Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
การแสดงออกของ METTL3 ในรอยโรคอะมีโลบลาสโตมา: Expression of METTL3 in Ameloblastoma
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการแสดงออกของ METTL3 ในรอยโรคอะมีโลบลาสโตมาชนิดถุงนํ้าเดียว และ อะมีโลบลาสโตมาชนิดหลายถุงนํ้า
วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: ศึกษาด้วยวิธีอิมมูโนฮีสโตเคมีในชิ้นเนื้ออะมีโลบลาสโตมาชนิดถุงนํ้าเดียวจำนวน 11 ตัวอย่าง และอะมีโลบลาสโตมาชนิดหลายถุงนํ้าจำนวน 15 ตัวอย่าง โดยศึกษารูปแบบการติดสี ร้อยละของเซลล์ที่ย้อมติดสี และคะแนนอิมมูโนรีแอคทีฟ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น p < 0.05
ผลการศึกษา: พบการแสดงออกของ METTL3 ในทุกตัวอย่างของรอยโรคอะมีโลบลาสโตมาทั้งสองชนิด โดยกลุ่มรอยโรคอะมีโลบลาสโตมาชนิดถุงนํ้าเดียวพบการติดสีในระดับความเข้มระดับปานกลาง ในขณะที่กลุ่ม รอยโรคอะมีโลบลาสโตมาชนิดหลายถุงน้ำพบการติดสีในระดับความเข้มรุนแรง ซึ่งพบว่าร้อยละค่าเฉลี่ยของเซลล์ ที่มีการติดสี คะแนนร้อยละของเซลล์ที่ย้อมติดสี และคะแนนความเข้มของการติดสีในกลุ่มอะมีโลบลาสโตมา ชนิดหลายถุงนํ้าสูงกว่าอะมีโลบลาสโตมาชนิดถุงนํ้าเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01)
สรุป: การแสดงออกของ METTL3 ในอะมีโลบลาสโตมาชนิดหลายถุงนํ้าสูงกว่าอะมีโลบลาสโตมาชนิด ถุงนํ้าเดียว ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า METTL3 อาจมีประโยชน์ในการเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพต่อพฤติกรรม และความรุนแรงของโรคอะมีโลบลาสโตมาได้
Abstract
Objective: To study the expression of METTL3 in unicystic ameloblastoma and conventional ameloblastoma.
Materials and Methods: The expression of METTL3 was assessed by immunohistochemistry. Eleven specimens of unicystic ameloblastoma and fifteen specimens of conventional ameloblastoma were used in the study. The expression pattern, the percentage of stained cells and immunoreactive scores were evaluated. The data were analyzed, and statistical significance was defined as a P value of 0.05.
Results: The results revealed METTL3 expression in all samples of ameloblastomas. In the unicystic ameloblastoma, moderate cell staining intensity was observed mainly in the nucleus of epithelial cells. The intensity of staining cells was increased in conventional ameloblastoma and mainly detected in the nucleus of almost every cell of epithelium. The mean percentage of stained cell, the score of the percentage of stained cell and the staining intensity scores in conventional ameloblastoma was higher than unicystic ameloblastoma, respectively (p < 0.01).
