducted among 240 mothers of under five children in Comoro village, Dili Timor Leste by simple cluster random sampling. Seven validated instruments were used to collect mother’s data; a demographic record form, knowledge regarding dengue questionnaire, perceived susceptibility questionnaire, perceived severity questionnaire, perceived benefits questionnaire, perceived barriers questionnaire, self-efficacy questionnaire, and dengue prevention behaviors questionnaire. The data were analyzed using descriptive statistics and Pearson’s correlation analysis. Results: More than half of the participants had poor dengue prevention behaviors (53%). It was found that knowledge regarding dengue (r = .206, p < .01), perceived severity (r = .172, p < .01), perceived benefit (r = .196, p < .01) and self-efficacy (r = .209, p < .01) showed statistically significant correlation with dengue prevention behaviors while perceived susceptibility (r = -.056, p > .01) and perceived barrier (r = .013, p > .01) showed no statistically significant correlation with dengue prevention behaviors. Conclusion: The findings highlighted there is an urgent need that could focus on enhancing dengue prevention behaviors among mothers of under five children. Keywords: dengue prevention behaviors; knowledge regarding dengue; perceived susceptibility; perceived severity; self-efficacy

    การวิเคราะห์หาพื้นที่ภูมิทัศน์บำบัดเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ พื้นที่ศึกษา: กรุงเทพฯ ชั้นใน: Analysis of Therapeutic Landscapes for health promotion: a case study of inner Bangkok

    No full text
    วิถีชีวิตของคนเมืองเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าในการดำเนินชีวิต ส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาวะของผู้คน หนึ่งใน วิธีที่สามารถช่วยฟื้นฟูจิตใจและส่งเสริมสุขภาวะได้ คือภูมิทัศน์บำบัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) วิเคราะห์หาลักษณะ ภูมิทัศน์บำบัดของผู้คนกลุ่มอายุต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และ 2) ระบุตัวอย่างสถานที่ในกรุงเทพมหานคร (เขตชั้นใน) ที่จัดเป็นภูมิทัศน์บำบัดและอธิบายสาเหตุของการเป็นภูมิทัศน์บำบัดของสถานที่เหล่านั้น ศึกษาด้วยวิธีการรวบรวม ข้อมูลจากแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 129 คน ประกอบกับทำการสัมภาษณ์เชิงลึกและใช้วิธีการทางสถิติ โดยผลการวิเคราะห์ด้วยสถิติ พบว่ากลุ่มอายุที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อลักษณะภูมิทัศน์บำบัดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงประเภทสถานที่กับคุณลักษณะของการเป็นภูมิทัศน์บำบัดมีความสัมพันธ์กัน และผลการวิเคราะห์จากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าลักษณะของภูมิทัศน์บำบัดที่ส่งผลต่อการฟื้นฟูจิตใจในความเห็นของกลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มอายุ มีทั้งที่เหมือนกัน และแตกต่างกัน เช่นเดียวกับผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ด้วยสถิติ ซึ่งลักษณะที่เห็นตรงกันทุกกลุ่ม คือ เป็นพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกได้ผ่อนคลาย ปล่อยวาง ได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้าง ทั้งผู้คน ธรรมชาติ สถานที่ สถาปัตยกรรม ส่วนลักษณะที่เห็นแตกต่างกันนั้น เกิดจากความรู้สึกต่อสถานที่ และความคิดความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน (Life in the city is exhausting, it can negatively affect people's health. One of the ways that can help restore the mind and promote well-being is therapeutic landscapes. The objectives of this research are 1) to analyze the therapeutic landscape characteristics defined by different age groups living in Bangkok 2) to identify samples of places in Bangkok (inner district) that can be classified as the therapeutic landscape and explain the reasons for those places. This study collects data using a questionnaire with 129 samples along with in-depth interviews and statistical methods. The statistical method shows that different age groups have significantly different opinions on the therapeutic landscape characteristics and the location for the healing landscape characteristics are also related. The in-depth interview results show that the characteristics of the therapeutic landscape affect mental recovery for the same and different age groups’ opinions are the same with the result from the statistical method. The same opinions for all groups of characteristics are spaces to feel relaxed, let go, and interact with other people, nature, places, and architecture. Even so, the different opinions are caused by the feeling of the places and different beliefs of people.

    ผลการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการรู้จำนวนสำหรับเด็กปฐมวัย

    Get PDF
    Effects of Digital Learning Sets for Promoting Numeracy of Young Children   Kunphatson Foithong, Oraphan Butkatunyoo and Piyanan Hirunchalothorn   รับบทความ: 20 พฤษภาคม 2567; แก้ไขบทความ: 26 กรกฎาคม 2567; ยอมรับตีพิมพ์: 28 กรกฎาคม 2567; ตีพิมพ์ออนไลน์: 24 ธันวาคม 2567   บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการรู้จำนวนสำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยที่มีอายุ 5–6 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2566 โรงเรียนแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ ชุดสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการรู้จำนวนสำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 8 ชุด และแบบประเมินการรู้จำนวนของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าผลการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการรู้จำนวนของเด็กปฐมวัย มีคะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง ทั้งโดยรวมและรายด้านซึ่งการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลสามารถพัฒนาการรู้จำนวนของเด็กปฐมวัย โดยเด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการสำรวจวัตถุ เข้าใจเกี่ยวกับการนับและบอกจำนวนวัตถุ เข้าใจเกี่ยวกับการมองภาพของวัตถุ เข้าใจเกี่ยวกับสัญลักษณ์แทนจำนวน เข้าใจเกี่ยวกับการแสดงวิธีการแก้ไขปัญหา วิธีการเหล่านี้สามารถเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมสำหรับครูหรือผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการรู้จำนวนให้เด็กปฐมวัย คำสำคัญ:  การรู้จำนวน  ชุดสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล  เด็กปฐมวัย   Abstract The objective of this research was to compare the results of using digital learning media sets to promote numeracy for young children.  The target group for this research study are 13 young children aged 5–6 years who are studying in the kindergarten level 3 in the second semester of the academic year 2023 at a school in Nakhon Pathom province, the Nakhon Pathom Primary Educational Service Area Office District 2. The tools used in the research include 8 sets of digital learning media to promote number literacy for young children and an assessment form of young children’s numeracy of young children.Quantitative data were analyzed using averages and standard deviation; qualitative data were analyzed by way of content analysis. The research findings showed that the use of digital learning media sets to promote numeracy among young children, both overall and in each aspect, yielded higher post–experiment scores than pre–experiment scores. The use of digital learning media sets can develop young children’s numeracy. Children were able to understand exploring objects, understand counting and telling the number of objects, understand the visualization of objects, understand symbols that represent numbers and understand how to display solutions. These methods can serve as guidelines for organizing activities for teachers or those who are interested in organizing activities using digital learning media sets to promote numeracy in young children. Keywords: Numeracy, Digital learning sets, Young childre

    THE IMPACT OF BRAND EQUITY AND PRODUCT ATTRIBUTER TO PURCHASE INTENTION OF AIR PURIFIER: ผลกระทบของคุณค่าตราสินค้าและคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ

    No full text
    The objectives of this research are to compare the levels of consumer intention to purchase air purifiers, to study the factors affecting consumer intention to buy air purifiers analyzed by age groups and income groups, and to examine the factors influencing consumer intention to purchase air purifiers. This research employs a quantitative approach, using questionnaires to collect data through stratified random sampling from 507 air purifier users. The data is then analyzed using Structural Equation Modeling (SEM). The research findings show that when comparing the levels of purchase intention for air purifiers across age groups and income groups, the age groups are associated with brand preference, green market perception, and green brand loyalty. The income groups are associated with purchase intention, brand information, brand Loyalty, and green brand image. Factors affecting the purchase intention of air purifiers, classified by age and income groups, are as follows: Those under 25 years old prioritize product price; those aged 25-39 years old prioritize product quality; and those 40 years old and above prioritize brand equity. The study results for income groups show that those earning less than 30,000 baht per month prioritize brand equity, while those earning 30,001 baht and above prioritize product quality. Factors influencing the purchase intention of air purifiers include brand equity, brand preference, product quality, and product price. The benefits derived from this research can be used to develop marketing strategies, particularly in building brand awareness, improving quality, and creating brand associations. These strategies will lead to increased consumer purchase intention