Conclusions: It was found that the expression of METTL3 was higher in conventional ameloblastoma than in unicystic ameloblastoma. The results suggest that METTL3 may be useful as a biomarker to predict the behavior of ameloblastoma
ประสิทธิภาพของสารสกัดจากนํ้ามันเมล็ดในปาล์ม นํ้ามันมะพร้าว และน้ำมันงาต่อการยับยั้งเชื้อสเตร๊ปโตคอคคัส มิวแทนส์และแคนดิดา อัลบิแคนส์: The Effect of the Extracts from Palm Kernel Oil, Coconut Oil and Sesame Oil for Antimicrobial Activity on Streptococcus mutans and Candida albicans
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากนํ้ามันเมล็ดในปาล์ม นํ้ามันมะพร้าว และนํ้ามันงา ในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ และ แคนดิดา อัลบิแคนส์
วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: นำนํ้ามันเมล็ดในปาล์ม นํ้ามันมะพร้าว และนํ้ามันงาที่ไม่ผ่านการสกัดและผ่าน การสกัดด้วยระบบที่ 1 เมทานอล:นํ้ามัน ในอัตราส่วน 1:1 ระบบที่ 2 อะซิโตไนไตรล์:นํ้ามัน ในอัตราส่วน 1:1 ระบบที่ 3 เฮกเซน:เมทานอล:นํ้ามัน ในอัตราส่วน 4:1:2 ระบบที่ 4 เฮกเซน:อะซิโตไนไตรล์:นํ้ามัน ในอัตราส่วน 4:1:2 มาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์และแคนดิดา อัลบิแคนส์ โดยวิธีดิสก์ดิฟฟิวชั่น
ผลการทดลอง: สารสกัดน้ำมันงาในชั้นอะชิโตไนไตรล์ในระบบที่ 4 ให้ฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอคคั มิวแทนส์สูงสุด รองลงมาคือน้ำมันงาที่ไม่ผ่านการสกัด น้ำมันเมล็ดในปาล์มในชั้นเมทานอล ระบบที่ 1 และน้ำมันเมล็ดในปาล์มในชั้นเมทานอล ระบบที่ 3 มีฤทธิ์เท่ากัน ถัดมาคือน้ำมันปาล์มในชั้นเฮกเซนในระบบที่ 4 น้ำมันมะพร้าวในชั้นเฮกเซนในระบบที่ 4 มีฤทธิ์เท่ากัน น้ำมันมะพร้าวในชั้นเฮกเซน ระบบที่ 3 และน้ำมันงาในชั้นเฮกเซนระบบที่ 4 มีฤทธิ์เท่ากันเป็นลำดับสุดท้าย น้ำมันเมล็ดในปาล์มที่สกัดโดยระบบที่ 4 ในชั้นเฮกเซนมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแคนดิดา อัลบิแคนส์สูงที่สุด รองลงมาได้แก่ น้ำมันเมล็ดในปาล์มที่ไม่ผ่านการสกัด สารสกัดเมล็ดในปาล์มในชั้นเฮกเซนที่สกัดโดยระบบที่ 3 สารสกัดเมล็ดในปาล์มในชั้นเมทานอลที่สกัดโดยระบบที่ 1 สารสกัดเมล็ดในปาล์มในชั้นอะซิโตไนไตรส์ที่สกัดโดยระบบที่ 2 สารสกัดเมล็ดในปาล์มในชั้นเมทานอลที่สกัดโดยระบบที่ 3 และสารสกัดเมล็ดในปาล์มในชั้นอะซิโตไนไตรล์ที่สกัดโดยระบบที่ 4 ตามลำดับ
สรุป: สารสกัดน้ำมันงาในชั้นอะชิโตไนไตรล์ในระบบที่ 4 ให้ฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์สูงสุด และน้ำมันเมล็ดในปาล์มที่สกัดโดยระบบที่ 4 ในชั้นเฮกเซนมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแคนดิดา อัลบิแคนส์สูงที่สุด
Abstract
Objective: To study the effect of the extracts from palm kernel oil, coconut oil and sesame oil for antimicrobial activity on Streptococcus mutans and Candida albicans.
Materials and Methods: Palm kernel oil, coconut oil and sesame oil either without extraction or with extraction by system 1 (methanol:oil, ratio 1:1), system 2 (oil:acetonitrile, ratio 1:1), system 3 (hexane:methanol:oil, ratio 4:1:2), system 4 (hexane:acetonitrile:oil, ratio 4:1:2) were investigated antimicrobial activity on Streptococcus mutans and Candida albicans by disc diffusion method.
Results: The extracted sesame oil in acetonitrile by system 4 gave the highest antimicrobial activity on Streptococcus mutans. Then sesame oil without extraction, the extracted palm kernel oil in methanol by system 1 and the extracted palm kernel oil in methanol by system 3 gave the same antimicrobial activity. Then the extracted palm kernel oil in hexane by system 4 and the extracted coconut oil in hexane by system 4 gave the same antimicrobial activity. Then the extracted coconut oil in hexane by system 3 and the extracted sesame oil in hexane by system 4 gave the same antimicrobial activity which was the latest. The extracted palm kernel oil in hexane by system 4 gave the highest antimicrobial activity on Candida albicans. Then palm kernel oil without extraction, the extracted palm kernel oil in hexane by system 3, the extracted palm kernel oil in methanol by system 1, the extracted palm kernel oil in acetonitrile by system 2, the extracted palm kernel oil in methanol by system 3, the extracted palm kernel oil in acetonitrile by system 4, respectively.
Conclusions: The extracted sesame oil in acetonitrile by system 4 gave the highest antimicrobial activity on Streptococcus mutans. The extracted palm kernel oil in hexane by system 4 gave the highest antimicrobial activity on Candida albicans
การพัฒนาสมรรถนะการจัดการด้วยรูปแบบวิธีสำ รวจประเมิน สภาพการณ์และสำ รวจเชิงพรรณาแนวคิดเพิ่มพูน กรณีศึกษาโรงแรมคอนราดกรุงเทพ: Using Evaluative and Generative Approach to Improve Management Competency: A Case of Conrad Bangkok Hotel
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีปรับปรุงความสามารถในการจัดการของผู้นำ การศึกษา เริ่มต้นจากการตรวจสอบและประเมินระดับความสามารถในการจัดการของผู้นำ จากนั้นสร้างวิธี แก้ปัญหาโดยใช้การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการผ่านการแบบสุนทรียปรัศนีย์ในสอบถามเรื่องปัญหา และ หาวิธีการแก้ปัญหาเพื่อปรับปรุงศักยภาพของความสามารถในการจัดการของผู้นำ ผู้ให้ข้อมูลคือผู้นำ ในแผนกและพนักงานของโรงแรมคอนราดกรุงเทพซึ่งทำ งานในแผนกปฏิบัติการในสามแผนก ได้แก่ แผนกอาหารและเครื่องดื่ม แผนกต้อนรับส่วนหน้า และแผนกแม่บ้าน การวิจัยนี้ประกอบด้วยสี่ขั้นตอน คือ การวิเคราห์สถานะการณ์เบื้องต้นเพื่อประเมินผลก่อนการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแบบสุนทรีย ปรัศนีย์ การเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม การออกแบบและการนำ เสนอการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ แบบสุนทรียปรัศนีย์และ การประเมินผลหลังการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแบบสุนทรียปรัศนีย์ แบบ สอบถามเชิงโครงสร้างเป็นเครื่องมือที่ใช้ในวิจัยนี้เพื่อใช้ในการตรวจสอบระดับความสามารถในการ จัดการของผู้นำ จากมุมมองของผู้นำ เองและจากพนักงาน ผลการศึกษาพบว่า สามเดือนหลังจากการ ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแบบสุนทรียปรัศนีย์มีประสิทธิภาพกับการแก้ปัญหาและปรับปรุงศักยภาพของ ความสามารถในการจัดการของผู้นำ ในสามแผนกนี้ในโรงแรมคอนราดกรุงเท
การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ในพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียม เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน: กรณีศึกษาตำบลแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก: Promoting Hemp Plantation on Cadmium Contaminated Agricultural Areas for Community Product Development: A Case Study of Mae Tao Subdistrict, Mae Sot District, Tak Province, Thailand
การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ในพื้นที่เกษตรกรที่ปนเปื้อนแคดเมียม เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ชุมชนในตำ บลแม่ตาว อำ เภอแม่สอด จังหวัดตาก มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมในบริบท ของชุมชน ปัญหาผลกระทบจากสารแคดเมียมที่ปนเปื้อน ทัศนคติและความคิดเห็นของคนในชุมชน เพื่อการส่งเสริมการปลูกเฮมพ์และนำ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่ตำ บลแม่ตาว อำ เภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยการส่งเสริมการปลูกพืชทดแทน หรือพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยังคงสามารถดำ รงวิถีชีวิตเกษตรกรรมดั่งเดิมได้การศึกษา ในครั้งนี้เป็นกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ มีการเก็บข้อมูลระดับปฐมภูมิผ่านการลงพื้นที่ภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสัมภาษณ์กลุ่ม ในมุมมองของผู้นำและตัวแทนในชุนชน ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนส่วนใหญ่มีการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น การปลูกข้าว ประกอบกับมีวัฒนธรรมและความ เชื่อต่างๆ บนพื้นฐานของวิถีชีวิตเกษตรกรและวัฒนธรรมการปลูกข้าว นอกจากนี้ยังพบว่า การปนเปื้อน แคดเมียมในดินของเกษตรกรส่งผลกระทบในด้านของการประกอบอาชีพ ด้านรายได้และด้านสุขภาพ เช่น ประชากรในชุมชนมีอาการปวดข้อ ปวดกระดูก ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับสารปนเปื้อนแคดเมียม แนวทางในการแก้ไขปัญหาทางหนึ่ง คือ การปลูกพืชทดแทน เช่น เฮมพ์หรือกัญชงที่สามารถผลิตเป็