    กองบรรณาธิการ ว.ทันต.มศว ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) พ.ศ. 2567: Editorial Board, SWU Dent J. Volume 17 No.2 (July-December) 2024

    No full text
    สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สำหรับวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ฉบับที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2567 ทางกองบรรณาธิการได้คัดสรรผลงานทางวิชาการที่หลากหลายและมีคุณภาพมา เผยแพร่เช่นเดิมครับ อันประกอบไปด้วยบทวิทยาการจำนวน 11 บทความ ครอบคลุมสาขาทันตกรรมชุมชน ทันตกรรมจัดฟัน ทันตกรรมบูรณะและทันตกรรมประดิษฐ์ วิทยาการวินิจฉัยโรคช่องปาก และชีววิทยาช่องปาก และบทความปริทัศน์ จำนวน 2 บทความ ในสาขาทันตกรรมประดิษฐ์และทันตกรรมรากเทียมครับ ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2567 นี้ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานประชุมขององค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 13-15 พฤศจิกายนพ.ศ. 2567 ณ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งภายในงานจะมีการนำเสนอและประกวดผลงานวิจัยทั้งในปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา จึงขอเรียนเชิญทุกท่านที่สนใจเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วยครับ ในฐานะตัวแทนของกองบรรณาธิการ ผมขอขอบพระคุณผู้นิพนธ์ทุกท่านที่ได้มอบความไว้วางใจให้วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และผมขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้อุทิศและทุ่มเทแรงกายใจในการพิจารณาบทความทางวิชาการให้ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานครับ วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยังคงเปิดรับบทความทางวิชาการประเภทต่างๆ ทั้งบทความวิจัย บทความปริทัศน์ และรายงานผู้ป่วยที่น่าสนใจตลอดทั้งปีครับ จึงขอเชิญชวน ผู้นิพนธ์ทุกท่านส่งบทความทางวิชาการมาได้เลยครับ ตามช่องทางที่ได้แนะนำไว้ในช่วงแรกของวิทยาสารครับ สุดท้ายนี้ผมขออำนวยพรให้กองบรรณาธิการทุกท่าน ท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นิพนธ์และผู้อ่านทุกท่าน มีแต่ความสุขกายสุขใจ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และคิดสมหวังในทุกๆสิ่งตามที่ท่านปรารถนาตลอดทั้งปีนี้ครับ แล้วพบกันอีกครั้งในฉบับที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2568 ครับ ผศ.ดร.ทพ.ชัชพันธุ์ อุดมพัฒนากร บรรณาธิการวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโร

    การวิเคราะห์สารลดการเสียวฟันพื้นฐานพอลิเมอร์บนเนื้อฟันมนุษย์ ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด: Scanning Electron Microscopic Analyses of Polymer-Based Desensitizing Agent on Human Dentine