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2: GUIDELINES FOR DEVELOPING ETHICAL LEADERSHIP FOR SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER THE PHICHIT PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 โดยมี การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 291 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 25 คน และครู จำนวน 266 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1.ผลการศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความเคารพ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความยุติธรรม 2. ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรมีการจัดอบรมให้ความรู้ในเรื่องของจริยธรรม และความเป็นผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ให้ครบทั้ง 6 ด้าน มีการบริหารงานอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ตระหนักถึงความสำคัญของ การรักษาสัญญาและการตัดสินใจอย่างเป็นกลาง กระจายงานและกำหนดขอบข่ายงานอย่างชัดเจน ปฏิบัติตนและปฏิบัติงานให้เป็นแบบอย่างที่ดี รวมไปถึงการให้การยอมรับผู้อื่
การออกแบบการทดลองเพื่อลดแกรนูลไม่พึงประสงค์ ในกระบวนการทำแกรนูลเปียกของยาเม็ดเมตฟอร์มิน Experimental Design to Minimize Rejected Granules in Wet Granulation Process of Metformin Tablets
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพารามิเตอร์ของกระบวนการทำแกรนูลเปียกที่ทำให้เกิดแกรนูลไม่พึงประสงค์ในเครื่องบดแห้ง และหาค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมในการผลิตระดับอุตสาหกรรม วิธีการศึกษา: การวิเคราะห์พารามิเตอร์ของกระบวนการอาศัยแผนภูมิก้างปลาเพื่อระบุสาเหตุการเกิดแกรนูลไม่พึงประสงค์ จากนั้นออกแบบการทดลองแบบแฟกทอเรียลเต็มรูปเพื่อหาระดับที่เหมาะสมของปัจจัยต่าง ๆ โดยศึกษาปัจจัยของกระบวนการทำแกรนูลเปียก 5 ตัวแปร ตัวแปรละ 2 ระดับ แบบ 2 ซ้ำ ได้แก่ เวลาในการลดขนาดก้อนวัตถุดิบเมตฟอร์มิน (15 และ 20 นาที) อัตราการไหลของลมทางเข้าของเครื่องทำแห้งแบบฟลูอิดเบด (1,700 และ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง) อุณหภูมิในการถ่ายแกรนูลจากเครื่องทำแห้งแบบฟลูอิดเบดไปยังเครื่องบดแห้ง (25 และ 30 องศาเซลเซียส) ความกว้างในการเปิดแฟลบขณะถ่ายแกรนูล (80% และ 90%) และความสูงของตำแหน่งใบพัดแร่งในเครื่องบดแห้ง (3 และ 7 มิลลิเมตร) จากนั้นหาระดับดีที่สุดของตัวแปรและยืนยันผลการทดสอบตัวแปรใหม่ ผลการศึกษา: การวิเคราะห์ข้อมูลแสดงปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเกิดแกรนูลไม่พึงประสงค์ ได้แก่ เวลาที่ใช้ในการลดขนาดก้อนวัตถุดิบเมตฟอร์มิน ความกว้างในการเปิดแฟลบขณะถ่ายแกรนูล และความสูงของตำแหน่งใบพัดแร่งในเครื่องบดแห้ง เมื่อทำการทดสอบเพื่อยืนยันผลในกระบวนการทำแกรนูลเปียกของยาเมตฟอร์มิน จำนวน 50 รุ่นการผลิต พบว่าปริมาณแกรนูลไม่พึงประสงค์ลดลง มีปริมาณเฉลี่ยลดลงจาก 13 กิโลกรัมถึงปริมาณที่น้อยกว่า 1 กิโลกรัม สรุป: มีพารามิเตอร์กระบวนการทำแกรนูลเปียก 3 ตัวที่ไม่ระบุไว้ในเอกสารการขึ้นทะเบียนยา มีผลต่อปริมาณแกรนูลไม่พึงประสงค์ โดยมีระดับที่ดีที่สุดของตัวแปร คือเวลาในการลดขนาดก้อนวัตถุดิบเมตฟอร์มิน 20 นาที ความกว้างในการเปิดแฟลบขณะถ่ายแกรนูล 80% และความสูงของตำแหน่งใบพัดแร่งในเครื่องบดแห้ง 7 มิลลิเมตร และสามารถนำไปใช้ในกระบวนการทำแกรนูลเปียกของเมตฟอร์มินที่มีขนาดการผลิต 600 กิโลกรัมได้
คำสำคัญ: ยาเม็ดเมตฟอร์มิน; การออกแบบการทดลอง; กระบวนการทำแกรนูลเปียก; แกรนูลไม่พึงประสงค์
Abstract