    No full text
    วัตถุประสงค์: ศึกษาผลของสารลดการเสียวฟันพื้นฐานพอลิเมอร์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดต่อการอุดท่อเนื้อฟัน ความลึกของสารที่สามารถเข้าไปในท่อเนื้อฟัน และการคงอยู่ของสารในท่อเนื้อฟัน วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: แผ่นเนื้อฟันกรามใหญ่ซี่ที่สามจำนวน 24 ชิ้น ถูกกัดผิวเนื้อฟันด้วยกรดฟอสฟอริก ร้อยละ 37 แบ่งเป็น 6 กลุ่ม ๆ ละ 4 ชิ้น กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่ม 2 ทาสารลดการเสียวฟันเอ็มเอสพอลิเมอร์ กลุ่ม 3-6 ทาสารลดการเสียวฟันเอ็มเอสพอลิเมอร์ แล้วไปแช่ในนํ้ารีเวอร์สออสโมซิส เป็นเวลา 1  3  6 และ 12 ชั่วโมง ตามลำดับ ศึกษาการอุดท่อเนื้อฟันและความลึกของสารที่เข้าไปในท่อเนื้อฟันของแผ่นเนื้อฟันทั้งหมด ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดในแนวตัดขวางและแนวความยาวของท่อเนื้อฟัน ผลการศึกษา: ท่อเนื้อฟันหลังกัดกรดฟอสฟอริกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.34-3.43 ไมโครเมตร เฉลี่ย 2.94 ไมโครเมตร การทาสารลดการเสียวฟันพื้นฐานเอ็มเอสพอลิเมอร์ พบสารอุดท่อเนื้อฟันและลึกเข้าไปในท่อ เนื้อฟัน โดยสารสามารถเข้าไปในท่อเนื้อฟันลึก 105.75-119.42 ไมโครเมตร ที่กำลังขยาย 1,000 เท่า จำนวน ผลึกของสารลดลงเมื่อเวลาผ่านไปหลังแช่ในน้ำรีเวอร์สออสโมซิสเป็นเวลา 1  3  6 และ 12 ชั่วโมง ตามลำดับ เริ่มจากก่อนแช่ร้อยละ 83.34 และลดลงจนเป็นร้อยละ 73.47  66.20  56.32 และ 46.19 (ภาพตัดขวางท่อเนื้อฟัน) เริ่มจากก่อนแช่ร้อยละ 78.31และลดลงจนเป็นร้อยละ 73.61 58.68 56.24 และ 43.35 (ภาพขนานท่อเนื้อฟัน) สารลดการเสียวฟันพื้นฐานพอลิเมอร์ในทุกกลุ่มอุดท่อเนื้อฟันโดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อ เทียบกับแผ่นเนื้อฟันที่ถูกกรดกัดที่กำลังขยาย 1,000 เท่า (p < 0.01) สรุป: สารลดการเสียวฟันพื้นฐานพอลิเมอร์มีประสิทธิภาพและคงอยู่ ในการอุดและลึกเข้าไปในท่อเนื้อฟัน มากกว่าร้อยละ 50 หลังทาสาร 12 ชั่วโมง   Abstract Objectives: To evaluate the effects of polymer-based desensitizing agent by scanning electron microscope that occludes, penetrates into and persists in the dentinal tubules. Materials and Methods: Twenty-four dentine discs from third molars were etched with 37% phosphoric acid and divided into 6 groups (each group 4 pieces); Group 1: served as control, Group 2: applied with MS polymer desensitizer, Group 3-6: applied with MS polymer desensitizer and immersed in reversed osmosis water for 1, 3, 6 and 12 hours, respectively. All dentine discs were examined dentinal tubule occlusion and penetration by SEM in both cross-sectional and longitudinal views. Results: The diameters of dentinal tubules that etched with phosphoric acid were 2.34 to 3.43 μm and the mean was 2.94 μm. The MS polymer-based desensitizing agent occluded and penetrated into the dentinal tubules at the depth from 105.75 to 119.42 μm on magnification 1,000X. When the samples were immersed in reverse osmosis water for 1, 3, 6 and 12 hours, the particles decreased respectively from before immersed 83.34 to 73.47, 66.20, 56.32 until 46.19 % in crosssectional view and from before immersed 78.31 to 73.61, 58.68, 56.24 until 43.35 % in longitudinal view. The polymer-based desensitizing agent in all groups were statistically significant difference occluded dentinal tubules compared to etched dentine discs on magnification 1,000X (p < 0.01). Conclusion: Polymer-based desensitizing agent has efficiency and persist in dentinal tubule occlusion and penetration more than 50% after 12 hours of application

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