Objectives: To study the wet granulation process parameters which caused rejected granules in dry mill and optimize such process parameters in large-scale industrial production. Methods: Process parameters were examined using fish bone diagram to identify root cause of rejected granules. Full factorial design was performed to find optimal factor levels. Specifically, 5 factors and 2 levels including delumping time (15 and 20 minutes), inlet air flow of fluid bed dryer (1700 and 1900 m3/h), transfer temperature between fluid bed dryer to dry mill (25 and 30 ºC), transfer flap opening between fluid bed dryer to dry mill (80% and 90%) and dry mill blade position (3 and 7 millimeters) were studied in duplicate. Response optimizer and validation of optimized parameters were analyzed. Results: It was found that delumping time, transfer flap opening between fluid bed dryer to dry mill and dry mill blade position were the main factors affecting rejected granules. Optimized parameters were applied and validated among 50 batches. The quantity of rejected granules was reduced from 13 kilograms to less than 1 kilogram on average. Conclusion: Three process parameters which were not stated in the drug registration dossier were found to have an impact on reject granules quantities. Delumping time at 20 minutes, transfer flap opening between fluid bed dryer 80% and dry mill blade position up to 7 millimeters were optimized and successfully applied in 600-kilogram batch size of metformin granulation. This work could be a good platform for other formulations and pharmaceutical process development.
Keywords: metformin tablets; design of experiment; wet granulation process; rejected granule
การเยียวยาตนเองตามการรับรู้ของผู้รอดชีวิตจากการฆ่าตัวตายในบริบทวัฒนธรรมไทย Exploring Suicide Survivors' Perspectives on Healing in Thai Culture
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการรับรู้การเยียวยาตนเองของผู้ที่รอดชีวิตจากการฆ่าตัวตายชาวไทย วิธีการศึกษา: ใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา ในผู้รอดชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 12 รายที่อาศัยในเขตที่รับผิดชอบการให้บริการสุขภาพโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครนายก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา: การรับรู้ด้วยการเยียวยาตนเองของผู้ที่รอดชีวิตจากการฆ่าตัวตายที่พบมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ความเชื่อสามารถช่วยให้เกิดพลังภายในตน 2) การเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยตนเอง 3) ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อน สรุป: การศึกษาค้นพบมุมมอง 3 ด้านของการรับรู้การเยียวยาตนเองหลังจากการรอดชีวิตของผู้พยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งอาจใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาในอนาคตและการดูแลผู้ที่รอดชีวิตจากการฆ่าตัวตายได้ดียิ่งขึ้น
คำสำคัญ: การเยียวยา; การฆ่าตัวตาย; ผู้รอดชีวิต; มุมมอง; วัฒนธรรมไทย
Abstract
Objectives: To explore healing from Thai suicide survivors’ perspectives. Method: This qualitative study used phenomenology through semi-structured interviews and participatory observation in 12 suicide survivors under the supervision of a sub-district health promoting hospital in Nakhonnayok province, Thailand. Data were analyzed using content analysis. Results: Three themes of healing of suicide survivors were identified, specifically 1) beliefs work as an inner source of power, 2) my life was changed by myself, and 3) family and friends as a source of support. Conclusion: Three aspects of healing among Thai suicide survivors were identified. This information could be used for future research and care for suicide survivors.
Keywords: healing; suicide; survivors; perspectives; Thai cultur
Factors Associated with Depression among Elderly Migrants in Wenzhou, China: A Cross-sectional Study
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับภาวะซึมเศร้าและตรวจสอบปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในผู้อพยพที่เป็นผู้สูงอายุในเมืองเหวินโจว วิธีการ: การศึกษาภาคตัดขวางดำเนินการในเมืองเวิ่นโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่เป็นผู้อพยพจำนวน 160 คน คัดเลือกจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ได้แก่ แบบบันทึกลักษณะประชากร และแบบประเมินความซึมเศร้าผู้สูงอายุ การดูแลตนเอง ความสัมพันธ์ของครอบครัว และการสนับสนุนทางสังคมพหุมิติ ทดสอบค่าสัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย: คะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าคือ 2.96 ± 2.72 คะแนนซึ่งอยู่ในระดับปกติ ปัจจัยความสัมพันธ์ในครอบครัว (r = -0.461) การดูแลตัวเอง (r = -0. 381) และการสนับสนุนทางสังคม (r = - 0.289) สัมพันธ์ทางลบกับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.001 ทั้งหมด) แต่พบว่ามีเพียงความสัมพันธ์ในครอบครัวที่สามารถทำนายภาวะซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -0.343, P-value < 0.001) และอธิบายความแปรปรวนของคะแนนซึมเศร้าได้ร้อยละ 23.0 สรุป: ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่เป็นผู้อพยพอยู่ในระดับปกติ งานวิจัยในอนาคตควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัวเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าในประชากรนี้
คำสำคัญ: ผู้สูงอายุที่เป็นผู้อพยพ; ภาวะซึมเศร้า; การสนับสนุนทางสังคม; การดูแลตัวเอง; ความสัมพันธ์ในครอบครัว
Abstract
Objectives: To determine depression level and examine the factors predicting depression among elderly migrants in Wenzhou. Methods: A cross-section study was conducted in Wenzhou, Zhejiang province, China. A total of 160 elderly migrants were selected by cluster random sampling technique. Data were collected using demographic questionnaire, the Geriatric Depression Scale, the Appraisal of Self-care Agency Scale, the Brief Family Relationship Scale, and the Multidimensional Scale of Perceived Social Support. Pearson correlation analysis and multiple linear regression were used to analyze the associations. Results: The average score of depression was 2.96 ± 2.72 points indicating a normal level. Family relationships (r = -0.461), self-care (r = -0.381) and social support (r = -0.289) had a negative correlation with depression with statistical significance (P-value < 0.001 for all). Only family relationships significantly predicted depression (β = -0.343, P-value < 0.001) and could explain 23.0% of the variance in depression scores. Conclusions: Depression among elderly migrants in Wenzhou, China was normal. Future research should focus on enhancing family relationships to prevent depression in the elderly migrants.
Keywords: elderly migrants; depression; social support; self-care; family relationshi
ดาสิกลูคากอนและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำขั้นรุนแรง Dasiglucagon and Severe Hypoglycemia
H
บทคัดย่อ
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำขั้นรุนแรงเป็นอาการที่ควรเฝ้าระวังและให้การรักษาอย่างทันท่วงทีเพราะอาจทำให้เสียชีวิตได้ เกิดมากในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่รักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลในเลือดหรืออินซูลิน ผู้ป่วยที่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำขั้นรุนแรงอาจมีข้อจำกัดในการให้คาร์โบไฮเดรตทางปากหรือการฉีดกลูโคสทางหลอดเลือดดำ ดังนั้นอาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์กลูคากอนซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต้านอินซูลิน มีประสิทธิภาพเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยสามารถใช้ผลิตภัณฑ์กลูคากอนรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้เองโดยฉีดเข้าใต้ผิวหนัง สมาคมโรคเบาหวานประเทศสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association) แนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่รุนแรงระดับ 2 ขึ้นไปให้มีกลูคากอนสำรองไว้ใช้เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำทุกราย ข้อมูลการศึกษาทางคลินิกพบว่า dasiglucagon มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำขั้นรุนแรง และมีรูปแบบเภสัชภัณฑ์ที่พร้อมใช้ได้ทันที สามารถเก็บได้ในอุณหภูมิห้อง dasiglucagon อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำขั้นรุนแรงในอนาคต
คำสำคัญ: ดาสิกลูคากอน; กลูคากอน; ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำขั้นรุนแรง
Abstract
Severe hypoglycemia is an alarming sign that needs urgent medical attention since it could be life-threatening. Severe hypoglycemia is found more frequent among diabetic patients treated with oral hypoglycemic drugs and insulin. Some of these patients with severe hypoglycemia may not be treated with oral carbohydrate or intravenous glucose. These patients could use products of glucagon which is an anti-insulin hormone to increase blood glucose level. The patients could self-administer glucagon product by subcutaneous injection. The American Diabetes Association recommends all diabetic patients with a risk of severe hypoglycemia level 2 or higher to carry adequate supply of glucagon products for urgent severe hypoglycemia. Clinical studies suggest efficacy and safety of dasiglucagon in severe hypoglycemia. Dasiglucagon products, with ready-to-use availability and feasible room temperature storage, could be an option in averting severe hypoglycemia.
Keywords: dasiglucagon; glucagon; severe hypoglycemi
ความสมดุลชีวิตในการทำงานกับประสิทธิภาพการทำงานที่บ้านในช่วงวิกฤตโควิด-19 ของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร: Work-Life Balance and Work-from-Home Efficiency among Private Company Employees during COVID-19 Pandemic Crisis in Bangkok
งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมในการทำงาน ความสมดุลชีวิตในการทำงาน และประสิทธิภาพการทำงานที่บ้านในช่วงวิกฤตโควิด-19 ของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 30-39 ปี มีสถานภาพสมรสไม่มีบุตร และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-45,000 บาท ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านมิติสัมพันธภาพ ด้านมิติความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และด้านมิติการคงไว้และการเปลี่ยนแปลงระบบงานในระดับดี มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความสมดุลชีวิตในการทำงานในระดับมาก และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า พนักงานบริษัทเอกชนที่มีอายุ สถานภาพสมรส และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีสมดุลชีวิตในการทำงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านมิติสัมพันธภาพ และด้านมิติการคงไว้และการเปลี่ยนแปลงระบบงานมีผลต่อความสมดุลชีวิตในการทำงานของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถพยากรณ์ ได้ร้อยละ 44.0 และความสมดุลชีวิตในการทำงานมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานที่บ้านในช่วงวิกฤตโควิด-19 ของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 50.8
This research aims to study work environment, work-life balance, and work-from-home efficiency among private company employees during the COVID-19 pandemic crisis in Bangkok. Four hundred questionnaires were collected. The research shows that: most of the respondents were female, aged between 30 and39 years old, married without children, and have an average monthly income between 30,001 to 45,000 baht. The opinions of the work environment in terms of relationship dimensions, personal growth dimensions, and system maintenance and change dimensions are at a good level. The opinions on work-life balance and work-from-home efficiency are at a high level. The result of hypothesis testing found that private company employees with different ages, marital statuses, and average monthly income had a different overall work-life balance at a 0.01 level of statistical significance. The work environment in dimensions of relationship and system maintenance and change influenced the overall work-life balance of private company employees at a 0.01 level of statistical significance and could be explained by adjusted R2 at 44.0 percent. The work-life balance influenced the work-from-home efficiency of private company employees at a 0.01 level of statistical significance with an adjusted R2 at 50.8 percent